เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Wealthy Thai สื่อที่มีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการเงิน การลงทุน เพื่อนำเสนอข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุน ติดต่อโฆษณา/สนับสนุน รบกวนติดต่อ : คุณมินตรา (เป้) 086-516-0092

30/09/2026

GC-SCGC อัปเดตบิ๊กดีล! เดินหน้าตรวจสอบข้อมูล-เคาะเงื่อนไขสำคัญ คาดชัดเจน ต.ค.นี้!

“กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ซบตามตลาด เฉลี่ยติดลบ -4.75%“TVIETNAM” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +2.45%ส่วน “UVO” ร่วงสุด -12.36% แนะโอ...
30/09/2026

“กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ซบตามตลาด เฉลี่ยติดลบ -4.75%
“TVIETNAM” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +2.45%
ส่วน “UVO” ร่วงสุด -12.36%
แนะโอกาสสำหรับการลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” !!!
สาระ Fund วันละนิด: รู้หรือไม่?...ปีนี้ “หุ้นเวียดนาม” (VN30) ปรับตัวลง -5.73% “ผิดความคาดหมาย” ของตลาดหลังได้เลื่อนชั้นสู่ “ตลาดเกิดใหม่” ในดัชนี “FTSE Emerging Market” อย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ก.ย. 26 ที่ผ่านมา
ทำให้ผลงาน “กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ผลงานซบตามตลาดไปด้วย ผลงานเฉลี่ยติดลบ -4.75% โดยกองทุนส่วนใหญ่กว่า 87% ผลตอบแทนยังคง “ติดลบ” อยู่
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมอง “หุ้นเวียดนาม” น่าสนใจสำหรับการลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” และคววามผันผวนในระยะสั้นมองเป็นโอกาสในการทยอยเข้าลงทุนได้
ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งมีการเติบโตโดดเด่นในเอเชีย ในไตรมาสที่2/26 GDP โต 8.39% ในขณะที่ภาครัฐตั้งเป้าจะโตมากกว่า 10% ให้ได้ในปีนี้เลยทีเดียว
ฝั่ง “หุ้นเวียดนาม” เอง ราคายัง “ถูก” มี Forward 12M P/E เพียง 9.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 11.18 เท่า ในขณะที่คาดกำไรบจ.ยังโตได้ +17.61% (ที่มา: Boomberg, วันที่ 25 ก.ย. 26)
สำหรับ 5 “กองหุ้นเวียดนาม” ที่มีผลงานปีนี้ “ดีสุด-แย่สุด” เป็นกองทุนอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปมาให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
2 “กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ผลงาน “สุดปัง” โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +1.56%...“TVIETNAM” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +2.45%
จากการสำรวจผลงานของ “กองทุนหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ (ณ วันที่ 29 ก.ย. 26) พบว่า มีกองทุนทั้งหมด 47 กอง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -4.75% (ดีสุด +2.45%, แย่สุด -12.36%) โดยมีกองทุนส่วนน้อยเพียง 6 กอง คิดเป็น 13% ที่ผลตอบแทนเป็น “บวก” ส่วนใหญ่ที่เหลือ 41 กอง คิดเป็น 87% ที่ผลตอบแทนยังคง “ติดลบ” อยู่
สำหรับ “กองหุ้นเวียดนาม” ที่มีผลงานดีสุดปีนี้ 2 อันดับแรก (ไม่นับชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนเดียวกัน) นั้น ทำผลตอบแทนรวมกันเฉลี่ยได้ +1.56% นำมาโดย
1) “TVIETNAM” ของบลจ.ทิสโก้ +2.45%

2) “ASP-VIETRMF” ของบลจ.แอสเซท พลัส +0.67%
5 “กองหุ้นเวียดนาม” ผลงานปีนี้ “สุดแป้ก” ติดลบเฉลี่ย -10.16%...“UVO” ร่วงมากสุด -12.36%
ส่วน 5 “กองหุ้นเวียดนาม” ที่อยู่ท้ายตารางนั้น ผลตอบปีนี้ ติดลบเฉลี่ย -10.16% ได้แก่
1) “UVO” ของบลจ.ยูโอบี -12.36%

2) “PRINCIPAL VNEQ-USD” ของบลจ.พรินซิเพิล -12.23%

3) “KFVIET-A” ของบลจ.กรุงศรี -9.12%

4) “MVIET” ของบลจ.เอ็มเอฟซี -8.49%

5) “DAOL-VIETGROWTH” ของบลจ.ดาโอ -8.31%
“Sell on Fact” หุ้นเวียดนาม เป็นโอกาสสำหรับการลงทุน “ระยะกลาง-ยาว”…คาดมีเม็ดเงินจ่อเข้า 5 – 6 พันล้านดอลลาร์
ตลาดคาดว่าการที่ “หุ้นเวียดนาม” ปีนี้ไม่วิ่งรับข่าว แต่เลือก “Sell on Fact” เมื่อหุ้นเวียดนามถูกเลื่อนชั้นสู่ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” จริงๆ ในดัชนี “FTSE Emerging Market” เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 26 ที่ผ่านมา เพราะในปีก่อนหน้า “หุ้นเวียดนาม” ปรับตัวขึ้นถึง 41% แล้ว เมื่อถึงวันที่มีผลบังคับใช้จริงในเดือนก.ย. 26 จึงเกิดแรง “ขายทำกำไร” (Profit-taking) จากนักลงทุนสถาบันและ Active Funds ตามสถิติที่เคยเกิดขึ้นในตลาดอื่น เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรือ โรมาเนีย เป็นต้น
โดยการนำ “หุ้นเวียดนาม” เข้าดัชนี “FTSE EM” ครั้งนี้ จะแบ่งเป็น 4 ระยะ จาก 10% ไปจนครบ 100% ใช้เวลา 1 ปี
1. ก.ย. 26: สัดส่วนการนำเข้า 10%

2. มี.ค. 27: สัดส่วนการนำเข้า 20%

3. มิ.ย. 27: สัดส่วนการนำเข้า 35%

4. ก.ย. 27: สัดส่วนการนำเข้า 35%
นอกจากนี้ ยังมี “แรงขายของนักลงทุนต่างชาติ” เพื่อรอความชัดเจนด้านสภาพคล่องของระบบ Non-prefunding (NPF) และการปรับพอร์ตของกองทุน Passive ETF ตลอดจนความกังวลของนักลงทุนต่อ “การคุมเข้มภาคอสังหาริมทรัพย์และธนาคาร” หลัง “ธนาคารกลางเวียดนาม” (SBV) ยังคงใช้ความระมัดระวังในการกำกับดูแลคุณภาพสินเชื่อและ NPL ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้หุ้นกลุ่มการเงินและอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นน้ำหนักหลักของดัชนีปรับตัวสะท้อนความกังวลดังกล่าวด้วยเช่นกัน
“อย่างไรก็ตามมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากกลุ่มกองทุน ‘Passive Fund’ ได้ถึง 5,000 – 6,000 ล้านดอลลาร์ หากรวมกับ ‘Active Fund’ อาจสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว ดังนั้นจังหวะที่ตลาดย่อตัวในช่วงหลังการยกระดับขึ้นเป้นตลาดเกิดใหม่ของทาง ‘FTSE’ จึงเป็นโอกาสในการสะสมสำหรับการลงทุนระยะปานกลาง-ยาวที่น่าสนใจ”
สำหรับใครที่มองหาโอกาสการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพ มี “Story of Growth” รองรับ “ราคาไม่แพง” แม้ระยะสั้นยังมีความผันผวน แต่สำหรับการลงทุน “ระยะปานกลาง-ยาว” ยังคงน่าสนใจ เชื่อว่า “หุ้นเวียดนาม” จะเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาครัฐเองก็กำลังวางแพลนที่จะก้าวสู่การเลื่อนชั้นสู่ดัชนี “MSCI” เพิ่มเติมในอนาคตอีกด้วย
ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจในลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

#กองทุน ันละนิด #ผลงานกองหุ้นเวียดนามปี26

เปิดธีมหุ้นเด่นโครงการบริหารจัดการน้ำระยะยาว“ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” วงเงิน 1.65 แสนลบ.โบรกฯ มองหนุน Backlog กลุ่มรับเหมา...
30/09/2026

เปิดธีมหุ้นเด่น
โครงการบริหารจัดการน้ำระยะยาว
“ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” วงเงิน 1.65 แสนลบ.
โบรกฯ มองหนุน Backlog กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง
ครม. อนุมัติโครงการบริหารจัดการน้ำระยะยาว “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” วงเงินราว 1.65 แสนล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 8 ปี นับเป็นอีกหนึ่งโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ที่ต้องจับตาผลต่อภาคธุรกิจและตลาดหุ้น โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนในระยะยาว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติโครงการบริหารจัดการน้ำระยะยาว “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” วงเงินราว 1.65 แสนล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 8 ปี หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายช่องทางระบายน้ำโดยไม่ผ่านพื้นที่เมือง ลดความเสี่ยงน้ำท่วมในภาคกลางและกรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณรายปีเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ครม. ยังเตรียมนำงบกลางที่เหลือราว 4 พันล้านบาท มาใช้เป็นเงินสำรองสำหรับเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเมกะโปรเจกต์ภาครัฐก้อนใหม่ที่ช่วยเติม Backlog ให้กลุ่มรับเหมาก่อสร้างในระยะยาว โดยเฉพาะ CK และ STECON ขณะที่หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างและที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมอย่าง SCC, TSTH และ TEAMG มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ เม็ดเงินเยียวยาน้ำท่วมจะช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องหนี้เสียในกลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์ รวมถึงช่วยพยุงกำลังซื้อและการบริโภคในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนัก
สำหรับราคาหุ้น บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK อยู่ที่ระดับ 18.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ +0.55% มูลค่าซื้อขาย 482.81 ล้านบาท
ขณะที่ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON อยู่ที่ระดับ 18.90 บาท ลดลง 0.80 บาท หรือ -4.06% มูลค่าซื้อขาย 902.14 ล้านบาท
ด้าน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC อยู่ที่ระดับ 256 บาท ลดลง 11.00 บาท หรือ -4.12% มูลค่าซื้อขาย 1,470.72 ล้านบาท
ส่วน บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TSTH อยู่ที่ระดับ 0.93 บาท ลดลง 0.02 บาท หรือ -2.11% มูลค่าซื้อขาย 1.07 ล้านบาท
สำหรับ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG อยู่ที่ระดับ 2.94 บาท ลดลง 0.02 บาท หรือ -0.68% มูลค่าซื้อขาย 10.19 ล้านบาท

#ครม #โครงการบริหารจัดการน้ำระยะยาว #กลยุทธ์ลงทุน #หุ้นเด่น #กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง

XO ส่งซิกครึ่งปีหลังโตเด่นดันรายได้ปี 69 แตะ 2.4 พันลบ.ทุ่ม 1.3 พันลบ. สร้างโรงงานใหม่ปูทางสู่เบอร์ 1 ตลาดซอสศรีราชาโลกX...
30/09/2026

XO ส่งซิกครึ่งปีหลังโตเด่น
ดันรายได้ปี 69 แตะ 2.4 พันลบ.
ทุ่ม 1.3 พันลบ. สร้างโรงงานใหม่
ปูทางสู่เบอร์ 1 ตลาดซอสศรีราชาโลก
XO มั่นใจผลงานครึ่งหลังปี 2569 โตเด่น ลูกค้ายุโรป-โอเชียเนียกลับมาสั่งซื้อ หลัง Overstock คลี่คลาย ดัยรายได้ทั้งปี 2569 โต 10% แตะ 2,400 ล้านบาท ตามเป้า เดินหน้าขยายตลาดยุโรป-เพิ่ม SKU ทุ่ม 1,300 ล้านบาท ขยายโรงงานใหม่ คาดส่งออกเชิงพาณิชย์ได้ไตรมาส 3/71 ปูทางสู่เป้าหมายยอดขาย 4,000 ล้านบาท พร้อมก้าวขึ้นเบอร์ 1 ตลาดซอสศรีราชาโลก
นายจิตติพร จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก โดยคาดยอดขายไตรมาส 3/69 เติบโตประมาณ 12–15% จากไตรมาส 2/69 ขณะที่ Q4/69 ยังมีคำสั่งซื้ออยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง เนื่องจากลูกค้าในยุโรปและโอเชียเนียเริ่มกลับมาสั่งซื้อ หลังปัญหาสินค้าคงคลังส่วนเกิน (Overstock) คลี่คลาย
โดยบริษัทมั่นใจว่าภาพรวมผลประกอบการทั้งปี 2569 จะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 10% หรือแตะระดับราว 2,400 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 2,160 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) คาดจะอยู่ในระดับ 40–45% จากครึ่งปีแรกอยู่ที่ 42%
ในส่วนของต้นทุนบริษัทบริหารวัตถุดิบล่วงหน้า โดยราคาพริกสำหรับปี 2570 ลดลงเล็กน้อยจากปีนี้ ขณะที่น้ำตาลได้ล็อกราคาสำหรับครึ่งปีหลังไว้แล้ว
สำหรับการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ บริษัทได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากปัจจุบันมียอดขายส่งออกไปยังสหรัฐฯ ไม่ถึง 10 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทมียอดขายส่งออกไปยังยุโรป 82%, เอเชีย 7%, โอเชียเนีย 6% แอฟริกาใต้และอเมริกาเหนือรวมกันประมาณ 3% โดยยุโรปยังเป็นตลาดหลักและมีโอกาสขยายตัวผ่านเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่
ส่วนการตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (EU) หากประสบความสำเร็จ จะเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัท เนื่องจากช่วยลดภาระภาษีของคู่ค้า และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับเวียดนามและสิงคโปร์ ส่วนความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทเน้นการขายสินค้าเป็นสกุลเงินบาท ทำให้มีความจำเป็นในการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในระดับจำกัด
ปี 2570 ยอดขายโตต่อ 5-10%

ขณะที่ปี 2570 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตประมาณ 5–10% โดยยังมีโอกาสจากการขยายตลาดเดิม ผ่านการเพิ่มจำนวนสาขาและ SKU รวมถึงการขยายไปยังตลาดใหม่ ปัจจุบันบริษัทออกผลิตภัณฑ์ใหม่เฉลี่ยประมาณ 5–7 SKU ต่อปี โดยยุโรปยังมีโอกาสเติบโตจากการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในเยอรมนี ซึ่งบริษัทมีแผนเพิ่มจำนวนสาขาที่วางจำหน่ายจากปัจจุบันราว 5,000–6,000 สาขา ไปสู่เป้าหมาย 8,000 สาขา จากทั้งหมดประมาณ 11,000 สาขา
ด้านความคืบหน้าโรงงานแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี บริษัทใช้เงินลงทุนประมาณ 1,300 ล้านบาท คาดก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 2/71 และเริ่มส่งออกได้ในไตรมาส 3/71 โดยโรงงานใหม่สามารถรองรับยอดขายประมาณ 4,300 ล้านบาท และหากเดินเครื่องเต็ม 2 กะ จะสามารถรองรับยอดขายได้มากกว่า 8,000 ล้านบาท ขณะที่โรงงานเดิมมีกำลังการผลิตส่งออกรวมสูงสุดประมาณ 3,300 ล้านบาท/ปี ปัจจุบันใช้อัตรากำลังการผลิตอยู่ราว 67%
ในส่วนสถานการณ์น้ำท่วม บริษัทไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากโรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่สูงของนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง และเส้นทางขนส่งยังใช้งานได้ตามปกติ ขณะที่ปัญหาระยะเวลาขนส่งทางเรือที่ต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป บริษัทและลูกค้ามีการวางแผนล่วงหน้าแล้ว
อย่างไรก็ตาม บริษัทวางเป้าหมายระยะยาวในการก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกในตลาดซอสศรีราชา จากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับ 2 รองจาก Huy Fong โดยตั้งเป้ายอดขายระยะแรกที่ 3,000 ล้านบาท ก่อนขยับสู่ระดับ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่บริษัทมองว่าจะช่วยผลักดันให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำตลาดโลกได้

#หุ้นไทย #หุ้นซอส #ซอสพริกศรีราชา #เอ็กโซติคฟู้ด

Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งแรงในรอบเกือบ 20 ปีตลาด Emerging Market รับแรงกระแทก เงินไหลออก ไทยไม่รอดดิ่งนำเพื่อนบ้านลึกกว่า -...
30/09/2026

Bond Yield สหรัฐฯ
พุ่งแรงในรอบเกือบ 20 ปี
ตลาด Emerging Market รับแรงกระแทก
เงินไหลออก ไทยไม่รอดดิ่งนำเพื่อนบ้านลึกกว่า -30 จุด
📌 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ในช่วงปลายเดือนกันยายน

ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของต้นทุนเงินในตลาดโลก
โดยในช่วงกลางเดือนกันยายน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี หรือ Bond Yield ปรับขึ้นเหนือระดับ 5% และแตะประมาณ 5.1% ในวันที่ 23 ก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007
ก่อนจะขยับขึ้นต่อมาอยู่ที่ประมาณ 5.21–5.25% ในช่วงปลายเดือน เพิ่มขึ้นราว 0.46–0.49 จุดเปอร์เซ็นต์ในหนึ่งเดือน
📌 ทำไม Bond Yield สหรัฐฯ ถึงพุ่งแรง?

การปรับขึ้นเป็นผลจากหลายแรงกดดันที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
1. เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง และเงินเฟ้อยังไม่ยอมลดลงง่าย ๆ

ตัวชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวในเดือนกันยายนสะท้อนว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแรง โดยกิจกรรมทางธุรกิจขยายตัวเร็วที่สุดในรอบกว่า 5 ปี ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้ออาจลดลงช้ากว่าที่คาด และ Fed อาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น
เมื่อคาดว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงต่อไป ราคาพันธบัตรเดิมจึงถูกกดดัน เพราะนักลงทุนสามารถนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทำให้ราคาพันธบัตรที่ออกไปแล้วลดลง และ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น
2. ราคาน้ำมันสูงขึ้น เพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นในเดือนกันยายน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง เพราะต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจดันต้นทุนธุรกิจและราคาสินค้าให้สูงขึ้นตาม
3. การกู้ยืม รวมถึงการลงทุนใน AI เพิ่มขึ้น

อีกปัจจัยที่ตลาดจับตาคือการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีที่เร่งลงทุนใน AI
Fidelity ประเมินว่าในปี 2026 บริษัท Hyperscaler อาจออกหนี้ใหม่รวมกันหลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI
เมื่อบริษัทและรัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มขึ้น ปริมาณพันธบัตรในตลาดก็เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่นักลงทุนอาจต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อรับความเสี่ยงจากการถือหนี้จำนวนมากขึ้น ทำให้ Bond Yield ระยะยาวมีแรงกดดันให้ปรับตัวสูงขึ้น
📌 Bond Yield สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น เริ่มส่งผลต่อตลาดเกิดใหม่

เมื่อ Bond Yield สหรัฐฯ สูงขึ้น สินทรัพย์สกุลดอลลาร์ก็มีความน่าสนใจมากขึ้น นักลงทุนจึงอาจลดการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets หรือ EM) และโยกเงินกลับไปยังสินทรัพย์สกุลดอลลาร์
โดยไทยและเวียดนามเป็นตัวอย่างของประเทศที่เริ่มเห็นปรากฏการนี้ในช่วงที่ผ่านมา
ไทย: ต่างชาติขายสุทธิ กดดันตลาดหุ้น

SET ปิดเดือนกันยายนที่ประมาณ 1,471 จุด ลดลงราว 6% จากเดือนสิงหาคม ขณะที่ต่างชาติยังขายสุทธิในหลายวัน เช่น
• 23 ก.ย. ขายสุทธิประมาณ 1.2 พันล้านบาท

• 28 ก.ย. ขายสุทธิประมาณ 3.9 พันล้านบาท
ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่เพียง 1.00% จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การดึงดูดเงินทุนต่างชาติเข้าตลาดไทยทำได้ยากขึ้น
เวียดนาม: แม้ FTSE ปรับสถานะขึ้น แต่ต่างชาติยังคงขาย

เวียดนามเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนว่า ข่าวดีเฉพาะประเทศอาจไม่เพียงพอที่จะหยุดกระแสลดความเสี่ยงในตลาด EM
ในช่วงกลางเดือนกันยายน FTSE Russell ปรับสถานะเวียดนามเป็น Secondary Emerging Market อย่างเป็นทางการ โดยจะทยอยเพิ่มหุ้นเวียดนามเข้าสู่ดัชนี 4 ระยะ ตั้งแต่กันยายน 2026 ถึงกันยายน 2027
แม้การปรับสถานะจะช่วยเปิดทางให้เงินลงทุนจากกองทุนที่อิงดัชนีเข้ามาในระยะยาว แต่ในระยะสั้นแรงขายก็ยังเห็นได้ชัด โดยวันที่ 21 ก.ย. ต่างชาติขายสุทธิมากกว่า 680 พันล้านดอง ขณะที่ VN-Index ลดลง 0.88% และวันที่ 24 ก.ย. ต่างชาติขายสุทธิอีกประมาณ 1.05 ล้านล้านดอง
ตัวเลขจากไทยและเวียดนามสะท้อนภาพเดียวกันว่า แม้แต่ละประเทศจะมีปัจจัยบวกของตัวเอง แต่เมื่อผลตอบแทนสินทรัพย์สหรัฐฯ สูงขึ้น นักลงทุนก็มีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะลดความเสี่ยงในตลาด EM
📌 ถ้า Bond Yield ยังสูงต่อเนื่อง จะเกิดอะไรขึ้น?

บทวิเคราะห์ตลาดตราสารหนี้มองภาพในระยะยาวไว้หลายทาง แต่มี 2 แนวโน้ม หรือ Scenario หลักที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่พูดถึง
1. Bond Yield ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป แต่เริ่มทรงตัว

หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเติบโตดี, ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อ และบริษัททำกำไรได้ดี Bond Yield อาจอยู่ในระดับสูงต่อไป เพราะตลาดคาดว่า Fed จะยังไม่รีบลดดอกเบี้ย
แต่หากเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้ Bond Yield มีโอกาสทรงตัวแทนที่จะพุ่งขึ้นต่อ
UBS มองว่า การลงทุนและการนำ AI มาใช้งานที่ยังแข็งแกร่งอาจช่วยเพิ่มรายได้และผลิตภาพของเศรษฐกิจ
โดยบางประมาณการคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเติบโต 2.5–3.0% ในปี 2026 ขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และเพิ่มโอกาสที่ Bond Yield จะทรงตัวหรือปรับลดลง
ซึ่งผลกระทบหลัก คือ การที่ธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพราะต้นทุนเงินยังสูง ในขณะที่ EM ที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ต้องรับภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น และ การลงทุน AI ยังเดินหน้าต่อ แต่บริษัทจะเน้นโครงการที่ให้ผลตอบแทนชัดเจนมากขึ้น
2. Bond Yield ไต่สู่ระดับ 6%

แต่ถ้าการลงทุน AI, เงินเฟ้อ และการขาดดุลการคลังยังผลักดันให้ Bond Yield ปรับขึ้นต่อ ความเสี่ยงจะรุนแรงขึ้น เพราะตลาดอาจเริ่มมองว่าอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวจะอยู่ในระดับสูงกว่าที่เคยคาด
Reuters รายงานว่า ผู้จัดการสินทรัพย์จำนวนมากขึ้นมองว่า Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี อาจแตะ 6% ภายใน 12 เดือน หากเศรษฐกิจยุค AI ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล
หาก Bond Yield ขึ้นไปถึงระดับดังกล่าว ต้นทุนการกู้ยืมจะเพิ่มขึ้นอีกมาก และอาจทำให้บริษัทที่มีหนี้สูงหรือฐานะการเงินอ่อนแอระดมทุนได้ยากขึ้น
สำหรับ AI ความเสี่ยงคือบริษัทอาจต้องชะลอหรือยกเลิกโครงการที่ใช้เงินลงทุนสูง หากต้นทุนการกู้เงินเพิ่มขึ้นจนผลตอบแทนที่คาดหวังไม่คุ้มกับเงินลงทุน
ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อและราคาน้ำมันลดลง หรือรัฐบาลควบคุมการขาดดุลได้ดีขึ้น Bond Yield ก็มีโอกาสลดลง ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายต้นทุนเงินของตลาดโดยรวม
📌 สรุป

การพุ่งขึ้นของ Bond Yield ในเดือนกันยายนสะท้อนว่า ต้นทุนเงินระยะยาวอาจอยู่สูงกว่าที่ตลาดเคยคาด จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแรง, เงินเฟ้อ และการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น
ผลกระทบได้ลามมายังตลาดเกิดใหม่ผ่านกระแสเงินทุน, ค่าเงิน และต้นทุนการกู้ยืม โดยเห็นได้จากแรงขายในไทยและเวียดนาม
ในระยะต่อไป สิ่งที่นักลงทุนควรจับตา คือทิศทางเงินเฟ้อและการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ, ราคาน้ำมันโลก และการเปลี่ยนแปลงของทิศทาง Bond Yield สหรัฐฯ

ที่มา: Reuters, Bloomberg, Krungsri Research, The Investor (Vietnam), VietnamNet, TradingEconomics, Bangkok Post, Asian Development Bank (Asia Bond Monitor), Vanguard, Fidelity, Standard Chartered, UBS, RBC Wealth Management.

#พันธบัตรสหรัฐ #ตลาดหุ้น #ตลาดเกิดใหม่ #เศรษฐกิจสหรัฐ #ดอกเบี้ย #เงินเฟ้อ #การลงทุน

รัฐบาลเร่งเยียวยาน้ำท่วมพยุงประชาชน-ธุรกิจฝ่าวิกฤตพักหนี้-เติมสภาพคล่อง ลดผลกระทบหนุนกลุ่มแบงก์-เช่าซื้อ-หุ้นอิงกำลังซื้...
30/09/2026

รัฐบาลเร่งเยียวยาน้ำท่วม
พยุงประชาชน-ธุรกิจฝ่าวิกฤต
พักหนี้-เติมสภาพคล่อง ลดผลกระทบ
หนุนกลุ่มแบงก์-เช่าซื้อ-หุ้นอิงกำลังซื้อภายใน
รัฐบาลสั่งการเร่งออกมาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ ด้าน บล.กรุงศรี ประเมินเป็นจิตวิทยาบวกหนุนหุ้นกลุ่มแบงก์-เช่าซื้อ-อิงกำลังซื้อฟื้นตัว ชู KBANK-KTB-KKP เด่น
มาตรการเยียวยาน้ำท่วมจากภาครัฐ

- เตรียมจัดสรรงบกลางเยียวยาน้ำท่วมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติคุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค.
- รมว. คลังให้นโยบายสถาบันการเงินเฉพาะกิจเร่งออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ประกอบด้วยการพักชำระหนี้, การให้สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อเสริมสภาพคล่อง และสินเชื่อฟื้นฟูซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและการกลับมาประกอบอาชีพ
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินจิตวิทยาบวกหนุนหุ้นกลุ่มธนาคาร เช่าซื้อ และหุ้นอิงกำลังซื้อภายใน หลังวานนี้ปรับลงสะท้อนความเสี่ยงผลกระทบน้ำท่วมไปแล้ว โดยมาตรการต่างๆ ที่ทยอยออกมา คาดบรรเทาผลกระทบได้บ้าง ลงทุนเน้นกลุ่มธนาคารที่ยังมีแรงส่งรอบลงทุนของโลก KBANK, KTB, KKP ก่อนกลุ่มอื่น

#มาตรการเยียวยาน้ำท่วม #กลยุทธ์ลงทุน #กลุ่มแบงก์ #กลุ่มเช่าซื้อ

หุ้นไทยจ่อเปลี่ยนกลุ่มเล่นเงินเริ่มหมุนออกจากแบงก์ จับตาบอนด์ยิลด์สหรัฐฯ จ่อพีคเดือนต.ค.BGRIM-GPSC เด่น รับอานิสงส์ยีลด์...
29/09/2026

หุ้นไทยจ่อเปลี่ยนกลุ่มเล่น
เงินเริ่มหมุนออกจากแบงก์
จับตาบอนด์ยิลด์สหรัฐฯ จ่อพีคเดือนต.ค.
BGRIM-GPSC เด่น รับอานิสงส์ยีลด์ขาลง
ตลาดหุ้นไทยผ่านปัจจัยการเมืองไปได้อีกครั้ง หลังศาลฯ วินิจฉัยกรณีบาร์โค้ดและ QR Code บัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ช่วยลดความไม่แน่นอนและเปิดทางให้นโยบายภาครัฐเดินหน้าต่อได้
ขณะที่นักวิเคราะห์มองภาพตลาดในระยะถัดไปยังต้องจับตา Sectors Rotation และทิศทาง Bond Yield สหรัฐฯ โดยคาดแรงกดดันต่อ Bond Yield มีโอกาสคลี่คลายหลังทำจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม
โดยบล.บัวหลวง ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยผ่านด่านการเมืองในประเทศไปได้อีกครั้งกับประเด็นการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา “ศาลฯ วินิจฉัยไม่ขัด รธน.กรณีฟ้องร้องบาร์โค้ด, QR Qode บัตรเลือกตั้ง”
ส่วนตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้ตอบรับเชิงบวก (ตอนคดีการเมือง คดีฮั้ว สว. ตลาดหุ้นไทยลงก่อนแล้วค่อยฟื้นตัวกลับ) เพราะยังต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาคอื่นประกอบ
อย่างไรก็ดีการผ่านด่านการเมืองไปได้แบบนี้ อย่างน้อยนโยบายที่ดำเนินการมาตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงเสถียรภาพรัฐบาลที่มั่นคง ฝ่ายวิเคราะห์มองเป็นบวกต่อภาพการลงทุนหุ้นไทยในระยะถัดไป
อัพเดท Sectors rotation ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็น “อาการหุ้นหมุนออกจากกลุ่มธนาคาร” ตามที่ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำขายทำกำไรหุ้นธนาคารสำหรับ “การเล่นรอบ” โดยคาดกลุ่มที่ด้อยกว่าตลาด เช่น ค้าปลีก สื่อสารฯ สินเชื่อบุคคล ฯลฯ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มเหล่านี้ยังอ่อนกว่าตลาดตามที่คาด
ส่วนกลุ่มที่แนะนำซื้อไว้ก่อนหน้า เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ รอบนี้ฝ่ายวิเคราะห์ต้องเริ่มติดตามผลตอบแทนหากราคาหุ้นไหลลงหลุดแนวรับ เช่น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA ระยะสั้น ฝ่ายวิเคราะห์จะทยอยทำกำไร และเริ่มหมุนหาหุ้นกลุ่มถัดไป เช่น โรงไฟฟ้า
ด้านความกังวลเรื่อง บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ ที่กำลังเดินหน้าเข้าหาจุดสูงสุด ประเมินว่าเป็นไปตามมุมมองเชิงสถิติที่พบ นัยยะของการปรับฐานของบอนด์ยิลด์สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะตามมาหลังจากขึ้นทำระดับสูงสุดในเดือนตุลาคม
โดยแรงขายพันธบัตรสหรัฐฯ ในตลาดรอบนี้ ยังคงพบแรงขายที่หนักหน่วงตามแรงกดดันทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และเงินเฟ้อ แต่หากพิจารณาการซื้อขายผ่าน OAS (Option-Adjusted Spread) โดยเฉพาะในกลุ่มหลักทรัพย์ค้าประกันสินเชื่อจำนอง เริ่มพบคูปองที่กลับมาให้ส่วนลดที่น่าจูงใจและคาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากสถาบันการเงินทั้งในและนอกสหรัฐฯให้ไหลกลับ
ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าจะส่งผลให้กลายเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับฐานของ บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ ในที่สุด และยังคงคำแนะนำเริ่มสะสมหุ้นที่เล่นตรงข้ามบอนด์ยิลด์ เช่น ที่ฝ่ายวิเคราะห์เพิ่มหุ้นโรงไฟฟ้า BGRIM GPSC เข้าพอร์ต

#หุ้นไทย #หุ้นแบงก์ #หุ้นโรงไฟฟ้า

KCE พุ่งแรง 10% หลังโบรกฯ นอกให้เป้าสูงบล.กรุงศรี ชี้ยังมีอัพไซส์ปรับราคาขายแต่สะท้อนในหุ้นแล้ว ชู DELTA เด่นกว่าเช้าวัน...
29/09/2026

KCE พุ่งแรง 10%
หลังโบรกฯ นอกให้เป้าสูง
บล.กรุงศรี ชี้ยังมีอัพไซส์ปรับราคาขาย
แต่สะท้อนในหุ้นแล้ว ชู DELTA เด่นกว่า
เช้าวันนี้ (29 ก.ย. 69) ราคาหุ้นของ KCE ปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่อง ก่อนจะปิดตลาดภาคเช้าที่ 74.75 บาท เพิ่มขึ้น 7 บาท หรือ 10.33% จากวันก่อนหน้า ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,902.73 ล้านบาท
โดยแรงหนุนคาดมาจากโบรกเกอร์ต่างประเทศซึ่งให้ราคาเป้าหมายในระดับสูง ขณะที่ บล.กรุงศรี มองยังมี Upside จากโอกาสปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ แต่ระบุว่าปัจจัยบวกส่วนใหญ่สะท้อนในราคาหุ้นแล้ว
นักวิเคราะห์จาก บล.กรุงศรี ให้มุมมองว่า ราคาหุ้น KCE ปรับตัวขึ้นแรง 11% ในช่วงเช้าวันนี้ โดยปัจจัยหลักที่อาจเป็นแรงหนุนราคาหุ้นมาจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างประเทศ ซึ่งเริ่มต้นจัดทำบทวิเคราะห์หุ้น KCE พร้อมให้ราคาเป้าหมายในระดับสูง
แม้ฝ่ายวิเคราะห์จะเป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ที่มีมุมมองเชิงบวกต่อ KCE และให้ราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 68 บาท แต่เรามองเห็นความแตกต่างบางประการระหว่างประมาณการกำไรของเรากับโบรกเกอร์ดังกล่าว โดยโบรกเกอร์ต่างประเทศมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของรายได้มากกว่าเรา เนื่องจากคาดว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์จะดีกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการผลิตภัณฑ์ของ KCE ทั้งแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และ HDI
อย่างไรก็ตาม ยังมองเห็นความเสี่ยงด้านบวก (Upside Risk) ต่อประมาณการกำไรของเราในปี 2569 และ 2570 เนื่องจากบริษัทมีแนวโน้มที่จะขอปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์อีกครั้งในเดือนตุลาคม 2569 หรือไตรมาส 4/69 หากเป็นไปตามกรณีดังกล่าว จะส่งผลให้ประมาณการกำไรปี 2569 ของเราเพิ่มขึ้น 11% และปี 2570 เพิ่มขึ้น 20%
สำหรับกลยุทธ์ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อ KCE ลดลงที่ระดับราคาปัจจุบัน เนื่องจากปัจจัยบวกต่าง ๆ ได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นแล้ว โดยในกรณีดีที่สุด หากเราปรับเพิ่มประมาณการกำไรตามที่กล่าวข้างต้น จะยังมี Upside จากราคาหุ้นปัจจุบันไม่ถึง 10%
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ชอบ DELTA มากกว่า KCE ที่ระดับราคาปัจจุบัน เนื่องจากมีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk/Reward Ratio) ที่ดีกว่า โดยให้ราคาเป้าหมาย DELTA ที่ 320 บาท

#หุ้นไทย #หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ #ลงทุน

29/09/2026

“BLUEBELL” แนะโค้งสุดท้ายปี26 จัดพอร์ตแบบ "Barbell" รับ "Bond Yield สูง-ตลาดผันผวน"...พร้อมเสริมด้วยธีมเด่น "AI, Healthcare, EM" !!!
#กองทุน

EGCO ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว!Q3/69 กำไรฟื้นแตะ 1.2 พันลบ.AE II เพิ่มอัพไซส์-ปันผล 3.25 บาทลุ้นปี 70 กำไร 4.6 พันลบ. โตแรง 39% ...
29/09/2026

EGCO ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว!
Q3/69 กำไรฟื้นแตะ 1.2 พันลบ.
AE II เพิ่มอัพไซส์-ปันผล 3.25 บาท
ลุ้นปี 70 กำไร 4.6 พันลบ. โตแรง 39%
แม้ไตรมาส 2/69 ผลประกอบการของ EGCO จะปรับลดลง 69% แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำไรจะเติบโตดีในไตรมาส 3/69 นอกจากนี้ยังมีอัพไซส์จากการเข้าลงทุนโรงไฟฟ้า AE II รวมถึงยังคาดหวังเงินปันผล 3.25 บาท ในงวดครึ่งหลังปี 2569 ได้ ก่อนที่กำไรจะฟื้นตัวโดดเด่นในปี 2570
นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มีมุมมองบวกต่อการเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ AE II ในสหรัฐฯ ขนาด 277 MWe ของ EGCO โดยมีสัญญาระยาวกับ NYPA ถึงปี 2574 หลังจากนั้นคาดได้ต่ออายุสัญญาหรือเปลี่ยนไปขายไฟฟ้าเข้าตลาด NYISO เบื้องต้นคาดธุรกรรมเสร็จสิ้นในไตรมาส 4/69 – 1/70 และมีกำไรส่วนเพิ่มราว 400 ล้านบาท/ปี
โดยฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการปี 2569 ลงเป็น 3,337 ล้านบาท ลดลง 25% จากปีก่อน เพื่อสะท้อนส่วนแบ่งกำไรของโครงการลม Yunlin และโรงไฟฟ้า Paju ES ที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่คงประมาณการปี 2570 ที่ 4,623 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากปีก่อน แม้ขายโรงไฟฟ้า BPL และ KLU แต่คาดชดเชยได้จาก AE II
เบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 3/69 ที่ระดับ 1,000-1,200 ล้านบาท เติบโตทั้งจกไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานต่ำ โดยมีปัจจัยหนุนจาก 1) การเข้าสู่ช่วง High Season ของโครงการน้ำในลาว (ยังไม่ได้รับผลของเอลนีโญ) และการเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ
2) ค่าความพร้อมจ่ายในตลาดไฟฟ้าสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นเป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ/MW/วัน เพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แบบเต็มไตรมาสเป็นครั้งแรก
และ 3) การกลับมาเดินเครื่องเต็มไตรมาสของโรงไฟฟ้าถ่านหิน QPL ในฟิลิปปินส์หลังปีก่อนอยู่ระหว่างการปิดซ่อม เพื่อรอสัญญา PPA ฉบับใหม่ในช่วงปลายเดือน ต.ค. 25
นอกจากนี้คาดรับรู้กำไรพิเศษจากการขายสัดส่วนเงินลงทุน 49% ของโรงไฟฟ้าบ้านโป่ง (BPU) และคลองหลวง (KLU) ราว 1,000 ล้านบาท
ฝ่ายวิเคราะห์คงราคาเหมาะสม ณ สิ้น ปี 2570 ที่ 187.00 บาท/หุ้น มี Upside 42.7% แม้ผลประกอบการปี 2569 จะไม่เด่น แต่มองว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/69 และเข้าสู่รอบการฟื้นตัวของกำไรในปี 2570 อีกทั้งสามารถคาดหวังเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 2569 ที่ 3.25 บาท/หุ้น (Dividend Yield 2.5%) ช่วยจำกัด Downside
นอกจากนี้ EGCO ยังมี Upside อีกราว 3-5% จากการเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้า AE II (ยังไม่รวมในประมาณการ) และโอกาสการลงทุนตามแผน PDP 2569 (คาดมีความชัดเจนภายในเดือน ต.ค.-พ.ย. 69 และสามารถใช้จริงได้ช่วงต้นปี 2570) ซึ่ง ณ ไตรมาส 2/69 มี IBD/E ต่ำเพียง 1.0 เท่า และจะลดลงอีกหลังรายงานงบไตรมาส 3/69 คงคำแนะนำ “ซื้อ”

#หุ้นไทย #หุ้นโรงไฟฟ้า #ลงทุน

ที่อยู่

Chamnan Penjati Building 2nd Fl. , Rama 9 Road , Huaykwang
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Wealthy Thai โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Wealthy Thai:

ทางลัด

แชร์