Ordinary investor

Ordinary investor ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Ordinary investor, บริการด้านการลงทุน, Bangkok.

🧠สรุปบทเรียนจากหนังสือ Read Write Road - The neuroscience of storytellingโครงสร้างเรื่องราวที่ดี ถ้าได้รับชม รับฟัง หรือ...
10/05/2026

🧠สรุปบทเรียนจากหนังสือ Read Write Road - The neuroscience of storytelling

โครงสร้างเรื่องราวที่ดี ถ้าได้รับชม รับฟัง หรืออ่าน มันจะส่งผลต่อสมองในระดับทั้ง Memory และ Emotional
ตัวอย่าง Story ที่คนไทยเราจำได้ชัดเจน
[Story] -> ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง
[Data] -> ก จ ด ฎ ต ฏ บ ป อ

Show, not tell! -> นิยายที่ดีไม่ใช่แค่เล่าเรื่อง แต่ต้องสร้างภาพในสมองของผู้อ่านจริงๆ
เช่น แทนที่จะเขียนว่า " เขากลัว " ก็อาจจะเปลี่ยนเป็น " อากาศเย็นวาบไล่ลงมาจากต้นคอ เขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนมาหายใจรดต้นคอ "

" The best way to have a good idea is to have a lot of questions. "
-> สมองต้องการโจทย์, แรงกดดัน, ความอยากรู้ เพราะสมองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ [รอแรงบันดาลใจ] แต่มันถูกสร้างมาเพื่อ [ตอบคำถามที่ยังไม่มีใครตอบ]

Story เดียวกัน แต่การอ่านและการดู ให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน สมองเลือกเห็นโลกตามสิ่งที่คิดมากกว่าสิ่งที่ตาเห็น
[ดู] = ตอบสนองไว
[อ่าน] = ทำความเข้าใจลึก
เช่น ภาพยนตร์คือการแสดงให้ดูว่าความรักคืออะไร การอ่านก็คือการทำให้รู้สึกว่าความรักนั้นเป็นอย่างไร

นิยายที่ยังไม่จบง่ายๆ[มีหลายเล่ม] เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า นิยายแบบเล่มเดียวจบ
ทั้งที่จริงๆ แล้วในเชิง Economics นิยายเล่มเดียวจบคุ้มกว่า แต่กลับกลายเป็นว่าคนเรามักจะสนใจและตื่นเต้นกับนิยานที่มีหลายตอน
เพราะในวันที่ผู้อ่านได้ตกหลุกรักตัวละคร พวกเขาก็หวังที่จะอยู่กับตัวละครอีกนิด อยากรู้ว่าตัวละครจะเป็นยังไงต่อ

Cognitive psychology บอกว่า Working memory คนเรามักรับได้ 4-7 หน่วย และงานวิจัยยังบอกอีกว่า เลขคี่ ให้ความรู้สึกไม่สมบูรณ์ จึงกระตุ้นความคาดหวัง คนเลยอยากตามจนครบ

การโกหกต้องใช้พลังสมองมากกว่าการพูดความจริง เพราะต้องปิดบังและสร้างเรื่องเล่าใหม่ให้แนบเนียนในเวลาเดียวกัน

การที่ตัวละครเผชิญความล้มเหลวแล้วลุกขึ้นใหม่ กระตุ้นให้เรารู้สึกว่า " เขาก็คือเรา " สมองจะหลั่งออกซิโทซินออกมาซึ่งทำให้เกิดความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้ง เมื่อเรื่องราวนั้นจบไปแล้ว แต่เราจะยังรู้สึกรักตัวละครนั้นอยู่

การเขียนเรื่องราวที่ขึ้นบรรทัดใหม่หลังจบ [Action] หรือ [Dialogue] ช่วยสร้างเส้นแบ่งที่บอกสมองว่า " เอานี่เป็นหนึ่งหน่วยนะ "
-> ตัดบรรทัดบ่อยๆ ลดภาระ Eyes movement
-> จัดบล็อกสั้นๆ ลดภาระ Working memory
สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้อ่าน อ่านสิ่งต่างๆ จบได้เร็วขึ้นแม้รูปแบบการจัดเรียงในหนังสืออาจจะไม่สวยมากนัก

Cliffhanger ไม่ใช่แค่การตัดจบบทแบบ " เดี๋ยวมีต่อ " แต่เป็นการสร้าง Cognitive gap ที่เกิดจาก
[1] ความคาดไม่ถึง -> Dopamine boost
[2] เบาะแสใหม่ที่ชวนให้คิดต่อ -> Conflict & DMN engagement
การจบเรื่องราวแบบนี้แหละที่ไปกระตุ้น Curiosity ของคนอย่างมาก!

ชื่อหนังสือที่ชัด อ่านง่าย และมีความหมายให้เชื่อมโยงหรือตีความ สมองจะกระตุ้น Deep encoding ซึ่งจะสร้างคำทรงจำที่มั่นคงและยาวนาน
และชื่อปกที่ตั้งให้ผู้อ่านเกิดความสงสัย จะทำให้ผู้อ่านวางหนังสือไม่ลง จนกว่าโจทย์นั้นจะได้รับการตอบกลับ
สรุปคือ Curiosity กระตุ้น Dopamine system และ Hippocampus ทำให้การเข้ารหัสความทรงจำมีประสิทธิภาพมากขึ้นและคำตอบของสิ่งที่อยากรู้จะมีคุณค่าทางอารมณ์มากขึ้นด้วย

การที่เราจะจมอยู่ในเรื่องเล่าได้และเข้าใจมัน สมองจำเป็นต้องประมวลผลความหมายได้เร็วและราบลื่น
แปลง่ายๆ ว่าภาษามีผลต่อความสมจริงทางสมอง มากกว่าคำที่สวยแต่ตีความยาก

Endowment effect -> เมื่อเรามีอะไรบางอย่าง[แม้เพียงชั่วคราว] สมองจะให้ค่ากับมันมากว่าตอนที่ยังไม่มี
อันนี้ชัดเจนเลย เช่น คนเราถ้าได้ยืมหนังสือใครมาอ่านแล้ว ยิ่งถ้าอ่านจบเล่มจะทำเราให้ค่ากับมันมากขึ้น จนบางทีก็ไม่เอาไปคืนเจ้าของเลย เนี่ยแหละเหตุผลที่คนให้ยืมหัวจะปวด🤣

อ่านหนังสือเล่มเดิม แต่ [จบ] ไม่เหมือนเดิม
เพราะทุกครั้งที่คนเราอ่านหนังสือ มันมีองค์ประกอบอยู่สองอย่างเสมอ
[1] เรื่องราวในหนังสือนั้น
[2] ตัวเรา ซึ่งเป็นผู้อ่าน และตัวเรานั้นไม่เคยเหมือนเดิม เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
เพราะฉะนั้นการอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำๆ ความคิด การตีความหมาย บทเรียนที่ได้ จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เสมอ

ขอบคุณครับ🙇🏻‍♂️
หากเข้าใจผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะครับ🙏🏻

📈สรุปบทเรียนจากหนังสือ Big money think small - เงินใหญ่ คิดเล็ก กลยุทธ์เอาชนะตลาดในระยะยาวผลตอบแทนจากการลงทุนที่น่าพอใจเ...
26/04/2026

📈สรุปบทเรียนจากหนังสือ Big money think small - เงินใหญ่ คิดเล็ก กลยุทธ์เอาชนะตลาดในระยะยาว

ผลตอบแทนจากการลงทุนที่น่าพอใจเกิดจาก
[1] ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
[2] ลงทุนในสิ่งที่เรารู้จัก
[3] ทำงานร่วมหรือลงทุนในคนที่ซื่อสัตย์และน่าเชื่อถือ
[4] หลีกเลี่ยงธุรกิจที่เสี่ยงต่อการล้าสมัย[แฟชั่น]หรืออาจจะมีปัญหาทางการเงิน
[5] ประเมินมูลค่าหุ้นอย่างเหมาะสม อย่าจ่ายแพงเกินไป

" ระดับอารมณ์ของคนเราจะแปรผกผันกับความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง - ยิ่งรู้น้อย ก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้น "

[Misplaced Anchoring] - การยึดติดกับจุดอ้างอิงที่ผิด
นักลงทุนมักจะยึดติดกับข้อมูลตัวเลขที่ได้รับ เช่น
-> ไม่ยอมขายหุ้นเพียงเพราะมันต่ำกว่าต้นทุนที่ซื้อ แต่จริงๆ แล้ว Fundamental มันเปลี่ยน Intrinsic value มันก็เปลี่ยน ในทางกลับกัน ราคาหุ้นสูงกว่าต้นทุนก็อยากขายทำกำไรเร็วๆ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว Intrinsic Value ของบริษัทมันสูงขึ้นเพราะ Fundamental ดีขึ้น
-> เอา Historical data เช่นพวก Avg. PE ratio, %CAGR, Avg. %Margin ต่างๆ มาคาดการณ์บริษัทในอนาคต ซึ่งมันเป็นการมองกระจกหลัง อนาคตมันอาจจะมีบริบทที่แตกต่างไปแล้วก็ได้

จงหาหลักฐานที่หักล้างความคิดของคุณ - ข้อผิดพลาดของนักลงทุนส่วนใหญคือ
[Confirmation bias] -> มักจะมองหาหลักฐานที่มาสนับสนุนความเชื่อของตัวเองและเพิกเฉยข้อเท็จที่ขัดแย้ง
[Echo chamer] -> ในยุค Social media มันพยายาม Feed ข้อมูลที่คุณชอบและมีแนวโน้มจะเห็นด้วยเสมอ แต่ในการลงทุนคุณต้องหาข้อเท็จจริงและคิดอย่างเป็นอิสระ ไม่ใช่การหาคำตอบที่เร็วที่สุดจากคนหมู่มาก

การเชื่อว่าการวิเคราะห์ของตัวเองถูกต้อง แต่ตลาดผิดนั้นจำเป็นต้องมีความมีความมั่นใจ แต่หากไร้ความสมเหตุสมผลรองรับ นั่นก็คือความอวดดี

" คุณต้องรีบรู้ตัวให้เร็วเมื่อทำผิดพลาด แต่ไม่ใช่เมื่อขาดทุน "

โดยธรรมชาติบริษัทที่ Valuation ถูกมากๆ มักเกิดขึ้นกับบริษัทที่กำลังมีข้อบกพร่องชันเจน ซึ่งความเห็นของคนส่วนใหญ่เชื่อว่าแก้ไขไม่ได้
-> ช่วงเวลานี้แหละความเห็นอันแตกต่างที่คุณวิเคราะห์มาอย่างดีแล้วจะสร้าง Reward ให้กับคุณอย่างน่าพอใจ

จงเพิ่มแต้มต่อให้อยู่ข้างคุณด้วยการมองข้อมูลในระยะยาวและผ่านเลนส์ของกลุ่มสถิติขนาดใหญ่ เมื่อเพิ่มระยะเวลาการสังเกต Central tendency มักปรากฎชัดขึ้น แทนที่จะคาดเดาแบบจุด จงคิดแบบเป็น [ช่วง] ดีกว่า

นักลงทุนต้องเข้าใจวิธีคิดและการกระทำของนักธุรกิจ เพราะพวกเขากำลังเดิมพันทั้ง ไพ่[โอกาสทางธุรกิจ] และ ผู้เล่น[ทีมบริหาร] โดยนักลงทุนไม่ใช่ผู้ถือไพ่เอง

นักลงทุนก็เป็นนักธุรกิจรูปแบบหนึ่งที่ขายคำแนะนำ เราคล้ายกับนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ซึ่งตัวเองก็สร้างเองไม่ได้ แต่เราเคยเห็นผลงานชั้นเลิศมามากพอที่จะตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

ความกังวลอาจะเป็นสิ่งที่ดี ถ้าไม่เครียดหรือรู้สึกมากเกิน สิ่งสำคัญคือ จงกังวลก็ต่อเมื่อมันช่วยให้เราคิดหาทางเลือกอื่นและพบเส้นทางที่ดีกว่า แต่ถ้ามีการ Predict ว่าฟ้าจะถล่มและคุณหยุดมัยไม่ได้ ก็จงปล่อยวาง ลดการบริโภคข่าว แล้วหาความสุขให้ตัวเองซะ

การเลือกหุ้นจะได้ผลดีที่สุดเมื่อคุณจดจ่อกับธุรกิจที่การจินตนาการถึงอนาคตไม่ใช่เรื่องยากหรือเกินจริง[ไม่เปลี่ยนแปลงไวๆ]

" ความคุ้นเคยไม่ใช่ความรู้ แต่ทั้งสองสิ่งนี้มักมาคู่กัน "
หุ้นบางบริษัท นักลงทุนให้ Valuation สูงกว่าเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมมากๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะชื่อเสียงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
-> ชื่อที่ผู้คนรู้จักกันอย่างแพร่หลายมักจะให้ความรู้สึกปลอดภัยมากกว่าเสมอ

ถ้าผมจะพูดว่า [รู้] และ [เข้าใจ] ผมจะต้องตอบคำถามเหล่านี้ได้ทั้งหมด
-> ทำไมลูกค้าถึงซื้อ?
-> ทำไมลูกค้าอาจจะเลิกซื้อแล้วเปลี่ยนไปซื้อคู่แข่ง?
-> อะไรทำให้บริษัทนี้ดีกว่าคู่แข่ง?
-> ธุรกิจนี้ทำเงินได้อย่างไร?
-> ทำไมความสามารถในการทำกำไรถึงขึ้นและลง?
-> อะไรคือปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโต?
-> ธุรกิจนี้จะล้มเหลวได้อย่างไร?
-> ผมพอจะรู้หรือไม่ว่าอีก5ปีข้างหน้าธุรกิจนี้จะอยู่ในจุดไหนและอะไรคือปัจจัยที่จะกำหนดผลลัพธ์เหล่านั้น?
-> เห็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมในอุตสาหกรรมนี้หรือไม่?
-> การลงทุนนี้เป็นขอบเขตแห่งความสามารถของเราหรือป่าว?

คุณสมบัติสำคัญที่นักลงทุนต้องมีคือ
[1] การเปิดรับข้อมูลที่ขัดแย้งกัน
[2] การมีวิธีการทดสอบว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นผิดหรือไม่
[3] ความเต็มใจที่จะเปลี่ยนความคิด

Valuation ของธุรกิจขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้บริหาร และผู้บริหารที่ดีต้องเก่งกาจและซื่อสัตย์
-> หากไร้ซึ่งความสามารถ พวกเขาจะพลาญเงินลงทุนของคุณ
-> หากไร้ซึ่งความซื่อสัตย์ พวกเขาจะขโมยเงินนั้นไป

จงมองหาคุณสมบัติสำคัญสองประการของตัวธุรกิจคือ
[1] Distinctive Capability - ความสามารถที่โดดเด่น
-> ลูกค้าต้องรู้สึกแบบอยู่ไม่ได้แน่ๆ ถ้าขาดบริษัทนี้ไป
[2] Capital Allocation - การจัดสรรเงินทุน
-> แม้คุณจะเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ตามกฎหมาย แต่การตัดสินใจหลายอย่างที่กำหนดมูลค่าของหลักทรัพย์นั้นกระทำโดยผู้อื่น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกผู้ดูแลทรัพย์สินของคุณให้ดี

" เมื่อใดที่บริษัทพยายามใช้ Startegy ที่สวนทางกับประวัติศาสตร์ของกิจการ เมื่อนั้นอดีตจะกลับมาทวงคืนเสมอ "
-> เช่น บางบริษัทให้ส่วนลดลูกค้ามาตลอดหลายสิบปี แล้วอยู่ๆ อยากเปลี่ยน Positioning ตัวเองเป็นสินค้า Premium ขึ้นเลยยกเลิกการให้ส่วนลด แบบนี้ยอดขายอาจจะหายไปดื้อๆ ได้เลย

วิเคราะห์บริษัทผ่านการจ่ายเงินปันผล
-> หาก Dividend Payout ratio สูง บ่งชี้ว่าบริษัทไม่สามารถนำเงินไปลงทุนขยายกิจการแล้วได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า จึงคืนเงินให้กับผู้ถือหุ้นแทนดีกว่า
-> หาก %ROE ต่ำ แต่ไม่จ่ายปันผลคืนให้ผู้ถือหุ้น บ่งชี้ว่าบริษัทอาจจะนำเงินไปลงทุนในโครฃการที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า และจะยิ่งน่าห่วง หาก Asset โตขึ้น แต่กำไรไม่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
-> หาก Dividend Payout ratio ต่ำ หรืออาจจะไม่จ่ายเลย บ่งชี้ว่าบริษัทอาจจะเห็นโอกาสและเชื่อมั่นในการนำเงินเหล่านั้นไปขยายกิจการแล้วสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการจ่ายปันผลออกมา

การทำ Stock buy-back เป็นทั้งการกระจายความมั่งคั่งสู่ผู้ถือหุ้นและผู้ขายหุ้น
-> หากซื้อหุ้นคืนในราคาที่สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง ผู้ที่ถือหุ้นอยู่จะถูกดึงมูลค่าออกไป
-> หากซื้อหุ้นคืนในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ผู้ที่ถือหุ้นก็จะได้รับมูลค่าเพิ่ม
📌 เช่น บริษัทหนึ่งมีหุ้น 100หุ้น มีสินทรัพย์เดียวคือเงินสด 10,000บาท เท่ากับมูลค่าที่แท้จริงคือหุ้นละ 100บาท หากบริษัทซื้อหุ้นคืน 40หุ้น ในราคา 160บาท(6,400บาท) บริษัทจะเหลือเงินสด 3,600บาท และมีหุ้นคงเหลือ 60หุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าที่แท้จริงหุ้นละ 60บาท จะเห็นว่าหากซื้อหุ้นคืนในราคาที่สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง ผู้ถือหุ้นจะเสียประโยชน์อย่างมาก!

อาการที่พบบ่อยที่สุดของการตกแต่งตัวเลขงบการเงินคือ Free cash flow ติดลบ, มีรายการบัญชีสูงผิดปกติในส่วนของ Receivables, Inventory, Intangibles

มูลค่าหุ้นมีองค์ประกอบอยู่ 4 ปัจจัยคือ
[1] ความสามารถในการทำกำไรหรือสร้างรายได้
[2] ความยืนยาวหรืออายุของธุรกิจ
[3] การเติบโต
[4] ความแน่นอน

" ชัยชนะในวันที่เล่นดีไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่การยืนหยัดได้ในวันที่เล่นแย่ต่างหาก คือสิ่งสำคัญ "

[Regression to the mean] - มักจะเกิดจากแรงกดดันในการแข่งขัน Industry ไหนที่มี %Margin สูงมากจะดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา ทำให้ผลตอบแทนของผู้เล่นรายเดิมลดลง
-> คุณต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ว่าบริษัทมีความสามารถอะไรในการรักษา %Margin ไว้ได้จากการแข่งขันที่ดุเดือด
" หากอุตสาหกรรมมีอัตตรากำไรสูง แต่อุตสาหกรรมนั้น Barrier to entry ต่ำ สุดท้ายบริษัทในอุตสาหกรรมเหล่านั้นจะมี Valuation ที่ลดลง "

" เมื่อมองจากจุดสุดสุดของฟองสบู่ แม้แต่ผู้ชนะก็ยังสร้างความผิดหวัง "
-> แม้บริษัทนั้นจะเป็น Winner แต่หากเราซื้อมันมาในราคาที่แพงมากๆ ผลตอบแทนที่ได้ก็มักจะไม่เป็นดั่งหวังหรือถึงขั้นขาดทุนในระยะเวลาสั้นๆ แบบหลายปี

สูตรสำเร็จหนึ่งข้อคือการเพิกเฉยอย่างสร้างสรรค์และเฉยชา อย่าสนใจความผันผวนของราคาหุ้น จงสนใจและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมูลค่าของการลงทุนคุณแทนซะ

" อย่าลงทุนเว้นแต่ว่ามีแรงจูงใจที่ถูกต้องอยู่มนที่เหมาะสม "
-> หากฝ่ายบริหารถือครองหุ้นจำนวนมากนับเป็นสัญญาณที่ดี

" จงซื้อบริษัทที่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ใช่หุ้นของบริษัทเทคโนโลยี "

ขอบคุณครับ🙇🏻‍♂️
หากเข้าใจผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะครับ🙏🏻

Boundaries are for those who lack the hunger to redefine them. ในยุค AI Era ผมขอยกให้ประโยคนี้เป็น "ที่สุด" แห่งยุคเลยคร...
19/04/2026

Boundaries are for those who lack the hunger to redefine them. ในยุค AI Era ผมขอยกให้ประโยคนี้เป็น "ที่สุด" แห่งยุคเลยครับ

หากย้อนกลับไปช่วงปี 2022 ที่เกิด ChatGPT Moment ผมยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่สาย Tech จ๋า แต่ด้วยความเป็น Early Adopter ผมเริ่ม Subscribe และคลุกคลีกับมันและ AI Tools อื่นๆ มาตลอดจนผ่านหลาย Use Cases ซึ่งตอนนั้นเราก็นึกว่ามันว้าวสุดๆ แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นยิ่งกว่าในวันนี้คือการมาของ Vibe Coding

ก่อนหน้านี้ผมยอมรับว่าแอบรู้สึก Burnout กับการวิ่งไล่ตามเครื่องมือใหม่ๆ ที่เมื่อก่อนเปิดตัวทุกเดือน แล้วเริ่มกลายเป็นทุกสัปดาห์ ล่าสุดเริ่มเป็นรายวัน555+ จนต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า "เราใช้สิ่งที่มีอยู่ได้เต็มประสิทธิภาพรึยัง?" และคำตอบก็คือ "ยัง" เพราะเรามัวแต่ไล่ตามของใหม่จนไม่ได้ขุดศักยภาพของเดิมมาใช้ให้ถึงที่สุด

แต่พอได้สัมผัสกับ Vibe Coding ความรู้สึกมันเหมือนผมกลับไปเป็นเด็กอายุ 18 อีกครั้ง [ChatGPT Moment Part 2] มันปลดล็อกจินตนาการที่เมื่อก่อนเราไม่เคยคิดว่าจะทำได้ด้วยตัวคนเดียวให้เกิดขึ้นจริงได้ในวันนี้ ขอแค่เรามี "ความกระหาย" (Hunger) และ "จินตนาการ" ที่มากพอ เราก็สามารถเสกโปรเจกต์ให้เป็นจริงได้ไม่ยากเลย

3 Skills สำคัญในโลกยุค Post-AI ผมเชื่อว่ายุคหลังจากนี้ "ไอเดีย" คือต้นทุนที่สำคัญที่สุด และนี่คือ 3 ทักษะที่จะกลายเป็นอาวุธหลัก:

1.
[Basic Coding] - รากฐานที่ทิ้งไม่ได้ แม้ Vibe Coding จะช่วยให้ Non-Dev อย่างผมสร้างเครื่องมือเองได้ แต่พื้นฐาน Frontend, Backend หรือ DevOps ยังจำเป็นมาก เพราะหากคุณสร้าง SaaS ขึ้นมาโดยไม่เข้าใจ Infrastructure หรือ Cybersec เลย คุณจะมั่นใจในสิ่งที่คุณสร้างได้อย่างไร? สุดท้ายมันจะกลายเป็น Technical Debt ที่ตามหลอนคุณในภายหลัง

2.
[Creativity] - พลังเหนือ DATA ในอดีตเราอาจเน้นเรียนสาย STEM แต่ในยุคที่ AI ถูก Training ด้วย Data มหาศาลจนชนะมนุษย์ในเชิงองค์ความรู้ไปแล้ว สิ่งเดียวที่จะสู้ได้คือ Creativity ซึ่งเด็กไทยมีศักยภาพตรงนี้สูงมาก แน่นอนว่างานสาย STEM จะไม่ตายทั้งหมด แต่มันจะเปลี่ยนบทบาทไป AI จะเก่งกว่าในเชิงข้อมูล แต่ในเชิง Psychology มนุษย์ยังต้องการ Reliability (ความน่าเชื่อถือ) เช่น อาชีพหมอ แม้ AI จะตอบคำถามได้แม่นยำแค่ไหน แต่คนไข้ยังต้องการ "มนุษย์" ที่มอบความเชื่อใจและ Commitment ให้ได้ ซึ่ง AI เป็นได้เพียง Co-pilot เท่านั้น

3.
[Hungry] - เชื้อเพลิงแห่งการลงมือทำ จินตนาการและความสร้างสรรค์จะไม่มีวันเป็นจริงได้เลย หากขาด "ความกระหาย" ที่จะสร้างสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นจริง นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า

โอกาสในยุค Transitional Period หลายคนกังวลว่า AI จะมา Disrupt งานประจำ ซึ่งในบาง Role ผมยอมรับว่า Bargaining Power ของมนุษย์เงินเดือนจะลดลงและการแข่งขันจะสูงขึ้นแน่นอน

แต่มันมีอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ: นี่คือโอกาสที่เราจะ Leverage เครื่องมือที่ทรงพลังอย่าง AI เพื่อทำ Value Creation ให้ลูกค้า, สร้าง One Person Business, หรือทำ Process Improvement ให้กับธุรกิจแบบก้าวกระโดด

เคล็ดลับสำคัญคือการฝืน Algorithm ของตัวเอง: ถ้าเราเสพแต่ข่าวร้ายหรือ Content มองโลกในแง่ร้าย Social Media ก็จะส่งแต่สิ่งเหล่านั้นมาให้เรา แต่ถ้าเราปลูกฝัง Algorithm ใหม่ (ผ่านการ Like หรือหยุดดู Content ที่มีคุณภาพ) เราจะเริ่มมองเห็นโอกาสในโลกยุคใหม่มากขึ้น

ประวัติศาสตร์บอกเราเสมอว่าผู้ที่ปรับตัวได้คือผู้อยู่รอด:
-> ยุค Industrial: กลุ่ม Blue-collar มั่งคั่งขึ้น
-> ยุค Information: Value ย้ายมาที่ White-collar
-> ยุค AI: มูลค่าของ White-collar ทั่วไปอาจลดลง แต่ Solo Entrepreneur ที่ใช้ AI เป็นแรงส่ง (Leverage) จะได้เปรียบมหาศาล เพราะคนเพียงคนเดียวสามารถสร้างธุรกิจได้ตามแต่จินตนาการจะเอื้ออำนวย

ขอย้ำประโยคเดิมทิ้งท้ายครับ... " BOUNDARIES ARE FOR THOSE WHO LACK THE HUNGER TO REDEFINE THEM. " (เส้นพรมแดนมีไว้สำหรับคนที่ขาดความกระหายที่จะนิยามมันใหม่เท่านั้น)

ปล. ภาพปกโพสต์นี้ เป็น WepApp ที่ผมสร้างขึ้นมาเองเพื่อใช้ในธุรกิจครอบครัวโดยใช้เวลาสั้นๆ เท่านั้น[เพราะใช้ Concept นอนน้อยแต่นอนนะ555+] ซึ่งจริงๆ ทุกไอเดียที่ผมเขียนไว้ในมือถือ ไม่ว่าจะ SaaS หรือ Application ต่างๆ ผมได้ลองสร้างมันขึ้นมา มันทำได้จริง และมันจะไม่มีคำว่าทำสิ่งที่ฝันไม่ได้อีกต่อไป!

ขอบคุณครับ🙇🏻‍♂️
หากเข้าใจผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะครับ🙏🏻

🏎️ บทเรียนจากสนามแข่ง ที่มีอะไรมากกว่าแค่เรื่องความเร็วมีบางช่วงของชีวิตที่เรารู้สึกเหมือนกำลังหลุดออกจากเส้นทางจากคนที่...
12/04/2026

🏎️ บทเรียนจากสนามแข่ง ที่มีอะไรมากกว่าแค่เรื่องความเร็ว
มีบางช่วงของชีวิต
ที่เรารู้สึกเหมือนกำลังหลุดออกจากเส้นทาง
จากคนที่เคยอยู่บนจุดสูงสุด
กลายเป็นคนที่ต้องเริ่มใหม่แทบจากศูนย์
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวใน F1 The Movie
ที่ไม่ได้เล่าแค่เรื่อง ความเร็ว
แต่เล่าถึงการกลับมาของคนคนหนึ่ง ที่ยังไม่ยอมแพ้

1. เมื่อโลกเต็มไปด้วย Noise จงกลับมาที่ปัจจุบัน
ชีวิตจริงไม่ต่างจากสนามแข่ง
มันเต็มไปด้วยเสียงรบกวนตลอดเวลา
-> ความกลัวอนาคต
-> ความคาดหวังจากคนอื่น
-> ความล้มเหลวในอดีต
สิ่งเหล่านี้คือ Noise ที่ทำให้เราหลุดโฟกัส
แต่บทเรียนสำคัญคือ
ถ้าคุณยังหลงใหลในสิ่งใดอยู่ อย่าปล่อยให้ Noise เหล่านั้นดึงคุณออกจากเกม
สิ่งเดียวที่คุณควบคุมได้จริง คือตอนนี้
ในโลกของการลงทุนก็เหมือนกัน
คนที่แพ้ ไม่ใช่คนที่คิดผิดเสมอไป
แต่คือคนที่หลุดโฟกัสจากสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ

2. ชีวิตพังได้ แต่ไฟข้างในต้องไม่ดับ
พระเอกเคยเป็นนักแข่ง F1
แต่ชีวิตหลังจากนั้นคือขาลงแบบสุดทาง
-> กลายเป็นนักพนัน
-> ล้มละลาย
-> ความสัมพันธ์พัง
-> หย่าร้างถึง 2 ครั้ง
แล้ววันหนึ่ง เขากลับมาอยู่หน้าสื่ออีกครั้ง
นักข่าวถามว่า
" คุณอยากแก้ไขสิ่งที่ผ่านมาไหม? "
เขาตอบแค่คำเดียวสั้นๆ
" อยาก "
ไม่มีคำอธิบายยาว
ไม่มีการแก้ตัว
มีแค่ความตั้งใจ ที่ยังหนักแน่น
คนส่วนใหญ่ พอเจอจุดนี้จะยอมแพ้
แต่คนบางคนจะฮึด
เขากลับไปฟิตร่างกาย
กลับไปเรียนรู้
กลับไปทำสิ่งที่ควบคุมได้
นี่แหละคือของจริง
ในโลกของการลงทุน
Drawdown ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่คนที่กลับมาได้คือคนที่ยังเชื่อในเกมของตัวเอง

3. Expectation isn’t Strategy
หลายคนมีความหวัง
แต่มีน้อยคนที่มีแผน
การคาดหวังว่ามันจะดีขึ้น
ไม่ได้ทำให้มันดีขึ้นจริง
สิ่งที่ต้องทำคือ
-> หา Edge
-> หาช่องว่าง
-> สร้างจังหวะ
ในหนัง พระเอกไม่ได้รอให้โชคเข้าข้าง
แต่เขาสร้างสถานการณ์ให้มันเข้าข้างเขา
เหมือนนักลงทุนที่เก่งจริง
เขาไม่ได้หวังว่าตลาดจะขึ้น
แต่เขาวาง Position ทำให้ไม่ว่าตลาดจะไปทางไหน เขาก็ได้เปรียบ

4. เกมที่คนอื่นไม่เข้าใจอาจคือ Strategy ที่คมกว่า
มีฉากหนึ่งที่โคตรสะท้อนความคิดเชิงกลยุทธ์
พระเอกตั้งใจทำให้เกิดเหตุในสนาม
จนต้องมีการลดความเร็วทั้งสนาม
แล้วเขาใช้จังหวะนั้น
เข้า Pit เปลี่ยนยาง
ในขณะที่คนอื่นเสียจังหวะ
เขากลับได้เปรียบ
ในโลกธุรกิจ
บริษัทที่ชนะ ไม่ใช่บริษัทที่เก่งที่สุดเสมอไป
แต่คือบริษัทที่วางเกมให้คนอื่นเล่นตาม

5. ไม่มีชัยชนะไหนที่เกิดจาก One Man Show
แม้พระเอกจะดูเหมือนตัวแบก
แต่ความจริงคือเขากำลังเล่นเกมเพื่อทีม
บางการตัดสินใจของเขา
ดูเหมือนเห็นแก่ตัว
แต่จริงๆ แล้วคือการปูทางให้เพื่อนร่วมทีมชนะ
นี่คืออีกบทเรียนสำคัญ
ชัยชนะที่ยั่งยืน = Team Game
ในธุรกิจ Founder ที่เก่ง ไม่ใช่คนที่ทำทุกอย่างเอง
แต่คือคนที่วางระบบให้ทีมชนะ

6. อารมณ์ = ศัตรูเงียบ
มีช่วงหนึ่งที่พระเอกสติหลุด
เขาใช้อารมณ์นำ
ตัดสินใจแบบไม่คิด
ผลลัพธ์คือ
จบที่เตียงโรงพยาบาล
นี่คือความจริงที่โหดมาก
Emotional-led = Disaster
ไม่ว่าจะในสนามแข่ง
หรือในตลาดหุ้น
-> Panic sell
-> Revenge trade
-> Overconfidence
ทั้งหมดล้วนมาจากอารมณ์
และสุดท้ายมันจะพาไปเจ็บตัว

7. คนที่หลงใหลจริง จะไม่หยุดท้าทายตัวเอง
หลังจากคว้าแชมป์ได้
เรื่องราวควรจะจบอย่างสวยงาม
แต่ไม่ใช่สำหรับเขา
เขาเลือกจะไปเริ่มเกมใหม่
ในสนามที่ยากขึ้น
อย่างการแข่งรถในทะเลทราย
นี่คือ Mindset ของคนที่ไปได้ไกล
ชัยชนะไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มของความท้าทายใหม่
เหมือนนักลงทุนระดับโลก
ที่ไม่ได้หยุดหลังจากรวย
พวกเขายังคงหาความรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

8. เมื่อมันคือ Passion จริง เงินจะกลายเป็นเรื่องรอง
สิ่งที่ชัดมากในตอนท้ายคือ
เขาไม่ได้เลือกเพราะเงิน
ทีมใหม่ที่เขาไป
ไม่ได้การันตีค่าตอบแทน
แต่เขาไปเพราะ
เขาอยากทำมันจริงๆ
นี่คือระดับของ Passion ที่แท้จริง
และมันเชื่อมโยงกับชีวิตอย่างลึกซึ้ง
คนที่วิ่งตามเงิน
อาจได้เงิน
แต่คนที่วิ่งตามสิ่งที่รักจริงๆ
มักจะได้ทั้ง เงิน + ความหมาย

📌บทสรุปสั้นๆ
ชีวิตคือสนามแข่ง ที่ไม่มีเส้นชัยตายตัว
หนังเรื่องนี้ไม่ได้สอนให้คุณชนะ
แต่มันสอนให้คุณเล่นเกมเป็น
-> โฟกัสกับปัจจุบัน
-> สร้างโอกาสเอง
-> คิดให้ลึกกว่าคนอื่น
-> คุมอารมณ์
-> เล่นเป็นทีม
-> อย่าหยุดท้าทายตัวเอง
สุดท้ายแล้ว
คนที่ไปได้ไกลที่สุด
ไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด
แต่คือคนที่ยังอยู่ในเกมได้นานที่สุด

ขอบคุณครับ🙇🏻‍♂️
หากเข้าใจผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะครับ🙏🏻

🔮สรุปหนังสือ Supremacy - AI will change the world!อนาคตของ AI ถูกกำหนดโดยชายแค่ 2คน[แต่ตอนหลังมี Anthropic เกิดขึ้นเพื่อ...
05/04/2026

🔮สรุปหนังสือ Supremacy - AI will change the world!

อนาคตของ AI ถูกกำหนดโดยชายแค่ 2คน[แต่ตอนหลังมี Anthropic เกิดขึ้นเพื่อเข้ามาถ่วงสมดุลอำนาจไม่ให้ใช้ AI ไปในทางที่ผิด] คือ Sam Altman[SA] - OpenAI และ Demis Hassabis[DH] - DeepMind
ทั้งสองเดินทางมาถึงจุดนี้เพราะหมกหมุ่นกับชัยชนะ เส้นทางของทั้งคู่ไม่เพียงแค่นิยามการแข่งขันในปัจจุบัน แต่ยังนิยามความท้าทายที่กำลังจะมาถึงด้วยเช่นกัน
ในช่วงแรกทั้ง SA และ DH เห็นพ้องไปในแนวทางเดียวกันคือ ปกป้อง AI ไม่ให้ตกอยู่ในมือของ Big-Tech และ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้คนเป็นสิ่งแรก พวกเขาสัญญาว่าจะเป็นผู้ดูแล AI อย่างระมัดระวัง
แต่ในขณะเดียวกันทั้งสองคนก็อยากเป็นคนแรก[No.1]ของวงการ พวกเขาต้องการ Capital และ Compute ที่ทรงพลังมากๆ ซึ่งคนที่มีสิ่งเหล่านี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเหล่า Big-Tech
ไม่นานนักทั้งสองก็เริ่มกลับลำเปลี่ยนความคิดไปจับมือกับ Big-Tech ซึ่งพวกเขาเริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้น และเมื่อกระแสความคิดแปลกใหม่เริ่มถาโถมเข้ามาจากทุกทิศ
พวกเขาก็เริ่มยอมละทิ้งเป้าหมายอันสูงส่งและส่งมอบการควบคุมให้บริษัท[Big-Tech]ที่เร่งรีบขาย AI สู่สาธารณะโดยแทบไม่มีการกำกับดูแลจากภาครัฐเลยด้วยซ้ำ!
-----------------------------------------

สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ยังอยู่ในแวดวงวิชาการ เป็นเรื่องยากมากขึ้นที่จะหลุดพ้นจากอิทธิพลของ Big-Tech เพราะความแตกต่างด้านความพร้อมมันสำคัญมากๆ ถ้าอยู่บริษัทเล็กๆ เงินทุนบางๆ กว่าจะทำวิจัยหรือทำ AI training ได้สำเร็จอาจกินเวลานานมากๆ แต่กับเหล่า Big-Tech นั้นมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง Compute power ที่มหาศาลเป็น Leverage tools ชั้นดีเลยทีเดียว

ความจริงง่ายๆ ของยุคแห่งการพัฒนา AI คือคุณต้องมีทุกอย่าง [มากขึ้น] จึงจะประสบความสำเร็จ ทั้งมีเงินเพื่อจ้างนักวิจัย มีข้อมูลเพื่อฝึกโมเดล และคอมพิวเตอร์ทรงพลังเพื่อดำเนินการระบบเหล่านั้น

พลังของ Network effect ในยุค AI คือยิ่งมี Users มากเท่าใด Algorithm ก็จะยิ่งดีขึ้น และนั่นจะยิ่งทำให้คู่แข่งไล่ตามไม่ทัน
Flywheel: More user -> Better product & More money -> More R&D budget spending -> More user

Model แต่ละตัวจะมี Bias บางอย่างเสมอ มันขึ้นอยู่กับ Gap ของ Data ที่ใช้ Training เพราะฉะนั้นก่อนใช้ Model ไหนควรทำความเข้าใจรากลึกของมันด้วย

หาก Dev. กำหนดเป้าหมายที่ผิดในการออกแบบ ระบบนั้นอาจสร้างความเสียหายได้โดยไม่ตั้งใจ
-> ถ้าคุณให้รางวัล Humanoid Robot ที่ยกของจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง มันอาจจะยอมทำทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นให้ได้ เช่น มันอาจจะพังประตูห้อง วิ่งชนสิ่งของ ชนคนที่เดินผ่าน หรือแม้กระทั่งทำอะไรที่ร้ายแรงกว่านั้นก็ได้

จริงๆ Google สามารถสร้าง Chat GPT moment ขึ้นมาได้และทำได้เร็วกว่า OpenAI ด้วย แต่ Google ไม่ทำสิ่งนั้นเพราะมันจะเกิด Collateral damage ขึ้นมา[มันจะกระทบกับ Core-biz ของเขา]

เมื่อคนคนหนึ่งตั้งเป้าจะทำความดีให้มากที่สุดพร้อมแสวงหาความมั่งคั่งที่สุด เขาก็เปิดประตูให้กับความเสี่ยงในการทุจริตและการตัดสินใจที่หลงตัวเองโดยไม่ระมัดระวัง

อันตรายที่แท้จริงไม่ใช่ AI หรอก แต่มันเป็นความเอาแต่ใจของมนุษย์ที่ควบคุมมันอยู่ต่างหาก
-> ตลอดหลายปี Facebook มีดาวเหนือเพียงดวงเดียวคือเพิ่มจำนวน Users ให้ได้มากที่สุด Key metric นี่เองที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจต่างๆ แต่ความหมกหมุ่นกับการเติบโตแบบไม่หยุดยั้งนี้เองก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมมากมาย

ทั้ง SA และ DH ต่างก็ทดลองโครงสร้างกำกับดูแลที่พยายามตั้งมนุษยชาติให้อยู่บนฐานเดียวกับผลกำไร แต่ความพยายามเหล่านั้นล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแก่งแย่ง ความเสี่ยงทางการแข่งขัน และความหิวกระหายอำนาจ สุดท้ายเงินเป็นฝ่ายชนะ!

ขอบคุณครับ🙇🏻‍♂️
หากเข้าใจผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะครับ🙏🏻

🧜🏻‍♀️Disney ทำอะไร ทำไมใครๆ ก็หลงรัก!แอดจะแบ่งการสรุปออกเป็น 3 Parts นะคั้บ[1] The mind -> จิตใจ[2] The communication ->...
29/03/2026

🧜🏻‍♀️Disney ทำอะไร ทำไมใครๆ ก็หลงรัก!
แอดจะแบ่งการสรุปออกเป็น 3 Parts นะคั้บ
[1] The mind -> จิตใจ
[2] The communication -> การสื่อสาร
[3] The behavior -> พฤติกรรม
ถ้าพร้อมแล้วไปลุยกันเล้ยย🚀
-----------------------------------------

[1]The mind

[ความใส่ใจ] ของเหล่าคนทำงาน[Cast]ในสวนสนุกเนี่ยแหละ ที่เนรมิต " ดินแดนแห่งความฝัน " ขึ้นมา
" ทุกคนที่อยู่ที่นี่ถือเป็นแขก VIP ของเรา "
-> Walt Disney [Founder]

" ทุกสิ่งที่สามารถมองเห็นได้คือโชว์ "
การแต่งกาย การดูแลรูปลักษณ์ภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของโชว์ และเป็นสิ่งที่ทำเพื่อแขก
-> อย่างการช่วยแขกถือของ เช่น ลังสินค้าบางอย่างเนี่ย Cast ต้องทำทุกอย่างให้เหมือนโลกแห่งนิยาย ต้องหาผ้าสวยๆ มาคุมกล่อง และหากมีใครถามว่าคืออะไร ก็อาจจะต้องตอบว่าเป็นน้ำผึ้งดีๆ จะเอาไปฝากหมีพู

" การให้คือความสุขสูงสุด[ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน] คนที่มอบความสุขให้ผู้อื่นจะได้รับความสุขและความพึงพอใจเป็นสิ่งตอบแทน "

หลักสำคัญของการให้บริการคือ
" การทำสิ่งที่เหนือความคาดหวังของอีกฝ่าย "
-> ถ้าคุณได้แบบนี้ได้เรื่อยๆ แม้มันจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่มันจะช่วยให้คุณได้รับความไว้วางใจ

[Vision] ของ Disney ที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยก็คือ
" การส่งมอบความสุขให้กับแขก "
-> ความสุขที่ได้จากการซื้อของ จะคงอยู่ไม่นาน แต่ความสุขที่ได้จากการซื้อประสบการณ์ดีๆ หรือการใช้เงินไปกับการเรียนรู้ทักษะต่างๆ จะช่วยให้ความสุขคงอยู่ได้ยาวนานกว่า

ลักษณะเด่นที่สำคัญในตัว Cast ก็คือ [การมองโลกในแง่ดี] และต้องมี [การรับรู้ความสามารถของตนเอง]
-> คนที่มี Self-efficacy ในระดับสูงจะทำสิ่งต่างๆ อย่างกระตือรือร้นและมองโลกในแง่ดี เนื่องจากพวกเขามองเห็นภาพความสำเร็จ จึงลงมือทำอย่างไม่กลัวความเหนื่อยยาก ส่งผลให้ Result ออกมาดี
-> วิธีเพิ่ม Self-efficacy คือการสะสมประสบการณ์ความสำเร็จ

เพื่อให้ดินแดนแห่งความฝันคงอยู่บนโลกใบนี้ได้ สิ่งหนึ่งที่ Disney ให้ความสำคัญมากก็คือ [Storytelling]

" คิดว่าทุกวันเป็นการแสดงโชว์ครั้งแรก "
-> เมื่อคิดถึงความรู้สึกในตอนเริ่มต้นทำงาน เราก็จะสามารถทำงานอย่างกระตือรือร้นได้ทันที

ในการสร้าง Product ขึ้นมาสักอย่าง Disney จะให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่า " ไม่ใช่แค่สร้างสินค้า แต่ต้องสร้างความทรงจำให้กับแขก "
-----------------------------------------

[2] The communication

" การพูดเสียงสูง จะทำให้คนรู้สึกสบายใจ "
-> และจงปรับเปลี่ยน Voice tone เล็กน้อยไปตาม Situation

" ความเป็นกันเองคือทักษะชั้นยอด แล้วความสัมพันธ์กับคนอื่นจะเป็นไปอย่างราบรื่น "
-> แค่ยิ้มสักนิดในตอนที่เจอกันครั้งแรก ความประทับใจแรกพบที่อีกฝ่ายมีต่อตัวคุณก็จะดีขึ้นมาก!

[การยอมรับ] ซึ่งกันและกันจะทำให้ทีมแข็งแกร่ง
-> คุณต้องเริ่มจากค้นหาข้อดีของเพื่อนร่วมงานอย่างกระตือรือร้นแล้วกล่าวชม เพราะไม่มีใครรู้สึกแย่เมื่อโดนชมหรอก แถมความสัมพันธ์กับคนอื่นก็จะดีขึ้นอีกด้วย

ความรู้สึกของผู้ฟังจะเปลี่ยนไปตามวิธีการสื่อสารของผู้พูด
-> จงเลือกใช้คำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายเกิดแรงจูงใจมากที่สุด
-> เช่น แทนที่จะบอก " ทำแบบนี้แล้วจะได้ยอดขาย " เปลี่ยนเป็นการที่คุณพูดอย่างฮึกเหิมว่า " มาร่วมมือกันทำให้ลูกค้ามีความสุขเยอะๆ กันเถอะ " แบบนี้อีกฝ่ายเกิดแรงจูงใจสูงขึ้นแน่ๆ

เวทมนต์วิเศษอย่างหนึ่งคือ " ยิ่งรับฟังคนอื่นมากเท่าไหร่ คนอื่นก็ยิ่งอยากพึ่งพาเรา " และ " เราจะได้รับความรักก็ต่อเมื่อเรารักผู้อื่นก่อน "

เคล็ดลับที่ Trainer ของ Disney ใช้ในการทำให้อีกฝ่ายยอมรับฟังคำแนะนำก็คือ " กล่าวชมเชยในจุดที่ทำได้ดีแล้วค่อยบอกสิ่งที่อยากแนะนำหรือสื่อสาร "

องค์ประกอบของการมองเห็นที่ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ " สายตาและรอยยิ้ม "
-> อย่าเก็บความรู้สึกไว้ในใจ จงแสดงออกด้วยท่าทางให้ชัดเจน!

เมื่อถาม [คำถามปลายเปิด] การสนทนาก็จะสนุกขึ้นโดยอัตโนมัติ
-> จงหมั่นถามคำถามอีกฝ่าย!

การพูดจาสุภาพอ่อนน้อมและการให้ความเคารพผู้อื่นเป็นเรื่องดี แต่การอวดเบ่งว่าใครมีอำนาจมากกว่ากัน ทั้งทีมีเป้าหมายเดียวกันเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์!
-> Cast เก่งๆ จะยินดีรับฟังความคิดเห็นของ Cast มือใหม่เสมอ

" เราจะเติบโตขึ้นก็ต่อเมื่อสามารถรับมือกับคนที่เราไม่ชอบหน้าได้ "
-> โดยปกติแล้วตอนทำงานเราจะมีโอกาสน้อยมากที่จะได้เจอคนที่มี Attitude เดียวกับตัวเอง เราจึงควรคิดว่าต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น
-> ลองยิ้มใหัและยอมรับข้อดีของเขา, กล่าวชมอีกฝ่ายบ้าง, ปรึกษาปัญหากับเขาบ้าง

" การขอบคุณซ้ำหลายๆ ครั้งจะช่วยให้เราเป็นที่จดจำของอีกฝ่าย "
-----------------------------------------

[3] The behavior

" หมั่นท้าทายเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้มีความกล้าที่จะท้าทายเรื่องใหญ่ๆ "
-> จงลองทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่เคยทำเลย วีคละหนึ่งครั้งหรือเดือนละหนึ่งครั้งดู!

" การมีภาพลักษณ์ว่าเป็น [คนรักความสะอาด] เป็นสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในการเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน "
-> และเมื่อข้าวของถูกจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

" การค้นหาปัญหาของตัวเองแล้วทำการแก้ไขเป็นทักษะที่สำคัญอย่างมากในการใช้ชีวิตทุกๆ ด้าน "
-> ลองใช้ Why-Why Anlysis ดูก็ได้นะคั้บ เพื่อหา Root cause ต่างๆ ในชีวิต
-> แอดขอเสริมเองคือ คนส่วนใหญ่มักจะไม่สนใจปัญหาในชีวิต หรือแม้กระทั่งรู้แล้วว่ามีปัญหาแต่กลับวิ่งหนีปัญหา โดยการออกไปเที่ยวเล่นและอื่นๆ อีก108แนวทาง และคิดว่าการทำสิ่งเล่นๆ เหล่านั้นจะทำให้ปัญหาเบาลง แต่ในความเป็นจริง ปัญหามันก็ยังอยู่แบบนั้นแหละ ไม่ได้หายไปไหน แค่เราวิ่งหนีมันชั่วคราว ทางออกที่ดีจริงๆ คือการเผชิญหน้ากับมันแล้วหาวิธีแก้ปัญหาให้ได้ต่างหาก!

" คนที่มีความรู้ในหลากหลายสาขาและมีความสนใจใคร่รู้สูงจะสามารถสร้างสินค้าที่เป็นที่นิยมได้ "
-> แอดคิดว่ามันก็คือการที่เรามี Model ต่างๆ ในหัวเยอะมากจนนำมันมาประติดประต่อกันสร้างสินค้าที่แตกต่างจากตลาดได้นั่นเอง

การดูแลสุขภาพคืองานที่สำคัญ และการไม่อ้างว่างานยุ่งคือเคล็ดลับของการมีสุขภาพที่ดี!
-> Fundamental of healthy ก็คือง่ายๆ มาก [การกิน] x [การออกกำลังกาย] x [การนอน]

" อย่าใส่ใจกับเรื่อง Work-life balance มากเกินไป "
->จงปรับสมดุลชีวิตให้เข้ากับจังหวะก้าวเดินของตัวเองและโอกาสในการพบเจอกับคนใหม่ๆ
-> จงใช้ชีวิตให้เต็มที่ในแต่ละช่วงเวลาซะ!

ขอบคุณครับ🙇🏻‍♂️
หากเข้าใจผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะครับ🙏🏻

⛰️เมื่อเส้นทางสู่ยอดเขา กลายเป็นบทเรียนของการลงทุนหลายคนอาจมองว่าการเดินป่าคือการเอาชนะธรรมชาติ แต่สำหรับผม การแบกเป้ขึ้...
22/03/2026

⛰️เมื่อเส้นทางสู่ยอดเขา กลายเป็นบทเรียนของการลงทุน

หลายคนอาจมองว่าการเดินป่าคือการเอาชนะธรรมชาติ แต่สำหรับผม การแบกเป้ขึ้นเขาท่ามกลางทางลาดชันกลับเป็นบทเรียนที่สะท้อนภาพการลงทุนได้ชัดเจนที่สุดอย่างไม่น่าเชื่อ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของพละกำลัง แต่มันคือเรื่องของ Mindset ที่จะพาเราไปถึงเส้นชัย

[1] สังคมระหว่างทาง - พลังของสภาพแวดล้อม
ท่ามกลางป่าลึกที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้า สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ทันทีคือรอยยิ้มและกำลังใจ ที่ส่งให้กันตลอดทาง ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ทุกคนกลับมีไมตรีให้กันอย่างน่าประหลาดใจ
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะทุกคนในป่าแห่งนี้มี เป้าหมายเดียวกันคือการพิชิตยอดเขา เมื่อเป้าหมายชัดและตรงกัน สภาพแวดล้อมรอบตัวจึงกลายเป็นพลังบวกที่ช่วยประคองกันไป
📈ในการลงทุนก็เช่นกัน หากคุณอยากไปให้ถึงฝั่งฝันทางการเงิน จงพาตัวเองไปอยู่ใน Environment ที่มีทัศนคติและเป้าหมายคล้ายคลึงกัน ในวันที่คุณท้อหรือพอร์ตติดลบ กำลังใจและความรู้จากสังคมที่มีคุณภาพจะช่วยให้คุณสู้ต่อได้ ดีกว่าการโดดเดี่ยวตัวเองอยู่ในกลุ่มที่เต็มไปด้วยเสียงบ่นและความสิ้นหวัง

[2] จังหวะของตัวเอง - ช้าแต่ชัวร์
บทเรียนราคาแพงของการเดินป่าคือ [อย่าเร่ง] หลายคนพยายามวิ่งแข่งกับเวลาหรือแข่งกับคนข้างหน้า จนลืมพิจารณาศักยภาพของตัวเอง ผลที่ตามมาคือการบาดเจ็บหรือถอดใจไปเสียก่อนถึงยอดเขา
การเดินป่าสอนให้ผมรู้ว่า การแข่งกับตัวเองคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เหนื่อยก็พัก จิบน้ำ แล้วเดินต่อในจังหวะที่เราไหว สุดท้ายเราจะถึงเส้นชัยเหมือนกัน แถมยังมีแรงเหลือพอที่จะชื่นชมความงามบนยอดเขาด้วย
📈ในการลงทุนก็เช่นกัน ไม่มีความจำเป็นเลยที่คุณต้องเค้นทำกำไรให้สูงสุดในระยะสั้น เพราะการเร่งเครื่องเกินกำลังมักแลกมาด้วยความเสี่ยงที่มหาศาล ถ้าดวงดีคุณอาจรวยเร็ว แต่ความจริงส่วนใหญ่มักจบลงด้วยความเสียหายหนัก การลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไปตามแผนที่เหมาะสมกับตัวเอง อาจดูช้าในสายตาคนอื่น แต่มันคือทางที่การันตีว่าคุณจะถึง [เกษียณ] ได้อย่างปลอดภัยแน่นอน

[3] สติในทุกก้าว - ความผิดพลาดเพียงนิดอาจเปลี่ยนชีวิตได้เลย
ทุกก้าวบนทางลาดชันและโขดหินที่ลื่นชัน สิ่งที่สำคัญที่สุดต่อชีวิตคือ [สมาธิ] และ [สติ] การโฟกัสอยู่กับปัจจุบันในทุกครั้งที่วางเท้าลงไปคือเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะการก้าวพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบอย่างหนัก
📈ในการลงทุนก็เช่นกัน สติคือปราการด่านสุดท้ายที่ป้องกันความเสี่ยง เมื่อไหร่ที่เราขาดสติ ไม่ว่าจะตอนที่ตลาดกระทิง[โลภ] หรือตลาดหมี[กลัว] เรามักจะตัดสินใจผิดพลาดจนเสียโอกาสหรือขาดทุนยับเยิน
การมีสติจะช่วยให้เราพิจารณาทั้งโอกาสและความเสี่ยงอย่างถี่ถ้วน ซึ่งนั่นเป็นการลดความเสี่ยงโดยอัตโนมัติก่อนที่เราจะลงมือ Action ใดๆ ลงไป

📌สรุปสั้นๆ
ยอดเขาไม่ได้หนีไปไหน และอิสรภาพทางการเงินก็เช่นกัน สิ่งที่จะพาเราไปถึงตรงนั้นไม่ใช่ความเร็ว แต่คือการเลือกอยู่ในสังคมที่ดี การรู้จักจังหวะของตัวเอง และการประคองสติในทุกก้าวที่ตัดสินใจ

ขอบคุณครับ🙇🏻‍♂️
หากเข้าใจผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะครับ🙏🏻

🌟คุณลักษณะที่ดี 7 อย่างของนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จ - โดย Jason ZweigJason ได้รวบรวมคุณลักษณะ 7 อย่างที่นักลงทุนผู้ประส...
14/03/2026

🌟คุณลักษณะที่ดี 7 อย่างของนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จ - โดย Jason Zweig

Jason ได้รวบรวมคุณลักษณะ 7 อย่างที่นักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จที่เขาเคยพบเจอมีร่วมกัน ไว้ตามนี้👇🏻

[1] ความสนใจใคร่รู้
นักลงทุนผู้ชาญฉลาดจะกลัวสิ่งที่พวกเขาคิดว่าตัวเองรู้ เพราะพวกเขาตระหนักว่ามันอาจะมี อคติ, ไม่ครบถ้วน, หรือผิด ทำให้พวกเขามักจะเติมความรู้ให้ตัวเองอยู่ตลอดชีวิตอย่างไม่หยุด ไม่หย่อน พวกเขาจะอ่านตลอดเวลาและไม่เคยหยุดตั้งคำถาม

[2] ความช่างสงสัย
Wallstreet ไม่ได้ขายสินทรัพย์การลงทุน แต่มันขายความคาดหวังและความฝันให้แก่คนที่ต้องการเชื่อในสิ่งมหัศจรรย์ ซึ่งมันจำเป็นมากที่คุณต้องช่างสงสัยกับสิ่งต่างๆ เพื่อไม่ให้ถูกหลอก

[3] การคิดอย่างอิสระ
สินทรัพย์ทางการลงทุนที่มีค่ามากที่สุดอย่างเดียวของคุณคือ [ความคิด] ของตัวคุณเอง อย่าปล่อยให้คนอื่นมาคิดแทน คุณไม่ได้คิดถูกหรือผิดเพราะฝูงชนเห็นขัดแย้งกับคุณ คุณถูกเพราะข้อมูลและการใช้เหตุผลของคุณเป็นไปอย่างถูกต้อง

[4] ความนอบน้อมถ่อมตน
ยิ่งคุณเรียนรู้มากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองรู้น้อยมากขึ้นตามไปด้วย และยิ่งคุณลงทุนนานมากขึ้นเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งตระหนักว่า โชคมันยิ่งใหญ่กว่าตัวคุณเสียอีก

[5] ความมีวินัย
คุณต้องมีวินัยทั้งในเรื่อง กระบวนการ, และกฎที่คุณจะใช้ในการตัดสินใจ คุณจะมองการลงทุนเป็นกระบวนการต่อเนื่องซึ่งคุณสามารถพัฒนาแต่ละขั้นตอนได้ คุณจะไม่มองมันเป็นเหตุการณ์แบบสุ่มอันไร้ระเบียบ

[6] ความอดทน
ในการสร้างและรักษาผลกำไรในระยะยาว คุณต้องไม่เป็นคนที่คิดสั้นๆ คุณต้องสร้างความมั่งคั่งอย่างช้าๆ และมั่นคง

[7] ความกล้าหาญ
ในการเป็นนักลงทุน คุณต้องเชื่อว่า พรุ่งนี้เป็นวันที่ดีกว่า ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่า ความศรัทธาทางการเงินให้ผลตอบแทนสูงที่สุดหลังช่วงเวลาที่การรักษาความศรัทธาที่ว่าเป็นเรื่องยากที่สุด

ขอบคุณครับ🙇🏻‍♂️
หากเข้าใจผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะครับ🙏🏻

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Ordinary investorผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์