รับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี จดทะเบียนธุรกิจและที่ปรึกษา

รับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี จดทะเบียนธุรกิจและที่ปรึกษา รับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี จดทะเบียนธ?

25/09/2025

Celebrating my 14th year on Facebook. Thank you for your continuing support. I could never have made it without you. 🙏🤗🎉

📬แจ้งข่าวสาร กรมสรรพากร ขยายเวลายื่นแบบชำระภาษี ภ.ง.ด. 1,2,3,53,54 ภ.พ.36  ยื่นผ่านอินเตอร์เน็ต ของเดือนภาษี มกราคม 2568...
17/02/2025

📬แจ้งข่าวสาร กรมสรรพากร ขยายเวลายื่นแบบชำระภาษี ภ.ง.ด. 1,2,3,53,54 ภ.พ.36 ยื่นผ่านอินเตอร์เน็ต ของเดือนภาษี มกราคม 2568 ขยายเวลาถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ค่ะ

10/09/2023

เงินล่วงหน้า (Advance Payment) เป็นเงินค่าจ้างหรือไม่ และต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย กับบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือไม่

การก่อสร้างจำเป็นต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก สัญญาจ้างก่อสร้างจึงมีการบริหารการเงินเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานต่างประเทศ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญร่วมกันคิด คิดรอบคอบดีแล้วก็เขียนเอาไว้ในสัญญา เมื่อมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นหลังจากนั้น ร่างสัญญาก็เอาไปแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัยและสอดคล้องกับเหตุผลและวิธีปฏิบัติทั่วไป

เมื่อเห็นว่าวิธีปฏิบัติมาตรฐานของต่างประเทศเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในประเทศไทย สัญญาในประเทศไทยก็ร่างในทำนองเดียวกัน หากไม่เหมาะสมก็ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมที่จะใช้ในประเทศได้

ความจำเป็นอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการเงิน คือ การจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้กับผู้รับเหมาก่อนเริ่มงาน เพื่อให้ผู้รับเหมานำไปใช้จ่ายในการเตรียมการก่อสร้าง หลังจากนั้นก็จ่ายเงินให้ผู้รับเหมาเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ผู้รับเหมามีเงินหมุนเวียนที่จะทำการก่อสร้างไปเรื่อย ๆ จนงานก่อสร้างแล้วเสร็จ

เงินที่จ่ายให้ผู้รับเหมาล่วงหน้านี้ เข้าใจผิดกันเยอะ โดยเฉพาะในประเทศไทย แต่ไม่ใช่ว่าในต่างประเทศจะไม่เข้าใจผิด ในต่างประเทศเข้าใจผิดจนกระทั่งเกิดเป็นคดีขึ้นในศาล จนสัญญามาตรฐานของ FIDIC และสัญญามาตรฐานอื่น ๆ ต้องเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ชัดเจน

สิ่งที่เข้าใจผิดกันคือ “เงินล่วงหน้า” นี้ เป็นเงิน “ค่าจ้าง” หรือ เงินอะไร เพราะถ้าเป็นเงินค่าจ้าง ผู้ว่าจ้างต้องเรียกคืนไม่ได้เพราะเป็นเงิน “ค่าจ้าง” ที่จ่ายให้ล่วงหน้า สัญญาจ้างก่อสร้างในประเทศไทยมักเขียนกันชัดเจนว่าเป็นเงิน “ค่าจ้างล่วงหน้า”

สัญญามาตรฐานของ FIDIC ที่แก้ไขปรับปรุงรุ่นหลัง ๆ จะเขียนไว้ชัดเจนว่า เงินล่วงหน้า (Advance Payment) เป็น Interest free loan หมายถึง เงินกู้หรือเงินยืมที่ไม่มีดอกเบี้ย เพื่อให้นำไปใช้จ่ายในการ mobilization คือ การขนย้ายสิ่งของเครื่องจักรอุปกรณ์เข้ามาในหน่วยงาน สัญญามาตรฐานของประเทศอื่น ๆ เช่น ของอังกฤษให้นำไปใช้อย่างอื่นได้ด้วย แต่ต้องเกี่ยวข้องกับงานโครงการที่ว่าจ้าง เช่น นำไปใช้จ่ายในการมัดจำหรือสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง

สัญญาในประเทศไทยหลายฉบับ ให้นำเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่ายเกี่ยวกับการก่อสร้างอย่างอื่นนอกเหนือจากการขนย้ายวัสดุอุปกรณ์เข้าหน่วยงานได้ เช่นสัญญาหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งเขียนว่า “ผู้รับจ้างจะใช้เงินค่าจ้างล่วงหน้าเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานตามสัญญาเท่านั้น หากผู้รับจ้างใช้จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของเงินค่าจ้างล่วงหน้านั้นในทางอื่น ผู้ว่าจ้างจะเรียกเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืนจากผู้รับจ้าง หรือบังคับแก่หลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาหรือหลักประกันการรับเงินค่าจ้างล่วงหน้าได้ทันที”

เมื่อเงินล่วงหน้าไม่ใช่ค่าจ้าง แต่เป็นเงินกู้หรือเงินยืม เมื่อจ่ายแล้วต้องคืน ตอนจ่ายเงินกู้หรือเงินยืมนี้จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และไม่ต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ผู้รับจ้างยังต้องวางหลักประกันการคืนเงินล่วงหน้าอีกด้วย

อัตราการจ่ายเงินล่วงหน้าในประเทศไทย มักจะเป็นประมาณร้อยละ 10 ของจำนวนเงินค่าจ้างตามสัญญา บางกรณีหากมูลค่าของงานเป็นเครื่องจักรอุปกรณ์เป็นจำนวนมาก ต้องสั่งซื้อและวางมัดจำเป็นเงินจำนวนมาก เงินล่วงหน้าอาจสูงกว่าร้อยละ 10 ไปมากก็เป็นได้

อัตราการจ่ายคืนเงินล่วงหน้าสำหรับสัญญาที่คู่สัญญาเป็นชาวไทย มักใช้อัตราเดียวกับอัตราที่จ่ายเป็นอัตราเรียกคืน เช่น จ่ายเงินล่วงหน้าร้อยละ 10 ของค่าจ้างตามสัญญา ก็เรียกคืนร้อยละ 10 ของเงินที่จ่ายในแต่ละงวด แต่สัญญาที่มีผู้ว่าจ้างเป็นชาวต่างประเทศ แม้ว่าจะก่อสร้างในประเทศไทย มักจะเรียกคืนในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่จ่าย เช่นจ่ายเงินล่วงหน้าร้อยละ 10 ของค่าจ้างตามสัญญา อาจเรียกคืนในอัตราร้อยละ 15 ของเงินค่าจ้างที่จ่ายในแต่ละงวด เหตุผลหลัก ๆ มี 2 ประการ ประการแรกคือ เมื่อผู้รับจ้างมีสิทธิเบิกเงินงวดได้แล้ว ผู้รับจ้างมีเงินหมุนเวียนในการก่อสร้างแล้ว ประการที่สองได้แก่ หากเรียกคืนในอัตราเดียวกัน ในกรณีที่มีค่างานลด การเรียกคืนในอัตราเดียวกันจะทำให้เรียกคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าได้ไม่ครบก่อนการชำระเงินงวดสุดท้าย

24/06/2022
01/06/2022
22/04/2022

Inbox: อังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565 เวลา 14:44 น.
คุณ Punlop Kit
เรียน ขอปรึกษาท่านอาจารย์สุเทพครับ
บจ. ทำธุรกิจผลิตสื่อโฆษณา ได้มีการขยายช่องการตลาดโดยการ Live สดทาง Facebook
และมีดารานักแสดงในสังกัดมาช่วยพรีเซ้นต์ มีขายของด้วย แต่ปัญหาคือ
1. มีผู้ส่งดาวมาให้ (โดย บจ.สามารถแลกดาวที่ได้รับกลับมาเป็นเงินได้)
2. มีผู้ชื่นชอบดาราช่วงนั้นๆ แล้วโอนเงินแบบให้เปล่าเข้ามา (ผ่านบัญชีบริษัทที่แสดงอยู่หน้า Live)
เรียนถาม บริษัทฯ มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม และถือเป็นเงินได้นิติบุคคล ไหมครับ (หรือได้รับการยกเว้นโดยเสน่หา)
ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ

สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วิสัชนา:
กรณีบริษัทฯ ประกอบธุรกิจผลิตสื่อโฆษณา ได้มีการขยายช่องการตลาดโดยการ Live สดทาง Facebook และมีดารานักแสดงในสังกัดมาช่วยพรีเซ้นต์ มีขายของด้วย โดย
1. มีผู้ส่งดาวมาให้ (โดย บจ.สามารถแลกดาวที่ได้รับกลับมาเป็นเงินได้)
2. มีผู้ชื่นชอบดาราช่วงนั้นๆ แล้วโอนเงินแบบให้เปล่าเข้ามา (ผ่านบัญชีบริษัทที่แสดงอยู่หน้า Live)
นั้น การที่บริษัทฯ ได้รับรายได้ดังกล่าว เป็นการรับให้โดยเสน่หา เนื่องจาก บริษัทฯ ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการโฆษณาแก่ผู้เข้ารับชม live แต่อย่างใด ทั้งดาว Facebook และเงินให้เปล่าจึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในส่วนของภาษีเงินได้นิติบคุคล บริษัทฯ ไม่ได้รับยกเว้นแต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้ยกเว้นสำหรับเงินได้ดังกล่าว

16/04/2022

Inbox: อังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 เวลา 15:30 น.
คุณ Tippawan Sittiwong
อาจารย์ขา รบกวนถามอาจารย์เรื่อง Crypto mining สามารถใช้ VAT ซื้อจากเครื่องขุดคริปโตได้ ใช่ไหมคะ การขุดคริปโตเป็นรายได้และมี VAT ไหมคะขายคริปโต มี VAT ws,8t
การขายคริปโต มี VAT ไหมคะ ขอขอบพระคุณอาจารย์มากๆค่ะ
ไม่แน่ใจกรณีเป็นบริษัทค่ะ สรรพากรมีคู่มือสำหรับบุคคลธรรมดาเท่านั้นค่ะ

สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วิสัชนา:
ตาม
https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/lorkhor/information/manual_crypto_310165.pdf
“คริปโทเคอร์เรนซี” หมายความว่า หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนระบบ หรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์โดยมีความประสงค์ที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใด หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล และให้หมายความรวมถึงหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่นใดตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด
“โทเคนดิจิทัล” หมายความว่า หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนระบบ หรือเครือข่าย
อิเล็กทรอนิกส์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. กำหนดสิทธิของบุคคลในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจการใด ๆ
2. กำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการหรือสิทธิอื่นใดที่เฉพาะเจาะจง ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อตกลงระหว่างผู้ออกและผู้ถือ และให้หมายความรวมถึงหน่วยแสดงสิทธิอื่นตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด การขุดคริปโทเคอร์เรนซี
▪ ณ วันที่ได้รับคริปโทเคอร์เรนซีจากการขุด ยังไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน
▪ เมื่อมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีที่ขุดมาได้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ( 8 ) แห่งประมวลรัษฎากร โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามความจำเป็นและสมควร แต่ผู้ขุดต้องเก็บเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องและจัดทำบัญชีต้นทุน เช่น ค่าซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์ ค่าจ้างพนักงาน ค่านายหน้า ค่าไฟฟ้า ค่าอินเทอร์เน็ต ที่เกิดขึ้นจริงในปีภาษี เป็นต้น รวมถึงค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะเป็นการลงทุนในทรัพย์สิน เช่น คอมพิวเตอร์ โดยทยอยหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8ทวิ สามารถดูตัวอย่างการพิจารณาตามข้อหารือภาษีอากร เลขที่หนังสือ กค 0706/47 ลงวันที่ 3 ม.ค. 2551 ตามเอกสารแนบท้าย
▪ การคำนวณต้นทุนคริปโทเคอร์เรนซีประเภทเดียวกัน ให้ใช้วิธีที่มาตรฐานการบัญชีรับรอง เช่น วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) หรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving average cost) และให้คำนวณต้นทุนแยกตามประเภทของเหรียญ
▪ วิธีเข้าก่อนออกก่อน The first-in first-out (FIFO) คือ การคำนวณต้นทุนคริปโทเคอร์เรนซี โดยคริปโทเคอร์เรนซี ที่ได้รับจากการขุดก่อนจะขายออกไปก่อนตามลำดับ จึงเป็นผลให้รายการคริปโทเคอร์เรนซีที่เหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายเป็นคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากการขุดมาครั้งหลังสุด
▪ วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ The moving average cost คือ การคำนวณต้นทุนคริปโทเคอร์เรนซี แต่ละประเภทจะกำหนดจากการถัวเฉลี่ยต้นทุนของคริปโทเคอร์เรนซีประเภทเดียวกัน ณ วันต้นปีกับต้นทุนของคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากการขุดในระหว่างปี
▪ ผู้มีเงินได้สามารถเลือกวิธีคำนวณต้นทุนใดก็ได้ เมื่อเลือกวิธีการคำนวณต้นทุนวิธีใดแล้วต้องใช้วิธีนั้นตลอดปีภาษี▪ การวัดมูลค่าคริปโทเคอร์เรนซีทั้งการคำนวณต้นทุนและรายได้ ให้ใช้มูลค่า ณ เวลาที่ได้มา หรือราคาถัวเฉลี่ยในวันที่ได้มา ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น ราคาที่ประกาศโดย Exchange ที่จัดทำขึ้นตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น
หมายเหตุ สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมิน 40 (2) – ( 8 ) รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างภาษีที่คำนวณด้วยวิธีเงินได้สุทธิคูณด้วยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แล้วจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน อ้างอิงตามมาตรา 48 (2) แห่งประมวลรัษฎากร
ตัวอย่างที่ 4 กรณีการมีรายได้จากการขายคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้จากการขุด คำนวณต้นทุนด้วยวิธีเข้าก่อนออกก่อนในปีแรก และปีถัดมาเปลี่ยนเป็นวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ในปีภาษี 2564 นายเอ ลงทุนในเครื่องคอมพิวเตอร์ราคา 900,000 บาท ในเดือน ม.ค. ขุดคริปโทเคอร์เรนซี X ได้ปริมาณ 60 เหรียญ ในเดือน มี.ค. นายเอ ขายคริปโทเคอร์เรนซี X ปริมาณ 40 เหรียญ ณ วันที่ขายคริปโทเคอร์เรนซี X มีมูลค่าเหรียญละ 30,000 บาท โดยในปีภาษี 2564 นายเอ มีค่าซ่อมแซมเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 100,000 บาท ค่าไฟฟ้า จำนวน 80,000 บาท และค่าอินเทอร์เน็ต จำนวน 30,000 บาท นายเอ คำนวณต้นทุนด้วยวิธีเข้าก่อนออกก่อนคำนวณกำไรหรือขาดทุน ดังนี้
จำนวนเงินเงินได้พึงประเมิน (รายได้) 40 x 30,000 = 1,200,000 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร
- ค่าเสื่อมราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ (อายุ 3 ปี) 900,000 / 3 = 300,000 บาท
- ค่าซ่อมแซมเครื่องคอมพิวเตอร์ 100,000 บาท
- ค่าไฟฟ้า 80,000 บาท
- ค่าอินเทอร์เน็ต 30,000 บาท
ต้นทุนรวม 60 เหรียญ 510,000 บาท
ต้นทุนที่นำมาใช้ในการคำนวณเพื่อเสียภาษี 40 เหรียญ 340,000 บาท (510,000 x 40 / 60)
คงเหลือ เงินได้สุทธิก่อนหักค่าลดหย่อน 860,000 บาท (1,200,000 – 340,000)
การคำนวณภาษีที่ต้องเสีย
วิธีที่ 1 เงินได้พึงประเมินหักค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ คูณด้วยอัตราภาษีเงินได้ หรือเรียกว่าอัตราก้าวหน้า ตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
จำนวนเงินเงินได้พึงประเมิน (รายได้) 1,200,000 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร 340,000 บาท
หัก ลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ 60,000 บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ 800,000 บาท
หัก เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก (ได้รับยกเว้นภาษี) 150,000 บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิที่ต้องคำนวณภาษี 650,000 บาท
คิดเป็นภาษีที่ต้องเสียจำนวน (ในอัตราก้าวหน้า) 75,000 บาท
(150,000 x 5%) + (200,000 x 10%) +
(250,000 x 15%) + (50,000 x 20%)
วิธีที่ 2 เงินได้พึงประเมินคูณด้วยอัตราร้อยละ 0.5 หรือเรียกว่า พันละห้า ตามมาตรา 48(2) แห่งประมวลรัษฎากร
จำนวนเงินเงินได้พึงประเมิน 1,200,000 บาท
คิดเป็นภาษีที่ต้องเสียจำนวน (อัตราภาษีร้อยละ 0.5) 6,000 บาท
ดังนั้น ในปีภาษี 2564 นายเอ ต้องเสียภาษีที่คำนวณได้ตามวิธีที่ 1 จำนวน 75,000 บาท เนื่องจากภาษีที่คำนวณตาม
วิธีที่ 1 สูงกว่าวิธีที่ 2 และนายเอ มีคริปโทเคอร์เรนซี X คงเหลือ จำนวน 20 เหรียญ ในราคาต้นทุน 170,000 บาท (510,000 – 340,000) ยกไปยังปีถัดไป
ต่อมาปีภาษี 2565 ในเดือน มี.ค. นายเอ ขุดคริปโทเคอร์เรนซี X ได้ปริมาณ 60 เหรียญ ในเดือน เม.ย. นายเอ ขายคริปโทเคอร์เรนซี X ปริมาณ 30 เหรียญ ณ วันที่ขายคริปโทเคอร์เรนซี X มีมูลค่าเหรียญละ 20,000 บาท โดยในปีภาษี 2565 นายเอ มีค่าซ่อมแซมเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 50,000 บาท ค่าไฟฟ้า จำนวน 60,000 บาท และค่าอินเทอร์เน็ต จำนวน 20,000 บาท นายเอ คำนวณต้นทุนด้วยวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่คำนวณกำไรหรือขาดทุน ดังนี้
จำนวนเงิน
เงินได้พึงประเมิน (รายได้) 30 x 20,000 = 600,000 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร
- ค่าเสื่อมราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ (อายุ 3 ปี) 900,000 / 3 = 300,000 บาท
- ค่าซ่อมแซมเครื่องคอมพิวเตอร์ 50,000 บาท
- ค่าไฟฟ้า 60,000 บาท
- ค่าอินเทอร์เน็ต 20,000 บาท
ต้นทุนรวม 60 เหรียญ 430,000 บาท
ต้นทุนยกมาจากปีภาษี 2564 จำนวน 20 เหรียญ 170,000 บาท
ต้นทุนต่อ 1 เหรียญ 7,500 บาท [(170,000 + 430,000) / (20 + 60)]
ต้นทุนที่นำมาใช้ในการคำนวณเพื่อเสียภาษี 30 เหรียญ 225,000 บาท
คงเหลือ เงินได้สุทธิก่อนหักค่าลดหย่อน 375,000 บาท (600,000 – 225,000)
การคำนวณภาษีที่ต้องเสีย
วิธีที่ 1 เงินได้พึงประเมินหักค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ คูณด้วยอัตราภาษีเงินได้ หรือเรียกว่าอัตราก้าวหน้า ตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
จำนวนเงินเงินได้พึงประเมิน (รายได้) 600,000 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร 225,000 บาท
หัก ลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ 60,000 บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ 315,000 บาท
หัก เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก (ได้รับยกเว้นภาษี) 150,000 บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิที่ต้องคำนวณภาษี 165,000 บาท
คิดเป็นภาษีที่ต้องเสียจำนวน (ในอัตราก้าวหน้า) 9,000 บาท (150,000 x 5%) + (15,000x10%)
วิธีที่ 2 เงินได้พึงประเมินคูณด้วยอัตราร้อยละ 0.5 หรือเรียกว่า พันละห้า ตามมาตรา 48(2) แห่งประมวลรัษฎากร
จำนวนเงินเงินได้พึงประเมิน 600,000 บาท
คิดเป็นภาษีที่ต้องเสียจำนวน (อัตราภาษีร้อยละ 0.5) 3,000 บาท
ในปีภาษี 2565 จากการคำนวณ ตามวิธีที่ 2 ภาษีที่ต้องเสียไม่เกินกว่า 5,000 บาท จึงไม่มีภาษีที่ต้องชำระตามวิธีที่ 2
ดังนั้น นายเอ จึงต้องเสียภาษีที่คำนวณได้ตามวิธีที่ 1 จำนวน 9,000 บาท และมีคริปโทเคอร์เรนซี X คงเหลือจำนวน 50 เหรียญ ในราคาต้นทุนเหรียญละ 7,500 บาท ยกไปเป็นต้นทุนยังปีภาษีถัดไป

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
1 Crypto mining ไม่สามารถใช้ VAT ซื้อจากเครื่องขุดคริปโตได้
2. การขุดคริปโตเป็นรายได้ แต่ไม่ต้องเสีย VAT รายได้จากการขายคริปโต ไม่ต้องเสีย VAT เพราะการประกอบกิจการขาย Crypto Currency เป็นกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
3. การขายคริปโต ไม่ต้องเสียภาษี VAT

10/04/2022

📌ท่านกำลังมีปัญหาด้านภาษี-บัญชีอยู่หรือไม่⁉️

✅ทางเรามีบริการรับยื่นภาษีและทำบัญชีครบวงจร รายเดือนเริ่มต้นเพียง 2,500.-‼️ หากคุณเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ เปิดกิจการใหม่ ขายของออนไลน์ แต่ไม่รู้จะเริ่มจ่ายภาษีหรือจดทะเบียนอย่างไร ทักมาหาเราค่ะ ยินดีให้บริการและเริ่มต้นธุรกิจอย่างถูกต้อง

เราพร้อมให้บริการครบทุกรูปแบบ ด้านบัญชี และภาษี
✅ รับทำบัญชี ปิดบัญชี รายเดือน / รายปี หรือปิดบัญชีย้อนหลัง
✅ รับยื่นภาษี ประจำเดือน ปรึกษาภาษีอากร
✅ รับยื่นประกันสังคมรายเดือน
✅ รับตรวจสอบบัญชี
✅ จดทะเบียนบริษัท และห้างหุ้นส่วนจำกัด
✅ บริการติดต่อประสานงานประกันสังคมและสรรพากรต่างๆ

📌สนใจปรึกษาและสอบถามข้อมูล
📞 091-7388649
#บัญชี #บัญชีภาษีอากร #ภาษี #ภาษีอากร #ปิดงบการเงิน #ที่ปรึกษาบัญชี #ที่ปรึกษาภาษีอากร
#ตรวจสอบบัญชี #จดทะเบียนบริษัท #ยื่นภาษี #ยื่นประกันสังคม

18/03/2022

ขั้นตอนการชำระบัญชี
1. เมื่อบริษัทเลิกกันแล้ว
2. ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ 1 ครั้ง เป็นอย่างน้อย
3. ส่งคำบอกกล่าวเป็นจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยังเจ้าหนี้ (ถ้ามี)
* ขั้นตอนตาม 2-3 ผู้ชำระบัญชีต้องดำเนินการภายใน 14 วัน นับแต่วันที่บริษัทเลิกกัน*
4. จัดทำงบการเงิน ณ วันเลิกบริษัท (ณ วันที่บริษัทเลิกกันหรือวันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนเลิก)
5. ส่งงบการเงิน ณ วันเลิกบริษัท ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองว่าถูกต้อง
6. ผู้ชาระบัญชีชำระสะสางทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัท (ถ้ามีทรัพย์สินก็ให้จำหน่าย มีลูกหนี้ให้เรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ ชำระหนี้สิน และจ่ายค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชีของบริษัท)
7. เมื่อมีเงินคงเหลือก็ให้คืนทุนแก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนที่ถือหุ้นหรือตามที่ก าหนดไว้ในข้อบังคับ
8. กรณีที่บริษัทไม่สามารถชำระบัญชีให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับจากวันเลิก ก็ให้ผู้ชำระบัญชียื่นรายงานการชำระบัญชี (แบบ ลช.3) ทุก 3 เดือน
ถ้าชำระบัญชียังไม่แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี ผู้ชำระบัญชีต้องเรียกประชุมใหญ่ในเวลาสิ้นปีทุกปีนับแต่วันเริ่มทำการชำระบัญชี (วันเลิก) และต้องทำรายงานยื่นที่ประชุมว่าได้จัดการไปอย่างไรบ้าง และแจ้งให้ทราบความ
เป็นไปของการชำระบัญชีโดยละเอียด
9. ออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติรายงานการชำระบัญชี
10. ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อมีมติอนุมัติรายงานการชำระบัญชี
11. ผู้ชำระบัญชีจัดทำคำขอจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีและยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ประชุมอนุมัติการช าระบัญชี
แบบพิมพ์จดทะเบียนสามารถ Download จาก https://www.dbd.go.th/news_view.php?nid=941

เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี
1. แบบคำขอจดทะเบียนเลิก (แบบ ลช.1)
2. รายการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี (แบบ ลช.5)
3. รายงานการชำระบัญชี (แบบ ลช.3)
4. งบการเงิน ณ วันเลิกบริษัท (หรืองบการเงิน ณ วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนเลิกบริษัทก็ได้)
5. รายละเอียดสมุดบัญชีและสรรพเอกสารทั้งหลาย (แบบ ลช.6)
6. แบบรับรองการตรวจสอบบัญชีของกรมสรรพากร
7. สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน *ดูหลักเกณฑ์เรื่องบัตรประจำตัว*
8. สำเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี) *ดูหลักเกณฑ์การลงลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียน*
9. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
สำเนาเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนทุกฉบับ ต้องให้ผู้ขอจดทะเบียนอย่างน้อยหนึ่งคนรับรองความถูกต้อง ยกเว้นสำเนาบัตรประจำตัวหรือหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียน ให้ผู้เป็นเจ้าของบัตร หรือผู้ขอจดทะเบียนอย่างน้อยหนึ่งคนเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง

ค่าธรรมเนียม
1. การชำระบัญชีและการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของบริษัท 500 บาท
2. หนังสือรับรองรายการละ 40 บาท
3. รับรองสำเนาเอกสารคำรับรองจดทะเบียน หน้าละ 50 บาท

สถานที่จดทะเบียน
ยื่นคำขอจดทะเบียน ณ หน่วยงานในสังกัดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตามที่สำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทก่อนเลิกตั้งอยู่ ดังนี้
1. ห้างหุ้นส่วนที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สนามบินน้ำ) สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 1-6 (ปิ่นเกล้า พหลโยธิน รัชดาภิเษก สี่พระยา บางนา และแจ้งวัฒนะ (ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา)) เฉพาะธุรกิจหลักทรัพย์ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สนามบินน้ำ) **ดูรายละเอียดที่ตั้ง**
2. ห้างหุ้นส่วนที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ในจังหวัดที่ห้างหุ้นส่วนนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่นอกจากนี้สามารถ ยื่นจดทะเบียนทางระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) ที่เว็บไซต์ https://ereg.dbd.go.th/ERegistMemberWeb/nonmemberpages/home.xhtml

ที่มา:https://www.dbd.go.th/download/downloads/03_boj/intro_step_bj_liquidate.pdf

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี จดทะเบียนธุรกิจและที่ปรึกษาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง รับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี จดทะเบียนธุรกิจและที่ปรึกษา:

แชร์