TT Trading การเงิน บริการทางการเงิน For more information Please Call us
0345-4806680
0321-4806680
https://www.facebook.com/Orange.Pakistan/

We are here to offer you the best possible solutions for all types of IT related problems at your office (for example, Networking issues, WIFI setups, CCTV cameras, IP cameras, Data Backup and recovery, Virus issues, windows installations)
We offer the best possible rates for Server setups (Active Directory, VPN services linux and windows based both , ISA servers, Proxy servers, E-mail servers wi

th Microsoft outlook connections) these servers can secure your data and limits your employ to unnecessary usage of your IT resources.

23/11/2023
 #หุ้น  #กองทุน  #ลงทุน  #ปันผล  #หุ้นกู้
23/11/2023

#หุ้น #กองทุน #ลงทุน #ปันผล #หุ้นกู้

“ซีพีเอฟ” (CPF) พร้อมแล้วสำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป ในระหว่างวันที่ 28-30...
22/11/2023

“ซีพีเอฟ” (CPF) พร้อมแล้วสำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป ในระหว่างวันที่ 28-30 พ.ย. และ 1 ธ.ค.2566 โดยอัตราดอกเบี้ยช่วง 5 ปีแรกอยู่ที่ 5.55% ต่อปี ด้วยอันดับความน่าเชื่อถือองค์กรที่ “A+” และอันดับความน่าเชื่อหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ที่ “A-” จัดอันดับโดยทริสเรทติ้ง ผู้สนใจสามารถจองซื้อผ่านสถาบันการเงินชั้นนำ 11 แห่ง

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF พร้อมเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน ไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัทฯ (“หุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ”) ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป ในระหว่างวันที่ 28-30 พฤศจิกายน และ 1 ธันวาคม 2566 ผ่านสถาบันการเงินชั้นนำ 11 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส และบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)

โดยบริษัทฯ กำหนดอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ในช่วง 5 ปีแรกที่ 5.55% ต่อปี จากนั้นจะปรับอัตราดอกเบี้ยทุก ๆ 5 ปี โดยอ้างอิงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ณ ขณะนั้น บวกด้วยอัตราดอกเบี้ยส่วนเพิ่มเติม (ตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน)

ทั้งนี้ หุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ของ “ซีพีเอฟ” ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ “A-” และอันดับความน่าเชื่อถือองค์กรที่ “A+” แนวโน้ม “Negative” จากทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 สะท้อนความแข็งแกร่งของบริษัทฯ ในฐานะผู้ผลิตด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรที่มีฐานการผลิตใน 17 ประเทศทั่วโลก และเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และอาหารไปกว่า 40 ประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีปทั่วโลก
ปัจจุบัน “ซีพีเอฟ” ดำเนินธุรกิจหลักจำแนกเป็น 3 ประเภท คือ 1.ธุรกิจอาหารสัตว์ (Feed) 2.ธุรกิจเลี้ยงสัตว์และแปรรูป (Farm and Processing) และ 3.ธุรกิจอาหาร (Food) ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การเป็น “ครัวของโลก” ซีพีเอฟจึงได้ขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ที่ทันสมัย สนับสนุนการผลิตและการแปรรูปเนื้อสัตว์อย่างมีคุณภาพ ขยายการผลิตอาหารพร้อมรับประทานเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ตลอดจนเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ รวมไปถึงการคิดค้นนวัตกรรมด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาซึ่งระบบการผลิตที่ปลอดภัย มีสินค้าที่สามารถตอบสนองความพึงพอใจและพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ เช่น หมูชีวา ที่มีไขมันดีและมีโอเมก้า 3 สูง ไก่เบญจาที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้องคัดพิเศษเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ต้องการดูแลสุขภาพ และอาหารประเภทโปรตีนทางเลือก (Plant Based Food) และยังให้ความสำคัญในการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม และสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสมด้วยความใส่ใจในผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

ทางด้านสถาบันการเงินในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่าย มั่นใจว่า หุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ “ซีพีเอฟ” จะได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนในหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไป ซึ่งนอกจากเรื่องของอัตราผลตอบแทนที่เป็นปัจจัยในการพิจารณาแล้ว หุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ของ “ซีพีเอฟ” ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ โดยเฉพาะศักยภาพของบริษัทฯ ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมอาหารในระดับสากล และการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยที่ผ่านมา “ซีพีเอฟ” ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืน หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน และได้รับการบันทึกในรายงาน The Sustainability Yearbook 2023 ของ S&P Global ซึ่งเป็นรายงานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยสามารถรักษาตำแหน่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ตอกย้ำความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีธรรมาภิบาล (ESG) ได้เป็นอย่างดี

สถาบันการเงินในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายกล่าวเสริมว่า “ในส่วนของลักษณะของหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ที่มีคำว่า “ไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท” ถึงแม้จะมีความหมายว่าบริษัทจะคืนเงินต้นก็ต่อเมื่อบริษัทเลิกกิจการ อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถใช้สิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด เมื่อหุ้นกู้นี้มีอายุครบ 5 ปีแล้ว หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขของการนับเป็นส่วนของทุน การคิดภาษี หรือการลงบัญชี บริษัทก็สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้นี้ก่อนครบกำหนดได้ ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ซีพีเอฟได้ไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ก่อนครบกำหนดไปเมื่อเดือนมีนาคมปี 2565 เมื่ออายุครบ 5 ปี”
#หุ้น #กองทุน #ลงทุน #ปันผล #หุ้นกู้

 #กลต
22/11/2023

#กลต

บล.เอเซีย พลัส หรือ ASPS ระบุ กองทุน THAIESG จะเริ่มขายวันที่ 1 ธ.ค. 66 ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทเป็นกองทุนลดหย่อนภาษีในปี 256...
22/11/2023

บล.เอเซีย พลัส หรือ ASPS ระบุ กองทุน THAIESG จะเริ่มขายวันที่ 1 ธ.ค. 66 ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทเป็นกองทุนลดหย่อนภาษีในปี 2566 ถึง 2575 และในระยะยาวเข้ามาทดแทนกองทุน SSF ที่จะหมดอายุสิ้นปี 2567 ดังนั้นการลงทุนของกองทุนน่าจะเอนเอียงไปในหุ้น หรือตราสารหนี้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG มากขึ้นกลับมาที่ตลาดหุ้นช่วงที่ตลาดหุ้นมีมูลค่าซื้อขายเบาบาง ฝ่ายวิจัยฯ ทำการค้นหาหุ้นที่จะได้สภาพคล่องเพิ่มเติมจากกองทุนในช่วงที่เหลือของปีไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า หรือ “หาหุ้นที่กองทุนซื้อแล้ว ซื้ออยู่ ซื้อต่อ” มีรายละเอียดดังนี้
1. ซื้อแล้ว (เดือน พ.ย. 23) กองทุนเริ่มกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมาทุกวัน มูลค่ารวม 2.5 พันล้านบาท ผลักดัน SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น 37 จุด หรือ 2.6% มาอยู่ที่ 1423 จุด และมีโอกาสซื้อต่อจากกองทุน ACTIVE FUND ที่สัดส่วนเงินสดของกองทุนราว 4%
2. ซื้ออยู่ (เดือน ธ.ค. 23) คาดหวังเม็ดเงินใหม่จากกองทุน THAIESG เข้ามาหนุนในช่วงที่เหลือของปีราว 1 –2 หมื่นล้านบาท
2.1. หุ้นที่ได้ประโยชน์จากประเด็นนี้ ฝ่ายวิจัยฯ คาดว่าจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มี ESG SCORE สูงๆ ซึ่งฝ่ายวิจัยฯชื่นชอบ GULF, CPALL, SCC, CPN, CRC, EA, PTTGC, SCGP และอื่นๆ ดังตารางทางด้านล่าง
2.2. ตราสารหนี้ที่ได้รับสนใจมากขึ้น คือ บริษัทจดทะเบียนที่ได้ออก ESG BOND ในช่วงที่ผ่านมา จะมีความต้องการ (DEMAND) ในการระดมทุนเพิ่มเติม อาทิ EA, BEM, GPSC, TU, IVL, GULF, CPN, WHA ฯลฯ
3. ซื้อต่อ (เดือน ม.ค. 24) ในต้นปีหน้าตลาดหลักทรัพย์จะมีการจัดทำดัชนี SET50FF และ SET100FF ทำให้หุ้นสถาบันฯ ต้องมีการออกกองทุนใหม่อิงกับดัชนีนี้ซึ่งหุ้นใน SET100 ที่มี FREE FLOAT สูงจะได้รับการเพิ่มน้ำหนักมากกว่าปกติ ซึ่งฝ่ายวิจัยทำการศึกษามาพบว่า มีหุ้นอยู่ 8 SECTOR ที่จะถูกปรับเพิ่มน้ำหนัก และหุ้นที่มี FREE FLOAT เยอะสุดในกลุ่มนั้นๆ คือ BANK เพิ่มน้ำหนัก (BBL), CONS (STEC), TOURISM (CENTEL), CONMAT (SCC), HELTH (BDMS), PROP (AMATA), AGRI (STA), COMM (CPALL) เป็นต้น
ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่ามีหุ้นหลายบริษัทได้ประโยชน์จากประเด็นดังกล่าว ฝ่ายวิจัยจึงทำการคัดกรองหาหุ้นที่มีทั้ง ESG SCORE สูง พร้อมกับ FREE FLOAT สูง น่าจะเป็นหุ้นที่ “กองทุนซื้อแล้ว ซื้ออยู่ ซื้อต่อ” ต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีจนถึงช่วงต้นปีหน้า ได้ผลลัพธ์ คือ BANPU, SPALI, MINT, SCC, HANA, KBANK, SCB, BDMS, CPN, SIRI, AP, TISCO, BBL, AMATA, WHA
#หุ้น #กองทุน #ลงทุน #ปันผล

 #ราคาทอง  #ทอง
22/11/2023

#ราคาทอง #ทอง

  เคาะแผนปี 2567 เดินหน้าลงทุนธุรกิจใหม่ ด้านเคมี ไบโอเทค และอาหาร เล็งซื้อกิจการ-ร่วมทุนพาร์ตเนอร์ต่อเนื่อง ปักธงปั๊มรา...
22/11/2023

เคาะแผนปี 2567 เดินหน้าลงทุนธุรกิจใหม่ ด้านเคมี ไบโอเทค และอาหาร เล็งซื้อกิจการ-ร่วมทุนพาร์ตเนอร์ต่อเนื่อง ปักธงปั๊มรายได้เติบโต 16% ฟากผู้บริหารส่งซิกผลงานโค้งท้ายดีกว่าไตรมาสก่อนหน้า

ดร.วิทยา อินาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมกาเคม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGT ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์ประเภทเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemical) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าในปี 2567 จะมีอัตราการเติบโตมากกว่าปีนี้ประมาณ 16% ซึ่งจะมีซัพพลายเออร์เข้ามาเพิ่มขึ้นหลายราย โดยบริษัทต้องเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ที่มีคุณภาพเข้ามารองรับ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในอนาคต

** ลงทุนธุรกิจใหม่
นอกจากนี้บริษัทยังมองหาการลงทุนใหม่ที่เป็นอนาคตเกี่ยวกับ เคมี ไบโอเทค เทคโนโลยีต่างๆ และบริษัทยังมองหาการเข้าซื้อกิจการ เรื่องของธุรกิจอาหาร ได้เเก่ อาหารเสริม ส่วนผสมอาหาร เป็นต้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาแต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 4/2566 ปกติจะเติบโตมากกว่าไตรมาสที่ 3/2566 และคาดว่าทั้งปีรายได้จะเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งพยายามรักษาอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งบริษัทจะเดินหน้าเร่งเพิ่มรายได้บริษัทในเครือทั้ง บริษัท กรีน ลีฟ เคมิคอล จำกัด และ บริษัท เมกาเคม พลัส จำกัด เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

** ซื้อหุ้นมีอนาคต
ด้านธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศสิงคโปร์ บริษัท JIOS AEROGEL HOLDINGS PTE. LTD. ผู้ผลิตและจำหน่ายฉนวนกันความร้อนแบตเตอรีรถยนต์อีวี (EV) บริษัทได้ซื้อหุ้นเกิน 5% โดยใช้เงินลงทุนราว 74 ล้านบาท โดยเล็งเห็นว่าปัจจุบันรถยนต์อีวีมีการเติบโตค่อนข้างมาก และความปลอดภัยต้องมีในระดับสูง ฉนวนกันความร้อนแบตเตอรี จึงเป็นส่วนประกอบสำคัญส่วนหนึ่งในการผลิตรถยนต์อีวี ซึ่งบริษัทต้องการยอดธุรกิจ และสร้างฐานการเติบโตกับกระแสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

และล่าสุดบริษัทได้ลงทุนใน ธุรกิจไบโอเทคโนโลยี ในประเทศเกาหลี บริษัท ABio materials Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้ผลิตสเต็มเซลล์ (Stem Cell) เพิ่มเติมโดยซื้อหุ้นราว 8-9% เพื่อทำธุรกิจความงามในอนาคต

อย่างไรก็ตามในปี 2567 ยังคงมีความเสี่ยงด้านผลกระทบเรื่องสงครามอิสราเอล ยูเครน รัสเซีย รวมถึงปัจจัยเรื่องราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี โดยเฉพาะแถบอเมริกา และจีน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กดดันเรื่องของการส่งออก เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบเกือบ 100%

** ขยายฐานลูกค้า
ทั้งนี้บริษัทมีแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่สำคัญ 1.มีนโยบายชัดเจนในการซื้อขายเงินตราล่วงหน้าและยืดหยุ่นให้ทันต่อเหตุการณ์ 2.ขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกๆ อุตสาหกรรมเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมของกลุ่มลูกค้าหลัก 3.ติดตามสถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานของคู่ค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อลดผลกระทบจากโลจิสติกส์ และการควบคุมการใช้ไฟฟ้าของประเทศจีน ซึ่งอาจทำให้การนำเข้าสินค้าล่าช้ากว่าปกติ 4.กระจายความเสี่ยงและไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับโลกมากขึ้น
#หุ้น #กองทุน #ลงทุน #ปันผล #หุ้นดี #มีอนาคต

SMD ฉายภาพธุรกิจปีมังกรทอง ทรานส์ฟอร์มธุรกิจรูปแบบใหม่ ชูโมเดลแบ่งรายได้กับโรงพยาบาล พร้อมเดินหน้าธุรกิจด้านสุขภาพ ด้านบ...
22/11/2023

SMD ฉายภาพธุรกิจปีมังกรทอง ทรานส์ฟอร์มธุรกิจรูปแบบใหม่ ชูโมเดลแบ่งรายได้กับโรงพยาบาล พร้อมเดินหน้าธุรกิจด้านสุขภาพ ด้านบอสใหญ่ “วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์” ลั่นผลงานพ้นจุดต่ำสุด เล็งจ่ายปันผล 0.15 บาท จ่อขึ้น XD วันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ รับเงินวันที่ 13 ธันวาคม 2566

ดร.วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD เปิดเผยว่า ภาพธุรกิจและผลประกอบการปีนี้ถือว่าพ้นจุดต่ำสุดแล้ว ส่วนในปี 2567 บริษัทจะทรานส์ฟอร์มธุรกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งยังเดินหน้าตรวจการนอนหลับ โดยเป็นการแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) กับโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ซึ่งบริษัทจะลงทุนเองทั้งหมด และแบ่งรายได้กัน ซึ่งบริษัทประเมินว่าทิศทางธุรกิจตรวจการนอนหลับจะกลับมาดีมากในปี 2567

** ทรานส์ฟอร์มธุรกิจ
สำหรับการแบ่งรายได้กับโรงพยาบาลจะแบ่งทั้งการบริการตรวจนอนหลับ และการขายเครื่องซีแพพ อีกทั้งบริษัทจะจัดหาบุคลากรเพื่อดูแลเครื่องมือแพทย์ และจัดกิจกรรมทางการตลาดร่วมกับโรงพยาบาลและบริษัทจะขยายธุรกิจสุขภาพ(Wellness) เป็นการให้เช่าเครื่องมือทางการแพทย์รองรับการให้บริการ Wellness

นอกจากนี้ในปี 2567 ยังเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งจะเข้ามาเสริมในส่วนของรายได้ประจำ (Recuring Income) เพิ่มมากขึ้น

อนึ่ง ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2566 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 182.9 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้จากการขายและบริการ 442.5 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิทำได้ 12.2 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 68.5 ล้านบาท ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนแรกของปี 2566 (ม.ค. – ก.ย.) มีรายได้จากการขายและบริการ 581.2 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้จากการขายและบริการ 1,841.1 ล้านบาท

และมีกำไรสุทธิทำได้ 48.9 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 291.9 ล้านบาท สาเหตุที่ผลการดำเนินงานชะลอตัวมาจากยอดขายกลุ่มเครื่องมือแพทย์ทั่วไปลดลง โดยเฉพาะ Covid-19 ATK Test-Kit รวมทั้งยอดขายกลุ่มเวชบำบัดวิกฤติ ซึ่งมีความต้องการสินค้าลดลงเมื่อเทียบกับปี 2565

** ปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าเครื่องมือแพทย์ด้านเวชศาสตร์การนอนหลับมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง จากการที่ประชาชนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการนอนอย่างมีคุณภาพ ทำให้มีความสนใจเรื่องเวลเนสมากขึ้น เช่น เครื่องออกซิเจนความดันสูง (mHBOT - Mild Hyperbaric Oxygen Chamber) และ Kegel Exercise System เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากกำไรสุทธิของผลประกอบการรวมถึงกระแสเงินสดที่มั่นคง ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้พิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวดผลการดำเนินงาน 9 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) ในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท ซึ่งกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 13 ธันวาคม 2566

ดร.วิโรจน์ กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมผลประกอบการในปีนี้ บริษัทยังยืนยันว่าผลประกอบการยังมีกำไร ส่วนรายได้ หากตัดยอดขายในช่วงโควิดไป 2 ปีที่ผ่านมา การขายสินค้ายังเติบโตอยู่ที่ 20-25%

#หุ้น #กองทุน #ลงทุน #ปันผล

ที่อยู่

สีลม
Bangkok
10500

เบอร์โทรศัพท์

+923004806680

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ TT Tradingผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง TT Trading:

แชร์

ประเภท