12/12/2024
ทำประกันสำคัญ
"ความเจ็บป่วยอยู่ใกล้เรานิดเดียว"
1) กิจวัตรของวันอาทิตย์ที่ 8 ที่ดูเหมือนปกติ กลับทำให้ไม่รู้ว่าจริงๆ อะไรทำให้เราป่วย
- บ่าย 2 ทานเส้นเล็กก๋วยเตี๋ยวเรือ
- ตอน 4 โมงเย็น ร่างกายเป็นปกติทุกอย่าง ออกเดินรอบหมู่บ้าน 25,000 ก้าว ไม่มีอาการอะไร มวนๆท้องนิดหน่อย แต่ไม่ได้รู้สึกอะไรถึงสัญญาณความเจ็บป่วย
- ประมาณ 6 โมงเย็น เข้าบ้านมาทานข้าวเย็น แกงจืดเต้าหู้, ไก่ผัดพริก และไข่เจียว กับข้าว Riceberry อร่อยและทานอิ่ม happy ไม่มีสัญญาณอะไรทั้งสิ้น ทุกอย่างยังคงเหมือนปกติของทุกๆวัน
2) สักช่วง 3 ทุ่มรู้สึกแปลกๆ มวนๆปวดๆท้อง มีไข้รุมๆ ก็เลยทานคาร์บอนไป 2 เม็ด, ยาพารา, และยาธาตุน้ำขาว ก็เลยขึ้นไปนอน สักพักอาเจียนออกมา 5 รอบติด ออกมาเป็นกับข้าวตอนเย็น และข้าว Riceberry เป็นเม็ดๆ รอบสุดท้ายของการอาเจียน เกิดขึ้นช่วงเที่ยงคืนครึ่ง ตัดสินใจเรียก taxi เอง ผ่าน Grab ไปโรงพยาบาล
3) ประมาณตี 1.30 ถึงโรงพยาบาล ณ ห้องฉุกเฉิน โดยไปคนเดียว เนื่องจากคุณแม่นอนเฝ้าคุณพ่อที่เพิ่งออกจากผ่าตัดมะเร็งปอด จึงไม่ได้รบกวนที่บ้านไปเฝ้า ปรากฏว่า ปวดท้องหนัก, ร่างกายขาดน้ำ และอ่อนเพลีย ตัดสินใจว่าตัวเองจะนอนโรงพยาบาล
4) แต่ผลการตรวจ screen test คนไข้เบื้องต้น ออกมาเป็น Green Flag ไม่เข้าข่ายที่จะนอนโรงพยาบาล ในประกันของแบรนด์หนึ่ง เพราะข้อมูลอุณหภูมิไข้, ชีพจร, ความดัน ยังไม่ crisis ทำให้พนักงานของโรงพยาบาลแจ้งไปตามระเบียบการทำงานว่า "เรายังไม่เข้าเกณฑ์ ถ้าจะนอน จะ advance เงินสำรองจ่ายทั้งหมดไปก่อน ไม่สามารถเบิกได้ ณ วันเข้ารักษา แต่เอาเอกสารกลับไป เพื่อไป claim เองทีหลัง"
5) จริงอยู่ว่า สัญญาณดูเหมือนปกติ ในผลตรวจ แต่ความเป็นจริงของสภาพเราตอนนั้น คือ เราไม่มีแรงเดิน ยืน และปวดท้องอย่างหนัก รับยาฉีดเข้าเส้นเลือด ไป 2 รอบก็ยังไม่หายปวดท้อง จึงตัดสินใจนอนโรงพยาบาล และช่างแม่งกับผลวินิจฉัยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเงื่อนไขประกันไปก่อน เพราะร่างกายไม่ไหวจริงๆ ยืนก็ไม่ไหว และเดินเซ คิดว่าไม่ควรกลับ
6) หลังจากได้ห้องผู้ป่วย และให้น้ำเกลือ รับยาแก้ปวดท้องครบ dose ตอนเช้าดีขึ้นกว่าตอนค่ำ สามารถอาบน้ำเองได้ เดิน ยืนตั้งตัวตรงไหว และทานข้าวเองได้ ฟื้นตัวรวดเร็ว คุยกับคุณหมอเฉพาะทาง คุณหมอแจ้งว่าให้กลับบ้านได้ตอนเที่ยงนี้เลย เราดีใจมาก ที่ฟื้นตัวไว จากสภาพร่างที่ไม่ไหว ถือว่าหายไวกว่าที่คิด
7) ตัดสินใจโทรหาตัวแทนประกัน เพื่อ support การคุยกับโรงพยาบาล เรื่องที่เบิกจ่ายไม่ได้ ปรากฏว่า สุดท้ายก็สามารถเบิกได้จาก 18,000 โดยประมาณ เราจ่ายส่วนต่าง 3,800 บาทเอง ก็ถือว่าประหยัดไปได้พอสมควร ไม่ต้อง advance เงินไปก่อน (ส่วนต่างที่เกิดขึ้นคือ ค่าใช้จ่ายที่เกินกว่าที่ระบุกำหนดในกรมธรรม์ ได้แก่ ค่าห้อง และค่าแพทย์ แต่เบิกได้ตามจริงครบถ้วนทุกรายการ)
8 ) ทางตัวแทนประกันแจ้งว่า หมอจะเป็นผู้ประเมินเองตามจริง ต่อให้ไม่เข้าเงื่อนไขในตอนตรวจ pre-screen ก็ตาม อย่าเพิ่งซีเรียสไป เขาดูอาการป่วยตามจริง และเหตุผลที่มีการแจ้งปฏิเสธไว้ก่อน เพราะมีคนไข้ที่ไม่ได้ป่วยหนัก เป็นโรคประเภทเบามาใช้สิทธิ์ลักษณะนี้จำนวนมาก จึงต้องสร้างเงื่อนไข เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทด้วย
9) สรุปว่า เป็นอาหารเป็นพิษ แต่ไม่รู้เลยว่ามาจากอาหารใด คุณหมอไม่อาจจะทราบได้ เราเองก็งงว่ามันมาจากอาหารตัวใด จนกลับบ้านก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่นั่นทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่เราคาดไม่ถึง และความเจ็บป่วยอยู่ตรงหน้าเราแค่นี้เอง สภาพเมื่อคืนแย่มาก ทั้งๆที่ไม่มีสัญญาณอะไรเลย อย่าประมาทกับสุขภาพกันเลย มันไม่มีใครรู้ล่วงหน้าจริงๆ
10) สุดท้าย ก็ยังเชื่อเหมือนเดิมว่า การทำประกันชีวิตสร้างหลักประกันทางการเงิน ทำให้เราไม่ต้องสำรองจ่ายเงินฉุกเฉิน และ support เราได้ในวันที่เรามีความเจ็บป่วยฉุกเฉิน การซื้อประกันคือการวางแผนการเงินที่ดี และการมีตัวแทนประกันที่ดี ที่ support เรา ก็ช่วยดำเนินเรื่องให้ราบรื่น และเป็นคนที่อยู่ข้างเรา ในวันที่เราลำบากได้ดีมากๆ
"อะไรก็ไม่แน่นอน ทำประกันสิแน่นอน" (ไม่ได้ขายประกัน แต่มาเล่า เพราะมันเจอกับตัว ไม่งั้นก็เงินปลิวเกือบ 20,000 บาทครับ)
Take Care รักษาสุขภาพกันทุกคนนะครับ
#ตุ๊ดส์review