29/02/2016
คอลัมน์ : Asia Wealth Corner
สื่อ: กรุงเทพธุรกิจ
หัวข้อ : ความผันผวน การกระจายความเสี่ยงและความมั่งคั่ง
กำหนดส่ง : 25 กุมภาพันธ์ 2559
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุก ๆ ท่าน ต้องยอมรับเลยนะครับว่าปีนี้เรื่องของตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงหลาย ๆ ตัวมีความผันผวนที่มากขึ้นจริง ๆ ถ้าท่านผู้อ่านเป็นผู้ที่ติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดหรือข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับตลาดทุนอยู่ตลอดจะต้องรู้สึกปวดหัวกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของดัชนีต่าง ๆ อยู่ ไม่เพียงแต่ท่านผู้อ่านแต่ผมคิดว่าแม้แต่บุคคลระดับสูงที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายระดับประเทศ เช่น บรรดาสมาชิกเฟด หรือผู้บริหารของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ก็คงเผชิญกับปัญหาแบบเดียวกัน
จากเดิมที่เราเคยคิดว่าตลาดโลกน่าจะมีการฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่จะเริ่มดีขึ้นเลยทำให้เฟดตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อปลายปีที่แล้วพร้อมส่งสัญญาณการทยอยขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีนี้ มาบัดนี้ความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกทั้งจากจีนและผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวมาอยู่ในระดับต่ำอาจส่งผลกระทบในแง่เวลธ์เอฟเฟคต่อประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือที่พึ่งพิงรายได้หลักของประเทศจากราคาน้ำมัน แม้แต่ความกังวลต่อภาวะทางการเงินของบริษัทผู้ผลิตน้ำมันลามไปจนถึงธนาคารต่าง ๆ ทำให้ราคาหุ้นผันผวนและส่วนใหญ่จะอยู่ในแดนลบเป็นหลัก
ก่อนอื่นเราลองมาสำรวจผลตอบแทนของดัชนีต่าง ๆ กันแล้วลองมาดูผลกระทบต่อความมั่งคั่งของพอร์ตการลงทุนของเรากันดู เริ่มแรกที่ตลาดหุ้นกันก่อนนะครับจากเดิมที่เราเคยคาดว่าตลาดหุ้นของประเทศพัฒนาแล้วน่าจะเป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะตลาดหุ้นของญี่ปุ่นและยุโรป แต่มาในปีนี้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี สิ้นสุด ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 ของ ดัชนีนิเคอิ225 ปรับตัวลงไปถึงร้อยละ 13.73 (บางช่วงติดลบมากกว่านี้อีก) ในขณะที่ดัชนียูโรสต็อค600 ปรับตัวลงร้อยละ 8.72 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวที่ค่อนข้างหนัก ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงค่อนข้างน้อยกว่ามาเพียงแค่ร้อยละ 3.74 แต่ถ้าเราดูที่ดัชนีแนสแดคจะปรับตัวลงมากกว่าร้อยละ 7 และไม่น่าเชื่อว่าดัชนีหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้จะเป็นดัชนีหุ้นของกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาที่ปรับตัวขึ้นร้อยละ 1.74 และดัชนีของตลาดหลักทรัพย์บ้านเราก็ไม่น้อยหน้าเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 2.71
สาเหตุหนึ่งที่ตลาดหุ้นเป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตลาดเริ่มให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องว่าเฟดไม่น่าจะสามารถเพิ่มดอกเบี้ยได้ถึง 4 ครั้งในปีนี้มาจนถึงปัจจุบันที่มีบางคนถึงกับคาดว่าเฟดอาจไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเลยในปีนี้ ซึ่งมูลเหตุของความเชื่อมาจากความเปราะบางของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจากทั้งจีน และราคาน้ำมัน แต่ผลกระทบดังกล่าวส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทำให้ค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้นกว่าร้อยละ 6.23 และเงินยูโรซึ่งแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 1.34 จากปลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับค่าเงินบาทบ้านเราที่กลับตัวมาแข็งค่าขึ้นร้อยละ 1.17 มีเพียงเงินหยวนที่ค่อย ๆ ทยอยลดค่าลงทำให้หยวนอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์
ลองมองดูในฝั่งของคอมมอดิตี้ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ กันบ้างอย่างที่หลายท่านคาดปีนี้ ราคาน้ำมัน ปรับตัวลงกว่าร้อยละ 15 (ที่ราคา 31ดอลล่าร์) โดยบางช่วงปรับตัวลงไปถึงระดับเกือบแตะ 25 ดอลล่าร์ ผลกระทบส่วนใหญ่มาจากความกังวลของปริมาณอุปทานของน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากการที่อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้และมีทีท่าว่าจะปรับเพิ่มกำลังผลิตขึ้นจากปัจจุบันที่วันละ 500,000 บาร์เรล ขึ้นไปเป็น 2 ล้านบาร์เรล ต่อวัน ในอนาคต ประกอบกับความไม่ชัดเจนของกลุ่มประเทศสมาชิกโอเปคและที่ไม่ใช่โอเปกในการบรรลุข้อตกลงเรื่องการควบคุมหรือลดกำลังการผลิตภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง ซึ่งตรงข้ามกับราคาทองคำในตลาดโลกที่ตั้งแต่ต้นปีมาสามารถปรับตัวขึ้นมายืนในระดับที่เหนือกว่า 1,200 ดอลล่าร์ ได้อย่างสบาย ๆ คิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปีถึงร้อยละ 14.4 สวนทางกลับน้ำมันเลยทีเดียว
แน่นอนล่ะครับว่าภายใต้ความกังวลต่างๆที่กล่าวมาซึ่งส่งผลถึงค่าความเสี่ยงต่างๆไม่ว่าจะเป็นดัชนี VIX ซึ่งวัดความ ผันผวนของดัชนีหุ้นทางอ้อมผ่านตลาดอนุพันธ์หรือค่า CDS Spread ซึ่งแสดงถึงความกังวลใจต่อความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต่างพากันปรับตัวเพิ่มขึ้น สินทรัพย์ที่เป็นพระเอกในช่วงที่ผ่านมาคือ พันธบัตร หุ้นกู้ของบริษัทชั้นดี อย่างของไทยเราในช่วงที่ผ่านมาดัชนี Thai BMA ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องร้อยละ 0.34 สินทรัพย์อีกประเภทที่มาแรงต่อเนื่องไม่หยุดจากในช่วงปีที่ผ่านมา คือ อสังหาริมทรัพย์ โดยดูจากดัชนี SETPREIT ที่ทำผลตอบแทนไปแล้วถึงร้อยละ 12 ปีนี้ผลตอบแทนยังดีต่อเนื่องถึงร้อยละ 4.6 ท่ามกลางเม็ดเงินที่ทยอยไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นอีกสินทรัพย์หนึ่งที่ยังคงความน่าสนใจอยู่
สุดท้ายท่านผู้อ่านอาจจะกังวลใจต่อความผันผวนของตลาดหุ้นแต่ถ้าเรามามองดูผลตอบแทนของพอร์ตความมั่งคั่งของเราซึ่งถ้าหากมีการกระจายความเสี่ยงไว้แล้วในระดับหนึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างไร แน่นอนครับว่าจากการที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังเคลื่อนไหวติดลบความมั่งคั่งในปีนี้ของเราคงได้รับผลกระทบทำให้ปีนี้ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนอาจไม่สูงตามที่คาดหวังไว้ เช่น ถ้าเราถือพอร์ตที่ประกอบด้วยตราสารหนี้ 40% กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 25% หุ้นไทย 25% และหุ้นต่างประเทศผมสมมติว่าเป็นหุ้นญี่ปุ่นและยุโรปอีก 10% เมื่อคำนวณผลตอบแทนจากปลายปีจะเหลือผลตอบแทนประมาณร้อยละ 0.84 (แต่ถ้าเราเทียบเป็นต่อปีแล้วจะอยู่ที่กว่าร้อยละ 5) ซึ่งแน่นอนว่าน้อยกว่าที่เราเคยคาดหวังไว้ที่ประมาณร้อยละ 7 เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ผมยังคิดว่านี่คือตัวอย่างที่สำคัญของการกระจายความเสี่ยงและเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของผลตอบแทนและความเสี่ยง ซึ่งสุดท้ายย่อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตของความมั่งคั่งของเรา ซึ่งถ้ามองไปในอนาคตผมยังคิดว่าตลาดน่าจะมีโอกาสที่จะปรับฟื้นตัวขึ้นได้ ซึ่งถ้าเป็นดังนั้นความมั่งคั่งของเราก็น่าจะเติบโตได้มากขึ้นกว่านี้ ครับท้ายนี้ก็ผมก็ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกๆท่านโชคดีและมั่งคั่งอย่างต่อเนื่องครับ
หรือ คลิกที่http://www.asiawealth.co.th/uploads/files/file_102810_zpisd.pdf