Wealthy Thai สื่อที่มีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการเงิน การลงทุน เพื่อนำเสนอข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุน ติดต่อโฆษณา/สนับสนุน รบกวนติดต่อ : คุณมินตรา (เป้) 086-516-0092

เปิดลิสต์ 5 ธีมลงทุนครึ่งปีหลังเกาะกระแสมาตรการรัฐ-Mega Projectภาพรวมกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/69 ออกมาดีกว่...
26/05/2026

เปิดลิสต์ 5 ธีมลงทุนครึ่งปีหลัง
เกาะกระแสมาตรการรัฐ-Mega Project
ภาพรวมกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/69 ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ จากความสามารถในการทำกำไรของหลายกลุ่มธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยสดใสขึ้น
โดยบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ปรับเพิ่มประมาณการกำไรและเป้าหมายดัชนี SET Index จากแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะเร่งตัวในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมแนะนำ 5 ธีมการลงทุนที่ได้อานิสงส์จากนโยบายรัฐ ควบคู่ไปกับหุ้นปันผลขนาดใหญ่ที่ยังมีความโดดเด่นในภาวะตลาดผันผวน
กำไรไตรมาส 1/69 ของ SET Index อยู่ที่ 3.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 21% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ดีกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาด 24% จากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน รวมถึงกลุ่มสื่อสาร, ค้าปลีก, ธนาคารพาณิชย์ และไฟแนนซ์ที่มีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น
ทั้งนี้ ผลจากกำไรไตรมาส 1/69 ที่ดีกว่าคาดมาก ฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของ SET Index สิ้นปีนี้ขึ้นเป็น 95 บาทต่อหุ้น จาก 87 บาทต่อหุ้น และปรับเป้า SET Index ขึ้นเป็น 1,560 จุด จาก 1,440 จุด โดยยังคงอิง PER Multiplier เท่าเดิมที่ 16.5 เท่า
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการช่วงที่เหลือของปี 2569 คาดกำไรไตรมาส 2/69 ชะลอจากไตรมาส 1/69 จาก Low Season ของหลายธุรกิจ และลดลงจากไตรมาส 2/68 จากฐานสูงในปีก่อน แต่จะกลับมาโตทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาส 3/69 และ 4/69 จากฐานต่ำ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่เห็นผลบวกมากขึ้น ทำให้ทิศทางของ SET Index ยังเป็นแบบ Sideway to Sideway Up
ดังนั้นธีมการลงทุนช่วงที่เหลือของปี เน้นอิงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของรัฐบาล ประกอบกับจุดแข็งของตลาดหุ้นไทย คือ หุ้นปันผลเด่นที่คาดว่าหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์, สื่อสาร และพลังงานยังให้ผลตอบแทนโดดเด่นต่อเนื่อง
1. มาตรการดูแลค่าครองชีพ และรักษาระดับการบริโภค กลุ่มหุ้นที่คิดว่าจะได้รับอานิสงส์คือค้าปลีก, สินค้าอุปโภคบริโภค และไฟแนนซ์ เช่น CPALL, CPAXT, GLOBAL, DOHOME, OSP, CBG, CPF, TIDLOR
2. การลงทุนโครงการ Mega Project ของรัฐบาลและเอกชน กลุ่มหุ้นที่คิดว่าจะได้รับอานิสงส์คือธนาคารพาณิชย์, รับเหมาฯ และวัสดุก่อสร้าง, ขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น KTB, SCB, KBANK, AOT, BEM, STECON, CK, SCC, TASCO
3. แผน PDP ฉบับใหม่เพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน กลุ่มหุ้นที่คิดว่าจะได้รับอานิสงส์คือโรงไฟฟ้า ผู้รับเหมางานวางระบบไฟฟ้าและสื่อสาร เช่น GULF, GUNKUL, SAMART, FORTH
4. อัตราเงินเฟ้อและ Bond Yield ทรงตัวในระดับสูง กลุ่มหุ้นที่คิดว่าจะได้รับอานิสงส์คือประกัน, ธนาคารพาณิชย์, สื่อสาร, การแพทย์ เช่น TLI, BLA, KTB, SCB, KBANK, ADVANC, TRUE, BDMS, B*H
5. หุ้นปันผลเด่นสม่ำเสมอ เช่น SCB, KBANK, KTB, PTT, ADVANC, TRUE, OSP
อย่างไรก็ตาม หุ้นเด่นที่ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำเป็น Core Portfolio ในช่วงที่เหลือของปี โดยอิง Valuation และปัจจัยทางเทคนิคประกอบ คือ CPALL, GULF, GUNKUL, GLOBAL, SCB, TIDLOR และ TRUE

#หุ้นไทย #กำไรบจ #มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ #หุ้นปันผล

ชูธีม “หุ้นอวกาศ” เด่นรับการเติบโตของอุตฯ “เชิงพาณิชย์”...“จับต้องได้จริง” ไม่ใช่แค่ “จินตนาการ”ส่วน “หุ้นพลังงานนิวเคลี...
25/05/2026

ชูธีม “หุ้นอวกาศ” เด่นรับการเติบโตของอุตฯ “เชิงพาณิชย์”...
“จับต้องได้จริง” ไม่ใช่แค่ “จินตนาการ”
ส่วน “หุ้นพลังงานนิวเคลียร์” ก้าวสู่ยุคทอง
รองรับการเติบโตของ “โลกยุคดิจิทัล” !!!
ลายแทงกองทุน: รู้หรือไม่?...ปีนี้ “หุ้นอวกาศ” พุ่งทะยานแล้วกว่า +71.10% ในขณะที่ “หุ้นพลังงานนิวเคลียร์” บวกเบาๆ +10.91% ถือเป็น 2 ธีม “สุดล้ำแห่งอนาคต” ที่กำลังอยู่ในเรดาร์การลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก (ที่มา: tradingview.com, วันที่ 25 พ.ค. 26)
สำหรับธีม “หุ้นอวกาศ” (Space Economy) เป็นธีมที่น่าสนใจและกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยก้าวข้ามจาก “ยุคการสำรวจเพื่อความมั่นคง” ไปสู่ “ยุคอวกาศเชิงพาณิชย์” (Commercial Space) อย่างเต็มตัว
ที่สำคัญการที่ “SpaceX” กำลังเตรียม IPO ที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 12 มิ.ย. 26 หวังระดมทุนสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ดันมูลค่าบริษัทแตะ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ กลายเป็น IPO ที่ “ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นโลก” ช่วยปลุกความเชื่อมั่นและดึงเม็ดเงินไหลเข้าห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอวกาศทั้งหมด
ส่วนธีม “หุ้นพลังงานนิวเคลียร์” (Nuclear Energy) เป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่ "ร้อนแรงที่สุด” และเห็นภาพการเติบโตชัดเจนที่สุดในกลุ่มพลังงานสะอาด ถือว่าก้าวสู่ "ยุคทองของนิวเคลียร์” (Golden Age of Nuclear)" อย่างเต็มตัว โดยมีโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่อย่าง “AI” และ “Data Center” เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญ
ถือเป็น 2 ธีม “สุดล้ำแห่งอนาคต” ที่มาพร้อมนวัตกรรมที่พร้อมจะเติบโตไปกับโลก “ยุคใหม่”
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม “สุดล้ำแห่งอนาคต” กับธีม “หุ้นอวกาศ” และ “หุ้นพลังงานนิวเคลียร์” ที่น่าสนใจมาฝากกัน
เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "สุดล้ำแห่งอนาคต"…ลุย "หุ้นอวกาศ" & "พลังงานนิวเคลียร์"
สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็น “Feeder Fund” ทั้ง 4 กอง อยู่ในธีมลงทุนสุดล้ำ “หุ้นอวกาศ” 2 กอง ที่มีสไตล์การบริหารแตกต่างกันออกไปตามแต่ละค่าย และ “หุ้นพลังงานนิวเคลียร์” อีก 2 กอง ที่ลงทุนในกองทุนหลักเหมือนกัน ประกอบด้วย
- “A-JEDI: กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส สเปซ อินโนเวเตอร์ส” ของบลจ.แอสเซท พลัส เป็นกองทุนในกลุ่ม “Technology Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้น” กลุ่ม “อุตสาหกรรมอวกาศ” ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี “MVIS® Global Space Industry ESG” เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิงดังกล่าว
ผ่านกองทุนหลัก ‘VanEck Space Innovators UCITs ETF’ (JEDI) ที่บริหารจัดการโดย VanEck
“ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของยุคอวกาศเชิงพาณิชย์ที่กำลังเติบโต ก้าวไปพร้อมกับกลุ่มนวัตกรรมผู้พลิกโฉมวงการอวกาศ สร้างโอกาสเติบโตไปกับ 25 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดและมีสภาพคล่องสูงที่สุดในอุตสาหกรรมอวกาศยุคปัจจุบัน”
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 30 เม.ย. 26) มีการลงทุน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
- Industrials 50.1%

- Communication Services 33.8%

- Information Technology 16.0%
กระจายใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่
- United States 65.24%

- Japan 8.23%

- Taiwan Region 4.40%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) PLANET LABS PBC 7.97%, 2) ROCKET LAB CORP 7.73%, 3) VIASAT INC 7.19%, 4) ECHOSTAR CORP 6.48% และ 5) GLOBALSTAR INC 6.03%ตามลำดับ”
- ถัดมาเป็น “LHSPACE-A: กองทุนเปิด แอล เอช สเปซ อีโคโนมี ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นกองทุนในกลุ่ม “Technology Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้น” ทั่วโลก โดยมุ่งเน้นไปที่บริษัทประเภทที่เกี่ยวข้อง เป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อน หรือที่ได้รับประโยชน์ และโอกาสทางธุรกิจที่อาจมีกำไร จากเศรษฐกิจอวกาศ หรือกิจการอวกาศในอนาคต (Next Generation Space Economy)
ผ่านกองทุนหลัก ‘Neuberger Berman Next Generation Space Economy Fund Class I Accumulating - USD’ ที่บริหารจัดการโดย Neuberger Berman Asset Management Ireland Limited
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ 31 มี.ค. 26) มีการลงทุน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
- Industrials 52.92%

- Information Technology 23.07%

- Communication Services 15.18%

- Financials 1.94%

- Consumer Discretionary 1.75%
กระจายใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่
- United States 60.02%

- Japan 10.05%

- France 5.70%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) Rocket Lab Corporation 5.81%, 2) Planet Labs PBC Class A 5.38%, 3) AST SpaceMobile, Inc. Class A 5.14%, 4) SKY Perfect JSAT Holdings Incorporated 4.02% และ 5) Kratos Defense & Security Solutions, Inc. 2.96% ตามลำดับ”
- มาต่อกันด้วย “DAOL-NUCLEAR: กองทุนเปิด ดาโอ ยูเรเนียม แอนด์ นิวเคลียร์ เทคโนโลยี” ของบลจ.ดาโอ เป็นกองทุนในกลุ่ม “Alternative Energy” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้น” ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี ‘MarketVector™ Global Uranium and Nuclear Energy Infrastructure’ ซึ่งเป็นดัชนีที่ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยูเรเนียมและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลก
ผ่านกองทุนหลัก ‘VanEck Uranium and Nuclear Technologies UCITS ETF, Class A (USD)’ ที่บริหารจัดการโดย VanEck Asset Management B.V.
สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 เม.ย. 26) มีการลงทุนใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
- Energy 50.7%

- Industrials 41.5%

- Utilities 7.7%
กระจายใน 5 ประเทศหลัก ได้แก่
- Canada 36.07%

- United States 25.59%

- Japan 22.02%

- South Korea 6.90%

- Australia 3.84%
“โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) CAMECO CORP 15.51%, 2) OKLO INC 7.68%, 3) NEXGEN ENERGY LTD 6.95%, 4) SPROTT PHYSICAL URANIUM TRUST 6.15% และ 5) FUJI ELECTRIC CO LTD 5.71% ตามลำดับ”
- ปิดท้ายกันด้วย “X-NUCTECH: กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริงเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์และยูเรเนียม” ของบลจ.เอ็กซ์สปริง เป็นกองทุนในกลุ่ม “Alternative Energy” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้น” ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี ‘MarketVectorTM Global Uranium and Nuclear Energy Infrastructure Index’ โดยดัชนีจะประกอบไปด้วยหุ้นของบริษัทที่จัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยูเรเนียม และพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาการทางด้านพลังงานนิวเคลียร์และเหมืองแร่ยูเรเนียม
ผ่านกองทุนหลัก ‘VanEck Uranium and Nuclear Technologies UCITS ETF’ ที่บริหารจัดการโดย VanEck Asset Management B.V. เช่นเดียวกัน
สำหรับใครที่มองหาโอกาสลงทุนในธีม “สุดล้ำแห่งอนาคต” เชื่อว่าธีม “หุ้นอวกาศ” จะพาคุณร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “ยุคอวกาศเชิงพาณิชย์” ที่กำลังเติบโตและอยู่ในช่วงเริ่มต้น “วัฏจกรขาขึ้น” ได้เป็นอย่างดี ส่วนใครที่มองหาพื้นฐานที่มั่นคง ธีม “พลังงานนิวเคลียร์” เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นทางรอดของพลังงานที่พร้อมจะซัพพอร์ตความต้องการใช้พลังงานของ “ยุคดิจิทัล” ได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

#กองทุน #ลายแทงกองทุน #กองทุนหุ้นอวกาศ #กองหุ้นพลังงานนิวเคลียร์ #แอสเซทพลัส #แลนด์แอนด์เฮ้าส์ #ดาโอ #เอ็กซ์สปริง

25/05/2026

“เอเซียพลัส” เปิดโผหุ้น 3 ธีม รับอานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ชูแวลู่น่าสนใจ ราคาลงลึก-P/E ต่ำกว่าตลาด!

หุ้นสายการบิน-GULF พุ่งแรงTHAI นำทีมบวกกว่า 8%โบรกฯ ชี้สงบศึกกดน้ำมันดิ่งหนุนจิตวิทยาหุ้นกลุ่ม Anti-commodityวันนี้หุ้นส...
25/05/2026

หุ้นสายการบิน-GULF พุ่งแรง
THAI นำทีมบวกกว่า 8%
โบรกฯ ชี้สงบศึกกดน้ำมันดิ่ง
หนุนจิตวิทยาหุ้นกลุ่ม Anti-commodity
วันนี้หุ้นสายการบิน และยักษ์ใหญ่โรงไฟฟ้าอย่าง GULF ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น หลังราคาน้ำมันปรับตัวลดลง
โดยราคาหุ้น THAI อยู่ที่ 6.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 8.20%
BA อยู่ที่ 15.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.60 บาท หรือ +4.17%
AAV อยู่ที่ 1.09 บาท เพิ่มขึ้น 0.03 บาท หรือ+2.83%
และ GULF อยู่ที่ 62.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท หรือ+2.06%
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์จาก บล.กรุงศรี ระบุว่า ตลาดให้น้ำหนักต่อประเด็นที่ทรัมป์ให้ความเห็น คือ การเจรจาข้อตกลงสงบศึกคืบหน้า ผสานกับกระแสเชิงบวกจากเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ดังกล่าว โดยรวมเป็นปัจจัยทำให้ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brent และ WTI พลิกกลับมาหลุด

GCAP จับมือ Butterbearส่งต่อพลังบวกผ่านทองคำจิ๋วตั้งเป้าปี 69 ยอดขาย 1 แสนชิ้นพร้อมปรับโฉมเจาะทุกเจเนอเรชันGCAP GOLD ประ...
25/05/2026

GCAP จับมือ Butterbear
ส่งต่อพลังบวกผ่านทองคำจิ๋ว
ตั้งเป้าปี 69 ยอดขาย 1 แสนชิ้น
พร้อมปรับโฉมเจาะทุกเจเนอเรชัน
GCAP GOLD ประกาศปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่เพื่อตอบรับเทรนด์การลงทุนยุคใหม่ โดยการคอลแลปกับแบรนด์ Butter Bear (น้องเนย) เป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อเปลี่ยนมุมมองการลงทุนในทองคำจากรูปแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนทุกเจเนอเรชัน ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการเปลี่ยนมายด์เซ็ตของผู้บริโภคให้มองว่าทองคำคือสินทรัพย์ที่สะสมได้สนุกและมีมูลค่าในตัวเอง
การส่งต่อพลังบวกผ่าน “ทองคำขนาดเล็ก”

คุณธนพิศาล คูหาเปรมกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า เหตุผลที่ GCAP ลุกขึ้นมาปรับโฉมเนื่องจากต้องการส่งต่อพลังบวกและความสุขให้แก่ผู้อื่น เช่นเดียวกับพลังที่ได้รับจากน้องเนย โดยความท้าทายสำคัญคือการทำให้คนอื่นสนุกไปกับการลงทุนพร้อมกับแบรนด์ ซึ่งความพิเศษของคอลเลกชันนี้คือการทำทองคำให้มีขนาดเล็กลง เริ่มต้นเพียง 0.1 กรัม ไปจนถึง 1 บาท ในรูปแบบกิฟต์การ์ดและชาร์ม (Charms) ซึ่งช่วยให้ทองคำกลายเป็นสินค้าแฟชั่นที่เข้าถึงง่ายขึ้น ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 20,000 ชิ้นภายใน 2 เดือน และตั้งเป้าจะมียอดขายถึง 100,000 ชิ้นภายในปี 2569 โดยจะมีการทำการตลาดที่เข้มข้นขึ้นในครึ่งปีหลัง และเตรียมเปิด Pop-up Store ภายใน 2 เดือนข้างหน้า
วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและกลยุทธ์การลงทุน

ทางด้าน คุณชัยวัฒน์ สามัคคีนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GCAP GOLD ให้ข้อมูลว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนไป โดยคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการลงทุนมากขึ้น โดยการคอลแลปครั้งนี้จึงเป็นการผสานระหว่างการลงทุนกับรสนิยมและความชอบเข้าด้วยกัน ซึ่งทองคำขนาด 0.1 กรัม ตอบโจทย์ผู้ที่อยากเริ่มสะสมด้วยงบประมาณจำกัด
ในแง่ของกลยุทธ์ คุณชัยวัฒน์ ย้ำว่าทองคำเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ช่วยบริหารความเสี่ยง เนื่องจากมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางสวนทางกับสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ค่าเงินดอลลาร์ หากนักลงทุนมีการจัดสรรทองคำไว้ในพอร์ต (Asset Allocation) จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมลงได้ โดยแนะนำว่าควรมีทองคำในพอร์ตอย่างน้อย 5-10% และอาจเพิ่มได้ถึง 20-25% ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง
แนวโน้มราคาทองคำในอนาคต

สำหรับแนวโน้มราคา คุณชัยวัฒน์ มองว่าในระยะกลางถึงระยะยาว (3-5 ปี) ทองคำยังมีแรงซัพพอร์ตที่ดีจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกทยอยซื้อทองคำเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 1,000 ตัน แม้ระยะสั้นอาจมีความกดดันจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้นที่ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำสูงขึ้น โดยประเมินกรอบราคาทองคำโลกมีแนวรับที่ 4,200 เหรียญ และมีโอกาสทดสอบ High เดิมที่ 5,600 เหรียญ ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศประเมินกรอบเคลื่อนไหวระหว่าง 67,000 ถึง 80,000 บาท ตามความผันผวนที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

#จีแคป #ทองคำ #การลงทุน

25/05/2026

รัฐบาลไทย เป็นนักเคลม?

#นรีสุเนต์ตา #ธุรกิจที่พัก #โฮสเทล #ท่องเที่ยวไทย #เศรษฐกิจท่องเที่ยว

เปิดลิสต์หุ้นรับอานิสงส์หลัง ADB ดันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเอเชียการผลักดันงบลงทุนมูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ Asia...
25/05/2026

เปิดลิสต์หุ้นรับอานิสงส์
หลัง ADB ดันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเอเชีย
การผลักดันงบลงทุนมูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ Asian Development Bank (ADB) เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัลทั่วภูมิภาคเอเชีย ยิ่งตอกย้ำแนวโน้มที่ไทยกำลังเร่งเดินหน้าอยู่แล้ว นั่นคือการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โครงการดังกล่าวที่ประกาศในเดือนพฤษภาคม 2026 มีเป้าหมายเพื่อขยายระบบการเชื่อมต่อดิจิทัล (Digital Connectivity), โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ (Cloud Infrastructure) และระบบพลังงานที่จำเป็นต่อความต้องการ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม วงจรการลงทุนของไทยเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนการประกาศของ ADB แล้ว หลังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรวมมูลค่ากว่า 720,000 ล้านบาท โดยมีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่าง Microsoft, AWS, Google และ TikTok ขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง
โดยตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2026 บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ได้หยิบยกหุ้นหลายตัวในธีมนี้ ที่ดูมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเติบโตของปริมาณการรับส่งข้อมูล (Data Traffic), ความต้องการใช้ไฟฟ้า, การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม และงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับการขยายตัวของผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก
ซึ่งเมื่อข่าวของ ADB ออกมา ก็ยิ่งตอกย้ำโอกาสที่หุ้นของบริษัทเหล่านี้จะได้รับประโยชน์สูง ทำให้เราต้องกลับมาจับตาหุ้นเหล่านี้กัน
📌 กลุ่มโทรคมนาคม ได้อานิสงส์จากการเติบโตของ AI

หนึ่งในกลุ่มที่ถูกมองว่าได้ประโยชน์ชัดเจนคือผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของไทยอย่าง ADVANC และ TRUE
ดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับ AI ยุคใหม่ต้องการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง, ความหน่วงต่ำ (Low-Latency) และโครงสร้างไฟเบอร์ (Fiber Infrastructure) ความหนาแน่นสูง เพื่อรองรับการประมวลผลและการรับส่งข้อมูลจำนวนมหาศาล
ก่อนหน้านี้ บล.กรุงศรี มองว่า ADVANC มีจุดแข็งจากกลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้งบริการคลาวด์สำหรับองค์กรและโซลูชัน Private 5G ซึ่งอาจช่วยสร้างรายได้ประจำระยะยาวจากบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติที่ดำเนินธุรกิจในไทย
นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งยังนิยมจัดเก็บและรับส่งข้อมูลภายในประเทศ เนื่องจากข้อกำหนดด้านอธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) ซึ่งยิ่งเพิ่มความสำคัญให้กับผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมในประเทศ
📌 กลุ่มพลังงาน มีโอกาสได้แรงหนุนจากความต้องการไฟฟ้าระยะยาว

ไฟฟ้าอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของการขยายตัว AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่สำหรับ AI สามารถใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าหลายหมื่นครัวเรือน โดยเฉพาะเมื่อการฝึกโมเดล AI ที่ใช้หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งนี้ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าไทยอย่าง GULF และ GPSC ถูกมองว่าอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ
บล.กรุงศรี มองว่าทั้งสองบริษัทมีความเกี่ยวข้องกับโครงการพลังงานขนาดใหญ่ (Utility-Scale Energy Projects) และมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการจัดหาไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
📌 กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของ Hyperscalers

ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ต้องการเพียงเซิร์ฟเวอร์และไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังต้องการที่ดินขนาดใหญ่พร้อมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น
• สถานีไฟฟ้าแรงสูง (High-Voltage Substations)

• ระบบไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic Connectivity)

• ระบบน้ำ

• โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม

• ใบอนุญาตและผังอุตสาหกรรม
นี่จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA และ WHA ถูกมองว่าอาจเป็นผู้ได้รับประโยชน์สำคัญ
พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์หลักของไทย เนื่องจากมีที่ดินพร้อมระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว ช่วยลดระยะเวลาการก่อสร้างของโครงการขนาดใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกแข่งขันกันเพิ่มกำลังรองรับ AI ในภูมิภาค พื้นที่อุตสาหกรรมแบบ “พร้อมสร้างทันที” (Ready-to-Build) ก็อาจกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ
📌 กลุ่มก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน อาจได้แรงหนุนจากรอบลงทุนใหม่

การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI ยังสร้างโอกาสให้กับบริษัทวิศวกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทอย่าง CK และ BEM อาจได้รับประโยชน์จากงานด้านต่างๆ เช่น
• ระบบระบายความร้อนเฉพาะทาง

• การวางสายไฟเบอร์ใต้ดิน

• ระบบไฟฟ้ากำลังสูง

• งานเสริมความแข็งแรงป้องกันแรงสั่นสะเทือน

• การขยายระบบสาธารณูปโภค
ก่อนหน้านี้ กรุงศรีมองว่าบริษัทเหล่านี้อาจได้ประโยชน์จากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Foreign Direct Investment: FDI) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
และต่างจากการก่อสร้างทั่วไป ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale มีความซับซ้อนสูง ต้องใช้ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และวิศวกรรมเฉพาะทาง ทำให้ผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์อาจมีโอกาสสร้างรายได้ระยะยาวจากโครงการเหล่านี้ได้มากขึ้น
📌 ทำไมธีมนี้จะยังไปต่อได้

การประกาศของ ADB ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มสำหรับธีมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่เป็นการยืนยัน แนวโน้มที่เกิดขึ้นในไทยอยู่แล้ว เพราะไทยสามารถดึงดูดโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจำนวนมากได้ก่อนที่แผนลงทุนระดับภูมิภาคจะถูกประกาศออกมาเสียอีก
ขณะเดียวกัน การที่กรุงศรียังคงเป้าหมายดัชนี SET ที่ระดับ 1,600 จุดในเดือนพฤษภาคม 2026 พร้อมย้ำธีมผู้ได้ประโยชน์กลุ่มเดิม สะท้อนว่านักวิเคราะห์ยังมองเห็นโอกาสการเติบโตต่อเนื่องอีกหลายปี

#หุ้นไทย #ลงทุนหุ้น #ลงทุนระยะยาว #หุ้นเทคโนโลยี #หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน #เศรษฐกิจดิจิทัล

25/05/2026

“สงครามอิหร่าน” ฉุดหุ้นทั่วโลกดิ่ง หวั่น “วิกฤติพลังงาน”...“หุ้น EM” หนักสุด มี.ค.เดือนเดียวร่วง -12.6% ถ้า “ยืดเยื้อ” กระทบตราสารหนี้ “EM-สหรัฐ” มากสุด !!!
#กองทุน ันละนิด

ควรทำไงกับชีวิตจากนี้...หลัง “น้ำมันขึ้น” ไม่หยุด !!!Wealth EZ: “ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเอา ‘เงินเก็บ’ มาใช้ในช...
24/05/2026

ควรทำไงกับชีวิตจากนี้...หลัง “น้ำมันขึ้น” ไม่หยุด !!!
Wealth EZ: “ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเอา ‘เงินเก็บ’ มาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ช่วงนี้รายจ่ายมันขึ้นทุกอย่างจริงๆ ค่ะ จากที่เคยเก็บเงินได้ทุกเดือน ตอนนี้กลายเป็นแทบไม่เหลือ แถมบางเดือนยังติดลบเล็กๆ ด้วย ยิ่งเห็นข่าวเศรษฐกิจโลกกับสงคราม ยิ่งรู้สึกว่าอนาคตมันควบคุมไม่ได้เลย ถามตัวเองว่า…ถ้าสถานการณ์แบบนี้ยาวไปอีก 1–2 ปี เราจะยัง “รอด” อยู่ไหม? ควรเริ่มตั้งหลักทางการเงินยังไงดีคะ?”
“ปัญหาสงคราม” ที่เกิดขึ้นตอนนี้ แม้จะเกิดห่างจากไทยมาก แต่เราทุกคนก็ได้รับผลกระทบกันไปหมด น้ำมันแพง ของแพง เศรษฐกิจแย่ รายได้ลด งานหดหาย ฯลฯ สิ่งที่เรากำลังเจอ จึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็น “ปรากฏการณ์ระดับโลก” จะบอกว่า “อย่าไปเครียดกับมัน” หลายคนอาจบอก “พูดง่าย แต่ทำยาก”
ผมนึกถึงคำกล่าวหนึ่ง ที่ว่า “เหตุสมควรเครียด ไม่มี เพราะถ้าปัญหานั้น เราแก้ไขได้ เราก็แก้ ไม่มีเหตุผลที่จะเครียด แต่ถ้าปัญหานั้น เราแก้ไขไม่ได้ เครียดไปก็ไม่มีประโยชน์”
สิ่งที่สำคัญและอยากบอกคือ “ปัญหานี้ แก้ได้ถ้าตั้งหลักถูก” เริ่มจาก “ตั้งหลักที่ใจก่อน” ลองถอยออกมา มองปัญหาเหมือนเราดูมวย คนดูจะเห็นมากกว่าคนชก เราจะเห็นว่า ควรจะหลบยังไง ต่อยยังไง คู่ต่อสู้มีช่องโหว่ตรงไหน ชีวิตจริงก็เหมือนกัน ถ้าเราถอยออกมามองปัญหาอย่างคนนอก เราก็จะเห็นภาพชัด และแนวทางแก้ไขปัญหาที่มากขึ้น
ในโลกของการบริหารความเสี่ยงและการเงิน มักมีการใช้ "สัตว์" มาเป็นสัญลักษณ์เพื่อช่วยให้เราเห็นภาพประเภทของวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ชัดเจนขึ้นครับ แต่ละตัวมีความหมายและระดับการเตรียมใจที่ต่างกัน ดังนี้ครับ
1. หงส์ดำ (Black Swan)

ความหมาย: เหตุการณ์ที่ “คาดเดาไม่ได้เลย” (Unpredictable) มีโอกาสเกิดต่ำมากจนไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมหาศาล และมักจะมีการหาเหตุผลมาอธิบายย้อนหลังว่า "มันน่าจะเดาได้นะ" ทั้งที่จริงๆ ไม่มีใครรู้
ตัวอย่าง: การแพร่ระบาดของ COVID-19 หรือ วิกฤตเศรษฐกิจ Hamburger Crisis ปี 2008 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พลิกโฉมโลกไปโดยสิ้นเชิงแบบที่ไม่มีใครเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า
2. แรดเทา (Gray Rhino)

ความหมาย: อันตรายที่มี “ขนาดใหญ่และเห็นชัดเจน” (Highly Probable) เป็นปัญหาที่เรามองเห็นอยู่ตรงหน้า รู้ว่ามันกำลังวิ่งเข้าหาเรา แต่เรากลับเลือกที่จะเพิกเฉย ไม่ทำอะไรเลย จนกระทั่งมันพุ่งชนเราเข้าอย่างจัง
ตัวอย่าง: ชีวิตวัยเกษียณ เราทุกคนรู้ว่า ถ้าไม่ตายก่อน เราต้องแก่ ต้องเจ็บแน่นอน แต่คนในวัยหนุ่มสาวหลายคนมองว่าอีกนานกว่าจะเกษียณ ก็เลยไม่สนใจที่จะวางแผนเพื่อวัยเกษียณแต่เนิ่นๆ ทำนอง “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” สุดท้ายถึงวันเกษียณจริงๆ ก็จะมานั่งทุกข์ เสียดายที่ไม่ได้วางแผนให้เร็วกว่านี้
3. ช้างในห้อง (Elephant in the Room)

ความหมาย: ปัญหาหรือความเสี่ยงที่ “ทุกคนรู้ว่ามีอยู่จริงและใหญ่มาก” แต่กลับไม่มีใครยอมพูดถึงหรือหยิบยกมาแก้ไข เพราะมันน่าอึดอัดใจ หรือมีความซับซ้อนเกินกว่าจะเริ่มคุย
ตัวอย่าง: ความตาย ทุกคนรู้หมด ไม่วันใดวันหนึ่ง เราทุกคนต้องตาย เหมือนอย่างที่สุภาษิตธิเบตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “พรุ่งนี้ กับ ชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรมาถึงก่อน” แต่ก็แปลกที่ในหลายวัฒนธรรม กลับไม่ยอมให้พูดเรื่อง “ความตาย” มองเป็นเรื่องอัปมงคล เป็นการแช่ง ฯลฯ สุดท้ายเมื่อมีการตายเกิดขึ้น ก็เป็นปัญหากับคนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการทรัพย์สิน หรือ หนี้สิน
4. แมงกะพรุนดำ (Black Jellyfish)

ความหมาย: ปัญหาที่เราคิดว่า “เข้าใจดีและดูเหมือนจะควบคุมได้” (Simple or Linear) แต่จริงๆ แล้วมันมีความซับซ้อนและมีแรงสะท้อนกลับ (Feedback Loop) ที่รุนแรงกว่าที่คิด จนทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายอย่างรวดเร็วเกินควบคุม
ตัวอย่าง: สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านตอนนี้ มันเกิดสภาวะ "ซับซ้อนจนคาดเดาไม่ได้" ปัญหาผลกระทบจากสงคราม มองในแง่ดี ก็เหมือนจดหมายเตือนเราว่า โลกนี้มีอะไรไม่แน่นอนเยอะมาก และยิ่งมีอะไรไม่แน่นอน นั่นหมายถึงยิ่งมีความเสี่ยงเยอะ และในชีวิตเรายังต้องพบเจอความเสี่ยงอีกมากมาย และหลายความเสี่ยงกระทบชีวิตเรามากกว่าสงครามที่กำลังเกิดตอนนี้ด้วยซ้ำ
ผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย

- ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราคาน้ำมันและพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันปรับตัวสูงขึ้นตาม
ผลกระทบด้านรายได้: สงครามก่อให้เกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการจ้างงาน

- เมื่อประชาชนกังวลถึงสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ก็จะประหยัดการใช้จ่าย ทำให้ธุรกิจต่างๆ รายได้ลดน้อยลง การจ้างงานลดน้อยลง
- สงครามทำให้วัตถุดิบราคาแพงขึ้น วัตถุดิบบางอย่างไม่สามารถจัดหาได้ ทำให้ธุรกิจหลายธุรกิจไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ การจ้างงานลดน้อยลง
สิ่งที่ควรทำมากๆ ตอนนี้ คือ

หากยังมีงานอยู่ กอดงานให้แน่นๆ ลำบากแค่ไหนต้องอดทน “เครียดงาน แต่มีเงิน” ดีกว่า “เครียดเงิน เพราะไม่มีงาน” มากครับ เสร็จแล้วมาเตรียมพร้อมสำหรับความมั่นคงทางการเงินกัน
เริ่มจาก “ลดรายจ่าย”

ทำได้หลายวิธี โดยอาศัยหลักจิตวิทยาง่ายๆ ดังนี้
1. ใช้หลัก “Loss Aversion” (ความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อสูญเสีย) ให้เป็นประโยชน์ คือ มนุษย์ “กลัวเสีย” มากกว่า “อยากได้” วิธีใช้: ตั้งกติกาแบบนี้:
“ถ้าใช้เงินเกินงบ เรากัจะหักเงินตัวเอง 500 บาท เข้าบัญชีห้ามแตะ” วิธีนี้จะทำให้สมองรู้สึก “เจ็บ” จะหยุดพฤติกรรมฟุ่มเฟือยทันที
2. ทำ “บัญชีแยกสมอง” (Mental Accounting) คนเราจะใช้เงินตามจำนวนเงินที่มีในกระเป๋า ดังนั้น หลักๆ คือ ลดเงินในกระเป๋า ย้ายเงินไปไว้ในที่ๆ ถอนได้ยาก (อย่างผมเอง ย้ายเงินไปให้เมียเก็บ ถอนยากจนถอนไม่ได้เลย 55)
แยกเงินจริงเป็น 3 บัญชี:

- สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน อันนี้ไว้ในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง (e-Savings) สำหรับเผื่อถอนง่ายๆ ข้อดีคือ ดอกเบี้ยสูงกว่าออมทรัพย์ทั่วไป สะดวกเพราะจัดการผ่านแอปพลิเคชัน 100% ถอนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีค่าปรับ แต่อย่าไว้เยอะ เอาไว้แค่ประมาณพอใช้จ่าย 2 สัปดาห์พอ
- สำหรับเป็นเงินกันชน สำรองยามฉุกเฉิน
• อันนี้แยกไว้อีกบัญชีต่างหากเป็นบัญชีใหม่ที่ไม่ใช่บัญชีที่ใช้จ่ายประจำวัน เพื่อป้องกันการเผลอนำมาใช้
• ตั้งโอนเงินอัตโนมัติเข้าบัญชีสำรองทันทีในวันที่เงินเดือนออก เพื่อสร้างวินัย
• หักเงินก้อนพิเศษ: หากได้โบนัส หรือเงินก้อนพิเศษ ให้แบ่งส่วนหนึ่งมาเติมในบัญชีสำรอง
• แหล่งที่เก็บ เน้นสภาพคล่อง เผื่อถอนได้ทันที อาจเป็นบัญชีกองทุนรวมประเภทตลาดเงินที่เสี่ยงต่ำๆ ผลตอบแทนจะมากกว่าบัญชีออมทรัพย์ หรือ บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง (High-Yield Savings Account)
- เงินห้ามแตะ แยกเป็นอีกบัญชีสำหรับการลงทุนเพื่ออนาคต อาจเป็นเงินฝากประจำดอกเบี้ยสูง ประกันชีวิต กองทุนรวม หรือ หุ้น ฯลฯ
หมายเหตุ ข้อสำคัญที่สุด คือ ทั้ง 3 บัญชีนี้ห้ามใช้ปนกันเด็ดขาด
3. ใช้กฎ “Delay 24 ชั่วโมง” ทุกการใช้เงินที่ไม่จำเป็น ให้รอ 24 ชั่วโมงก่อนซื้อ งานวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า การหน่วงเวลา ลดการซื้อแบบอารมณ์ได้สูงมาก วิธีนี้ใช้ได้ผลดีมาก ผมเองก็ใช้วิธีนี้ตลอด ตอนเห็นของในแพลทฟอร์ม อยากได้ ของมันต้องมี ต้องใช้ มันจำเป็น คิดหาเหตุผลที่ควรซื้อมากมาย แต่ลองห้ามใจ รอ 24 ชั่วโมงค่อยตัดสินใจ ปรากฏว่า เกือบทุกครั้ง ลืมไปหมดแล้วว่า อยากได้อะไร
4. ทำระบบ “อัตโนมัติ” เพราะ “วินัย = ระบบ ไม่ใช่แรงใจ” ตัวอย่าง: เงินเข้าบัญชี โอน 10% ไปบัญชีเก็บทันที ลดการ “คิด” = ลดโอกาสหลุด
5. เลิกระบบ “กระตุ้นการใช้จ่าย” ตัวอย่างเช่น บางแพลทฟอร์มจะมีแพคเกจพิเศษสำหรับลูกค้า เช่น VIP ฯลฯ ที่ให้คูปองส่วนลดเยอะมาก หรือบัตรเครดิตจะมีโปรโมชั่นคะแนนสะสม ยิ่งใช้เยอะ ยิ่งมีคะแนนเยอะ ระบบพวกนี้คนขายออกมาเพื่อดึงเงินจากกระเป๋าเราเยอะๆ เราต้องระวังอย่าตกเป็นเหยื่อ แต่ไม่ใช่ว่าระบบพวกนี้ไม่มีประโยชน์ หากเราเลือกใช้จ่ายเฉพาะของที่จำเป็นอย่างมีสติ ระบบพวกนี้ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเหมือนกัน
6. ใช้ “กฎขั้นต่ำ” (Minimum Rule) แทนที่จะตั้งเป้าใหญ่ เช่น แทนที่ตั้งเป้าหมายต้องเก็บให้ได้เดือนละ 10,000 ลองปรับเป็น “เก็บให้ได้ 1,000” อาจดีกว่า เพราะเวลาทำได้ มันภูมิใจ ดีกว่าตั้งเป้ายากๆ แล้วทำไม่ได้ สุดท้ายเลิกทำไปเลย
รับมือ “ความเครียดเศรษฐกิจ”

1. แยก “สิ่งที่ควบคุมได้ vs สิ่งที่ควบคุมไม่ได้” ตามหลักการสำคัญของ “Stoicism”:
• ทวิลักษณ์ของการควบคุม (Dichotomy of Control): แบ่งสิ่งต่างๆ ออกเป็น 2 ประเภท คือ “สิ่งที่ควบคุมได้” (มุมมอง, ความเชื่อ, การกระทำของเรา) และ “สิ่งที่ควบคุมไม่ได้” (สภาพอากาศ, การกระทำของผู้อื่น, อดีต, ความตาย) สโตอิกสอนให้ปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้และโฟกัสที่การทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด สิ่งที่เราควบคุมได้ เช่น รายจ่าย พฤติกรรมตัวเอง การเพิ่มรายได้ ฯลฯ สิ่งควบคุมไม่ได้ เช่น สงคราม เงินเฟ้อ เศรษฐกิจโลก ฯลฯ
- การอยู่กับปัจจุบัน (Living in the Present): ยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง โดยไม่ปล่อยให้ความกลัวต่ออนาคตหรือความเสียใจในอดีตมาทำลายความสุขในปัจจุบัน
- คุณธรรมคือสิ่งดีสูงสุด (Virtue is the Only Good): สโตอิกเชื่อว่าคุณธรรมพื้นฐาน 4 ประการ (ปัญญา, ความยุติธรรม, ความกล้าหาญ, ความพอประมาณ) เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ส่วนสุขภาพ ความมั่งคั่ง หรือชื่อเสียง เป็นสิ่งที่ "ดีแต่ไม่จำเป็น" (indifferent)
- การฝึกใจรับมือกับความซวย (Premeditatio Malorum): การจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า เพื่อเตรียมใจให้พร้อมและลดความตกใจเมื่อต้องเผชิญปัญหาจริง
2. จำกัด “ข่าวลบ” งานวิจัยด้านจิตวิทยาพบว่า การเสพข่าวเศรษฐกิจมากเกินไป จะเพิ่มความเครียดโดยไม่ช่วยตัดสินใจ ด้วยวิธี: เช็คข่าววันละ 1 ครั้งพอ ไม่อ่านข่าวก่อนนอน
3. ใช้เทคนิค “90-Day Survival Focus” แทนที่จะคิดว่าจะอยู่ยังไงในอีก 3 ปีข้างหน้า จะตกงานมั๊ย ฯลฯ เปลี่ยนมาโฟกัสแค่ 90 วันพอ ถ้าเดือนนี้ไม่ติดลบ มีเงินเหลือเล็กน้อย ก็มีความสุขแล้ว จะลดความเครียดไปได้เยอะ
4. สร้าง “หลักฐานความสำเร็จเล็กๆ” สมองต้องการ “ความรู้สึกคุมได้” เช่น เดือนนี้ลดรายจ่ายได้ 1,000 หรือ เดือนนี้ เก็บได้ 500 ฯลฯ เขียนไว้ จะช่วยให้ไม่หมดไฟ
5. เข้าใจ “อคติ” (Bias) สำคัญ เช่น “Scarcity Mindset” (ความคิดแบบขาดแคลน) คือความเชื่อที่ฝังลึกว่าทรัพยากร เช่น เงิน เวลา หรือโอกาส มีไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความกลัว ความกังวล และการแย่งชิง
ผลกระทบ ลดพลังสมอง (Mental Bandwidth): ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดหรือมองข้ามการวางแผนระยะยาว สุขภาพจิตเสีย: เกิดความเครียดสูง วิธีแก้: คือการปรับมุมมองเป็น "ความมั่งคั่ง" (Abundance) โฟกัสกับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ขาด มองว่าความสำเร็จสามารถสร้างเพิ่มได้ (Win-Win) ไม่ใช่ผลรวมเป็นศูนย์
ยอมรับสถานการณ์ปัจจุบัน: เลิกต่อสู้กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้และวางแผนไปข้างหน้า วิธีแก้: หยุดตัดสินใจเรื่องเงินตอนเครียด กลับมาตัดสินใจตอน “ใจนิ่ง”
เร่งเพิ่มรายได้ “แบบเร็ว” (สำคัญมากกว่าลดรายจ่ายในยุคนี้) เพราะเงินเฟ้อ คือ การเร่งกำลังฝั่งรายจ่าย เราต้องแก้เกมด้วย “เพิ่มความเร็วของรายได้ income speed” คือ เพิ่มเงินไหลเข้ากระเป๋าให้มากขึ้น เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหารายได้จากแหล่งอื่น เช่น หางานเสริม ฯลฯ การพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง หรือ การขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็น ฯลฯ รวมถึงการลงทุน เพื่อสร้าง passive income ให้กับเงินออมของตนเอง
“สงครามก็แค่เหตุการณ์หนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต อีกไม่นานก็ผ่านไป แต่สิ่งที่อยู่กับเราตลอด คือ ความเสี่ยงที่มีมาหลายรูปแบบ การตระหนักรู้ มีสติ และเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่เกิดวิกฤติก็ตาม จะเป็นตัวช่วยให้เรารอดพ้นทุกวิกฤติไปได้”
ดั่งคติพจน์ของลูกเสือสามัญ "จงเตรียมพร้อม" (Be Prepared) ซึ่งหมายถึงการฝึกฝนตนเองทั้ง “ร่างกาย” และ “จิตใจ” ให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อทำหน้าที่ ช่วยเหลือผู้อื่น และรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่าง “ถูกต้อง” และ “ทันท่วงที” โดยเน้นการฝึกทักษะการคิดวางแผนล่วงหน้า และมีระเบียบวินัย เพื่อทำความดีและสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อส่วนรวม
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

#วางแผนรับมือวิกฤติน้ำมันแพง #บริหารการเงินช่วงวิกฤติ #ทำไงกับชีวิตช่วงวิกฤติน้ำมันแพง #การวางแผนการเงิน

24/05/2026

รู้จัก "Transition Bond"...โอกาสลงทุนยุค "Net Zero" !!!

24/05/2026

รัฐบาล ไม่รู้จักโฮสเทล?

#นรีสุเนต์ตา #ธุรกิจที่พัก #โฮสเทล #ท่องเที่ยวไทย #เศรษฐกิจท่องเที่ยว

ที่อยู่

Chamnan Penjati Building 2nd Fl. , Rama 9 Road , Huaykwang
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Wealthy Thaiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Wealthy Thai:

แชร์