20/07/2022
ถ้ามนุษย์คนไหนไม่ได้อยู่ในวงจร เกิด แก่ เจ็บ ตาย
มนุษย์คนนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องมี “ประกันชีวิต”
ในสมัยผมเป็นตัวแทนใหม่ๆ เวลาผมไปนำเสนอไอเดียเรื่องการประกันชีวิตให้กับลูกค้าผมมักพูดเรื่องนี้เสมอๆ ให้ลูกค้าฟัง
คุณเห็นด้วยกับผมไหมครับว่า...
เพราะมี “เกิด” จึงต้องมีการวางแผนการศึกษา
เพราะมี “แก่” จึงต้องมีการวางแผนการเกษียณ
เพราะมี “เจ็บ” จึงต้องมีการวางแผนเรื่องสุขภาพ
เพราะมี “ตาย” จึงต้องมีการวางแผนคุ้มครองรายได้เพื่อคนข้างหลัง
แต่ไม่ว่าผู้คนจะตกในวงจรใดก็ตาม พวกเขาล้วนต้องใช้ “เงิน” ทั้งสิ้น
คุณลองคิดในมุมกลับสิครับว่า หากหัวหน้าครอบครัวไม่มีการเตรียมการป้องกัน และ รับมือเรื่องดังต่อไปนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาและครอบครัว
📌เกิด
เด็กเกิดมาต้องมีการศึกษา
เด็กคนหนึ่งกว่าจะเรียนจบปริญญาตรี ต้องใช้เงินอย่างน้อย 2-3,000,0000 บาท
หากพ่อแม่เสียชีวิตไปกะทันหัน ลูกอาจมิได้เรียนต่อ ตามที่พ่อแม่วาดหวังตั้งใจ
เด็กๆ หลายคนต้องไปทำงานก่อนวัยทำงาน ต้องมีชีวิตที่ขาด “โอกาส” เพราะขาดอนาคตทางการศึกษา นั่นเป็นภาพที่คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราๆ อยากเห็นจริงๆ หรือ?
ประกันชีวิต เพื่อกองทุนการศึกษาบุตร ช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้
📌แก่
คนแก่ที่ไม่วางแผนการเงิน เมื่อถึงวัยชราอาจต้องทำงานหนักอีกครั้งเพื่อหาเลี้ยงชีพ หรือทำงานไม่ไหว ก็อาจถึงกับต้องขอทานก็มีให้เห็น
ครั้นจะหวังให้รัฐเลี้ยง คุณรู้ดีว่าคำตอบคืออะไร จากสภาพผู้ชราในปัจจุบันที่รับเงินรายเดือนจากหลวงเดือนละไม่ถึง 1,000 บาท
รายได้มีวันหยุด แต่รายจ่ายไม่เคยหยุด หากยังมีลมหายใจ
หากคุณต้องหยุดงาน 1 ปี ใช้เงินเยอะไหมครับ?
แล้วถ้าหากคุณต้องหยุดงานติดต่อกัน 20 ปี คือการเกษียณ คุณต้องใช้เงินเยอะขนาดไหน?
เอาแค่ค่ากินอย่างเดียว วันละ 300 บาท ไม่รวมค่าหยูกยา ค่ารักษา ค่าท่องเที่ยว
ตกเดือนละ 9,000 บาท
ปีละ 108,000 บาท
👉🏻20 ปี ก็ 2,160,000 บาท
ตอนนี้คุณมีเงินเก็บได้สักสองล้านบาทเป็นค่าอาหารแล้วหรือยัง?
คำกล่าวที่ว่า “เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ตายแล้วแต่ยังใช้เงินไม่หมด แต่เป็นเรื่องสลดที่เงินหมดแต่ยังไม่ตาย”
คุณอยากให้เป็นเรื่อง “น่าเสียดาย” หรือ “น่าสลด”?
หากคุณไม่วางแผน คุณจะอยู่ยังไงในสังคมที่เทคโนโลยีล้ำหน้าไปไกล แต่ความห่วงใยของผู้คนลดลง?
หวังพึ่งรัฐบาล?
หวังพี่งลูกหลาน?
พึ่งตัวเองด้วยการวางแผนการเงินด้วย “ประกันชีวิต”
แบบไหนน่าจะเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดล่ะครับ?
📌เจ็บ
หากบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหนัก หรือเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย เหตุการณ์เหล่านี้ก็อาจผลาญเงินเก็บจนหมด หรือไม่มีเงินรักษา ต้องเป็นผู้ป่วยอนาถา
การพิการส่งผลให้ความสามารถในการหารายได้หายไป ต้องนั่งรถเข็น นอนติดเตียง นอกจากจะไม่สามารถหารายได้ได้แล้ว ยังมีภาระค่าใช้จ่ายต้องดูแลคนป่วยพิการ
หลายคนเก็บเงิน 10-15 ปี
แต่หมดไปกับค่ารักษาโรคร้ายเพียง 10-15 อาทิตย์
เพราะปฏิเสธที่จะคุยเรื่องประกันชีวิตเพียง 10-15 นาที
ชีวิตคุณมีค่านะครับ ได้โปรด “อย่าละเลย” เรื่องนี้
การวางแผนประกันชีวิตสามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว
📌ตาย
การตายก่อนวัยอันควร ผู้ตายอาจทิ้งภาระไว้เบื้องหลังมากมาย คนที่เขารักอาจต้องลำบากทางการเงิน ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อรายได้จากหัวหน้าครอบครัวหายไป 100%
การส่งต่อมรดกทรัพย์สินเมื่อตาย หากไม่ได้วางแผน หลายครอบครัวก็มีปัญหา เช่น
ทรัพย์สิน เงินทอง ที่ผู้ตายมีนั้นจะไม่ตกเป็นของทายาททันที ยังใช้ไม่ได้ ขายไม่ได้ ต้องรอฟ้องร้องต่อศาล มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ซึ่งกินเวลานาน แต่ “เงิน” ต้องใช้ทุกวัน
ประกันชีวิตคือ เงินสดที่ช่วยเสริมสภาพคล่องได้ทันที
ค่าใช้จ่ายครั้งสุดท้ายของชีวิต คุณไม่เตรียมไว้ ใครบางคนก็ต้องจ่าย
งานศพเดี๋ยวนี้ต้องใช้เงินหลายแสน “อย่าให้คนตายขายคนเป็น” อย่าต้องให้ใครเดือดร้อนกับร่างกายที่หมดลมหายใจของเรา เตรียมให้เขา เราเองก็สบายใจ
“ประกันชีวิต” สินค้าที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุด ผู้คนอยากปฏิเสธมากที่สุดเมื่อมีใครมานำเสนอ แต่ประกันชีวิตกลับถูกเรียกหาเป็นอันดับแรกสุดเมื่อเกิดเหตุร้าย เมื่อมีคนเจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือ เสียชีวิต คุณเคยเจอเรื่องราวแบบนี้ไหมครับ?
ผมอยากบอกคุณว่า นิยามของประกันชีวิตนั้นง่ายแสนง่าย ไม่ต้องตีความมากมายอะไร ประกันชีวิตคือ “เงินสด” ก้อนหนึ่งที่ต้องถูกส่งมอบให้กับใครคนใดคนหนึ่ง ณ เวลาใด เวลาหนึ่งอย่างแน่นอน ในประเทศที่เจริญแล้ว เขานับว่าประกันชีวิต คือ “เครื่องมือทางการเงิน” ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของมนุษย์โดยเฉพาะ
คนซื้อประกันชีวิตมีสองประเภท คือ
1.ตระหนัก
2.ตระหนก
ดังนั้นหากคุณเป็นคนประเภทที่หนึ่งที่ “ตระหนัก” ถึงความจำเป็น คุณจะจัดเตรียมการป้องกันไว้ก่อน เมื่อเกิดเหตุเภทภัย ประกันชีวิตช่วยผ่อนหนักเป็นเบา
ส่วนคนประเภทที่สองคือ เขาต้อง “ตระหนก” ก่อนจึงจะเข้าใจคุณค่าของการเตรียมการป้องกัน เขาจึงเห็นค่าประกันชีวิตเมื่อเกิดเหตุร้าย ได้แต่ตระหนก แต่ว่าไม่ทันการเสียแล้ว
หากวันนี้คุณยังสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี นี่นับว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมที่คุณจะเตรียมป้องกันปัญหา เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยประกันชีวิต เพราะ ประกันชีวิตนั้น คุณมีเงินอย่างเดียวก็มิอาจซื้อหาได้ คุณจำเป็นต้องใช้ “สุขภาพที่ดี” ในการซื้อด้วยครับ
***หากคุณอ่านจบพบว่าบทความนี้มีคุณค่ากับคุณ พิมพ์ ”มีคุณค่า”
หรือ เม้นท์สิ่งที่คุณชอบ
ผมจะได้รู้ว่าบทความแนวนี้มีคุณค่ากับคุณ และจะเขียนให้อ่านเรื่อยๆ ครับ
# #ขอบคุณบทความดีๆเขียนโดย เจฟ ชัยยะพัส