21/11/2024
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2567
รายงานจากการประชุมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ เปิดเผยว่า ในการประชุมร่วมกับนายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสนอแนวทางสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในประเทศไทย ใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. พัฒนาขีดความสามารถในประเทศ โดยส่งเสริมการต่อเรือฟริเกต การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีอวกาศ รวมถึงการพัฒนา UAV เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ
2. ยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล โดยผลักดันให้อุตสาหกรรมในประเทศเป็นไปตามมาตรฐาน NATO และ ISO
3. นโยบายชดเชย (Offset Policy) ที่ชัดเจน โดยสนับสนุนการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางที่เป็นรูปธรรม และตรวจสอบได้
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวเสริมว่า การประชุมว่า ต้องการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส และมุ่งหวังให้โครงการจัดซื้ออาวุธของกองทัพ ช่วยกระดับเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว และควรนำไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการทางยุทธการของกองทัพ และการส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ
น.อ.อนุดิษฐ์ ยังแสดงความเห็นว่า หากโครงการจัดซื้ออาวุธของ ทอ. ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ เขาจะเสนอทางเลือกในการชะลอโครงการและปรับปรุงเครื่องบินรบให้เป็นยุค 4.5 ที่สามารถพึ่งพาอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งมีราคาถูกกว่า และตอบโจทย์ความต้องการในระยะสั้น เพื่อรอเงื่อนไขที่คุ้มค่ากว่าในอนาคต
---------------
ต่อเป็นเป็นการวิเคราะห์ในแต่ละประเด็น ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนตัว
ขยายความ ประเด็นที่ 1 การพัฒนาขีดความสามารถในประเทศ
การต่อเรือฟริเกต:
* สามารถช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศและเพิ่มความเป็นอิสระในด้านการคมนาคมและการป้องกัน
* สามารถสร้างงานและเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม
* สามารถช่วยเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศและรักษาความปลอดภัย
การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์:
* สามารถช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศและเพิ่มความเป็นอิสระในด้านการป้องกัน
* สามารถช่วยเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศและรักษาความปลอดภัย
* สามารถช่วยสร้างงานและเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม
เทคโนโลยีอวกาศ:
* สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการสื่อสารและเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานที่แตกต่างกัน
* สามารถช่วยเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศและรักษาความปลอดภัย
* สามารถช่วยสร้างงานและเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม
การพัฒนา UAV:
* สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการสื่อสารและเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานที่แตกต่างกัน
* สามารถช่วยเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศและรักษาความปลอดภัย
* สามารถช่วยสร้างงานและเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม
โดยรวมแล้ว การพัฒนาขีดความสามารถในประเทศโดยส่งเสริมการต่อเรือฟริเกต การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีอวกาศ รวมถึงการพัฒนา UAV สามารถช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศและเพิ่มความเป็นอิสระในด้านการป้องกันประเทศ และสร้างงานและเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมได้
ขยายความประเด็นที่ 2 ยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล โดยผลักดันให้อุตสาหกรรมในประเทศเป็นไปตามมาตรฐาน NATO และ ISO
การผลักดันให้อุตสาหกรรมในประเทศเป็นไปตามมาตรฐาน NATO และ ISO จะช่วยให้อุตสาหกรรมได้รับการยอมรับ ซึ่งจะนำไปสู่:
2.1 การเพิ่มความน่าเชื่อถือ: เมื่ออุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถติดตามมาตรฐานสากลได้ จะทำให้ประเทศมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในการทำงานร่วมกับประเทศอื่น ๆ
2.2 การเพิ่มความแข่งขัน: เมื่ออุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ที่มีมาตรฐานสูงได้ จะทำให้อุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถเติบโตและพัฒนามากขึ้น
2.3 การเพิ่มการลงทุน: เมื่ออุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถติดตามมาตรฐานสากลได้ จะทำให้ประเทศมีความ attractive มากขึ้นในการลงทุนจากประเทศอื่น ๆ
2.4 การเพิ่มความมั่นคง: เมื่ออุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถติดตามมาตรฐานสากลได้ จะช่วยให้ประเทศมีความมั่นคงมากขึ้นในด้านการป้องกันและความปลอดภัย
2.5 มาตรฐาน NATO และ ISO จะทำให้การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของทุกเหล่าทัพเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้แต่ละเหล่าทัพมียุทโธปกรณ์ที่สามารถทำงานร่วมกันได้
การยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากลจะต้องมีการลงทุนและความพยายามจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างแน่นอน
แน่นอนว่า ประเทศเราพยายามพัฒนาโดยมี DTI แต่แอตก็ขอบอกตามตรงว่า DTI ยังไปไม่สุด เพราะต้องการทุนในการพัฒนา เมื่อสามารถผลิต prototype (ต้นแบบ) มาได้ แต่ไม่สามารถนำมาสู่สายการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้มันก็จบอยู่แค่นั้น
ยกตัวอย่างของสหรัฐอเมริกา กองทัพบกจะมี Army Futures Command (AFC) เป็นคนประเมินอนาคต เป็นคนบอกว่าการจัดกองทัพควรจะเป็นอย่างไร จะรบแบบไหน แล้วต้องการยุทโธปกรณ์อะไร ในการจัดหายุทโธปกรณ์ของสหรัฐอเมริกา รัฐจะลงทุนให้ประมาณ 30-40% แล้วบริษัทไหนอยากจะแข่งขันก็มาพัฒนา ถ้าคุณชนะกองทัพจะซื้อคุณ
แต่ประเทศไทยไม่มีขีดความสามารถ ไม่มีงบประมาณแบบนั้น เราจึงต้องจัดซื้ออย่างเดียว เราซื้อของมาเรามักจะหย่อน คือซื้อไม่ครบระบบ ขีดความสามารถมันก็ไม่ครบระบบ เพราะกลาโหม ไม่ออกเป็นแนวทางมาว่าถ้าเหล่าทัพจะซื้อยุทโธปกรณ์ เหล่าทัพต้องใช้แบบไหน
เช่น ที่ ศอรฝ. ของกองทัพเรือ มีจรวดซึ่งยิงได้ไกลเป็น 100 กิโล แต่ระบบต่อกับ ทบ. และ ทอ. ไม่ได้ สาเหตุเพราะการจัดหายุทโธปกรณ์มันเป็นแบบ bottom up (ล่างขึ้นบน) มันไม่ใช่ top down ถ้าแบบ top down คือ กลาโหมและกองทัพไทยกำหนดว่าเหล่าทัพจะจัดซื้อยุทโธปกรณ์ จะต้องมีขีดความสามารถที่รวมสมรรถนะกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ประเทศนี้ต้องการขีดความสามารถในการป้องกัน 1 แบบนี้ 2 แบบนี้ 3 แบบนั้น แล้วจะขีดความสามารถเหล่านั้นจะไปวางไว้ที่เหล่าทัพใด นั่นคือวิธีคิดจาก top down แต่ปัญหาสำคัญคือ ใครจะเป็นคนคิด!!!
เรื่องการสนับสนุนอุสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่ผ่านมา DTI มีความพยายามในการดำเนินการเพียงแต่ว่าข้อจำกัดคือลูกค้าที่จะนำไปใช้งาน การผลิตจำนวนน้อยทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงมาก หรืออาจผลิตมาแล้วแต่ไม่มีคนใช้ ซึ่งเหล่าทัพเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องสนับสนุนในการนำไปใช้งานเพื่อพัฒนา ปรับปรุงขีดความสามารถของยุทโธปกรณ์ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ อันจะนำไปสู่ความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชาติ
แล้วทำไมเหล่าทัพจึงไม่ค่อยใช้ผลิตภัณฑ์จาก DTI จำนวนการผลิตเพียงพอไหม ตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าทัพหรือไม่
ขยายความ ประเด็นที่ 3 นโยบายชดเชย (Offset Policy)
การกำหนดแนวทางที่เป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้สำหรับนโยบายชดเชยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายนี้จะถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมและไม่เกิดผลเสียต่อประเทศหรืออุตสาหกรรมใดๆ ในการกำหนดแนวทางที่เป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้สำหรับนโยบายชดเชย สามารถทำได้ดังนี้
3.1 กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน: กำหนดว่านโยบายนี้จะถูกนำไปใช้เพื่ออะไร และมีเป้าหมายอย่างไร
3.2 กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐาน: กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่จะใช้ในการตรวจสอบและประเมินผลของนโยบายชดเชย
3.3 กำหนดกลไกการทำงาน: กำหนดกลไกการทำงานของนโยบายนี้ รวมถึงการกำกับดูแลและการปฏิบัติงาน
3.4 กำหนดวิธีการตรวจสอบ: กำหนดวิธีการตรวจสอบและประเมินผลของนโยบายชดเชย
3.5 กำหนดความต้องการจากภาครัฐและเอกชน: กำหนดความต้องการจากภาครัฐและเอกชนในการใช้นโยบายนี้
การสนับสนุนการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายนี้จะถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมและไม่เกิดผลเสียต่อประเทศหรืออุตสาหกรรมใดๆ การกำหนดแนวทางที่เป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้สำหรับนโยบายชดเชยสามารถช่วยให้นโยบายนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในระยะยาวให้กับประเทศหรืออุตสาหกรรมใดๆ
ในส่วนการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่จากกองทัพอากาศ แอตเห็นว่าควรชะลอระยะสั้น (ไม่เกิด 6-12 เดือน) การนำเครื่องบินขับไล่ทำกำลังจะปลดมาอัพเป็น 4.5 ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ควรนำมาใช้เป็นฝูงหลัก เพราะอย่างไรก็ตามเครื่องบินขับไล่ฝูงหลักต้องมีสมรรถนะสูง สดใหม่ ทันสมัย พร้อมปฏิบัติการ