30/09/2026
Bond Yield สหรัฐฯ
พุ่งแรงในรอบเกือบ 20 ปี
ตลาด Emerging Market รับแรงกระแทก
เงินไหลออก ไทยไม่รอดดิ่งนำเพื่อนบ้านลึกกว่า -30 จุด
📌 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ในช่วงปลายเดือนกันยายน
ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของต้นทุนเงินในตลาดโลก
โดยในช่วงกลางเดือนกันยายน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี หรือ Bond Yield ปรับขึ้นเหนือระดับ 5% และแตะประมาณ 5.1% ในวันที่ 23 ก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007
ก่อนจะขยับขึ้นต่อมาอยู่ที่ประมาณ 5.21–5.25% ในช่วงปลายเดือน เพิ่มขึ้นราว 0.46–0.49 จุดเปอร์เซ็นต์ในหนึ่งเดือน
📌 ทำไม Bond Yield สหรัฐฯ ถึงพุ่งแรง?
การปรับขึ้นเป็นผลจากหลายแรงกดดันที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
1. เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง และเงินเฟ้อยังไม่ยอมลดลงง่าย ๆ
ตัวชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวในเดือนกันยายนสะท้อนว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแรง โดยกิจกรรมทางธุรกิจขยายตัวเร็วที่สุดในรอบกว่า 5 ปี ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้ออาจลดลงช้ากว่าที่คาด และ Fed อาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น
เมื่อคาดว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงต่อไป ราคาพันธบัตรเดิมจึงถูกกดดัน เพราะนักลงทุนสามารถนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทำให้ราคาพันธบัตรที่ออกไปแล้วลดลง และ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น
2. ราคาน้ำมันสูงขึ้น เพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นในเดือนกันยายน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง เพราะต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจดันต้นทุนธุรกิจและราคาสินค้าให้สูงขึ้นตาม
3. การกู้ยืม รวมถึงการลงทุนใน AI เพิ่มขึ้น
อีกปัจจัยที่ตลาดจับตาคือการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีที่เร่งลงทุนใน AI
Fidelity ประเมินว่าในปี 2026 บริษัท Hyperscaler อาจออกหนี้ใหม่รวมกันหลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI
เมื่อบริษัทและรัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มขึ้น ปริมาณพันธบัตรในตลาดก็เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่นักลงทุนอาจต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อรับความเสี่ยงจากการถือหนี้จำนวนมากขึ้น ทำให้ Bond Yield ระยะยาวมีแรงกดดันให้ปรับตัวสูงขึ้น
📌 Bond Yield สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น เริ่มส่งผลต่อตลาดเกิดใหม่
เมื่อ Bond Yield สหรัฐฯ สูงขึ้น สินทรัพย์สกุลดอลลาร์ก็มีความน่าสนใจมากขึ้น นักลงทุนจึงอาจลดการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets หรือ EM) และโยกเงินกลับไปยังสินทรัพย์สกุลดอลลาร์
โดยไทยและเวียดนามเป็นตัวอย่างของประเทศที่เริ่มเห็นปรากฏการนี้ในช่วงที่ผ่านมา
ไทย: ต่างชาติขายสุทธิ กดดันตลาดหุ้น
SET ปิดเดือนกันยายนที่ประมาณ 1,471 จุด ลดลงราว 6% จากเดือนสิงหาคม ขณะที่ต่างชาติยังขายสุทธิในหลายวัน เช่น
• 23 ก.ย. ขายสุทธิประมาณ 1.2 พันล้านบาท
• 28 ก.ย. ขายสุทธิประมาณ 3.9 พันล้านบาท
ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่เพียง 1.00% จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การดึงดูดเงินทุนต่างชาติเข้าตลาดไทยทำได้ยากขึ้น
เวียดนาม: แม้ FTSE ปรับสถานะขึ้น แต่ต่างชาติยังคงขาย
เวียดนามเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนว่า ข่าวดีเฉพาะประเทศอาจไม่เพียงพอที่จะหยุดกระแสลดความเสี่ยงในตลาด EM
ในช่วงกลางเดือนกันยายน FTSE Russell ปรับสถานะเวียดนามเป็น Secondary Emerging Market อย่างเป็นทางการ โดยจะทยอยเพิ่มหุ้นเวียดนามเข้าสู่ดัชนี 4 ระยะ ตั้งแต่กันยายน 2026 ถึงกันยายน 2027
แม้การปรับสถานะจะช่วยเปิดทางให้เงินลงทุนจากกองทุนที่อิงดัชนีเข้ามาในระยะยาว แต่ในระยะสั้นแรงขายก็ยังเห็นได้ชัด โดยวันที่ 21 ก.ย. ต่างชาติขายสุทธิมากกว่า 680 พันล้านดอง ขณะที่ VN-Index ลดลง 0.88% และวันที่ 24 ก.ย. ต่างชาติขายสุทธิอีกประมาณ 1.05 ล้านล้านดอง
ตัวเลขจากไทยและเวียดนามสะท้อนภาพเดียวกันว่า แม้แต่ละประเทศจะมีปัจจัยบวกของตัวเอง แต่เมื่อผลตอบแทนสินทรัพย์สหรัฐฯ สูงขึ้น นักลงทุนก็มีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะลดความเสี่ยงในตลาด EM
📌 ถ้า Bond Yield ยังสูงต่อเนื่อง จะเกิดอะไรขึ้น?
บทวิเคราะห์ตลาดตราสารหนี้มองภาพในระยะยาวไว้หลายทาง แต่มี 2 แนวโน้ม หรือ Scenario หลักที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่พูดถึง
1. Bond Yield ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป แต่เริ่มทรงตัว
หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเติบโตดี, ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อ และบริษัททำกำไรได้ดี Bond Yield อาจอยู่ในระดับสูงต่อไป เพราะตลาดคาดว่า Fed จะยังไม่รีบลดดอกเบี้ย
แต่หากเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้ Bond Yield มีโอกาสทรงตัวแทนที่จะพุ่งขึ้นต่อ
UBS มองว่า การลงทุนและการนำ AI มาใช้งานที่ยังแข็งแกร่งอาจช่วยเพิ่มรายได้และผลิตภาพของเศรษฐกิจ
โดยบางประมาณการคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเติบโต 2.5–3.0% ในปี 2026 ขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และเพิ่มโอกาสที่ Bond Yield จะทรงตัวหรือปรับลดลง
ซึ่งผลกระทบหลัก คือ การที่ธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพราะต้นทุนเงินยังสูง ในขณะที่ EM ที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ต้องรับภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น และ การลงทุน AI ยังเดินหน้าต่อ แต่บริษัทจะเน้นโครงการที่ให้ผลตอบแทนชัดเจนมากขึ้น
2. Bond Yield ไต่สู่ระดับ 6%
แต่ถ้าการลงทุน AI, เงินเฟ้อ และการขาดดุลการคลังยังผลักดันให้ Bond Yield ปรับขึ้นต่อ ความเสี่ยงจะรุนแรงขึ้น เพราะตลาดอาจเริ่มมองว่าอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวจะอยู่ในระดับสูงกว่าที่เคยคาด
Reuters รายงานว่า ผู้จัดการสินทรัพย์จำนวนมากขึ้นมองว่า Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี อาจแตะ 6% ภายใน 12 เดือน หากเศรษฐกิจยุค AI ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล
หาก Bond Yield ขึ้นไปถึงระดับดังกล่าว ต้นทุนการกู้ยืมจะเพิ่มขึ้นอีกมาก และอาจทำให้บริษัทที่มีหนี้สูงหรือฐานะการเงินอ่อนแอระดมทุนได้ยากขึ้น
สำหรับ AI ความเสี่ยงคือบริษัทอาจต้องชะลอหรือยกเลิกโครงการที่ใช้เงินลงทุนสูง หากต้นทุนการกู้เงินเพิ่มขึ้นจนผลตอบแทนที่คาดหวังไม่คุ้มกับเงินลงทุน
ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อและราคาน้ำมันลดลง หรือรัฐบาลควบคุมการขาดดุลได้ดีขึ้น Bond Yield ก็มีโอกาสลดลง ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายต้นทุนเงินของตลาดโดยรวม
📌 สรุป
การพุ่งขึ้นของ Bond Yield ในเดือนกันยายนสะท้อนว่า ต้นทุนเงินระยะยาวอาจอยู่สูงกว่าที่ตลาดเคยคาด จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแรง, เงินเฟ้อ และการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น
ผลกระทบได้ลามมายังตลาดเกิดใหม่ผ่านกระแสเงินทุน, ค่าเงิน และต้นทุนการกู้ยืม โดยเห็นได้จากแรงขายในไทยและเวียดนาม
ในระยะต่อไป สิ่งที่นักลงทุนควรจับตา คือทิศทางเงินเฟ้อและการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ, ราคาน้ำมันโลก และการเปลี่ยนแปลงของทิศทาง Bond Yield สหรัฐฯ
ที่มา: Reuters, Bloomberg, Krungsri Research, The Investor (Vietnam), VietnamNet, TradingEconomics, Bangkok Post, Asian Development Bank (Asia Bond Monitor), Vanguard, Fidelity, Standard Chartered, UBS, RBC Wealth Management.
#พันธบัตรสหรัฐ #ตลาดหุ้น #ตลาดเกิดใหม่ #เศรษฐกิจสหรัฐ #ดอกเบี้ย #เงินเฟ้อ #การลงทุน