สมุดบันทึกของชาวดอย

สมุดบันทึกของชาวดอย ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก สมุดบันทึกของชาวดอย, การเงิน, Bangkok.

นำเสนอข้อมูลหุ้น/กองทุนรวม/ETF แบบไม่ตามกระแส และข้อมูลเศรษฐกิจทั่วไป ไม่ได้โฟกัสแค่อเมริกา
⚠️ เนื้อหาในเพจนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ไม่มีการแจกโพย ไม่มีให้ลอกการบ้าน มองเรื่องความเสี่ยงเป็นสำคัญ ⚠️

Axon Enterprise กำลังขยายจาก TASER และกล้องติดตัว ไปสู่ระบบ 911, AI และเทคโนโลยีตรวจจับและรับมือภัยจากโดรน◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇...
28/08/2026

Axon Enterprise กำลังขยายจาก TASER และกล้องติดตัว ไปสู่ระบบ 911, AI และเทคโนโลยีตรวจจับและรับมือภัยจากโดรน

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

ถ้าพูดถึง Axon Enterprise Inc. คนส่วนใหญ่คงนึกถึง TASER กล้องติดตัว และ Evidence ซึ่งใช้จัดเก็บและจัดการหลักฐานบนคลาวด์ แต่รอบนี้ผมอยากชวนดูว่า บริษัทกำลังขยายธุรกิจไปยังระบบ 911, AI และเทคโนโลยีตรวจจับและรับมือภัยจากโดรน โดยผลิตภัณฑ์ใหม่บางส่วนเริ่มสร้างรายได้แล้ว

ตัวเลขที่ทำให้ผมคิดแบบนั้นคือ รายได้ซอฟต์แวร์มากกว่าหนึ่งในสามมาจากผลิตภัณฑ์อื่นนอก Evidence ผมว่าเลขนี้มีความหมายกว่ารายได้รวมที่โต 35% เสียอีก เพราะมันบอกว่าของใหม่ไม่ได้อยู่แค่ในแผนอีกแล้ว แต่เริ่มมีลูกค้ายอมจ่ายเงินจริง

ที่เห็นชัดสุดตอนนี้น่าจะเป็น Dedrone ซึ่ง Axon ซื้อเข้ามาเพื่อทำเทคโนโลยีตรวจจับและรับมือภัยจากโดรน รายได้กลุ่ม Platform Solutions โต 123% เป็น 150 ล้านดอลลาร์ โดย Dedrone เป็นส่วนสำคัญของการเติบโตครั้งนี้ ส่วน Dedrone เอง หากคิดจากระดับรายได้ปัจจุบัน บริษัทมีรายได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาสแล้ว ตัวเลขนี้เป็น run-rate ซึ่งบอกระดับรายได้ในตอนนี้ ไม่ใช่ยอดรวมตลอดทั้งปี แต่ขนาดรายได้ระดับนี้ก็ถือว่าไม่เล็กแล้ว

คำถามต่อมาคือ หลังฟุตบอลโลกจบแล้ว Dedrone จะไปต่ออย่างไร เพราะรายได้จากงานใหญ่แบบนี้อาจไม่ได้เกิดซ้ำทุกปี ตอนนี้ระบบของ Dedrone ถูกนำไปใช้ในเมืองเจ้าภาพฟุตบอลโลกของสหรัฐฯ ทั้ง 11 เมือง และยังได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการต่อต้านโดรนของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ

ฝ่ายบริหารบอกว่าความต้องการยังมาจากศูนย์ข้อมูล สำนักงานและสถานที่ของบริษัทขนาดใหญ่ หน่วยงานรัฐบาลกลาง และลูกค้าในต่างประเทศ ส่วนระบบตรวจจับที่ติดตั้งบนรถพ่วงสำหรับฟุตบอลโลกก็สามารถเคลื่อนย้ายไปใช้ในภารกิจอื่นต่อได้ ถ้าความต้องการจากลูกค้ากลุ่มเหล่านี้เข้ามาตามที่บริษัทคาด รายได้ของ Dedrone ก็อาจไม่ได้ลดลงทันทีหลังฟุตบอลโลกจบ

Axon 911 กับ AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นกว่า Dedrone โดย Axon 911 ซึ่งนำผลิตภัณฑ์ของ Prepared และ Carbyne มารวมไว้ในระบบเดียวกัน เพิ่งได้ลูกค้ารายแรกที่เลือกใช้ระบบครบชุดตั้งแต่เริ่ม ส่วนรายได้จาก AI Era Plan โตประมาณ 700% จากปีก่อน ตัวเลข 700% ฟังดูแรงก็จริง แต่บริษัทไม่ได้บอกว่าฐานรายได้เดิมมีขนาดเท่าไร ผมเลยยังไม่คิดว่าตัวเลขนี้พอจะเรียก AI ว่าเป็นเสาหลักของบริษัทในตอนนี้

อีกตัวอย่างคือสัญญากับหน่วยงานท้องถิ่น 2 ฉบับ ซึ่งแต่ละฉบับมีมูลค่าอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์ ฝ่ายบริหารบอกว่าสัญญาเหล่านี้มาจากการขยายการใช้งานทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ไม่ใช่เพียงการต่อสัญญาเดิม พูดง่าย ๆ คือ Axon ไม่ได้โตจากการหาลูกค้าใหม่อย่างเดียว ลูกค้าเดิมที่ใช้ TASER หรือกล้องอยู่แล้วก็ยังซื้อผลิตภัณฑ์และบริการอื่นเพิ่มได้อีก

การขยายธุรกิจหลายส่วนพร้อมกันก็ใช้ทั้งคนและเงินอยู่มากเหมือนกัน อัตรากำไรขั้นต้นแบบปรับปรุงแล้วของ Software & Services ลดจาก 78.9% เหลือ 75.1% ซึ่งฝ่ายบริหารอธิบายว่ามาจากสัดส่วนงาน Professional Services ที่สูงขึ้นและต้นทุนในการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ ขณะที่ Free Cash Flow ของไตรมาสอยู่ใกล้ศูนย์ที่ติดลบ 1 ล้านดอลลาร์ โดยสาเหตุหลักมาจากการลงทุนในสินค้าคงคลัง ตอนนี้รายได้จากของใหม่เริ่มเข้ามาแล้ว แต่อัตรากำไรและเงินสดยังถูกต้นทุนในการขยายธุรกิจกดไว้อยู่

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

📈 Investor Takeaway

ผมว่าตอนนี้ Axon มีหลักฐานมากพอแล้วว่าผลิตภัณฑ์ใหม่เริ่มขายได้ Dedrone มีรายได้มากพอให้เห็นขนาดของธุรกิจ Axon 911 เริ่มมีลูกค้าที่ใช้ระบบครบชุด ส่วนซอฟต์แวร์นอก Evidence ก็คิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสามของรายได้ซอฟต์แวร์แล้ว ตรงนี้เปิดโอกาสให้ Axon ขายสินค้าและบริการเพิ่มจากฐานลูกค้าเดิม แทนที่จะพึ่งการหาลูกค้าใหม่เพียงทางเดียว

แต่ธุรกิจใหม่แต่ละส่วนยังไปได้ไม่เท่ากัน Dedrone เริ่มมีขนาดรายได้ชัดเจน ส่วน Axon 911 ยังเพิ่งเริ่มต้น และ AI ก็ยังไม่มีข้อมูลฐานรายได้ให้ประเมินมากพอ ผมเลยมองว่าทิศทางนี้เริ่มน่าเชื่อขึ้นกว่าก่อน แต่ยังเร็วไปที่จะคิดว่ารายได้จากทุกผลิตภัณฑ์จะกลายเป็นกำไรและเงินสดได้ในจังหวะเดียวกัน

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

แหล่งข้อมูล: InvestingPro Research (NASDAQ: AXON), ข้อมูล ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2026

⚠️ คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ โดยเรียบเรียงจากข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งที่ระบุ ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชี้นำให้ซื้อ ขาย หรือถือหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง

ยอดขายเกือบครึ่งหนึ่งของ Monster Beverage มาจากตลาดนอกสหรัฐฯ แล้ว◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇ถ้าดูจากตัวเลขล่าสุด ผมว่า Monster Beve...
28/08/2026

ยอดขายเกือบครึ่งหนึ่งของ Monster Beverage มาจากตลาดนอกสหรัฐฯ แล้ว

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

ถ้าดูจากตัวเลขล่าสุด ผมว่า Monster Beverage Corporation เริ่มพึ่งตลาดสหรัฐฯ น้อยลงแล้วครับ เพราะในไตรมาส 2 ปี 2026 ยอดขายจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 34.6% เป็น 1.16 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 46% ของยอดขายทั้งหมด จาก 41% เมื่อหนึ่งปีก่อน

การเติบโตครั้งนี้ไม่ได้กระจุกอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะยอดขายโตเป็นเลขสองหลักในทุกภูมิภาค ตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) โต 27.2% เมื่อคิดเป็นดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยอดขายของ Monster ในภูมิภาคนี้โตเร็วกว่าตลาดเครื่องดื่มชูกำลังโดยรวมประมาณสองเท่า พร้อมกับมีส่วนแบ่งตลาดเมื่อวัดจากมูลค่ายอดขายเพิ่มขึ้น 2.2 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่วนบราซิล อินเดีย และจีนต่างโตมากกว่า 60% ในสกุลดอลลาร์

ฝ่ายบริหารอธิบายว่า ยอดขายต่างประเทศที่โตขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรของ Coca-Cola การเพิ่มตู้แช่ตามจุดขาย และยอดขายที่ดีของเครื่องดื่มสูตรไม่มีน้ำตาล โดยเครือข่ายของ Coca-Cola รับผิดชอบการบรรจุและจัดจำหน่ายสินค้าให้ Monster ในกว่า 150 ประเทศ

ในยุโรป Monster มีส่วนแบ่ง 44.5% ในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังสูตรไม่มีน้ำตาล เมื่อวัดจากมูลค่ายอดขาย ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่ายอดขายของสินค้ากลุ่มนี้เติบโตเท่าไร แต่ก็ช่วยให้เห็นว่ามีฐานในตลาดยุโรปอยู่มาก และพอสนับสนุนคำอธิบายของฝ่ายบริหารได้ว่า เครื่องดื่มสูตรไม่มีน้ำตาลเป็นหนึ่งในแรงหนุนของตลาดต่างประเทศ

แต่ยอดขายต่างประเทศที่โต 34.6% ก็ต้องเผื่อเรื่องค่าเงินไว้หน่อยครับ เพราะค่าเงินช่วยเพิ่มยอดขายที่รายงาน 48.5 ล้านดอลลาร์ ถึงอย่างนั้น เมื่อทุกภูมิภาคยังโตเป็นเลขสองหลักและส่วนแบ่งตลาดใน EMEA เพิ่มขึ้น ก็คงพูดไม่ได้เหมือนกันว่า Monster โตจากค่าเงินเพียงอย่างเดียว

การเติบโตในต่างประเทศครั้งนี้ไม่ได้มาจากการออกไปทำธุรกิจใหม่ เพราะยอดขายกว่า 90% ยังมาจากเครื่องดื่มชูกำลัง สิ่งที่เปลี่ยนคือ Monster ขายสินค้ากลุ่มเดิมได้ในหลายประเทศมากขึ้น จนยอดขายจากนอกสหรัฐฯ ใกล้แตะครึ่งหนึ่งของยอดขายทั้งหมดแล้ว

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

📈 Investor Takeaway

ในมุมของผม เรื่องนี้เป็นบวกตรงที่ Monster ยังเติบโตจากธุรกิจหลักที่ตัวเองทำอยู่แล้ว โดยไม่ต้องไปฝากความหวังไว้กับธุรกิจใหม่มากนัก แต่เมื่อยอดขายต่างประเทศมีขนาดใหญ่ขึ้น ความผันผวนของค่าเงิน การบริหารเครือข่ายผู้จัดจำหน่าย และสภาพตลาดในแต่ละประเทศก็จะมีผลต่อ Monster มากกว่าเดิมเช่นกัน

อีกเรื่องที่ผมยังไม่อยากรีบมองข้ามก็คือ ยอดขายรวมของบริษัทโต 20.2% แต่กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้วโตเพียง 13.3% ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการจัดจำหน่ายและการขายกินสัดส่วนของยอดขายมากขึ้น แปลว่าบริษัทขายได้มากขึ้นจริง แต่ค่าใช้จ่ายด้านขนส่ง เชื้อเพลิง และการทำตลาดก็ตามมาเร็วเหมือนกัน สุดท้ายแล้ว ตลาดต่างประเทศจะช่วยให้กำไรของ Monster โตได้มากแค่ไหน ก็คงขึ้นอยู่กับว่าบริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ดีแค่ไหนด้วย

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

แหล่งข้อมูล: InvestingPro Research (NASDAQ: MNST), ข้อมูล ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2026

⚠️ คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ โดยเรียบเรียงจากข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งที่ระบุ ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชี้นำให้ซื้อ ขาย หรือถือหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง

กองเหล่านี้ เน้นชิปเหมือนกันแต่ขอบเขตและแนวทางไม่เหมือนกันซะทีเดียว บางกองห้ามบางอย่าง บางกองเจาะจงบางอย่างเลือกที่เหมาะ...
28/08/2026

กองเหล่านี้ เน้นชิปเหมือนกัน
แต่ขอบเขตและแนวทางไม่เหมือนกันซะทีเดียว บางกองห้ามบางอย่าง บางกองเจาะจงบางอย่าง
เลือกที่เหมาะกับแนวทางของตัวเองนะครับ

Palantir กำลังขยายบทบาทจากการจัดการข้อมูล ไปสู่การช่วยให้องค์กรนำ AI มาใช้กับงานจริง◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇ลูกค้าบางรายของ Palant...
27/08/2026

Palantir กำลังขยายบทบาทจากการจัดการข้อมูล ไปสู่การช่วยให้องค์กรนำ AI มาใช้กับงานจริง

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

ลูกค้าบางรายของ Palantir Technologies เริ่มจากใช้ Foundry เพื่อจัดการข้อมูลและเชื่อมระบบงานภายในองค์กร เมื่อลูกค้ามีข้อมูลและกระบวนการทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มนี้แล้ว Palantir ก็มีโอกาสขาย Artificial Intelligence Platform หรือ AIP เพิ่มให้ลูกค้ากลุ่มเดิม เพื่อให้โมเดล AI ทำงานร่วมกับของเดิมที่ลูกค้ามีอยู่ รายได้ของ Palantir จึงไม่ได้โตจากการหาลูกค้าใหม่เพียงทางเดียว แต่ยังโตจากลูกค้าเดิมที่ขยายการใช้งานต่อได้ด้วย

Palantir เรียกแนวทางนี้ว่า Sovereign AI หมายถึงองค์กรยังควบคุมได้ว่าจะใช้ข้อมูลอะไร เลือกโมเดลไหน และให้ระบบทำงานอย่างไร โดยไม่ต้องผูกอยู่กับโมเดลของผู้ให้บริการรายเดียว ฝ่ายบริหารระบุว่า ระบบของ Palantir ที่หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐใช้อยู่รองรับการสลับโมเดลแล้ว ส่วน AIP ทำหน้าที่เชื่อมโมเดลที่เลือกเข้ากับข้อมูลและงานของลูกค้า

วิธีขายแบบนี้ได้เปรียบตรงที่ Palantir ไม่ต้องเริ่มความสัมพันธ์กับลูกค้าจากศูนย์ทุกครั้ง ลูกค้าที่ใช้ Foundry มีข้อมูลและระบบงานอยู่บนแพลตฟอร์มแล้ว การเพิ่ม AIP เข้าไปก็น่าจะง่ายกว่าการย้ายข้อมูลและสร้างระบบใหม่ทั้งหมดกับผู้ให้บริการรายอื่น ลูกค้า Foundry จึงไม่ใช่เพียงฐานรายได้เดิม แต่เป็นกลุ่มที่มีโอกาสขยายไปใช้ AIP ต่อ

อัตราการรักษาและขยายรายได้จากลูกค้าเดิม หรือ Net Dollar Retention อยู่ที่ 157% ในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 7 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้รวมทั้งลูกค้าที่ใช้บริการเพิ่ม ใช้น้อยลง หรือเลิกใช้แล้ว จึงสะท้อนว่ารายได้จากฐานลูกค้าเดิมโดยรวมยังขยายตัว ขณะเดียวกัน มูลค่าสัญญาที่ยังเหลืออยู่เพิ่มขึ้น 83% จากปีก่อนเป็น 13.1 พันล้านดอลลาร์

แต่ Palantir ไม่ได้แยกว่าการเพิ่มขึ้นส่วนไหนมาจากลูกค้า Foundry ที่ซื้อ AIP เพิ่ม ตัวเลขนี้จึงบอกได้เพียงว่าลูกค้าเดิมโดยรวมจ่ายเงินให้บริษัทมากขึ้น แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่า AIP เป็นสาเหตุหลัก

การเปิดให้ลูกค้าใช้ได้หลายโมเดลยังเชื่อมกับแนวคิดที่บริษัทเรียกว่า Benchmaking แทนที่จะตัดสินว่าโมเดลใดเก่งที่สุดจากคะแนนทดสอบกลาง Palantir จะดูว่าโมเดลไหนเหมาะกับงานของลูกค้าแต่ละรายมากกว่า เพราะโมเดลที่เก่งในภาพรวมไม่จำเป็นต้องทำงานเฉพาะของทุกบริษัทได้ดีที่สุด Palantir จึงไม่ต้องสร้างโมเดลขึ้นมาแข่งเอง หน้าที่ของบริษัทคือช่วยเลือกโมเดลที่เหมาะ แล้วเชื่อมมันเข้ากับข้อมูลและระบบงานที่ลูกค้าใช้อยู่

การนำ AI เข้าไปใช้ในองค์กรยังมีงานอีกมากหลังจากเลือกโมเดลแล้ว เพราะข้อมูล ระบบ และขั้นตอนการทำงานของลูกค้าแต่ละรายไม่เหมือนกัน Palantir จึงมีทีม Forward Deployed Engineer ซึ่งเป็นวิศวกรที่เข้าไปทำงานร่วมกับลูกค้าโดยตรง เพื่อปรับระบบให้ใช้แก้ปัญหาของแต่ละองค์กรได้จริง

ฝ่ายบริหารยกตัวอย่างว่า ทีมของ Palantir เคยแข่งกับห้องปฏิบัติการ AI แห่งหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาระบบจัดการ Ticket ของลูกค้า และต่อมาได้สัญญาที่มีมูลค่ารายปี 10 ล้านดอลลาร์ ตัวอย่างเดียวไม่พอให้สรุปว่าแนวทางนี้จะทำซ้ำได้กับลูกค้าทุกราย แต่กรณีนี้ทำให้เห็นว่า ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินเฉพาะค่าซอฟต์แวร์ ทีมที่ช่วยนำซอฟต์แวร์ไปใช้กับงานจริงก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ Palantir ขายเช่นกัน

การเติบโตที่เห็นชัดที่สุดตอนนี้อยู่ในกลุ่มลูกค้าองค์กรสหรัฐ รายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้น 149% จากปีก่อนเป็น 764 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสเดียว Palantir ปิดสัญญามูลค่าเกิน 10 ล้านดอลลาร์ได้ 73 รายการ บริษัทไม่ได้แยกว่ามีกี่สัญญาที่เกี่ยวข้องกับ AIP หรือมาจากลูกค้า Foundry เดิม จึงยังใช้ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันไม่ได้ว่า AIP เป็นตัวขับเคลื่อนทั้งหมด แต่สัญญาขนาดใหญ่จำนวนดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่า Palantir ไม่ได้ขายอยู่เพียงในระดับโครงการทดลองขนาดเล็ก

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

📈 Investor Takeaway

ผมมองว่าสิ่งที่ Palantir ขายจริง ๆ ไม่ใช่โมเดล AI แต่เป็นแพลตฟอร์มและทีมงานที่ช่วยนำโมเดลของผู้ให้บริการต่าง ๆ เข้าไปทำงานกับข้อมูลและระบบเดิมของลูกค้า หาก Palantir ขาย AIP เพิ่มให้ลูกค้าที่ใช้ Foundry อยู่เดิมได้ บริษัทก็มีทางเพิ่มรายได้จากลูกค้าเดิม และเมื่อระบบเข้าไปเกี่ยวข้องกับงานประจำหลายส่วน การย้ายออกไปใช้แพลตฟอร์มอื่นทั้งหมดก็น่าจะซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย

แต่การเติบโตในลักษณะนี้ยังเห็นชัดในสหรัฐมากกว่าตลาดอื่น รายได้จากสหรัฐคิดเป็น 81% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจลูกค้าองค์กรนอกสหรัฐเติบโต 26% เทียบกับฝั่งสหรัฐที่โต 149% ความต่างนี้ไม่ได้แปลว่าแนวทางดังกล่าวใช้ในต่างประเทศไม่ได้ แต่ถ้าจะมองว่า Palantir สามารถขยายวิธีขายแบบเดียวกันไปทั่วโลก ก็คงต้องเห็นธุรกิจลูกค้าองค์กรนอกสหรัฐเร่งตัวขึ้นกว่านี้ก่อน

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

แหล่งข้อมูล: InvestingPro Research (NASDAQ: PLTR), ข้อมูล ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2026

⚠️ คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ โดยเรียบเรียงจากข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งที่ระบุ ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชี้นำให้ซื้อ ขาย หรือถือหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง

Vertex Pharmaceuticals ตกลงซื้อ Crinetics มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายเข้าสู่ตลาดยารักษาโรคต่อมไร้ท่อหายากและลดกา...
27/08/2026

Vertex Pharmaceuticals ตกลงซื้อ Crinetics มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายเข้าสู่ตลาดยารักษาโรคต่อมไร้ท่อหายากและลดการพึ่งพา CF

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

รายได้มากกว่า 85% ของ Vertex Pharmaceuticals Inc. ยังมาจากยารักษาโรคซิสติกไฟโบรซิส หรือ CF ถ้าจะลดการพึ่งพารายได้กลุ่มนี้ บริษัทก็ต้องมีผลิตภัณฑ์จากโรคอื่นเข้ามาช่วยมากกว่าที่เป็นอยู่ การตกลงซื้อ Crinetics Pharmaceuticals มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์จึงทำให้ Vertex ได้ธุรกิจยารักษาโรคต่อมไร้ท่อหายากเข้ามา โดยไม่ต้องเริ่มพัฒนาทุกอย่างขึ้นเองตั้งแต่ต้น

ดีลนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2026 โดยผ่านขั้นตอนด้านการผูกขาดที่ระบุไว้แล้ว เหลือการลงมติของผู้ถือหุ้น Crinetics ในวันที่ 28 สิงหาคม และคาดว่าจะปิดดีลได้ในช่วงต้นเดือนกันยายน

หากดีลเสร็จตามแผน Vertex จะได้ยาหลักสองตัว ตัวแรกคือ PALSONIFY หรือ paltusotine ซึ่งเริ่มขายแล้วสำหรับภาวะอะโครเมกาลี และทำรายได้สุทธิจากผลิตภัณฑ์ 24 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 เพิ่มจาก 10.3 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วน atumelnant กำลังอยู่ในการทดลองระยะที่ 3 สำหรับภาวะต่อมหมวกไตผิดปกติแต่กำเนิด และระยะที่ 2 สำหรับโรคคุชชิงที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ACTH

เมื่อเทียบราคาซื้อประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์กับรายได้ 24 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด เงินส่วนใหญ่ที่ Vertex จ่ายไปจึงไม่ได้อยู่บนยอดขายที่ Crinetics มีในวันนี้ แต่อยู่บนความคาดหวังว่า PALSONIFY จะขายได้มากขึ้น และ atumelnant จะผ่านการทดลองจนออกสู่ตลาดได้

Vertex ประเมินว่า PALSONIFY และ atumelnant อาจทำยอดขายสูงสุดต่อปีรวมกันมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขนี้เป็นยอดขายที่บริษัทมองว่ายาทั้งสองตัวอาจไปถึงในอนาคต ไม่ใช่รายได้ที่ Crinetics ทำได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะ atumelnant ที่ยังต้องผ่านทั้งการทดลองและการอนุมัติก่อนจะขายได้จริง

Vertex เองก็เริ่มมีรายได้จากผลิตภัณฑ์นอก CF แล้ว โดย CASGEVY และ JOURNAVX ทำรายได้รวมกันประมาณ 126 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 และบริษัทตั้งเป้าให้ทั้งสองตัวทำรายได้รวมมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ตลอดปี 2026 อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับรายได้รวมของ Vertex ที่ 3,330 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกัน รายได้จากผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ก็ยังเล็กเมื่อเทียบกับธุรกิจ CF

ด้านเงินทุน Vertex มีเงินสดและเงินลงทุนประมาณ 13,600 ล้านดอลลาร์ แต่ยังวางแผนใช้เงินกู้ระยะยาวอีก 4,500 ล้านดอลลาร์มาช่วยจ่าย ขณะที่บริษัทคาดว่าดีลจะเริ่มเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานแบบ Non-GAAP ในปี 2029 หลังปิดดีล Vertex จึงยังต้องเพิ่มยอดขาย PALSONIFY พา atumelnant ผ่านการทดลอง และบริหารหนี้ก้อนใหม่ไปพร้อมกันอีกหลายปี

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

📈 Investor Takeaway

ผมว่าดีลนี้ตอบโจทย์ของ Vertex ค่อนข้างตรง บริษัทต้องการรายได้จากโรคอื่นมาช่วยลดการพึ่งพา CF ส่วน Crinetics ก็มียาที่ขายอยู่แล้วหนึ่งตัวและมียาอีกตัวเดินมาถึงการทดลองระยะที่ 3 ในข้อบ่งใช้หนึ่ง ทำให้ Vertex เริ่มธุรกิจโรคต่อมไร้ท่อได้เร็วกว่าการเริ่มจากโครงการวิจัยระยะต้นทั้งหมด

แต่ราคา 10,000 ล้านดอลลาร์จะคุ้มหรือไม่ขึ้นอยู่กับเรื่องที่เห็นกันได้ค่อนข้างชัด PALSONIFY ต้องเติบโตจากรายได้ 24 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาสได้อีกมาก ส่วน atumelnant ต้องผ่านการทดลองและการอนุมัติจนขายได้จริง ขณะที่ Vertex เองคาดว่ากว่าดีลจะเริ่มช่วยเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานก็ต้องรอถึงปี 2029

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

แหล่งข้อมูล: InvestingPro Research (NASDAQ: VRTX), ข้อมูล ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2026

⚠️ คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ โดยเรียบเรียงจากข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งที่ระบุ ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชี้นำให้ซื้อ ขาย หรือถือหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง

27/08/2026

จำนวนผู้ติดตามลดลงรายวัน 😆😆😆

The Information รายงานว่า Nikesh Arora ซีอีโอของ Palo Alto Networks   เคยคุยเรื่องซื้อกิจการกับทั้ง Okta   และ Datadog  ...
26/08/2026

The Information รายงานว่า Nikesh Arora ซีอีโอของ Palo Alto Networks เคยคุยเรื่องซื้อกิจการกับทั้ง Okta และ Datadog ก่อนที่บริษัทจะมาลงเอยกับดีลซื้อ CyberArk ราว $25 billion

ฝั่ง Okta มีการคุยกันหลายครั้งตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 ถึงต้นปี 2025 และไปถึงขั้นคุยกันแล้วว่าผลิตภัณฑ์ของสองบริษัทจะเอามาเสริมกันตรงไหนได้บ้าง แต่สุดท้ายติดเรื่องราคาเลยไม่ได้ไปต่อ

ส่วน Datadog ทาง Arora เข้าไปคุยกับ Olivier Pomel ช่วงต้นปี 2025 ตอนนั้น Datadog มีมูลค่าบริษัทมากกว่า $40 billion แต่ Pomel ไม่สนใจขาย เลยไม่ได้มีข้อเสนออย่างเป็นทางการออกมา

พอสองดีลนี้ไม่เกิด Palo Alto ก็หันไปทางอื่นแทน เดือนกรกฎาคม 2025 บริษัทตกลงซื้อ CyberArk และต้นปี 2026 ก็ซื้อ Chronosphere เพิ่มอีก $3.35 billion

Chronosphere ทำธุรกิจด้าน Observability หรือระบบที่ช่วยให้องค์กรเห็นว่าใน Application และ Infrastructure ของตัวเองกำลังเกิดอะไรขึ้น ซึ่งก็เป็นพื้นที่ที่ Datadog ทำอยู่เหมือนกัน

ตอนนี้มีรายงานอีกว่า Palo Alto กำลังมอง Cribl กับ ClickHouse เป็นเป้าหมายต่อไปด้วย

ถ้าไล่ดูบริษัทที่ Palo Alto สนใจช่วงหลัง จะเห็นว่ามันขยายออกไปไกลกว่า Cybersecurity แบบเดิมพอสมควร ทั้ง Identity, Observability, Log และ Data Infrastructure

ฝั่ง Arora มองว่า AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบของภัยไซเบอร์ เพราะ AI Agent สามารถทำบางอย่างได้เร็วและต่อเนื่องกว่ามนุษย์มาก องค์กรเลยต้องมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบตลอดเวลา ไม่ใช่แค่รอให้มีปัญหาแล้วค่อยเข้าไปแก้

Anthropic กับ OpenAI เองก็เริ่มทำเครื่องมือด้านการหาช่องโหว่ด้วย AI แล้วเหมือนกัน ซึ่งยิ่งทำให้เรื่องนี้ใกล้ตัวองค์กรขึ้นเรื่อย ๆ

เลยพอจะเข้าใจได้ว่าทำไม Palo Alto ถึงพยายามซื้อของเพิ่มหลายด้านในช่วงนี้ เพราะถ้า Security ต่อไปต้องรู้ทั้งว่าใครกำลังเข้าถึงอะไร ระบบกำลังทำงานยังไง และข้อมูลกำลังไหลไปทางไหน ของพวก Identity, Log, Observability และ Data ก็จะเริ่มโยงเข้าหากันมากขึ้น

Cribl กับ ClickHouse ตอนนี้ยังเป็นแค่รายงานเรื่องความสนใจอยู่ ยังไม่ได้มีดีลอะไรออกมา แต่จากที่ Palo Alto เดินเกมมาตลอดช่วงหลัง ก็ดูเหมือนบริษัทจะยังไม่หยุดขยายพื้นที่ของตัวเองแค่ Cybersecurity แบบที่เราคุ้นกันครับ

Datadog กำลังโตจากฐานที่กว้างขึ้น แม้ลูกค้ารายใหญ่เริ่มลดการใช้งาน◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇Datadog Inc. ทำธุรกิจแพลตฟอร์มสำหรับติดต...
26/08/2026

Datadog กำลังโตจากฐานที่กว้างขึ้น แม้ลูกค้ารายใหญ่เริ่มลดการใช้งาน

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

Datadog Inc. ทำธุรกิจแพลตฟอร์มสำหรับติดตามการทำงานของระบบและดูแลความปลอดภัย ช่วยให้องค์กรตรวจสอบระบบ Cloud แอปพลิเคชัน และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ได้จากแพลตฟอร์มเดียว จุดสำคัญของโมเดลธุรกิจนี้คือ ลูกค้าสามารถเริ่มใช้บริการเพียงบางส่วนก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มผลิตภัณฑ์และปริมาณการใช้งานเมื่อระบบมีขนาดใหญ่ขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจในช่วงนี้จึงไม่ใช่แค่รายได้ไตรมาส 2 ปี 2026 ที่เติบโต 36% YoY แต่เป็นการที่โครงสร้างการเติบโตของ Datadog ดูจะเริ่มกระจายตัวกว้างขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ลูกค้ากลุ่ม AI-native หรือบริษัทที่มี AI เป็นหัวใจหลักของธุรกิจ มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทค่อนข้างมาก

ในไตรมาสล่าสุด รายได้จากลูกค้านอกกลุ่ม AI-native เติบโตขึ้นมาอยู่ในช่วง High-20s% YoY จาก Mid-20s% ในไตรมาสก่อน และเพียง 18% เมื่อหนึ่งปีก่อน ขณะที่ฝั่งลูกค้ากลุ่ม AI เองก็ยังขยายตัวต่อ เพราะ Datadog มีลูกค้าในกลุ่มนี้มากกว่า 750 รายแล้ว

อีกจุดที่ช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นคือ ลูกค้าเดิมกำลังใช้ผลิตภัณฑ์ของ Datadog มากขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจุบัน 58% ของลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 4 รายการ จาก 52% เมื่อปีก่อน ส่วนกลุ่มที่ใช้ตั้งแต่ 6 รายการขึ้นไปเพิ่มจาก 29% เป็น 37% และกลุ่มที่ใช้ตั้งแต่ 10 รายการขึ้นไปเพิ่มจาก 7% เป็น 13%

เรื่องนี้สำคัญเพราะ Datadog ไม่ได้พยายามโตด้วยการหาลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ใช้แนวทางที่เริ่มจากให้ลูกค้าใช้บริการบางส่วนก่อน แล้วค่อยขยายการใช้งานไปยังผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ยอดจองจากลูกค้าองค์กรรายใหม่ก็เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปีก่อน สะท้อนว่าการเติบโตไม่ได้มาจากลูกค้าเดิมเพียงด้านเดียว

การเดินเกมด้านผลิตภัณฑ์ก็สอดคล้องกับทิศทางนี้ ที่งาน DASH 2026 บริษัทเปิดตัวผลิตภัณฑ์และความสามารถใหม่มากกว่า 100 รายการ รวมถึงการต่อยอด Bits AI สำหรับงาน DevOps, Bits Release สำหรับช่วยตรวจสอบการปล่อยซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ด้วย AI และ AI Guard สำหรับงานด้านความปลอดภัย ยิ่ง Datadog มีเครื่องมือครอบคลุมงานของลูกค้ามากขึ้น โอกาสที่ลูกค้าเดิมจะขยายการใช้งานไปยังผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

แต่ภาพนี้ยังมีจุดที่ต้องติดตาม เพราะลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ Datadog ได้ต่อสัญญาแล้ว แต่กำลังลดการใช้บริการลงตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป และบริษัทถึงขั้นตั้งสมมติฐานใน Guidance ไตรมาส 4 ว่าจะไม่มีรายได้ที่ผูกกับปริมาณการใช้งานจากลูกค้ารายนี้เลย การที่ลูกค้าเพียงรายเดียวสามารถส่งผลต่อแนวโน้มรายได้ได้มากขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ไม่กี่รายยังเป็นความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้

ดังนั้น เรื่องที่น่าติดตามต่อจากนี้อาจไม่ใช่แค่ Datadog จะโตได้เร็วแค่ไหน แต่คือการเติบโตจากลูกค้ากลุ่มอื่น การที่ลูกค้าเดิมใช้ผลิตภัณฑ์มากขึ้น และการเข้ามาของลูกค้าใหม่ จะมีขนาดใหญ่พอที่จะลดผลกระทบจากลูกค้ารายใหญ่บางรายได้หรือไม่ เพราะถ้าทำได้จริง โครงสร้างการเติบโตในระยะยาวก็จะมีความแข็งแรงขึ้น และบริษัทจะไม่ต้องพึ่งพาการเติบโตจากลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่รายมากเหมือนเดิม

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

📈 Investor Takeaway

สิ่งที่น่าสนใจของ Datadog ตอนนี้คือฐานการเติบโตกำลังกว้างขึ้นในหลายด้านพร้อมกัน ทั้งรายได้จากลูกค้านอกกลุ่ม AI-native ที่เร่งตัว การใช้ผลิตภัณฑ์หลายตัวมากขึ้นในลูกค้าเดิม และการเข้ามาของลูกค้าองค์กรรายใหม่ ขณะที่ AI ก็ยังช่วยหนุนการเติบโตต่อไป ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวที่ต้องแบกการเติบโตของทั้งบริษัท

แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าฐานการเติบโตกระจายตัวได้มากพอแล้ว เพราะการลดการใช้บริการของลูกค้ารายใหญ่ที่สุดยังส่งผลต่อแนวโน้มรายได้อย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่ควรดูต่อจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขการเติบโตของรายได้ แต่คือ Datadog จะทำให้ลูกค้าจำนวนมากขึ้นช่วยสร้างรายได้เพิ่มได้มากพอ จนลดการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่บางรายลงได้จริงหรือไม่

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

แหล่งข้อมูล: InvestingPro Research (NASDAQ: DDOG), ข้อมูล ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2026

⚠️ คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ โดยเรียบเรียงจากข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งที่ระบุ ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชี้นำให้ซื้อ ขาย หรือถือหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง

25/08/2026

ดีจัง ตอนใช้โบรกไทยซื้อหุ้นนอก กำไรแบบนี้ สรรพากรบอก แกไม่รอดแน่

ปล. ครบ 1 ปีที่ผมลงโพสต์รีวิวธุรกิจของ Sandisk ตอนราคา $4x ไว้แล้วนะ ถ้าซื้อตอนนั้นแล้วเพิ่งขายเอาเงินกลับตอนนี้ สรรพากรบอก หวานเจี๊ยบ

ปล2. โบรกหุ้นนอกไทย ขอโอนกำไรไปคริปโตบ้างได้ไหม 🤣🤣🤣🤣 อยากโยกย้าย โยกย้าย ส่ายสะโพกโยกย้ายบ้าง

AMD กำลังขยับจากขายชิป ไปสู่การขายระบบ AI แบบทั้งแร็กด้วย Helios◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇ที่ผ่านมาเวลาเราพูดถึง Advanced Micro De...
25/08/2026

AMD กำลังขยับจากขายชิป ไปสู่การขายระบบ AI แบบทั้งแร็กด้วย Helios

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

ที่ผ่านมาเวลาเราพูดถึง Advanced Micro Devices ในตลาด Data Center ก็มักหนีไม่พ้นการแข่งขันของ EPYC กับ CPU จากค่ายอื่น หรือ Instinct ที่พยายามชิงพื้นที่ในตลาด AI Accelerator แต่สิ่งที่ AMD กำลังทำต่อจากนี้เริ่มไปไกลกว่าการแข่งกันด้วยชิปแต่ละตัวแล้ว

ในงาน Advancing AI 2026 บริษัทเปิดตัว Helios ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม AI แบบ Rack-scale พร้อมกับ Instinct MI455 และ EPYC Venice แนวคิดคือแทนที่จะให้ลูกค้านำ CPU, GPU และส่วนประกอบต่าง ๆ ไปประกอบเป็นระบบขนาดใหญ่เอง AMD ต้องการเสนอระบบที่ออกแบบให้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ต้น

และตอนนี้ก็เริ่มเห็นลูกค้าที่เข้ามาใช้ Helios แล้ว ใน Earnings Call ฝ่ายบริหารระบุว่า OpenAI, Meta และ Anthropic เป็นกลุ่มลูกค้าหลัก ขณะเดียวกันก็ยังมีลูกค้ารายอื่นที่มีขนาดการใช้งานเล็กกว่ากลุ่มนี้ตามมาอีก โดย AMD คาดว่าจะเริ่มเห็นฐานลูกค้าที่หลากหลายขึ้นในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ส่วนการส่งมอบ Helios จะเริ่มในไตรมาส 3 ก่อนเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 และต่อเนื่องไปในปีหน้า

Anthropic เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพค่อนข้างชัด เพราะมีแผนใช้ Instinct MI450 Series บน Helios สูงสุดถึง 2 กิกะวัตต์ ขณะเดียวกัน AMD ยังขยายความร่วมมือกับ Microsoft Azure จึงเริ่มเห็นชัดขึ้นว่า AMD ไม่ได้อยากหยุดอยู่แค่การขาย GPU แล้วปล่อยให้ลูกค้านำไปประกอบระบบกันเอง

ขณะเดียวกัน ธุรกิจ Data Center ของ AMD เองก็โตจนมีน้ำหนักมากพอที่จะรองรับการเดินเกมแบบนี้ รายได้ Data Center ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 6.7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และคิดเป็น 58% ของรายได้รวม โดยทั้ง EPYC และ Instinct มีส่วนต่อการเติบโต Helios จึงเกิดขึ้นในช่วงที่ Data Center กลายเป็นธุรกิจหลักของ AMD ไปแล้ว ไม่ใช่ช่วงที่บริษัทยังเพิ่งเริ่มลองตลาดนี้

ถ้า Helios ขยายได้ตามแผน ความสัมพันธ์ระหว่าง AMD กับลูกค้า AI ก็จะไปไกลกว่าการเป็นผู้ขายชิปแบบเดิม เพราะการแข่งขันจะไม่ได้อยู่แค่ว่า GPU ของใครแรงกว่า แต่รวมถึง CPU, Software และความสามารถในการทำให้ระบบขนาดใหญ่ที่มี Accelerator จำนวนมากทำงานร่วมกันได้จริง และนี่ก็เป็นส่วนที่ AMD ยังต้องพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะ ROCm ที่แม้จะพัฒนาขึ้นต่อเนื่อง แต่ Ecosystem และการใช้งานในหมู่นักพัฒนายังเป็นรอง CUDA ของ Nvidia อยู่

การขยับจากชิปไปสู่ระบบขนาดใหญ่ก็ทำให้การส่งมอบซับซ้อนขึ้นด้วย ตอนนี้ AMD ยังเจอข้อจำกัดด้าน Supply Chain ของ Server CPU ทั้ง Wafer, Back-end Capacity และ Substrate ส่วน Helios ก็ต้องอาศัยทั้งความพร้อมด้านการผลิตของ AMD และความพร้อมของ Data Center ฝั่งลูกค้า ดังนั้น ต่อให้มีคำสั่งซื้อหรือ Commitment แล้ว ก็ยังต้องดูว่า AMD จะส่งมอบและรับรู้รายได้ได้ตามแผนหรือไม่

สำหรับผม เรื่องของ AMD รอบนี้เลยไม่ใช่แค่ว่า Data Center โตเกิน 100% หรือไตรมาสล่าสุดทำรายได้เท่าไร แต่เป็นการที่บริษัทกำลังเปลี่ยนวิธีแข่งขันในตลาด AI จากเดิมที่พยายามขายชิปเข้าไปอยู่ในระบบของลูกค้า ไปสู่การเสนอ Helios เป็นระบบสำเร็จรูปในระดับ Rack ให้ลูกค้าเลือกใช้โดยตรง

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

📈 Investor Takeaway

ฝ่ายบริหารคาดว่าธุรกิจ Data Center จะเติบโตมากกว่าเท่าตัวอีกครั้งในปี 2027 และรายได้ Server CPU จะโตมากกว่า 70% โดย Helios ก็เป็นส่วนสำคัญของแผนเติบโตรอบนี้ หากการส่งมอบให้ OpenAI, Meta, Anthropic และลูกค้ารายอื่นเดินได้ตามแผน AMD ก็จะมีโอกาสขยับจากการเป็นผู้ขายชิป ไปสู่การขายระบบ AI ที่รวมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของตัวเองเข้าด้วยกันมากขึ้น

แต่ Helios ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น บริษัทต้องพิสูจน์ทั้งการผลิตจำนวนมาก การส่งมอบระบบที่ซับซ้อน และความพร้อมของ Software Ecosystem ไปพร้อมกัน ขณะที่ฝ่ายบริหารยังไม่ได้ให้ตัวเลข Gross Margin ปี 2027 ที่ชัดเจน เมื่อ Helios เริ่มผลิตและส่งมอบในปริมาณมากขึ้น การเติบโตส่วนนี้จะทำกำไรได้ดีแค่ไหนจึงยังต้องรอดู

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

แหล่งข้อมูล: InvestingPro Research (NASDAQ: AMD), ข้อมูล ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2026

⚠️ คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ โดยเรียบเรียงจากข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งที่ระบุ ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชี้นำให้ซื้อ ขาย หรือถือหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง

ที่อยู่

Bangkok

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมุดบันทึกของชาวดอยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท