Capital Market Innovation

Capital Market Innovation ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Capital Market Innovation, The Stock Exchange of Thailand 93 Ratchadaphisek Road, Dindaeng, Bangkok.

22/12/2020

COVID-19 เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปอย่างไรบ้าง?
เป็นที่รู้กันดีว่า วิกฤตการณ์ Covid-19 สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างขนาดไหน ไม่ว่าจะภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมไปถึงการสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้คนทั่วโลก
จากรายงานของ Reimagining Consumer Market ที่จัดทำโดย Euromonitor International ได้พูดถึงแนวโน้มพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนไปในช่วงวิกฤตการณ์ Covid-19 โดยพบตัวอย่างข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า
1. คนให้ความสนใจในสุขภาพ หรือ Health Safety มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกาย หรือสุขภาพใจ (Mental Health) เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุของความสุข
2. ภาระทางเศรษฐกิจ หรือ Economic Burden ที่ในช่วงวิกฤตการณ์ ได้สร้างผลกระทบในหลายธุรกิจ รวมไปถึงแรงงานในของภาคธุรกิจเอง ทำให้คนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีงานทำ คนว่างงาน หรือคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบ และต้องการจะหางานเกิดความกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะการจัดการเงิน ความไม่แน่นอนของรายได้หรือค่าจ้างที่ได้รับ ทำให้คนไม่กล้าที่จะใช้จ่าย
และพบว่าผู้ที่ต้องตกงานจากผลกระทบของวิกฤตการณ์โดยตรง มีความกังวลที่เป็นแผลเป็นทางจิตใจ (Scarring Effect) ด้วย
3. การทำให้บ้านกลายเป็นศูนย์รวม หรือ Home as the Hub ที่เห็นได้ชัด คือ การที่คนอยู่บ้านมากขึ้น มีกิจกรรมเกี่ยวกับบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงาน, ทำอาหาร, ซื้อสินค้าออนไลน์, ออกกำลังกายออนไลน์ และการใช้บริการดิลิเวอรี ทำให้บ้านถูกอัพเกรดผ่านอุปกรณ์ Smart Home ที่ไฮเทคต่างๆ เกิดเป็นระบบบ้านอัจฉริยะ
4. เกิดนิสัยใหม่ๆ หรือ New Habits ที่เห็นได้ชัดเรื่องหนึ่ง คือ การซื้อของออนไลน์ คนจำนวนมากไม่ว่าจะในกลุ่ม Babyboomer, Gen X, Gen Y ก็หันเข้าสู่โลก E-Commerce กันมากขึ้น
อีกทั้งคนยังให้ความสำคัญกับ Quality over Quantity หรือการคิดถึงเรื่องการบริโภคที่คุ้มค่ามากขึ้น ผ่านคำถามกับตัวเองว่า “ของที่ฉันซื้อ อยากได้จริงๆ หรือเปล่า”
และที่น่าสนใจ อย่าง การดูแลตัวเอง หรือ Self Care ตั้งแต่การออกกำลังกาย อาหารการกิน รวมไปถึงอาหารเสริมต่างๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างจัดเจน
นอกจากการสำรวจพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแล้ว รายงานฉบับดังกล่าว ยังให้ข้อมูลถึงธุรกิจที่เป็นผลลบหลังจากเกิดวิกฤตการณ์อีกด้วย
โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบในแง่ลบมากที่สุดเป็น Personal Accessories รองลงมา คือ เสื้อผ้า รองเท้า สินค้าฟุ่มเฟือย (Luxury Goods) แว่นตา เครื่องอุปโภคบริโภค (Consumer Appliances) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องสำอางและอุปกรณ์เสริมความงาม ตามลำดับ
ส่วนธุรกิจที่เป็นผลบวกหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน, ผลิตภัณฑ์ด้านสุขอนามัย, เกม รวมไปถึงอุปกรณ์ดูแลสัตว์เลี้ยง และอาหารสด ที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนคนทำอาหารที่บ้านอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ยังมีอีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ คือ เรื่องของ Perceived Wellness โดยตอนนี้คนให้ความสำคัญกับเรื่องเกี่ยวกับความสวยความงาม หรือ Wellness Beauty และอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ การทำให้อารมณ์เป็นบวก หรืออารมณ์ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นสเปรย์ น้ำหอม โลชั่นทาผิว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนจำนวนมากรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างจิตใจ ร่างกาย และผิวหนังของตัวเอง มากขึ้น
เมื่อถามถึงความสำคัญของมุมมองด้านสุขภาพ คนส่วนใหญ่ตอบว่าสุขภาพจิตสำคัญที่สุด รองลงมาคือ การทำให้ตัวเองรู้สึกดี ไม่ว่าจะใช้สินค้า กินอาหาร และอันดับ 3 จะให้ความสำคัญกับการนอนมากขึ้น ตามมาด้วย การพยายามรักษาหุ่น ซึ่งหลายคนมีโอกาสที่จะเล่นกีฬาใหม่ๆ โดยเฉพาะที่สามารถทำเองได้ที่บ้านในช่วง Covid-19
.
และสิ่งที่ตามมาคือ คนมองหาวิธีลดความเครียด ทำอย่างไรเพื่อให้ตนเองสุขภาพกายและใจดี เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมที่ช่วยเรื่องสุขภาพก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
.
สุดท้าย ทัศนคติของผู้บริโภคต่อแบรนด์ที่มองไปถึงการตอบโจทย์ในเรื่องของสภาวะโลกร้อน สิ่งแวดล้อม หรือประเด็นทางสังคมต่างๆ ทำให้หลายแบรนด์ต้องปรับตัว เพื่อตอบรับและจูงใจพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่ใช่แค่เรื่องของเทรนด์ การซื้อสินค้า แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ติดตามฟัง Reimagining Consumer Market จาก Euro Monitor | Mission to the Moon EP.988 ได้ทาง https://www.youtube.com/watch?v=NN1uJih0TgA

Great initiative from our partners to customers :-)
04/05/2020

Great initiative from our partners to customers :-)

VITAMINS FOR RECOVERY PROJECT //

จากวิกฤต COVID19 นี้ เราเชื่อว่าทั้งผู้บริโภค และธุรกิจ ต่างก็ต้องการ Vitamins R! Vitamins For Recovery ผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดจาก Vitamins

เราจะมาเปิดมุมมองว่า อะไรที่เปลี่ยนไปแค่ตอนนี้ อะไรที่จะเปลี่ยนตลอดไป

และที่สำคัญ “ในอนาคต” ธุรกิจจะสามารถพลิก New Normal ต่างๆ ให้เป็นโอกาสในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วได้อย่างไรบ้าง

มารับ Vitamins R ไปพร้อมกันวันที่ 5 พฤษภาคมนี้!

#พลิกโควิดเป็นโอกาส

นอกเหนือจากเทคโนโลยีด้านการลงทุน การเงินที่กำลังมาแรงแล้ว เทคโนโลยีทางการแพทย์ก็มาแรงไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น…AI กับวงการแ...
05/02/2020

นอกเหนือจากเทคโนโลยีด้านการลงทุน การเงินที่กำลังมาแรงแล้ว เทคโนโลยีทางการแพทย์ก็มาแรงไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น…

AI กับวงการแพทย์
เป้าหมายของ AI ในวงการสุขภาพ คือการพัฒนาการรักษา และดูแลผู้ป่วยโดยการช่วยแพทย์เวชปฏิบัติในการใช้ความรู้ทางการแพทย์ ซึ่งระบบได้ทำการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและจดจำข้อมูลไว้แล้ว ทำให้สามารถนำเสนอการรักษาที่ดีเยี่ยมสู่ผู้ป่วยได้

ระบบปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพในการบริการข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยได้แบบ real-time ทันที ที่มีความความต้องการ ทั้งยังเป็นข้อมูลคุณภาพจากแหล่งข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์ทางการแพทย์ (EHRs) ด้วย

คาดกันว่าตลาดของ AI ที่เกี่ยวเนื่องกับวงการสุขภาพจะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วทั่วโลกด้วยอัตรา การเติบโตที่สูงถึง 42% ไปจนถึงปี 2021 ประสิทธิภาพการรักษาที่ดีเยี่ยม, ค่าใช้จ่ายที่ลดลง, กำจัดขั้นตอนฟุ่มเฟือยเพื่อให้กระแสงานในโรงพยาบาลหมุนเวียนง่ายขึ้น, และแผนการรักษาแบบผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง คือเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ตลาด AI ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการสุขภาพ

AI ช่วยพัฒนาการเข้าถึงและวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยความช่วยเหลือของระบบประมวลผลภาพดิจิทัล, การจดจำแบบแผน, และการเรียนรู้ของเครื่องจักรบน AI แพลตฟอร์ม

ภูมิคุ้มกันบำบัด กำลังเติบโตที่อัตราสูงถึง 139%
"ภูมิคุ้มกันบำบัด" เอื้อประโยชน์ในการรักษาโดยมุ่งเน้นไปที่ความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในการรับมือกับมะเร็ง ทั้งยังมีศักยภาพที่จะพลิกโฉมการรักษาโรคมะเร็งได้ด้วย มันช่วยสร้างมิติใหม่ทั้งในแง่ของการ ยืดอายุผู้ป่วยรายคนให้ยาวนานขึ้นและการช่วยเหลือผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งไฝ ที่ถือเป็นความต้องการสำคัญทางการแพทย์ซึ่งยังไม่ได้รับการตอบสนองแถมมีทางเลือกในการรักษาที่จำกัด ในแต่ละปีมีการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งไฝมากกว่า 160,000 รายทั่วโลก และมียอดผู้เสียชีวิตรายปีสูงถึง 40,000 ราย

ความหวังของวิธีรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของมันเมื่อถูกนำไปใช้กับผู้ป่วยในวงกว้าง เมื่ออัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพในเชิงมะเร็งวิทยาเป็นที่ตระหนัก ศักยภาพของมันจะเพิ่มขึ้นแบบ ทวีคูณ ขณะที่ตัวยับยั้งการทำงานที่จุดตรวจจับครองตำแหน่งประเด็นสนทนายอดนิยมในแวดวงการแพทย์ วิธีการรักษาอื่นๆ ที่ดูมีความหวังได้แก่ การปลูกสร้างแบบใหม่ระดับโมเลกุล เช่น การดัดแปลงโมเลกุลรับสัญญาณให้เป็นแบบลูกผสม (CARs), การผสมผสานวิทยาการรักษาด้วยยาเก่าและใหม่, ตลอดจนการ ปรับเกณฑ์การให้ยาและวัคซีน ตลาดของตัวยับยั้งการทำงานที่จุดตรวจจับมีมูลค่า 3 พันล้านเหรียญในปี 2015 และคาดว่าจะแตะ 21.1 พันล้านเหรียญภายในปี 2020 กล่าวได้ว่ามีอัตรการเติบโตสูงถึง 139%

การตรวจพิสูจน์ของเหลว : ศักยภาพในการจับตาดูมะเร็งแบบไม่รุกรานร่างกายการตรวจพิสูจน์ของเหลว (Liquid Biopsy) สามารถสกัดเซลล์มะเร็งออกจากตัวอย่างเลือดธรรมดาๆ ได้ และมีศักยภาพ ที่จะปฏิวัติการรักษาโดยการติดตามดูเซลล์มะเร็งแบบไม่รุกรานร่างกาย ปัจจุบันการตรวจชิ้นเนื้อซ้ำหลายๆ รอบคือสิ่งจำเป็นในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเนื้อร้าย และนับเป็นความท้าทายอย่างมากต่อร่างกาย ของผู้ป่วย การตรวจพิสูจน์ของเหลวสร้างโอกาสที่แสนหอมหวานในการลงทุนให้กับธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับ การวินิจฉัยโรค โดยการมุ่งเน้นไปที่ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ เช่น ดีเอ็นเอและเซลล์มะเร็ง ได้เปิดโลกใหม่ที่ทำให้ การติดตามเฝ้าดูเนื้อร้ายกลายเป็นเรื่องที่ไม่รุนแรงกับร่างกายอีกต่อไป คาดกันว่าภายในเวลาประมาณ 2 ปี การตรวจพิสูจน์ของเหลวจะกลายมาเป็นส่วนเสริมที่สำคัญให้กับการตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อ เทคโนโลยีนี้ได้รับ การพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพกว่ามาก และสามารถตรวจจับอาการทรุดของโรคได้ก่อนการทำซีทีสแกน เสียอีก หัวใจของมันคือการที่แพทย์สามารถตรวจมะเร็งได้โดยไม่ต้อง “เข้าถึงตัวมะเร็ง” ซึ่งตรงนี้เองคือ จุดสำคัญที่ต่างจากการตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อ

เทคนิคการพิมพ์ 3 มิติ : ตัวพลิกเกมแห่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและอวัยวะ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติมีศักยภาพมากในวงการสุขภาพเพราะคุณสมบัติที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับ ตัวบุคคลได้ของมัน การพิมพ์ 3 มิติที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับบุคคลได้จะช่วยลดเวลาในการผ่าตัดและ ค่าใช้จ่ายในการรักษาลงอย่างฮวบฮาบ ในปัจจุบัน..เทคนิคการพิมพ์ 3 มิติถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางที่สุด ในการพิมพ์โครงเลี้ยงเซลล์, กระดูกเทียม (สำหรับการผ่าตัดใส่กระดูกเทียม), และเครื่องมือทางการแพทย์ อย่างเช่น ฟันปลอม หรือเครื่องช่วยฟัง ส่วนตัวพลิกเกมในวงการการพิมพ์ 3 มิติในอนาคตน่าจะเป็นการ พิมพ์เนื้อเยื่อมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ตับ หัวใจ หู มือ ตา หรือการสร้างหน่วยเนื้อเยื่อที่เล็กที่สุดที่สามารถ เติบโตและทำงานได้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเนื้อเยื่อหรืออวัยวะขนาดใหญ่ต่อไป สิ่งเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ใน การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อซ่อมแซมหรือเปลี่ยนแทนเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่เสียหาย

ทั่วโลกมีผู้ป่วยกว่าล้านคนโดยประมาณที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไต อย่างไรก็ตาม..มีผู้ที่ได้รับ การผ่าตัดจริงๆ เพียงแค่กว่า 5,000 คนเท่านั้น เนื่องจากจำนวนของผู้บริจาคอวัยวะมีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ความขาดแคลนอวัยวะที่ผ่านการบริจาคอย่างถูกกฎหมายยังทำให้การลักลอบขายอวัยวะแบบผิดกฎหมาย ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจด้วย ธุรกิจการพิมพ์ 3 มิติเพื่อการแพทย์ถูกคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 6 พันล้านเหรียญภายในปี 2025 บริษัทที่เป็นผู้นำในแวดวงนี้ ได้แก่ Stratasys Ltd., Arcam AB, Organovo Holdings Inc., Johnson & Johnson Services Inc. และ Stryker

ที่มาของบทความ : http://bit.ly/2LOeO3D

#นวัตกรรมตลาดทุน

ปีนี้เป็นปีที่เทคโนโลยี “5G” จะแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะขยายไปสู่การใช้งานในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป และนี่คือ 10 ประเด็นทางเ...
04/02/2020

ปีนี้เป็นปีที่เทคโนโลยี “5G” จะแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะขยายไปสู่การใช้งานในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป และนี่คือ 10 ประเด็นทางเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งจะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นที่สุดในรอบทศวรรษ 😉

1. 5G เปลี่ยนโฉมหน้าพฤติกรรม พลิกโฉมเศรษฐกิจ
ปีนี้ในประเทศพัฒนาแล้วจะมีการให้บริการเทคโนโลยี 5G กันอย่างแพร่หลาย ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะนำเทคโนโลยี 5G มาเป็นหัวใจในการพัฒนาสินค้าและบริการ โดยคาดว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและสังคมอย่างสิ้นเชิง โดยนวัตกรรมที่เกิดขึ้น รวมไปถึง “นวัตกรรมหลังบ้าน” ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการก่อให้เกิดสินค้าและบริการที่พัฒนามาจาก 5G นวัตกรรมที่ว่านี้คือ “Network Slicing” นับว่าเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงสถาปัตย์ของเน็ตเวิร์คให้เป็นระบบเสมือน ซึ่งจะทำให้ความหน่วง (Latency) ของการรับส่งข้อมูลลดลง มีความแม่นยำในการควมคุมจากระยะไกล ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จาก IoT ได้เต็มศักยภาพ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ เช่น สาธารณสุข การขนส่ง และความมั่นคง

2. eSIM จะมีการใช้อย่างแพร่หลาย
ในปีนี้ เทคโนโลยี “eSIM” จะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กันอยู่ทุกวัน ไม่จำกัดแค่เพียงโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ต แต่จะมากับของใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะมาพร้อมกับเทคโนโลยี IoT และ 5G สร้างความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ได้รับความสะดวกสบายและสามารถจัดเก็บข้อมูลการใช้งานจริง

3. นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
กระแสความตื่นตัวประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจะเป็นมากกว่าการสร้างความตระหนักรู้ เพราะนวัตกรรมจะเข้ามามีบทบาทในการจัดการสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น IoT, Big Data และ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อลดการใช้ปริมาณการใช้ทรัพยากร อันเป็นส่วนหนึ่งของการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ภายในปี 2030 ภาคธุรกิจในยุโรปได้ร่วมมือกันทำปฏิญญาในการใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ครอบคลุมห่วงโซ่ทางธุรกิจ เพื่อเป็นการตระหนักรู้และลงมือปฏิบัติเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ จนทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ขณะที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านเครื่องมือทางดิจิทัลอย่าง Mobile Application

4. พัฒนาเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยี
ด้วยความต้องการที่สูงขึ้นของ AI แต่บุคลากรผู้พัฒนา AI ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น ในปีนี้จะได้เห็นการพัฒนาแพลตฟอร์ม Machine learning ที่สามารถสร้าง AI ได้ตามความต้องการ ทำให้องค์กรธุรกิจหรือบุคคลทั่วไปสามารถพัฒนา AI ใช้งานได้เอง เรียกได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีสร้างเทคโนโลยีอีกทอดหนึ่ง

5. ร่างกายจะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตกว่าที่เคย
เทคโนโลยี IoT ส่วนมากได้รับการพูดถึงในวงจำกัดอย่างอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ภาคการผลิต และเกษตรกรรม ซึ่งยังนับว่าไกลตัวกับผู้บริโภค แต่ในปีนี้ ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะได้สัมผัสเทคโนโลยี IoT มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการแพทย์ โดยจะถูกผนวกเข้าไปอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับร่างกายได้อย่างเรียลไทม์ เช่น ความดันเลือด ปริมาณออกซิเจนในเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ หรือแม้แต่การกรน ตัวอย่างเช่น การแก้ปัญหาระดับอินซูลินในเลือด

6. ปรากฏการณ์ “Dirty Data” รูปแบบใหม่ของข่าวปลอม
ปัจจุบันข้อมูลบนออนไลน์เกิดขึ้นอย่างมหาศาลในทุกวินาที ขณะเดียวกันปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในการคัดกรองข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง ไม่เพียง fake news หรือข่าวปลอมที่เป็นภัยบนโลกออนไลน์ แต่ยังรวมไปถึง Dirty Data ซึ่งได้รับการนิยามว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และจะปะปนอยู่ในฐานข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้การประมวลผลข้อมูลผิดพลาดตั้งแต่แรกเริ่ม ส่งผลต่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ผ่าน AI หรือ Machine learning ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด อย่างไรก็ตาม เหล่านักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในสหภาพยุโรปมองเห็นถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและกำลังร่วมมือกัน เพื่อแก้ปัญหาและทำให้มั่นใจว่าข้อมูลที่อยู่บนโลกออนไลน์และระบบคอมพิวเตอร์ถูกต้องและมีคุณภาพ

7.“ความน่าเชื่อถือ” ถูกยกระดับความสำคัญ
“ความน่าเชื่อถือ” เรียกได้ว่าเป็นตัวกลางของการใช้บริการทางออนไลน์ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีข่าวคราวที่บริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียนำข้อมูลของผู้ใช้บริการออกสู่ระบบไปยัง third party เช่น บริษัทโฆษณา ทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้ใช้บริการต่อผู้ให้บริการ “ลดลง” ดังนั้นในปีนี้จะเห็นแนวโน้มที่ว่า ผู้บริโภคจะตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น และนั่นทำให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียต่างปรับปรุงและเสริมความแข็งแกร่งด้าน “ความน่าเชื่อถือ”

8. ปีแห่งสนามรบของ Streaming TV
หลังจากที่ Netflix ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบความบันเทิงของผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง ผ่านรูปแบบ “สตรีมมิ่ง” ทำให้ผู้ผู้คอนเทนท์และเจ้าของแพลทฟอร์มรายอื่นอย่าง AppleTV+ และ Disney+ เข้ามาขอแชร์ส่วนแบ่งในตลาด ซึ่งในปีนี้จะได้สนามรบทั้งคอนเทนท์ที่หลากหลายและราคาจากผู้เล่นเหล่านี้อย่างแน่นอน

9. เกณฑ์ใหม่คุม Big Tech
ปีนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “Big Tech” ที่จะถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ใหม่ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการจัดเก็บภาษี ข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคง ตลอดจนข้อห้ามที่เกี่ยวกับการโฆษณาเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง หลังจากเหตุการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนในสังคมตั้งคำถามถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากบริการของบิ๊กเทคเหล่านี้

10. ป้องกัน Phone scam ด้วย Machine learning
ในปีที่ผ่านมา Phone scam หรือภัยที่เกิดจากการหลอกหลวงผ่านโทรศัพท์มีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งมาในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งมิสคอล การโทรออกผ่านหุ่นยนต์ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ต่างมีเล่ห์กลในการหลอกล่อเอาเงินจากเหยื่อ แต่เพื่อลดและป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น ในปี 2020 Machine learning จะเข้ามามีบทบาทและเป็นเครื่องมือในการป้องกัน Phone scam ที่เกิดขึ้น

ที่มาของบทความ : http://bit.ly/2sgjh8m

#นวัตกรรมตลาดทุน

ในปี 2563 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเป็นหนึ่งตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมธุรกิจบริการทางการเงิน (Financial S...
03/02/2020

ในปี 2563 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเป็นหนึ่งตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมธุรกิจบริการทางการเงิน (Financial Services) ทั่วโลก จะมีอะไรบ้างนั้น? ตามผมไปดูกันเลยครับ 😉

1. เทคโนโลยีทางการเงินจะเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจการเงินรูปแบบใหม่ (FinTech will drive the new business model) ความต้องการบริการด้านฟินเทคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจธนาคารเพื่อรายย่อย (Consumer Banking) และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้ทั้งธนาคารขนาดใหญ่และผู้เล่นรายใหม่ที่มีศักยภาพหันมาจับมือเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น

2. เศรษฐกิจแบ่งปันจะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงิน (The sharing economy will be embedded in every part of the financial system) อิทธิพลจากกระแสเศรษฐกิจแบ่งปันจะขยายเข้าสู่ธุรกิจบริการทางการเงิน เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ดังนั้น สถาบันการเงินควรพิจารณาโอกาสในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้เล่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล เพื่อผนึกกำลังในการให้บริการที่มีคุณภาพและราคาถูกลงกว่าเดิม

3. บล็อกเชนจะปฏิวัติโลกการเงินยุคใหม่ (Blockchain will shake things up) ระบบโครงข่ายในการทำธุรกรรมและเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ หรือ Blockchain จะกลายเป็นส่วนที่สำคัญของโครงสร้างพื้นฐานในการประกอบธุรกิจการเงินและนำไปสู่โลกการเงินยุคใหม่ เนื่องด้วยศักยภาพของ Blockchain ที่สามารถพัฒนาต่อยอดธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ที่จะช่วยลดต้นทุนการให้บริการและเพิ่มความโปร่งใสให้กับการทำธุรกรรม

4. ดิจิทัลจะกลายเป็นกระแสหลัก (Digital becomes mainstream) ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ความก้าวหน้าของการประยุกต์ใช้ดิจิทัลในการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับผู้บริโภคจะขยายวงกว้างไปอย่างหลากหลายมากขึ้น ครอบคลุมไปถึงการลงทุนผ่านหุ่นยนต์ที่ปรึกษา ระบบควบคุมการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภค รวมถึงระบบการชำระเงินและธุรกรรมด้านความปลอดภัยต่างๆ

5. ระบบลูกค้าอัจฉริยะจะเป็นตัวกำหนดการเติบโตของรายได้และการทำกำไรที่สำคัญที่สุด (Customer intelligence will be the most important predictor of revenue growth and profitability) สถาบันการเงินต้องนำเทคโนโลยีการประเมินผลข้อมูลขั้นสูงมาวิเคราะห์พฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริโภค เพื่อทำความเข้าใจถึงความต้องการของผู้ซื้อ และทำให้สามารถคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตได้ง่ายขึ้น

6. ความก้าวหน้าของวิทยาการหุ่นยนต์และระบบปัญญาประดิษฐ์ (Robotics and artificial intelligence) จะทำให้เกิดปรากฎการณ์ “การกลับขึ้นฝั่ง” (Re-shoring) หรือการกลับเข้ามาลงทุนภายในประเทศ ในอนาคตวิทยาการของหุ่นยนต์และความสามารถของระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำสมัยจะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ ซึ่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างแพร่หลายในอนาคต จะทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานลดลง ส่งผลให้บริษัทที่เคยย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า สามารถย้ายกลับเข้ามาลงทุนในประเทศของตนได้

7. ระบบคลาวด์แบบสาธารณะจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานต้นแบบ (The public cloud will become the dominant infrastructure model) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าวงการอุตสาหกรรมบริการทางการเงินจะหันมาใช้ระบบคลาวด์แบบสาธารณะ หรือ ระบบคลาวด์ที่เปิดให้แต่ละองค์กรเช่าใช้บริการโดยอาจจะจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือนหรือรายปีแก่ผู้ให้บริการ (Third-Party) ซึ่งจะเป็นผู้ติดตั้งทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์เพื่อเก็บรักษาข้อมูลกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

8. ภัยไซเบอร์จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของสถาบันการเงิน (Cyber-security will be one of the top risks facing financial institutions) การรักษาความปลอดภัยโลกไซเบอร์จะยิ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลต้องคำนึงถึงในอนาคต ซึ่งนี่ถือเป็นความท้าทายของหน่วยงานเหล่านี้ในสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า

9. เอเชียจะเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆของโลก (Asia will emerge as a key centre of technology-driven innovation) ในปี 2563 ทวีปเอเชียแปซิฟิกจะมีสัดส่วนจำนวน “ชนชั้นกลาง” มากกว่าทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป นอกจากนี้ ในอีก 30 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรโลกถึง 1,800 ล้านคนจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาในทวีปแอฟริกาและเอเชียมากขึ้น ซึ่งนี่จะกลายเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจของสถาบันการเงินในภูมิภาคเหล่านี้

10. หน่วยงานกำกับดูแลจะหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น (Regulators will turn to technology, too) หน่วยงานกำกับดูแลจะหันมาใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลมากขึ้นเช่นกัน เพื่อดูแลและคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมบริการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น บริษัทต่างๆต้องถือเอาการมีระบบจัดเก็บข้อมูลและระบบการควบคุมความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้เป็นภารกิจสำคัญ เพื่อให้การทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับเหล่านี้เป็นไปอย่างราบรื่น

ที่มาของบทความ : http://bit.ly/2PgpNoG

#นวัตกรรมตลาดทุน

หลายคนอาจจะคิดว่าต่อไปหุ่นยนต์จะมาแทนที่มนุษย์ แต่ไม่ใช่กับเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้แน่นอน Cobot หรือ Collaborative Robots หุ่น...
02/02/2020

หลายคนอาจจะคิดว่าต่อไปหุ่นยนต์จะมาแทนที่มนุษย์ แต่ไม่ใช่กับเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้แน่นอน Cobot หรือ Collaborative Robots หุ่นยนต์ที่จะมาทำงานร่วมกับมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก และเพิ่มประสิทธิภาพได้ โดยเฉพาะกับภาคอุตสาหกรรมครับ 😉

Cobot คืออะไร?
หุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีรูปร่างเป็นแขนกลที่ทำงานหยิบจับจัดเรียงชิ้นส่วนต่างๆ และหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนต่างๆที่มีขนาดเล็กและต้องการความละเอียด ซึ่ง Cobot จะมีระบบเซ็นเซอร์ที่ล้ำสมัย สามารถตรวจวัดและผลิตชิ้นงานที่มีความละเอียดสูงได้หลายๆชิ้นตามสเกลที่กำหนดไว้โดยปราศจากข้อผิดพลาด โดยโคบอทมีความแตกต่างจากหุ่นยนต์หรือโรบอททั่วไปคือโคบอทมีน้ำหนักเบาและขนาดไม่เทอะทะ สามารถเคลื่อนย้ายไปยังจุดต่างๆในโรงงานได้อย่างสะดวกสบาย โดยโคบอทถูกใช้อย่างมากในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงและอันตรายต่อมนุษย์ เช่น เคมีภัณฑ์ ยา อิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์

ความแตกต่างของ Cobot กับหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ?
แม้หุ่นยนต์ทั้งสองแบบจะสามารถทำงานในสายการผลิตได้ แต่ขอบเขตการทำงานและศักยภาพนั้นมีความแตกต่างกัน โดยจำแนกความแตกต่างออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

1. ลักษณะภายนอก
1.1 Cobot ส่วนมากจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากหรือมีน้ำหนักเบา ทำให้สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย
1.2 วัสดุสำหรับหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมักเป็นโลหะหรือวัสดุที่แข็งแรงทนทานเนื่องจากลักษณะการทำงานรวมถึงสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง ในขณะที่ Cobot สามารถใช้วัสดุทดแทนที่มีความแข็งแรงหรือโลหะที่มีน้ำหนักเบาได้ทำให้ปัญหาที่เกิดจากการกระแทกของหุ่นยนต์ลดความรุนแรงลงไปได้
1.3 การควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมจำเป็นต้องมี PLC ในขณะที่ Cobot หลายรุ่นไม่ต้องการ PLC เนื่องจากมีระบบประมวลผลติดตั้งพร้อมใช้และทำการควบคุมผ่านหน้าจออุปกรณ์เคลื่อนที่ได้

2. การใช้งาน
2.1 Cobot สามารถทำงานเป็นส่วนหนึ่งของทีมปฏิบัติงานของแรงงานได้ด้วยระบบกล้องตรวจจับที่สามารถแยกแยะชิ้นส่วนและเพื่อนร่วมงานได้ ในขณะที่หุ่นยนต์อุตสาหกรรมจะทำงานตามคำสั่งเท่านั้นโดยไม่มีการเฝ้าระวังใดๆ นอกจากติดตั้งเซนซเอร์ในพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อทำการหยุดพักงานระหว่างที่มีมนุษย์เดินผ่าน
2.2 ไม่มีอันตรายจากการเคลื่อนไหวของ Cobot ซึ่งมีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลและปลอดภัยมากกว่าหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทำให้ไม่จำเป็นต้องมีรั้วกั้นป้องกันความปลอดภัย นอกจากนี้หาก Cobot เคลื่อนไหวปะทะแรงงานสามารถตั้งค่าให้หยุดทำงานได้หรือในหุ่น Cobot หลายรุ่นพบว่าแรงกระทำที่เกิดขึ้นนั้นเบาบางมากเมื่อเกิดการปะทะหุ่นยนต์จะไม่สามารถดันแรงงานให้เคลื่อนที่ได้
2.3 Cobot สามารถติดตั้งและพร้อมสำหรับการใช้งานได้รวดเร็วกว่าหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมาก นอกจากนี้ยังรอรับการติดตั้งในพื้นที่ที่มีขนาดไม่มากรวมถึงติดตั้งบนพื้นผิวได้หลากหลายกว่าอีกด้วยในขณะที่หุ่นยนต์อุตสาหกรรมนั้นต้องการพื้นที่สำหรับการทำงานและะอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ
2.4 Cobot ส่วนใหญ่มาพร้อมกับทักษะการเรียนรู้ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถสอนการเคลื่อนไหวการทำงานได้อย่างง่ายดายแตกต่างจากหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่ต้องใช้การเขียนโปรแกรมและป้อนค่าการทำงานเป็นหลัก หากเป็นการป้อนคำสั่ง Cobot นั้นสามารถตั้งค่าได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ในขณะที่ผู้ผลิตบางรายมีโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันสำเร็จรูปมาให้ใช้งานทันที
2.5 การทำงานของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมสามารถทำงานได้รวดเร็วกว่า Cobot เป็นอย่างมาก ทำให้สามารถตอบสนองต่อการผลิตจำนวนมากได้เป็นอย่างดีเนื่องจากเน้นศักยภาพในการทำงานเป็นหลัก ทำให้พื้นที่โดยรอบนั้นต้องมีอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย เช่น รั้วกั้น เซนเซอร์หยุดการทำงาน

3. ภาคการลงทุน
3.1 ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสำหรับ Cobot นั้นมีน้อยกว่าหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เนื่องจากหุ่นยนต์อุตสาหกรรมต้องการส่วนประกอบมากมายไม่ว่าจะเป็นด้านความปลอดภัย PLC แต่ในขณะเดียวกันด้วยความสามารถในการทำงานที่รวดเร็วของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทำให้ ROI หรือความสามารถในการคืนทุนนั้นดีกว่า Cobot
3.2 ต้นทุนสำหรับการใช้งานของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมสูงกว่า Cobot เป็นผลจากการซ่อมบำรุงรักษา การใช้พลังงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีราคาสูงกว่า ในขณะที่ Cobot สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้

Cobot มาเพื่อแทนที่ของมนุษย์?
ปัจจุบันนี้ หุ่นยนต์โคบอทยังไม่มีความฉลาดเทียบเท่ามนุษย์และยังไม่มีระบบปัญญาประดิษฐ์ โคบอทจึงไม่สามารถมาแทนที่ของมนุษย์ในโรงงานอุตสาหกรรมได้ โคบอทจึงเป็นเพื่อนร่วมงานตัวหนึ่งซึ่งช่วยให้มนุษย์ทำงานต่างๆ ที่ต้องใช้ความละเอียดและต้องการกำลังการผลิตสูง เปรียบเสมือนมือขวาของมนุษย์ซึ่งทำงานเชื่อมและประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้

ที่มาของบทความ :
http://bit.ly/2sjvnNQ
http://bit.ly/2QVvB7W
http://bit.ly/2QYrCaJ

#นวัตกรรมตลาดทุน

Crowdfunding เป็นหนึ่งในรูปแบบการระดมทุนที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้โครงการหรือธุรกิจที่ต้องการเข้าถึง...
01/02/2020

Crowdfunding เป็นหนึ่งในรูปแบบการระดมทุนที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้โครงการหรือธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงโอกาสทางการเงินเป็นไปได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้เราไปดูกันดีกว่าว่าแนวโน้มการระดมทุนในปี 2563 มีอะไรบ้าง ? ตามผมไปดูกันเลยครับผม😉

การระดมทุนในตราสารทุน : แพลตฟอร์ม Crowdfunding ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบสำหรับโครงการที่สามารถส่งคืนผลิตภัณฑ์หรือบริการโดยตรงให้กับผู้บริโภค การสร้างแรงจูงใจให้เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นเทรนด์การระดมทุนแบบใหม่ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการระดมทุนผ่านทางตราสารทุนแทนที่จะให้รางวัลทางกายภาพทำให้อุตสาหกรรมจำนวนมากสามารถใช้งาน Crowdfunding ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การศึกษาของนักลงทุน: Crowdfunding เป็นการระดมทุนในรูปแบบแนวตะวันตกของการระดมทุนทางธุรกิจ หลายโครงการที่ผ่านหรือเกินเป้าหมายทุนของพวกเขาหายไปโดยมีเพียงเล็กน้อยที่แพลตฟอร์มของผู้ใช้สามารถทำได้ ในขณะที่แพลตฟอร์ม crowdfunding ยังคงสามารถรวบรวมหุ้นของพวกเขาผ่านค่าธรรมเนียมผู้ใช้ทั่วไปและนักลงทุนในโครงการเหล่านี้แทบจะไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการใดๆ ที่จะแสดงสำหรับการลงทุนของพวกเขาและในหลายๆ กรณีพวกเขาก็สูญเสียเงินลงทุนอีกด้วย

คลื่นลูกใหม่ของ บริษัท สตาร์ทอัพได้กล่าวถึงปัญหาโดยการทำวิจัยแต่ละโครงการที่เกินกว่าสิ่งที่นักลงทุนทั่วไปจะสามารถหาได้จากเว็บไซต์ระดมทุนหรือเว็บไซต์ของ บริษัท โดยการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานจัดอันดับแฟลตฟอร์มที่เพิ่งเริ่มต้นเหล่านี้ โดยจะแนะนำทั้งผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีสบายๆ หรือสนใจในนวัตกรรมใหม่เช่นเดียวกับนักลงทุนที่สนใจในการระดมทุนโครงการที่มีแนวโน้มในการตัดสินใจโครงการที่สามารถดำเนินการได้ตามสัญญา

เทคโนโลยี Blockchain : แอปพลิเคชั่น Blockchain นั้นเหนือกว่า cryptocurrencies สำหรับช่องข่าวและสร้าง hype อันยิ่งใหญ่ในชุมชนการลงทุน แม้ว่าในขั้นต้นจะถูกมองว่าเป็นวิธีการระดมทุนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อให้ทุกคนสามารถติดตามนวัตกรรมได้อย่างอิสระ แต่แพลตฟอร์มก็กลายเป็นสิ่งที่มีแนวโน้มน้อยกว่า เพราะค่าใช้จ่ายที่มากเกินไปและการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการยกเว้นทำให้แพลตฟอร์มจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงหรือไม่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ประกอบการ

แนวทางใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เช่น Acorn Collective กำลังใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทการกระจายอำนาจในแต่ละสถานการณ์ crowdfunding Acorn Collective ได้สร้างระบบโทเค็นที่เรียกว่า OAK ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ทั้งสองด้านของแพลตฟอร์มสามารถระดมทุนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่มีค่าธรรมเนียมสูงถึง 10% สำหรับผู้ระดมทุน และมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพทำให้แพลตฟอร์มนี้เป็นผลดีกับบริษัท

นอกจากนี้แพลตฟอร์มที่ใช้บล็อกเชนของ Acorn Collective ยังช่วยให้โครงการใด ๆ ที่ถูกกฎหมายและไม่เป็นอันตรายจากที่ใดก็ได้ในโลกสามารถระดมทุนได้อย่างง่ายดายซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีแพลตฟอร์มระดมทุนอื่น ๆ มี ในขณะที่เทคโนโลยียังคงพัฒนาและแสดงให้เห็นถึงอุตสาหกรรมการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง Blockchain จะเป็นหนึ่งในผู้เปลี่ยนเกมสำหรับเศรษฐกิจ Crowdfunding ในปี 2561

แคมเปญระดมทุนแบบไม่แสวงหาผลกำไร : แม้ว่าการระดมทุนแบบดั้งเดิมนั้นเป็นการลงทุนส่วนบุคคล แต่กฎเกณฑ์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้องค์กร, ทีม, ธุรกิจ, โรงเรียนและกลุ่มอื่น ๆ จำนวนมากขึ้นได้ทำงานอย่างแข็งขันเพื่อสร้างแบบจำลองที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นสำหรับการระดมทุนสำหรับมวลชน

งานระดมทุนแบบไม่แสวงหาผลกำไรกำลังได้รับความสำคัญ องค์กรการกุศลเลือกโครงการระยะสั้นโดยเฉพาะเพื่อหาเงินสำหรับกิจกรรม องค์กรเหล่านี้อาจตั้งค่าหน้าระดมทุนหรือรวมเครื่องมือการระดมทุนเพียร์ทูเพียร์ วิธีนี้จะช่วยให้ผู้สนับสนุนสามารถตั้งค่าหน้าแคมเปญของตนเองได้

ด้วยเว็บไซต์ระดมทุนยอดนิยมหลายแห่งที่มุ่งเน้นเฉพาะไปสู่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร องค์กรการกุศลก็กำลังหาวิธีที่ดีกว่าในการระดมทุนผ่านการระดมทุนผ่าน crowdfunding ต่อไป

Crowdfunding อสังหาริมทรัพย์ : จนกระทั่งหลายปีก่อนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนโดยตรงกับ บริษัท พัฒนาหรือผ่าน REITs (การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์)

ในทางกลับกันการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ทำให้นักลงทุนมีโอกาสที่จะซื้อเงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตามสิ่งนี้เกิดกับนักลงทุนรายใหญ่ โดยจะจำกัดการเข้าถึงโครงการสำหรับนักลงทุนรายย่อย

Crowdfunding ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ช่วยให้นักลงทุนเกี่ยวกับแสงสว่างทั่วโลกมีส่วนร่วมในการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมาก

การระดมทุนเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แตกต่างจากประเภทอื่น ๆ ในวิธีการลงทุนในเรื่องของผลประโยชน์และความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน ในการระดมทุนในอสังหาริมทรัพย์นักลงทุนมีบทบาทของผู้ถือหุ้นด้านอสังหาริมทรัพย์ (การลงทุนในหุ้น) หรือจัดสรรเงินทุนในสินเชื่อที่ได้รับการสนับสนุน (การลงทุนในตราสารหนี้) ซึ่งแตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆ นั่นเอง

ที่มาของบทความ : https://bit.ly/2YE3lZv

#นวัตกรรมตลาดทุน

ในวงการสตาร์ทอัพไม่ว่าใครก็อยากเป็น Unicorn กันทั้งนั้น แต่ว่า…การเป็น Unicorn ในวงการสตาร์ทอัพคืออะไร? มาวันนี้เราจะมาห...
31/01/2020

ในวงการสตาร์ทอัพไม่ว่าใครก็อยากเป็น Unicorn กันทั้งนั้น แต่ว่า…การเป็น Unicorn ในวงการสตาร์ทอัพคืออะไร? มาวันนี้เราจะมาหาคำตอบของคำถามนี้กันครับ 😉

Unicorn (ยูนิคอร์น) หมายถึง ธุรกิจ Startup ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในต่างประเทศเราจะเห็น Startup ชื่อดังใน Sillicon Valley ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่าง Uber, Airbnb หรือ Snapchat เป็นต้น โดยปัจจุบันก็มีสตาร์ทอัพจากจีน อย่าง Xiaomi หรือ Didi Chuxing ผู้ให้บริการเรียกแท็กซี่ผ่านแอปรายใหญ่ในจีน ที่ได้ผ่านจุดประสบความสำเร็จเป็น Unicorn กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากคำว่า Unicorn ยังมีคำว่า ‘Centaur’ (เซนทอร์) เป็นสัตว์ที่มีตัวเป็นคนพร้อมมีขาหลังเป็นม้า รวมเป็นมี 4 ขา ในวงการสตาร์ทอัพหมายถึงธุรกิจที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอีกคำหนึ่งคือคำว่า ‘My Little Pony’ (มายลิตเติ้ลโพนี่) ในวงการสตาร์ทอัพหมายถึงธุรกิจมูลค่าบริษัทมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั่นเอง มากไปกว่านั้นยังมีคำว่า Decacorn (เดเคคอร์น) มาจากคำว่า (Deca-) ที่แปลว่า 10 หมายถึง ธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 10 Billion USD หรือ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอีกด้วย

และหากถามว่าในประเทศไทยทำไมยังไม่มี Unicorn ?
นั่นอาจจะเป็นเพราะเรื่องของเวลา สำหรับประเทศไทยที่เพิ่งเริ่มวงการ Startup ในปี 2012 จึงไม่แปลกที่จะต้องอาศัยเวลาเยอะกว่าประเทศอื่น รวมไปถึงเรื่องของวงจรธุรกิจที่ต้องหมุนเวียนผ่านสถานการณ์ต่างๆ ที่ทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลวมาก่อน วนซ้ำแบบนี้อย่างน้อยประมาณ 1-2 ครั้ง จนกระทั่งเข้าใจว่าจริงๆ แล้วธุรกิจเราขาดอะไร แล้วดำเนินการปรับปรุง แก้ไขให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น

การทำธุรกิจประเภท Startup นั้นอาศัยแค่ความรู้ด้านเทคโนโลยีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องอาศัยประสบการณ์จากการทำงานด้านนั้นๆ อย่างจริงจัง เพื่อที่จะได้พบเจอกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ จนพบเจอแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เช่น หากเราไปทำงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าปลีกมา แล้วมีปัญหาอย่างหนึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก จนกลายเป็นปัญหาที่ค่อนข้างเรื้อรัง และเมื่อเรารู้ว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร เราก็จะทำ ซึ่งถือเป็นการมองเห็น pain point ของลูกค้าจริงๆ แบบนี้แล้วโอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีมาก

สุดท้าย…ประเทศไทยแทบจะไม่มี Deep Tech เลย ส่วนใหญ่จะเป็นการนำเอางานวิจัยมาจากต่างประเทศแล้วมาประยุกต์ใช้มากกว่าเราวิจัยและพัฒนาขึ้นมาเอง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสภาพแวดล้อม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ประเทศไทยยังไม่มีแรงผลักดันในส่วนนี้เหมือนประเทศอื่นๆ เช่น ที่เทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Startup Nation และเป็นเมืองอันดับ 1 ของโลกในการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยประชากรของเขาเมื่อเรียนจบต้องมาเป็นทหาร และหลายคนต้องมาทำเรื่องของเทคโนโลยี เพราะประเทศของเขาเป็นประเทศที่อยู่ท่ามกลางประเทศที่มองว่าเป็นศัตรู เขาก็ต้องพัฒนาคนให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีทางการทหารนั่นเอง

แต่ก็ใช่ว่าสตาร์ทอัพในประเทศไทยจะไม่มีความหวังเรื่องการเป็น Unicorn เลยนะครับ เพราะไม่มีสูตรตายตัวของความสำเร็จคนที่ได้เป็น Unicorn ก่อน อาจจะเป็นเรื่องที่เราคาดไม่ถึงเลยก็ได้...

ที่มาของบทความ :
http://bit.ly/34aWY16
http://bit.ly/38q03h7
http://bit.ly/38vDx6A

#นวัตกรรมตลาดทุน

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องรีบปรับตัวกันเป็นการใหญ่ และถึงแม้ว่าจะมีบางอุตสาหกรรมมีอันต้องล้มหายตายจาก แต่...
30/01/2020

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องรีบปรับตัวกันเป็นการใหญ่ และถึงแม้ว่าจะมีบางอุตสาหกรรมมีอันต้องล้มหายตายจาก แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสให้กับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน

1.บริการซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ software-as-a-service นับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีมานี้ และสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้บริษัทที่นำเสนอบริการผ่านระบบคลาวด์ เช่น “เซลส์-ฟอร์ซ” (salesforce) บริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์จัดการความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและบริษัท

2.เทคโนโลยีทางการเงิน หรือ fintech มักจะเกี่ยวข้องกับบริการซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยบริษัทต่างๆ พึ่งพาเทคโนโลยีในการจัดการด้านการเงินมากขึ้น เช่น แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ และระบบการชำระเงิน

3.อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งได้อานิสงส์จากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI, เซมิคอนดักเตอร์, การเรียนรู้ของเครื่องจักร และอินเทอร์เน็ตเชื่อมทุกสรรพสิ่ง หรือ internet of things โดยหุ่นยนต์ที่โดดเด่นในขณะนี้ คือ “ดา วินชี” หุ่นยนต์ผ่าตัด และไอโรบอต หุ่นยนต์ดูดฝุ่น

4.ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กลายเป็นที่พึ่งของหลายธุรกิจ รวมถึงกูเกิล ซึ่งใช้ AI ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น Google Assistant ผู้ช่วยส่วนตัวบนมือถือ และระบบอัตโนมัติที่ช่วยให้เขียนอีเมลได้รวดเร็วขึ้น

5.การจัดเก็บ จัดการ และประมวลผลผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งเข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องลงทุนโครงสร้างไอทีมากมาย โดย “อะเมซอน” และ “ไมโครซอฟท์” มีรายได้เติบโตอย่างรวดเร็ว

6.รถยนต์ไฟฟ้า เป็นอีกอุตสาหกรรมที่โตเร็ว โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบสมบูรณ์ ดูอย่าง “เทสลา” บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ ที่ผลิตรถไม่ทันความต้องการ ขณะที่ค่ายรถอื่นๆ รวมถึงเจนเนอรัล มอเตอร์ส ก็กำลังเร่งพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ากันขนานใหญ่

7.อุตสาหกรรมเพลงออนไลน์ ที่ยังมีโอกาสเติบโตมหาศาล “สปอติฟาย” (Spotify) เป็นตัวอย่างของธุรกิจนี้ที่ไปได้ดี โดยยอดผู้ใช้งานรายเดือนและผู้สมัครสมาชิกแบบพรีเมียมเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 และ 40 ตามลำดับ

8.อี-คอมเมิร์ซ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาช็อปผ่านออนไลน์มากขึ้น โดยมี “อะเมซอนดอทคอม” เป็นผู้นำเรื่องนี้ และมีความได้เปรียบเรื่องการประหยัดจากขนาด (economies of scale)

ที่มาของบทความ : http://bit.ly/38AuLnV

#นวัตกรรมตลาดทุน

ที่อยู่

The Stock Exchange Of Thailand 93 Ratchadaphisek Road, Dindaeng
Bangkok
10400

เบอร์โทรศัพท์

02 009 9000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Capital Market Innovationผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์