Wealthy Thai สื่อที่มีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการเงิน การลงทุน เพื่อนำเสนอข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุน ติดต่อโฆษณา/สนับสนุน รบกวนติดต่อ : คุณมินตรา (เป้) 086-516-0092

“กบข.” แนะสมาชิก “ออมเร็ว-ออมเพิ่ม-ออมอย่างเหมาะสม-ออมอย่างต่อเนื่อง”...สู่เป้าหมาย “เกษียณมั่นคง” !!!สาระ Fund วันละนิด...
28/08/2026

“กบข.” แนะสมาชิก
“ออมเร็ว-ออมเพิ่ม-ออมอย่างเหมาะสม-ออมอย่างต่อเนื่อง”...
สู่เป้าหมาย “เกษียณมั่นคง” !!!
สาระ Fund วันละนิด: รู้หรือไม่?...ปัจจุบัน “กบข.” บริหารเงินกองทุนส่วนของสมาชิกกว่า 6.05 แสนล้านบาท กระจายลงทุนใน 18 สินทรัพย์ทั่วโลก (ณ วันที่ 30 มิ.ย. 26)
ปีนี้โชว์ผลตอบแทน “สุดปัง” (ณ วันที่ 16 ส.ค. 26) “แผนการลงทุนพื้นฐานทั่วไป” + 8.08%, “แผนการลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์” +20.41%, “แผนหุ้นต่างประเทศ” +24.19% และ “แผนหุ้นไทย” +34.69%
ล่าสุดเพิ่งได้เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. คนใหม่ เป็นคนที่ 8 “ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร” ที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 26 ที่ผ่านมา
พร้อมเปิดยุทธศาสตร์การเติบโตภายใต้ภารกิจหลัก “ลงทุนมั่นคง-เกษียณมั่นใจ-เศรษฐกิจไทยยั่งยืน” ภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับข้าราชการไทยและประเทศชาติ” ที่จะเป็นเข็มทิศที่ใช้ขับเคลื่อนองค์กรจากนี้ไป
ส่วนยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนพร้อมยกระดับสู่การ “บริหารพอร์ตลงทุนแบบองค์รวม” (TPA: Total Portfolio Approach) เพื่อ “เพิ่มประสิทธิภาพ” สู่มาตรฐาน “กองทุนบำนาญชั้นนำระดับโลก” ด้วยเช่นกัน
ทิศทางของ “กบข.” จากนี้จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองล่าสุดจาก “ผู้นำสูงสุด” ขององค์กรแห่งนี้พร้อมๆ กันได้เลย
แนะสมาชิก “ออมเร็ว-ออมเพิ่ม-ออมอย่างเหมาะสม-ออมอย่างต่อเนื่อง”...สู่เป้าหมาย “เกษียณมั่นคง”
หนึ่งในความท้าทายที่ “กบข.” พบ คือ สมาชิกออมช้าลง, สมาชิกไม่ค่อยออมเพิ่ม, สมาชิกไม่ค่อยเลือกแผน และสมาชิกไม่ค่อยออมต่อ ซึ่งอาจส่งผลต่อเป้าหมายเกษียณอย่างมั่นคงได้
โดย “ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร” เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บอกว่า ปัจจุบัน สมาชิก กบข. ที่ “เกษียณอายุราชการ” ได้รับเงินก้อนจากกองทุนเฉลี่ยประมาณ 1-1.5 ล้านบาท ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่ “ไม่เพียงพอ” ต่อการสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ สะท้อนให้เห็นว่าสมาชิกจำนวนมากยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ซึ่งเส้นทางสู่ “เกษียณมั่นคง” ต้องเริ่มจากการออมให้เร็ว ออมให้เพียงพอ และเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้มีเงินออมที่สามารถรองรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างยั่งยืน กบข. จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารงานในระยะต่อไป
โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับการดูแลสมาชิก สร้าง “ระบบนิเวศข้อมูลการเงิน” (Financial Data Ecosystem) เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตรที่สำคัญ เช่น กระทรวงการคลัง, บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร), กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อนำข้อมูลมาสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินและความต้องการของสมาชิกแต่ละกลุ่ม สู่การออกแบบบริการและคำแนะนำที่ตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น
“ทั้งนี้ ‘กบข.’ ยังมีแนวคิดผลักดันการ ‘ปรับปรุงกฎหมาย’ ขยายสิทธิ์ทางเลือกการบริหารเงินเพื่อวัยเกษียณ (ออมต่อ) สำหรับอดีตสมาชิก และข้าราชการบำนาญ สามารถนำส่งเงินเข้ามาออมกับ กบข. ได้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวและลดความเสี่ยงจากภัยมิจฉาชีพทางการเงิน”
“กบข.” ขยับสู่การ “บริหารพอร์ตลงทุนแบบองค์รวม” (TPA)…“เพิ่มประสิทธิภาพ” สู่มาตรฐาน “กองทุนบำนาญชั้นนำระดับโลก”
สำหรับด้านการลงทุน จากสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้น ทั้งปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ลดลง ส่งผลต่อการบริหารพอร์ตตามสินทรัพย์และการจัดพอร์ตลดลง
“กบข.” จึงจำเป็นต้องศึกษาการพัฒนาแนวทางการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์รูปแบบใหม่สู่การ “บริหารพอร์ตลงทุนแบบองค์รวม” (TPA: Total Portfolio Approach: TPA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่เหมาะสมให้แก่สมาชิก ซึ่ง “กองทุนบำนาญระดับโลก” ให้การยอมรับและใช้งานจริงในระดับสากล โดยปัจจุบัน กบข. ได้เริ่มนำแนวคิด “Hybrid TPA” มาประยุกต์ใช้แล้ว และจะเดินหน้ายกระดับกระบวนการลงทุนให้มีความยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกมากยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ “กบข.” จะมุ่งยกระดับบทบาทสู่ “ผู้นำด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน” (ESG Leadership) ผ่านการขับเคลื่อนแนวทาง “Active Ownership” และบูรณาการหลัก “ESG” เข้ากับกระบวนการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้สมาชิก ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของประเทศ
นอกจากนี้ “กบข.” จะขับเคลื่อนองค์กรพร้อมก้าวสู่อนาคต (Data & AI Organization) ด้วยการวางฐานข้อมูล พัฒนาคนและสร้างวัฒนธรรมองค์กร โดยนำ AI มาใช้ในการประมวลผลในงานด้านลงทุน บริการสมาชิก และเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร เพื่อให้ทำงานรวดเร็ว ลดงานซ้ำซ้อนและความผิดพลาด พร้อมทั้งช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นด้วย
ก้าวย่างของ “กบข.” จากนี้ไปภายใต้ “ยุทธศาตร์ใหม่” จะเป็นมากกว่าผู้บริหารเงินออมเพื่อการเกษียณ แต่จะเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงทางการเงินระยะยาวของสมาชิกและประเทศ ที่พร้อมจะขับเคลื่อนองค์กรด้วยความเข้าใจสมาชิก การลงทุนอย่างมืออาชีพ และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีเส้นทางสู่การเกษียณที่มั่นคง พร้อมทำให้เงินลงทุนของ “กบข.” เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศนั่นเอง

#กองทุน ันละนิด #ยุทธศาตร์กบข #แผนการลงทุนกบข #การวางแผนการลงทุน

BTS เตรียมขายหุ้นกู้ 3 ชุด ดอกเบี้ย 3.20% – 3.75%คาดเปิดจองซื้อ 25, 28–29 ก.ย. นี้ ชูการเงินแกร่ง-กระแสเงินสดมั่นคงท่ามก...
28/08/2026

BTS เตรียมขายหุ้นกู้ 3 ชุด
ดอกเบี้ย 3.20% – 3.75%
คาดเปิดจองซื้อ 25, 28–29 ก.ย. นี้
ชูการเงินแกร่ง-กระแสเงินสดมั่นคง
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน การลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ล่าสุด BTS เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ใหม่ 3 ชุด อายุ 2–4 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.20–3.75% ต่อปี คาดเปิดจองซื้อวันที่ 25 และ 28–29 ก.ย. 2569 โดยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ “BBB+” แนวโน้ม “ลบ” จากทริสเรทติ้ง
นางสาวชวดี รุ่งเรือง ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เปิดเผยว่า บีทีเอส กรุ๊ปฯ มุ่งมั่นพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม และแพลตฟอร์มที่หลากหลาย รวมทั้งสร้างสรรค์การให้บริการที่มีคุณภาพต่อชุมชนด้วยแนวทางที่ยั่งยืนเพื่อส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความสะดวกสบาย
ล่าสุดบีทีเอส กรุ๊ปฯ พร้อมเสนอขายหุ้นกู้ระยะยาว ครั้งที่ 1/2569 เป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 3 ชุด แบ่งเป็น หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุหุ้นกู้ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.20% ต่อปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2571 หุ้นกู้
ชุดที่ 2 อายุหุ้นกู้ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.55% ต่อปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2572
และหุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุหุ้นกู้ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.75% ต่อปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2573 กำหนดชำระดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้
โดยหุ้นกู้ทั้ง 3 ชุดดังกล่าว คาดว่าจะเปิดจองซื้อวันที่ 25 และ 28 – 29 กันยายน 2569 แก่ผู้ลงทุนทั่วไป ผ่านสถาบันการเงินชั้นนำที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ประกอบด้วย
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารออมสิน, บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน),
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ทั้งนี้ มีกำหนดจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท โดยบริษัทและหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ “BBB+” แนวโน้ม “ลบ” ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Investment Grade และมีแนวโน้มอันดับเครดิต “ลบ” เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569
ซึ่งอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินของบีทีเอส กรุ๊ปฯ ที่มีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างสม่ำเสมอและสามารถคาดการณ์ได้ (Stable Cash Flow) จากสัญญาจ้างให้บริการเดินรถและบำรุงรักษา (O&M) ระยะยาว ซึ่งเป็นฐานรายได้หลักที่ช่วยลดความผันผวนทางธุรกิจ และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนความน่าเชื่อถือที่บีทีเอส กรุ๊ปฯ ได้สร้างมาอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลากว่า 26 ปี
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยติดอันดับ Top 10% ของรายงาน S&P Global Sustainability Yearbook ประจำปี 2569 ในกลุ่มอุตสาหกรรมคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนี FTSE4Good Index Series เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน
ด้านนางสาวชวดี รุ่งเรือง ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวต่อว่า การเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ น่าจะได้รับความสนใจเป็นอย่างดีจากผู้ลงทุน เนื่องจากเป็นการตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่มั่นคงและสม่ำเสมอผ่านการลงทุนในบริษัทและหุ้นกู้ที่มีความน่าเชื่อถือ ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจมีความผันผวนในปัจจุบัน ตลอดจนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ

#หุ้นไทย #หุ้นกู้ #บีทีเอส #รถไฟฟ้า

สรุปปันผล 6 หุ้นแบงก์ครึ่งแรกปี 69ล่าสุดหุ้นธนาคารประกาศจ่ายปันผลออกมา 6 แห่ง และกำลังจะขึ้นเครื่องหมาย XD รวมถึงประกาศจ...
28/08/2026

สรุปปันผล 6 หุ้นแบงก์ครึ่งแรกปี 69
ล่าสุดหุ้นธนาคารประกาศจ่ายปันผลออกมา 6 แห่ง และกำลังจะขึ้นเครื่องหมาย XD รวมถึงประกาศจ่ายปันผลในเดือนก.ย. นี้

#หุ้นไทย #หุ้นแบงก์

CREDIT มั่นใจพอร์ตสินเชื่อโตแตะ 2 แสนลบ.ดัน ROE สูง 20%-คุม NPL ต่ำ 4.5% ครึ่งปีหลังส่งสินเชื่อใหม่ช่วย Micro SMECREDIT ...
28/08/2026

CREDIT มั่นใจพอร์ต
สินเชื่อโตแตะ 2 แสนลบ.
ดัน ROE สูง 20%-คุม NPL ต่ำ 4.5%
ครึ่งปีหลังส่งสินเชื่อใหม่ช่วย Micro SME
CREDIT เดินหน้าขยายพอร์ตสินเชื่อโต 2 หลัก แตะ 2 แสนล้านบาท หลังครึ่งปีแรกทำได้ 1.94 แสนล้านบาท ตั้งเป้าดัน ROE โต 16-20% พร้อมคุม NPL ต่ำ 4.5% และดัน NIM สู่ระดับ 7.5-8% เร่ง Digital Transformation 2.0 ใช้ AI-Cloud ลดต้นทุน พร้อมส่งสินเชื่อใหม่เจาะ Micro SME-ลูกค้าบุคคล
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า ธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อในอัตราเลขสองหลัก (Double Digit) หรือแตะระดับ 200,000 ล้านบาท หลังจากช่วงครึ่งปีแรกธนาคารสามารถผลักดันสินเชื่อปล่อยใหม่ขยายตัว 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 194,080.5 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี
ขณะเดียวกันธนาคารจะรักษาอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้อยู่ในกรอบ 16.0–20% ซึ่งปัจจุบันในครึ่งปีแรกทำได้แล้วที่ 16.1% โดยมองว่าธนาคารมีศักยภาพที่จะดัน ROE ไปถึง 20% หากสภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ โดยตั้งเป้าควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ให้ต่ำกว่า 4.5% ซึ่งในครึ่งปีแรกทำได้ดีกว่าเป้าหมายที่ระดับ 4.3% ขณะที่ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) คาดการณ์ว่าจะอยู่ในช่วง 7.5-8% หลังจากทำได้ 7.2% ในไตรมาส 2/69
นอกจากนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนโครงการ Digital Transformation 2.0 เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Core Banking ใหม่ที่ทำงานบน Cloud เต็มรูปแบบเช่นเดียวกับ Virtual Bank เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและลดต้นทุนในระยะยาว โดยใช้กลยุทธ์ Slow is Fast หรือการเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างระบบที่แข็งแกร่งแทนการเร่งเปิดตัว เพื่อให้สามารถรองรับการเติบโตในอนาคตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายเป็น Low Cost Business Provider โดยอาศัยเทคโนโลยี AI และ Cloud เข้ามาช่วยบริหารจัดการต้นทุน
ส่งโปรดักต์ช่วยผู้ประกอบการรายย่อย

ในครึ่งปีหลังธนาคารเตรียมส่งผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ Micro SME และลูกค้าบุคคล ได้แก่
'สินเชื่อ SME กล้าช่วย' สำหรับผู้ประกอบการมีที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแต่มีประวัติเครดิตที่ไม่สมบูรณ์
สินเชื่อรวมหนี้ ผ่านผลิตภัณฑ์ Consumer Loan และ Home for Cash (บ้านแลกเงิน) ที่ช่วยให้ลูกค้ารวมหนี้จากหลายสถาบันมาไว้ที่เดียว เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้เหลือต่ำกว่า 10% และขยายระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้น
Virtual Bank ไม่กระทบ

ส่วนประเด็นการเข้ามาของ Virtual Bank นายรอยย์ มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อธนาคารในระยะสั้น เนื่องจาก CREDIT มีจุดแข็งที่แตกต่างด้วยเครือข่ายสาขาสินเชื่อกว่า 500 แห่ง และใช้โมเดลแบบ Hybrid ที่ผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับการใช้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทำความเข้าใจลูกค้า
ปันผลเน้นเสถียรภาพ

ด้านโยบายการจ่ายเงินปันผลปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 30% ของกำไรสุทธิ โดยธนาคารจะยังคงรักษาอัตราการจ่ายให้มีความเสถียร เนื่องจากสถานะของบริษัทเป็น Growth Company ที่จำเป็นต้องสำรองเงินทุนไว้เพื่อรองรับการเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้แก่นักลงทุนในอนาคต

#หุ้นไทย #หุ้นแบงก์ #ธนาคารไทยเครดิต

“ความผันผวน” ไม่ใช่ศัตรูของนักลงทุน...แต่เป็น “โอกาส” ในการปรับพอร์ตให้ดีขึ้น !!!Where2put Ur Money: วันนี้ “ไทร” จะชวนค...
28/08/2026

“ความผันผวน” ไม่ใช่ศัตรูของนักลงทุน...
แต่เป็น “โอกาส” ในการปรับพอร์ตให้ดีขึ้น !!!
Where2put Ur Money: วันนี้ “ไทร” จะชวนคุยเรื่องที่นักลงทุน “ไม่ชอบ” แต่ก็ “เลี่ยงไม่ได้” นั่นก็คือ “ความผันผวน” ค่ะ ซึ่งถือเป็นเรื่อง “ปกติ” ในโลกการลงทุนทุกวันนี้ไปแล้ว ที่สำคัญเราจะ “บริหารจัดการ” กับความผันผวนนี้ยังไงกัน นั่นสำคัญมากกว่าค่ะ
ถ้าจะสรุปภาพเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปี2026 ด้วยคำเดียว คำนั้นคงเป็น "ผันผวน" ราคาน้ำมันขึ้นลงเป็นสิบเปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ทองคำที่เคยพุ่งทะยานกลับปรับฐานลงกว่า 25% หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นดาวเด่นตลอดปีที่ผ่านมา เผชิญแรงเทขายหนักในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารและตลาดเกิดใหม่บางแห่งกลับสร้างผลตอบแทนที่น่าประทับใจ
ในภาวะแบบนี้ คำถามสำคัญที่นักลงทุนควรถามตัวเองไม่ใช่ "จะลงทุนอะไรดี" แต่คือ "พอร์ตของเรายังเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่หรือไม่"
ประเมินสถานการณ์: ภาพใหญ่ที่ต้องเข้าใจ

“เศรษฐกิจโลก” ยังไม่ถดถอย แต่เดินหน้าอย่างไม่ราบเรียบ ตัวเลขเศรษฐกิจของกลุ่ม “ประเทศพัฒนา” แล้วในช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมออกมาดีกว่าที่คาด ส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงจากช่วงต้นปี ซึ่งช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อและกระตุ้นการบริโภค อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาพลังงานยังเคลื่อนไหวในกรอบที่กว้างและคาดเดายาก
“อัตราดอกเบี้ย” ยังเป็นตัวแปรสำคัญ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในช่วงปลายปีนี้ ส่วน “ธนาคารกลางยุโรป” (ECB) น่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบัน สิ่งที่ต้องจับตาคือผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งสะท้อนความคาดหวังของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
“เงินดอลลาร์” อาจอ่อนค่าในระยะกลาง จากการที่สหรัฐเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมและขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อการจัดพอร์ต โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์เป็นสัดส่วนสูง
รีวิวพอร์ต: ตรวจสุขภาพการลงทุน 5 ข้อ
1. “สัดส่วนสินทรัพย์” ยังสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่

หลังจากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก สัดส่วนหุ้นในพอร์ตของหลายคนอาจสูงขึ้นเกินกว่าที่วางแผนไว้ ขณะที่พันธบัตรอาจถูกลดสัดส่วนลงโดยไม่รู้ตัว การ “Rebalance” เป็นระยะจึงเป็นวินัยพื้นฐานที่ช่วยรักษาระดับความเสี่ยงให้อยู่ในกรอบที่รับได้
2. “การกระจุกตัว” ในธีมเดียวมากเกินไปหรือไม่

บทเรียนสำคัญจากการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมาคือ ธีมการลงทุนที่ร้อนแรงที่สุด มักเป็นธีมที่มีการกระจุกตัวของเงินทุนมากที่สุด และเมื่อกระแสเปลี่ยน การปรับฐานก็มักรุนแรงเป็นเงาตามตัว ผู้ที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่ม AI หรือเซมิคอนดักเตอร์สูงเกินไป ควรพิจารณา “ลดการกระจุกตัว” และ “กระจาย” ไปยังกลุ่มที่มีมูลค่าเหมาะสม เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มสุขภาพ กลุ่มสาธารณูปโภค หรือหุ้นขนาดเล็ก-กลางที่มีกำไรจริง
3. มีสินทรัพย์ที่ช่วย “กระจายความเสี่ยง” มากพอหรือไม่

พอร์ตที่แข็งแรงใน “ยุคความผันผวนสูง” ไม่ควรพึ่งพาเพียง “หุ้น” และ “พันธบัตร” อย่างเดียว การมีสัดส่วนของ “สินทรัพย์ทางเลือก” เช่น ทองคำ โลหะอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ หรือโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วย “ลดความผันผวน” โดยรวมของพอร์ต
“ทองคำแม้ปรับฐานลงมา แต่ในระยะยาวยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงที่ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงสะสมทองคำเป็นทุนสำรองอยู่ค่ะ”
4. “คุณภาพของตราสารหนี้” ในพอร์ตเป็นอย่างไร

ในภาวะที่ “ส่วนต่างผลตอบแทน” (spread) ของตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงกลับลงมาใกล้ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ นักลงทุนไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่แท้จริง การเน้น “ตราสารหนี้คุณภาพดี” (Investment Grade) ในสกุลเงินยูโรหรือปอนด์อาจให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยง
5. มี “สภาพคล่อง” เพียงพอสำหรับ 6-12 เดือนหรือไม่

ในโลกที่ “เหตุการณ์ไม่คาดฝัน” เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมี “เงินสด” หรือสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็วในระดับที่เพียงพอ ไม่ได้เป็นเรื่องของ "การพลาดโอกาส" แต่เป็นเรื่องของ "การไม่ต้องขายสินทรัพย์ในจังหวะที่แย่ที่สุด" เมื่อเกิดเหตุจำเป็นค่ะ
ทบทวนความเสี่ยง: 3 คำถามที่ต้องตอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์
คำถามที่ 1: ถ้าพอร์ตขาดทุน 20% ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะรับได้ไหม

หากคำตอบคือ "ไม่ได้" หมายความว่าระดับความเสี่ยงในพอร์ตอาจสูงเกินกว่าที่รับได้จริง ต้องปรับสัดส่วนสินทรัพย์ให้ “Defensive” มากขึ้น
คำถามที่ 2: เป้าหมายทางการเงินระยะสั้น (1-3 ปี) มีเงินสำรองแยกไว้แล้วหรือยัง

เงินที่ต้องใช้ในระยะสั้น เช่น ค่าเทอมลูก ค่าดาวน์บ้าน ค่ารักษาพยาบาล ไม่ควรอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยง เพราะจังหวะที่ต้องใช้เงินอาจไม่ตรงกับจังหวะที่ตลาดเป็นใจ
คำถามที่ 3: มีการ “กระจายความเสี่ยง” ในระดับภูมิภาคและสกุลเงินเพียงพอหรือไม่

การถือสินทรัพย์ในประเทศเดียวหรือสกุลเงินเดียว ทำให้พอร์ตเปราะบางต่อความเสี่ยงเฉพาะประเทศ การมีการกระจายไปยังตลาดยุโรป ญี่ปุ่น หรือตลาดเกิดใหม่ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี จะช่วยลดความเสี่ยงประเภทนี้ได้
“หลักการปรับพอร์ต” ในยุคความผันผวนสูง

เน้น “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” ในภาวะที่เศรษฐกิจเดินหน้าอย่างไม่ราบเรียบ บริษัทที่มีงบดุลแข็งแรง กระแสเงินสดสม่ำเสมอ และมีอำนาจในการตั้งราคา จะทนทานต่อความผันผวนได้ดีกว่าบริษัทที่พึ่งพาการเติบโตในอนาคตเป็นหลัก
ให้ความสำคัญกับ “กระแสเงินสด” หุ้นปันผล ตราสารหนี้คุณภาพดี และอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ เป็นแหล่งกระแสเงินสดที่ช่วยให้ผลตอบแทนโดยรวมมีความแน่นอนมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพากำไรจากส่วนต่างราคาเพียงอย่างเดียว
“ทบทวนพอร์ต” เป็นระยะ ไม่ใช่ตามอารมณ์ตลาด การรีวิวพอร์ตทุก 3-6 เดือน จะช่วยให้เรามองภาพรวมได้อย่างเป็นระบบ แทนที่จะตัดสินใจตามข่าวหรือความรู้สึกในช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก
“ความมั่นคงทางการเงินในโลกยุคนี้ ไม่ได้เกิดจากการทำนายอนาคตได้แม่นยำ เพราะมีเพียงคนส่วนน้อยที่ทำได้ แต่เกิดจากการ ‘สร้างพอร์ต’ ที่ทนทานต่อสถานการณ์หลากหลาย มีการ ‘กระจายความเสี่ยง’ ที่เหมาะสม และมีวินัยในการ ‘ทบทวนปรับเปลี่ยน’ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป”
“ความผันผวน” ไม่ใช่ศัตรูของนักลงทุน หากเราเตรียมพร้อมและเข้าใจมัน “ความผันผวน” คือโอกาสที่จะได้ปรับพอร์ตให้ดีขึ้น ซื้อสินทรัพย์คุณภาพในราคาที่เหมาะสม และเรียนรู้ว่าระดับความเสี่ยงที่แท้จริงที่เรารับได้อยู่ตรงไหน “การทบทวนพอร์ตวันนี้” อาจไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่คือการลงทุนในความสบายใจของตัวเราเองในวันข้างหน้าค่ะ

#ความผันผวน #การบริหารความมั่นคงทางการเงิน #การวางแผนการลงทุน

27/08/2026

เช็กเลย! มัดรวมให้แล้ว 6 หุ้นประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล XD 9-10 ก.ย.นี้

EGCO อัดงบ 3 หมื่นล้านลุยแผน “POWER4” ครึ่งปีหลังเร่งขยายพอร์ตไฟฟ้า-พลังงานหมุนเวียนจ่อชิงเค้ก PDP 2026 รุก PPA-Data Cen...
27/08/2026

EGCO อัดงบ 3 หมื่นล้าน
ลุยแผน “POWER4” ครึ่งปีหลัง
เร่งขยายพอร์ตไฟฟ้า-พลังงานหมุนเวียน
จ่อชิงเค้ก PDP 2026 รุก PPA-Data Center
EGCO Group กางแผนครึ่งหลังปี 2569 เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ “POWER4” ทุ่มงบลงทุน 30,000 ล้านบาท มุ่งขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน พร้อมคว้า 5 โอกาสทองจากนโยบายรัฐ PDP 2026 และ Direct PPA รุกธุรกิจ Data Center ในนิคมฯ เอ็กโกระยอง คาดผลงานครึ่งปีหลังโตโดดเด่นรับช่วงไฮซีซั่นโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ตลาดสหรัฐฯ ฟื้นตัว และการรับรู้กำไรพิเศษจากการหมุนเวียนสินทรัพย์ ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 3.25 บาทต่อหุ้น
คุณธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทคาดว่าจะเติบโตได้อย่างดีเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากปริมาณน้ำในเขื่อนของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว (เช่น โครงการไซยะบุรี) ที่เข้าสู่ช่วง High Season ในไตรมาส 3 รวมถึงผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา (โครงการ Linden และ Compass) และเกาหลีใต้ (โครงการ Paju) ที่ปรับตัวดีขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าและราคาขายไฟที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะกระแสการเติบโตของ Data Center และ AI รวมถึงการได้รับค่า Capacity Payment ในตลาด NYISO และ PJM เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีการรับรู้รายได้เต็มปีจากโครงการ Pinnacle 2
ขณะเดียวกัน EGCO เตรียมรับรู้กำไรพิเศษและกระแสเงินสดจากการดำเนินกลยุทธ์หมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Recycling) ผ่านการขายหุ้น 49% ในโรงไฟฟ้าบ้านโป่ง (BPU) และโรงไฟฟ้าคลองหลวง (KLU) ให้กับ J-Power มูลค่าเกือบ 3,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 3 นี้
สำหรับการขับเคลื่อนองค์กรในครึ่งปีหลัง บริษัทมุ่งเน้นการดำเนินงานตามกลยุทธ์ “POWER4” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยงบลงทุน 30,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 ทิศทางหลัก ได้แก่
- P - Profitability and Performance Energizing: เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และกำไร พร้อมรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน
- O - Power and Energy-related Focus: เน้นลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า (โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีความยืดหยุ่นสูงและพลังงานหมุนเวียน) และแสวงหาโอกาสในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ใน 7 ประเทศที่มีฐานธุรกิจอยู่แล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ
- W - Portfolio Optimization: เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ปรับปรุงสินทรัพย์ และทำ Asset Recycling นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
- ER - Proactive Organization Excellence: ปรับโครงสร้างองค์กร นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้อย่างบูรณาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้ EGCO ยังชู 5 โอกาสทอง เพื่อขานรับร่างแผน PDP ฉบับใหม่ และนโยบาย Direct PPA ของภาครัฐ ซึ่งบริษัทมีความพร้อมในการขยายการเติบโต ดังนี้
1. การขยายกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าเดิม (Conventional Power Generation): EGCO มีความพร้อมเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่ยุทธศาสตร์เดิมที่บริษัทมีศักยภาพ ทั้งในภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคตะวันตก
2. การพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ (Renewables): มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งร่างแผน PDP ฉบับใหม่มีการกำหนดเป้าหมายการรับซื้อในปริมาณที่สูงมาก โดยบริษัทจะใช้ประสบการณ์จากการลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้าแข่งขัน
3. การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System - BESS): พร้อมสนับสนุนความมั่นคงของระบบไฟฟ้าผ่านเทคโนโลยี BESS ซึ่งร่างแผน PDP ระบุความต้องการไว้สูงถึงหลักหมื่นเมกะวัตต์ โดย EGCO มีประสบการณ์การลงทุนในธุรกิจนี้ผ่านพันธมิตรในต่างประเทศอยู่แล้ว
4. เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต SMR (Small Modular Reactor): เล็งโอกาสในอนาคตจากการที่ร่างแผน PDP กำหนดการใช้เตาปฏิกรณ์ปรมาณูขนาดเล็ก (Small Modular Reactor) ในช่วงปี 2593 ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นโอกาสในการร่วมมือกับภาครัฐเพื่อผลักดันเทคโนโลยีพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่
5. การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง (EGCO Rayong Industrial Estate - ERIE): พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง พื้นที่ 621 ไร่ รองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ผ่านการขาย/เช่าที่ดิน การทำ Direct PPA และการร่วมลงทุนธุรกิจ Data Center ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้ารายใหญ่ 2-3 ราย
ทั้งนี้ EGCO มีฐานกำลังผลิตที่พร้อมรองรับการขยายการลงทุน โดยปัจจุบันมีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นเกือบ 7,000 เมกะวัตต์ โดยเป็นพลังงานหมุนเวียน 24% เพิ่มขึ้นจาก 22% ณ สิ้นปี 2568 และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเป็น 30% ภายในปี 2573 ขณะที่โครงการพลังงานหมุนเวียนในไทยที่ได้รับคัดเลือกในโครงการ Big Lot รอบ 2 มีทั้งหมด 11 โครงการ กำลังผลิตรวม 448.1 เมกะวัตต์ ซึ่งลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) แล้ว 8 โครงการ และคาดว่าจะลงนามครบภายในปีนี้ ก่อนทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงปี 2571-2573
ส่วนในสหรัฐฯ Apex มีโครงการใน Pipeline 151 โครงการ กำลังผลิตรวม 43,158 เมกะวัตต์ โดยอยู่ระหว่างก่อสร้าง 4 โครงการ รวม 698 เมกะวัตต์ และจะทยอยแล้วเสร็จตั้งแต่ปลายปีนี้ถึงปีหน้า ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ระหว่างก่อสร้างและพัฒนาโครงการ Solar Roof และ Floating Solar รวมประมาณ 36 เมกะวัตต์ พร้อมแผนเพิ่มกำลังผลิตโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติระยะที่ 2 อีก 200 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจา M&A อีก 2-3 โครงการ ซึ่งหากสำเร็จจะส่งผลให้กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมเพิ่มขึ้นทะลุ 7,000 เมกะวัตต์
“ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนถึงความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์และการมีวินัยทางการเงินที่เข้มงวด ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอก จุดแข็งสำคัญของ EGCO มาจากการบริหารพอร์ตโฟลิโอแบบ Diversification ที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ สำหรับครึ่งปีหลังเรายังเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านกลยุทธ์ POWER4 เน้นลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพดีที่สร้างกระแสเงินสดทันที ควบคู่กับการทำ Asset Recycling เพื่อเพิ่มความคล่องตัวรองรับการขยายลงทุนทั้งในและต่างประเทศ” คุณธวัชชัย กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน 46 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 663 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยบวกจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน 395 ล้านบาท และรายได้สัญญาเช่าโรงไฟฟ้า IPP อีก 600 ล้านบาท แม้จะได้รับผลกระทบจากสัญญาใหม่ของโรงไฟฟ้าเคซอน (QPL) ในฟิลิปปินส์ การปิดซ่อมบำรุงตามฤดูกาลของโรงไฟฟ้าพาจู (Paju) รวมถึงการรับรู้ขาดทุนทางบัญชีจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเครื่องมือทางการเงิน (Hedging) ในสหรัฐฯ ราว 973 ล้านบาท ทำให้รวม 6 เดือนแรกของปี 2569 EGCO มีกำไรจากการดำเนินงาน 1,016 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,538 ล้านบาท
ทั้งนี้ EGCO ยังคงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยมีเงินสดในมือกว่า 31,800 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ต่ำเพียง 1.2 เท่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลงานครึ่งปีแรกในอัตรา 3.25 บาทต่อหุ้น (คิดเป็น Dividend Yield ราว 4.96%) โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 18 กันยายน 2569 ตอกย้ำการเป็นหุ้นพลังงานที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอแก่ผู้ถือหุ้น

#หุ้นพลังงาน #ปันผลสูง

27/08/2026

"กบข." ปลื้มโชว์ผลตอบแทนปีนี้สุดปัง "แผนหลัก" +8.08%..."แผนหุ้นไทย" ดีสุด +34.69%, "แผนทองคำ" พลิกฟื้นตามราคาทอง +5.58% !!!
#กองทุน

REIC มองอสังหาฯ H2 โตคาดทั้งปีแตะ 8.8 แสนลบ.รับตลาดบ้านมือสอง-กำลังซื้อต่างชาติหนุนดึง AI ยกระดับข้อมูล ยันไร้สัญญาณฟองส...
27/08/2026

REIC มองอสังหาฯ H2 โต
คาดทั้งปีแตะ 8.8 แสนลบ.
รับตลาดบ้านมือสอง-กำลังซื้อต่างชาติหนุน
ดึง AI ยกระดับข้อมูล ยันไร้สัญญาณฟองสบู่
แม้ต้องเผชิญปัจจัยท้าทายรอบด้าน แต่การฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในครึ่งปีแรก 2569 ได้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างความต้องการอยู่อาศัยจริงอย่างชัดเจน ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) จึงประเมินทิศทางครึ่งปีหลังว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง ดันมูลค่าการโอนทั้งปีแตะ 8.8 แสนล้านบาท โดยมีตลาดบ้านมือสองและกำลังซื้อต่างชาติเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ควบคู่กับการนำ AI เข้ามายกระดับข้อมูลเพื่อควบคุมความเสี่ยงและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยปราศจากภาวะฟองสบู่
อสังหาฯ ครึ่งปีแรก 2569 โตแรง ปรากฏการณ์ "Front Loading"

ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ว่า สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ต้องเผชิญปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับอานิสงส์อย่างมากจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ "Front Loading" หรือการเร่งโอนกรรมสิทธิ์อย่างหนักในไตรมาสที่ 2 โดยเฉพาะเดือนมิถุนายนก่อนที่มาตรการเดิมจะหมดอายุ หนุนให้ครึ่งปีแรกมียอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศสูงถึง 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นมูลค่ารวม 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ก็เร่งตัวขึ้นรับยอดโอนที่ 289,315 ล้านบาท ขยายตัว 12.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
เจาะลึกทำเล-ประเภทบ้าน พบบ้านมือสองครองเมือง 63%

โครงสร้างตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันสะท้อนความต้องการจริง (Real Demand) ชัดเจน โดยบ้านมือสองขยับขึ้นมาครองสัดส่วนถึง 63% ของตลาด ขณะที่บ้านใหม่อยู่ที่ 37% เนื่องจากตอบโจทย์เรื่องความคุ้มค่าด้านราคาต่อตารางเมตรและตั้งอยู่ในทำเลใกล้เมืองมากกว่า ด้านสัดส่วนประเภทที่อยู่อาศัย ตลาดแนวราบยังคงเป็นตลาดหลักคิดเป็น 70% ของมูลค่าการโอนรวม (299,432 ล้านบาท) ส่วนคอนโดมิเนียมคิดเป็น 30% (130,407 ล้านบาท) แต่มีอัตราการเติบโตเชิงเปรียบเทียบที่สูงกว่าถึง 19.3%
เมื่อจำแนกตามภูมิภาค กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นตลาดหลักด้วยสัดส่วน 56% ของมูลค่ารวม (241,864 ล้านบาท) ตามมาด้วยภาคตะวันออก (62,698 ล้านบาท) ที่ได้รับอานิสงส์จาก EEC และภาคใต้ (44,320 ล้านบาท) ที่ขยายตัวจากตลาดท่องเที่ยว
ตลาดต่างชาติ “รัสเซีย” พุ่งแรง 76% ส่วนจีนชะลอตัว

ภาพรวมกำลังซื้อต่างชาติหดตัวลงเล็กน้อยจากสภาวะเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยครึ่งปีแรกมียอดโอนคอนโดมิเนียมต่างชาติ 6,533 หน่วย มูลค่า 28,267 ล้านบาท
- อันดับ 1 จีน: แม้ยอดโอนจะลดลง 27.7% เหลือ 6,874 ล้านบาท จากผลกระทบสงครามการค้าและนโยบายเศรษฐกิจ แต่ยังคงครองอันดับ 1 ในทำเลกรุงเทพฯ และชลบุรี
- อันดับ 2 รัสเซีย: เติบโตอย่างโดดเด่น กวาดยอดโอนไป 3,603 ล้านบาท พุ่งขึ้นถึง 75.9% โดยเฉพาะในภูเก็ตและชลบุรี
- อันดับ 3 เมียนมา: มียอดโอน 2,457 ล้านบาท เน้นซื้อในกรุงเทพฯ เพื่อความมั่นคงและการศึกษา
แนวโน้มปี 2569-2570 คาดโอนแตะ 9 แสนล้าน

REIC คาดการณ์ว่าภาพรวมทั้งปี 2569 มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 323,479 หน่วย (+2.3%) คิดเป็นมูลค่า 880,760 ล้านบาท (+1.8%) และจะขยายตัวต่อเนื่องในปี 2570 โดยมียอดโอนแตะ 908,358 ล้านบาท (+3.1%) ทั้งนี้ แม้จำนวนหน่วยในปี 2570 อาจย่อตัวลงเล็กน้อยอยู่ที่ 320,617 หน่วย (-0.9%) แต่มูลค่ากลับเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาบ้านปรับตัวสูงตามต้นทุนก่อสร้าง อัตราเงินเฟ้อ และการประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ (ปี 2570–2573)
ปรับทัพสู่ Forward Looking นำ AI ยกระดับข้อมูลอสังหาฯ

ดร.มานะ ได้ฉายวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็น "Forward Looking" หรือมองไปข้างหน้า โดยเตรียมนำเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) เข้ามาช่วยวิเคราะห์ Big Data เพื่อยกระดับความแม่นยำในการพยากรณ์ตลาด รวมถึงทำบทวิเคราะห์เชิงลึกในมิติใหม่ๆ เช่น เทรนด์การเช่าของคนรุ่นใหม่ ผลกระทบของ Data Center ต่อราคาที่ดิน และการส่งเสริมบ้านประหยัดพลังงาน (Green Living)
"ปัจจุบันภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยหลายฝ่ายมองว่ากำลังประสบปัญหาและการเติบโตชะลอตัว ซึ่งส่วนตัวมองว่านี่คือความท้าทาย อย่างไรก็ดี ผมเชื่อมั่นว่าหากเรามีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ พร้อมการวิเคราะห์เชิงลึกที่ชี้ทิศทางได้อย่างชัดเจน จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสม ถูกจุด และตรงประเด็น ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยไม่เกิดปัญหาฟองสบู่ตามที่หลายฝ่ายกังวล" ดร.มานะ กล่าวทิ้งท้าย

#ธุรกิจอสังหาฯ #กลุ่มอสังหาฯ #แนวโน้มอสังหาฯ #บ้านมือสอง

TOA ผนึกพันธมิตรขับเคลื่อนอุตฯ ก่อสร้างไทยเดินหน้าสู่ Green Ecosystemยกระดับมาตรฐาน Sustainable Constructionท่ามกลางความ...
27/08/2026

TOA ผนึกพันธมิตร
ขับเคลื่อนอุตฯ ก่อสร้างไทย
เดินหน้าสู่ Green Ecosystem
ยกระดับมาตรฐาน Sustainable Construction
ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคธุรกิจ การสร้างอาคารที่ “ดีต่อโลก” จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการประเมินผลกระทบ เพื่อประกอบการตัดสินใจได้จริง TOA จึงมุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการก่อสร้างอย่างรับผิดชอบ และสร้างมาตรฐานใหม่ที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

#ทีโอเอ

ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคธุรกิจ การสร้างอาคารที่ “ดีต่อโลก” จึ...

ที่อยู่

Chamnan Penjati Building 2nd Fl. , Rama 9 Road , Huaykwang
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Wealthy Thaiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Wealthy Thai:

ทางลัด

แชร์