26/05/2026
โครงสร้างค่าไฟใหม่ : ขึ้นค่าไฟทั้งระบบแบบแนบเนียน โดยใช้การช่วยเหลือคนจนเป็นเกราะกำบัง
⚡ เมื่อรัฐบอกว่า "ช่วยคนจน" แต่ใครกันแน่ที่จ่ายจริง?
ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้าใหม่ โดยมีกรณีศึกษา 4 แบบให้พิจารณา ภายใต้หลักการที่ฟังดูดีมากคือ "ผู้ใช้ไฟน้อยจ่ายถูกลง ผู้ใช้ไฟมากจ่ายแพงขึ้น" โดยเชื่อว่าช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยกว่า 15 ล้านครัวเรือน โดยกระทบเพียงกลุ่มที่ใช้ไฟสูงเพียง 2-3 ล้านครัวเรือนเท่านั้น
ฟังดูเป็นธรรมดี แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในตัวเลขและข้อเท็จจริง ภาพที่ซ่อนอยู่กลับน่าเป็นห่วงกว่าที่คิดมาก
---
🔍 "200 หน่วย" คือเส้นแบ่งที่โหดร้ายเกินไป
หัวใจของโครงสร้างใหม่นี้คือการปรับลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ 200 หน่วยแรกให้ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งฟังดูดี แต่คำถามคือ 200 หน่วยต่อเดือนนั้น มันคือชีวิตแบบไหนกันแน่
ลองคิดดูง่ายๆ ตู้เย็น 1 ตู้ที่เสียบไฟตลอด 24 ชั่วโมงกินไฟประมาณ 86 หน่วยต่อเดือน พัดลม 2 ตัวเปิดวันละ 8 ชั่วโมงกินอีกประมาณ 33 หน่วย ทีวี ไฟส่องสว่าง และการชาร์จโทรศัพท์รวมกันอีกประมาณ 30 หน่วย แค่นี้ก็ใช้ไปแล้ว 150 หน่วย เหลืองบสำหรับแอร์เพียง 50 หน่วย ซึ่งแปลว่าเปิดแอร์ได้แค่ประมาณ 50 ชั่วโมงต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 1.6 ชั่วโมงเท่านั้น
นั่นหมายความว่า ใครก็ตามที่เปิดแอร์นอนคืนละ 8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปทำในประเทศร้อนชื้นอย่างไทย ถือเป็น "ผู้ใช้ไฟสูง" ตามนิยามของรัฐทันที ประเทศไทยอากาศร้อนเฉลี่ย 35-38 องศาในหลายพื้นที่ การมีแอร์ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่คือปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต แต่รัฐกลับวางเส้นแบ่ง "ผู้ใช้ไฟสูง" ไว้ต่ำเพียงแค่นั้น
---
💡 ครอบครัวธรรมดา 4 คน ใช้ไฟเท่าไหร่กันแน่?
ลองจำลองครอบครัวไทยทั่วไป พ่อ แม่ ลูก 2 คน อยู่บ้านด้วยกัน มีแอร์ 1 เครื่องในห้องนอน ใช้ไฟประหยัดโดยนอนรวมกันทั้งหมด เปิดตอนนอนคืนละ 8 ชั่วโมงทุกวัน ตอนเย็นกลับบ้านเปิดสักชั่วโมงสองชั่วโมง วันหยุดเสาร์อาทิตย์เปิดกลางวันอีก 3-4 ชั่วโมง รวมกันทั้งเดือนแอร์เครื่องเดียวกินไฟประมาณ 280 หน่วย บวกกับอุปกรณ์อื่นๆ ในบ้านอีกประมาณ 140-160 หน่วย รวมแล้วครอบครัวนี้ใช้ไฟประมาณ 420-450 หน่วยต่อเดือน
นี่ยังเป็นครอบครัวที่มีแอร์แค่เครื่องเดียว แต่ก็ข้ามเส้น 400 หน่วยได้แล้ว ซึ่งตามโครงสร้างใหม่กรณีที่ 3 และ 4 ที่การไฟฟ้าแนะนำ ครอบครัวนี้จะเริ่มอยู่ในโซนที่จ่ายแพงกว่าเดิม
แล้วถ้าลูกโตขึ้น แต่ละคนมีห้องของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการเพิ่มแอร์อีกห้องละเครื่อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของครอบครัวไทยทั่วไป
แอร์ 2 เครื่อง เพิ่มห้องลูกอีกเครื่อง เปิดนอนคืนละ 8 ชั่วโมงทุกวัน บวกกลางวันวันหยุดอีก 3-4 ชั่วโมง แอร์เครื่องที่ 2 กินไฟเพิ่มประมาณ 240 หน่วย รวมทั้งบ้านอยู่ที่ ~660-690 หน่วย/เดือน ค่าไฟโครงสร้างใหม่อยู่ที่ประมาณ 3,300-3,500 บาท เพิ่มขึ้นจากโครงสร้างเดิมประมาณ 150-200 บาท/เดือน
แอร์ 3 เครื่อง ลูกแต่ละคนมีห้องของตัวเอง เพิ่มแอร์อีก 1 เครื่อง รูปแบบการใช้เหมือนกัน กินไฟเพิ่มอีกประมาณ 240 หน่วย รวมทั้งบ้านพุ่งขึ้นไปถึง ~900-930 หน่วย/เดือน ค่าไฟโครงสร้างใหม่อยู่ที่ประมาณ 4,800-5,000 บาท เพิ่มขึ้นจากโครงสร้างเดิมประมาณ 350-450 บาท/เดือน หรือ 4,200-5,400 บาท/ปี
นี่ไม่ใช่ครอบครัวรวย นี่คือครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดาที่ลูกเติบโตแล้วอย่างที่ครอบครัวไทยส่วนใหญ่เป็น แต่กลับถูกนับว่าเป็น "ผู้ใช้ไฟสูง" ที่ต้องจ่ายแพงขึ้นในโครงสร้างใหม่นี้
---
📊 ตัวเลขที่รัฐเลือกพูด กับตัวเลขที่รัฐไม่พูด
จากข้อมูลในเอกสารของ กกพ. เอง กลุ่มที่จะได้รับการลดค่าไฟคือผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย มีทั้งหมด 15.59 ล้านราย ฟังดูเป็นธรรมมาก แต่รัฐเลือกนับ "จำนวนหัว" โดยไม่พูดถึง "ปริมาณหน่วยไฟฟ้า" และ "ปริมาณเงิน" เลย
เมื่อดูจากข้อมูลในเอกสารเดียวกัน ภาพที่แท้จริงต่างออกไปมากครับ กลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย แม้จะมีจำนวนครัวเรือนมากถึง 15.59 ล้านราย แต่ใช้ไฟรวมกันเพียง 14,385 ล้านหน่วยต่อปี หรือแค่ 25% ของการใช้ไฟทั้งประเทศ ขณะที่กลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วยขึ้นไป แม้มีจำนวนครัวเรือนน้อยกว่า แต่กลับใช้ไฟรวมถึง 43,503 ล้านหน่วย หรือ 75% ของการใช้ไฟทั้งประเทศ
และถ้าดูเฉพาะกลุ่มที่โดนผลกระทบโดยตรงคือผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป พบว่าใช้ไฟรวมกันถึง 28,195 ล้านหน่วยต่อปี หรือเกือบ 50% ของการใช้ไฟทั้งประเทศ นั่นหมายความว่าครึ่งหนึ่งของไฟฟ้าทั้งประเทศถูกเก็บในอัตราที่แพงขึ้น
เมื่อคำนวณเป็นตัวเงินจริงๆ จะเห็นความไม่สมดุลชัดเจนมากครับ
ฝั่งที่ ได้ลด คือกลุ่มใช้ไฟ 0-150 หน่วย ซึ่งอัตราค่าไฟไม่เปลี่ยนแปลงเลย รายได้ที่การไฟฟ้าหายไปจากกลุ่มนี้จึงเป็นศูนย์ กลุ่มที่ได้ลดจริงๆ คือช่วง 151-200 หน่วย ซึ่งลดจาก 4.22 เหลือ 3.00 บาท กลุ่มนี้ใช้ไฟรวม 4,669 ล้านหน่วยต่อปี รายได้ที่การไฟฟ้าหายไปจากกลุ่มนี้ประมาณ 5,700 ล้านบาท บวกกับส่วนที่ลดให้กลุ่ม 26-150 หน่วยอีกประมาณ 4,800-9,300 ล้านบาท รวมรายได้ที่หายไปทั้งหมดประมาณ 10,500-15,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งตรงกับที่เอกสาร กกพ. ระบุไว้ที่ราว 15,000 ล้านบาท
ฝั่งที่ ถูกเก็บเพิ่ม คำนวณจากอัตราจริงในตารางกรณีที่ 4 พบว่ากลุ่ม 201-400 หน่วย ใช้ไฟรวม 15,308 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 0.49 บาทต่อหน่วย คิดเป็นเงินเพิ่ม 7,525 ล้านบาท กลุ่ม 401-500 หน่วย ใช้ไฟรวม 5,443 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 0.59 บาทต่อหน่วย คิดเป็นเงินเพิ่ม 3,200 ล้านบาท และกลุ่ม 501 หน่วยขึ้นไป ใช้ไฟรวม 22,752 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 0.59 บาทต่อหน่วย คิดเป็นเงินเพิ่ม 13,400 ล้านบาท รวมรายได้ที่การไฟฟ้าได้รับเพิ่มขึ้นทั้งหมดประมาณ 24,125 ล้านบาทต่อปี
ส่วนต่างสุทธิที่การไฟฟ้าได้รับเพิ่มขึ้น = ประมาณ 9,000-13,000 ล้านบาทต่อปี
นี่จึงไม่ใช่การ "หักล้างกัน" ระหว่างคนรวยกับคนจน แต่คือการขึ้นค่าไฟทั้งระบบอย่างแท้จริง เพียงแต่ถูกออกแบบให้มองเห็นได้ยากผ่านการเล่าเรื่องด้วยจำนวนครัวเรือนแทนปริมาณเงิน
---
💰 วงจรที่ซับซ้อนกว่าที่คิด : การไฟฟ้า หนี้ และภาพลักษณ์ทางการเมือง
หลายคนอาจคิดว่ารัฐบาลนำกำไรจากการไฟฟ้ากลับมาลดค่าไฟให้ประชาชน แต่ความเป็นจริงซับซ้อนกว่านั้นมากครับ
ตัวเลขกำไรของ กฟผ. นั้นมีจริง โดยปี 2566 มีกำไรสุทธิประมาณ 29,000 ล้านบาท และนำส่งรายได้แผ่นดินประมาณ 16,000-17,000 ล้านบาท แต่เงินก้อนนี้เมื่อเข้าสู่คลังของรัฐแล้ว ก็ถูกจัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีสำหรับโครงการต่างๆ ของประเทศ ไม่ใช่นำกลับมาลดค่าไฟโดยตรง
แล้วรัฐบาลเอาเงินที่ไหนมาประกาศ "ลดค่าไฟเป็นของขวัญให้ประชาชน" เช่น มาตรการลดค่าไฟเหลือ 4.15 บาทต่อหน่วยในต้นปี 2567 กลไกที่แท้จริงคือการบังคับให้ กฟผ. แบกหนี้ค่าเชื้อเพลิงค้างรับไว้ก่อน โดยยืดระยะเวลาการเรียกเก็บหนี้คืนออกไป และขอให้ ปตท. ในฐานะผู้จำหน่ายก๊าซธรรมชาติช่วยยืดหนี้ค่าก๊าซให้ กฟผ. ด้วย ส่งผลให้ กฟผ. ต้องแบกภาระหนี้สะสมพุ่งสูงกว่าแสนล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลสามารถประกาศตรึงค่าไฟในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนจริงได้
ภาพที่เห็นจึงไม่ใช่ "เก็บเงินแล้วเอาคืน" แต่คือ "การบังคับให้รัฐวิสาหกิจแบกหนี้แทนประชาชนชั่วคราว แล้วค่อยตามเก็บคืนในอนาคตผ่านค่า FT" โดยที่โครงสร้างต้นทุนพลังงานที่แท้จริงไม่ได้ถูกแก้ไขแต่อย่างใด รัฐบาลได้ภาพลักษณ์ว่า "ช่วยประชาชน" แต่ภาระที่แท้จริงถูกผลักไปไว้ในอนาคต และสุดท้ายประชาชนก็ยังต้องเป็นคนจ่ายคืนอยู่ดีผ่านค่า FT ในงวดถัดๆ ไป
ยิ่งไปกว่านั้น การให้ กฟผ. แบกหนี้แสนล้านนั้นไม่ใช่เรื่องฟรี เพราะเมื่อ กฟผ. ขาดสภาพคล่อง ก็ต้องกู้เงินมาหมุนเวียน และดอกเบี้ยจากเงินกู้เหล่านั้นสุดท้ายก็ถูกคิดรวมกลับมาเป็นต้นทุนในบิลค่าไฟที่ประชาชนต้องร่วมกันจ่ายอยู่ดี มันจึงเป็นวงจรประชานิยมที่ผัดวันประกันพรุ่ง และทิ้งดอกเบี้ยไว้ให้คนรุ่นหลังร่วมกันชำระ
---
🏪 SME และร้านค้าในบ้าน กลุ่มที่โดนซ้ำสอง
กลุ่มที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงในการปรับโครงสร้างครั้งนี้คือผู้ประกอบการรายย่อยที่ทำธุรกิจในบ้านที่ตัวเองพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นร้านเสริมสวย ร้านขายของออนไลน์ รับทำอาหาร หรืองานบริการอื่นๆ ที่ต้องใช้ไฟฟ้าระหว่างวัน
ครอบครัวที่เปิดร้านเสริมสวยขนาดเล็กในบ้าน ต้องเปิดแอร์ให้ลูกค้าวันละ 6-8 ชั่วโมง บวกกับการใช้ไฟของครัวเรือนปกติ รวมแล้วใช้ไฟได้ถึง 800-900 หน่วยต่อเดือน ซึ่งเข้าโซนที่ต้องจ่ายค่าไฟในอัตราสูงสุดทันที
ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ แม้จะเปลี่ยนไปใช้มิเตอร์ประเภท 2 สำหรับกิจการก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะอัตราค่าพลังงานต่อหน่วยของมิเตอร์ทั้งสองประเภทนั้นเกือบเท่ากันทุกประการ ต่างกันแค่ค่าบริการรายเดือนที่มิเตอร์กิจการแพงกว่า กลุ่มนี้จึงโดนทั้งในฐานะครัวเรือนและผู้ประกอบการพร้อมกัน เป็นกลุ่มที่แบกรับภาระมากที่สุดแต่ไม่มีใครพูดถึง
---
⚠️ 4.5% แค่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด
รัฐบอกว่าค่าไฟขึ้นแค่ประมาณ 4.5% สำหรับผู้ใช้ไฟสูง แต่สิ่งที่รัฐไม่ได้พูดถึงคือค่า FT หรือค่าไฟฟ้าผันแปรที่ปรับทุก 4 เดือนตามต้นทุนเชื้อเพลิง
ระบบไฟฟ้าไทยมีสัญญา Take or Pay กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายไม่ว่าจะใช้ไฟมากหรือน้อย ต้นทุนคงที่เหล่านี้เมื่อหารด้วยปริมาณการใช้จริง หากคนใช้ไฟน้อยลง ค่า FT ต่อหน่วยกลับอาจสูงขึ้น บวกกับหนี้สะสมที่ กฟผ. แบกรับจากการอุ้มค่าไฟในช่วงก่อนหน้า ซึ่งต้องทยอยคืนผ่าน FT อยู่แล้ว
ครอบครัวที่ใช้ไฟ 680 หน่วยต่อเดือน ปัจจุบันจ่ายค่าไฟรวม VAT ประมาณ 3,159 บาท หลังโครงสร้างใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 3,302 บาท แต่ถ้า FT ขยับขึ้นเพียง 0.20-0.30 บาทต่อหน่วย ค่าไฟจะพุ่งไปถึง 3,400-3,500 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเกือบ 10% และสำหรับบ้านที่ใช้ถึง 900-1,000 หน่วย ค่าไฟอาจแตะ 5,000 บาทต่อเดือนหรือมากกว่านั้น
---
🎭 การสื่อสารที่ชาญฉลาด แต่ไม่ครบถ้วน
สิ่งที่รัฐทำได้ดีมากในการสื่อสารครั้งนี้คือการใช้ "จำนวนหัว" แทน "ปริมาณเงิน" บอกว่า "ช่วย 15 ล้านราย" โดยไม่บอกว่าแต่ละรายประหยัดได้เพียงเดือนละ 30-40 บาทเท่านั้น และบอกว่า "กระทบแค่ 2-3 ล้านราย" โดยไม่บอกว่ากลุ่มนี้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละ 200-800 บาทหรือมากกว่า
นอกจากนี้ยังไม่ได้พูดถึงว่าโครงสร้างนี้ยังไม่ได้แก้ปัญหาต้นทุนจริงของระบบไฟฟ้าไทย ทั้งสัญญา Take or Pay ที่ผูกมัดอีกหลายสิบปี และกำลังผลิตสำรองที่สูงเกินมาตรฐานโลกมาก ซึ่งล้วนเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับในระยะยาวอยู่ดี
---
📌 สรุป : ใครได้ ใครเสีย และใครได้มากที่สุด?
จากข้อมูลทั้งหมดที่วิเคราะห์ สรุปได้ชัดเจนว่า
ผู้ที่ได้ประโยชน์จริงคือกลุ่มที่ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว คนโสดที่ไม่มีแอร์ หรือผู้ที่ใช้ชีวิตแบบประหยัดสุดๆ กลุ่มนี้ได้รับการลดค่าไฟจริง แต่ลดได้เพียงเล็กน้อยต่อเดือน
ผู้ที่เสียประโยชน์คือครอบครัวชนชั้นกลางที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป ซึ่งในความเป็นจริงคือครอบครัวที่มีแอร์ 1-2 เครื่อง ใช้ชีวิตปกติในอากาศร้อนของประเทศไทย รวมถึง SME รายย่อยที่ทำธุรกิจในบ้าน ซึ่งโดนทั้งสองด้านพร้อมกัน
และผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือการไฟฟ้าและรัฐบาล เพราะรายได้รวมของการไฟฟ้าน่าจะเพิ่มขึ้นสุทธิ ซึ่งแปลว่ากำไรนำส่งรัฐก็จะมากขึ้นตามไปด้วย และรัฐบาลก็มีเงินไปประกาศนโยบายช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบอื่นต่อไปได้อีก
โครงสร้างค่าไฟใหม่นี้จึงไม่ใช่การโรบินฮู้ดอย่างที่เราเข้าใจ แต่คือการออกแบบระบบที่ให้การไฟฟ้าเก็บเงินได้มากขึ้น โดยใช้ภาพของการช่วยเหลือคนจนมาเป็นเกราะป้องกันการตั้งคำถาม ในขณะที่คนชั้นกลางซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศกลับต้องแบกรับภาระที่เพิ่มขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ก่อนที่โครงสร้างนี้จะมีผลบังคับใช้ในรอบบิลเดือนกรกฎาคม 2569 ยังมีช่วงเวลารับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ทางเว็บไซต์ กกพ. ซึ่งนี่คือโอกาสที่ประชาชนจะได้แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายที่จะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของทุกครัวเรือนในระยะยาวครับ
Boyles bigmove club