Wealth Café Wealth Management By Asia Wealth Securities Co., LTD.

คอลัมน์ : Asia Wealth Cornerสื่อ: กรุงเทพธุรกิจหัวข้อ : ความผันผวน การกระจายความเสี่ยงและความมั่งคั่งกำหนดส่ง : 25 กุมภา...
29/02/2016

คอลัมน์ : Asia Wealth Corner
สื่อ: กรุงเทพธุรกิจ
หัวข้อ : ความผันผวน การกระจายความเสี่ยงและความมั่งคั่ง
กำหนดส่ง : 25 กุมภาพันธ์ 2559

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุก ๆ ท่าน ต้องยอมรับเลยนะครับว่าปีนี้เรื่องของตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงหลาย ๆ ตัวมีความผันผวนที่มากขึ้นจริง ๆ ถ้าท่านผู้อ่านเป็นผู้ที่ติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดหรือข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับตลาดทุนอยู่ตลอดจะต้องรู้สึกปวดหัวกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของดัชนีต่าง ๆ อยู่ ไม่เพียงแต่ท่านผู้อ่านแต่ผมคิดว่าแม้แต่บุคคลระดับสูงที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายระดับประเทศ เช่น บรรดาสมาชิกเฟด หรือผู้บริหารของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ก็คงเผชิญกับปัญหาแบบเดียวกัน
จากเดิมที่เราเคยคิดว่าตลาดโลกน่าจะมีการฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่จะเริ่มดีขึ้นเลยทำให้เฟดตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อปลายปีที่แล้วพร้อมส่งสัญญาณการทยอยขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีนี้ มาบัดนี้ความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกทั้งจากจีนและผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวมาอยู่ในระดับต่ำอาจส่งผลกระทบในแง่เวลธ์เอฟเฟคต่อประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือที่พึ่งพิงรายได้หลักของประเทศจากราคาน้ำมัน แม้แต่ความกังวลต่อภาวะทางการเงินของบริษัทผู้ผลิตน้ำมันลามไปจนถึงธนาคารต่าง ๆ ทำให้ราคาหุ้นผันผวนและส่วนใหญ่จะอยู่ในแดนลบเป็นหลัก

ก่อนอื่นเราลองมาสำรวจผลตอบแทนของดัชนีต่าง ๆ กันแล้วลองมาดูผลกระทบต่อความมั่งคั่งของพอร์ตการลงทุนของเรากันดู เริ่มแรกที่ตลาดหุ้นกันก่อนนะครับจากเดิมที่เราเคยคาดว่าตลาดหุ้นของประเทศพัฒนาแล้วน่าจะเป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะตลาดหุ้นของญี่ปุ่นและยุโรป แต่มาในปีนี้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี สิ้นสุด ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 ของ ดัชนีนิเคอิ225 ปรับตัวลงไปถึงร้อยละ 13.73 (บางช่วงติดลบมากกว่านี้อีก) ในขณะที่ดัชนียูโรสต็อค600 ปรับตัวลงร้อยละ 8.72 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวที่ค่อนข้างหนัก ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงค่อนข้างน้อยกว่ามาเพียงแค่ร้อยละ 3.74 แต่ถ้าเราดูที่ดัชนีแนสแดคจะปรับตัวลงมากกว่าร้อยละ 7 และไม่น่าเชื่อว่าดัชนีหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้จะเป็นดัชนีหุ้นของกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาที่ปรับตัวขึ้นร้อยละ 1.74 และดัชนีของตลาดหลักทรัพย์บ้านเราก็ไม่น้อยหน้าเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 2.71

สาเหตุหนึ่งที่ตลาดหุ้นเป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตลาดเริ่มให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องว่าเฟดไม่น่าจะสามารถเพิ่มดอกเบี้ยได้ถึง 4 ครั้งในปีนี้มาจนถึงปัจจุบันที่มีบางคนถึงกับคาดว่าเฟดอาจไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเลยในปีนี้ ซึ่งมูลเหตุของความเชื่อมาจากความเปราะบางของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจากทั้งจีน และราคาน้ำมัน แต่ผลกระทบดังกล่าวส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทำให้ค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้นกว่าร้อยละ 6.23 และเงินยูโรซึ่งแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 1.34 จากปลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับค่าเงินบาทบ้านเราที่กลับตัวมาแข็งค่าขึ้นร้อยละ 1.17 มีเพียงเงินหยวนที่ค่อย ๆ ทยอยลดค่าลงทำให้หยวนอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์

ลองมองดูในฝั่งของคอมมอดิตี้ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ กันบ้างอย่างที่หลายท่านคาดปีนี้ ราคาน้ำมัน ปรับตัวลงกว่าร้อยละ 15 (ที่ราคา 31ดอลล่าร์) โดยบางช่วงปรับตัวลงไปถึงระดับเกือบแตะ 25 ดอลล่าร์ ผลกระทบส่วนใหญ่มาจากความกังวลของปริมาณอุปทานของน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากการที่อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้และมีทีท่าว่าจะปรับเพิ่มกำลังผลิตขึ้นจากปัจจุบันที่วันละ 500,000 บาร์เรล ขึ้นไปเป็น 2 ล้านบาร์เรล ต่อวัน ในอนาคต ประกอบกับความไม่ชัดเจนของกลุ่มประเทศสมาชิกโอเปคและที่ไม่ใช่โอเปกในการบรรลุข้อตกลงเรื่องการควบคุมหรือลดกำลังการผลิตภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง ซึ่งตรงข้ามกับราคาทองคำในตลาดโลกที่ตั้งแต่ต้นปีมาสามารถปรับตัวขึ้นมายืนในระดับที่เหนือกว่า 1,200 ดอลล่าร์ ได้อย่างสบาย ๆ คิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปีถึงร้อยละ 14.4 สวนทางกลับน้ำมันเลยทีเดียว

แน่นอนล่ะครับว่าภายใต้ความกังวลต่างๆที่กล่าวมาซึ่งส่งผลถึงค่าความเสี่ยงต่างๆไม่ว่าจะเป็นดัชนี VIX ซึ่งวัดความ ผันผวนของดัชนีหุ้นทางอ้อมผ่านตลาดอนุพันธ์หรือค่า CDS Spread ซึ่งแสดงถึงความกังวลใจต่อความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต่างพากันปรับตัวเพิ่มขึ้น สินทรัพย์ที่เป็นพระเอกในช่วงที่ผ่านมาคือ พันธบัตร หุ้นกู้ของบริษัทชั้นดี อย่างของไทยเราในช่วงที่ผ่านมาดัชนี Thai BMA ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องร้อยละ 0.34 สินทรัพย์อีกประเภทที่มาแรงต่อเนื่องไม่หยุดจากในช่วงปีที่ผ่านมา คือ อสังหาริมทรัพย์ โดยดูจากดัชนี SETPREIT ที่ทำผลตอบแทนไปแล้วถึงร้อยละ 12 ปีนี้ผลตอบแทนยังดีต่อเนื่องถึงร้อยละ 4.6 ท่ามกลางเม็ดเงินที่ทยอยไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นอีกสินทรัพย์หนึ่งที่ยังคงความน่าสนใจอยู่
สุดท้ายท่านผู้อ่านอาจจะกังวลใจต่อความผันผวนของตลาดหุ้นแต่ถ้าเรามามองดูผลตอบแทนของพอร์ตความมั่งคั่งของเราซึ่งถ้าหากมีการกระจายความเสี่ยงไว้แล้วในระดับหนึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างไร แน่นอนครับว่าจากการที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังเคลื่อนไหวติดลบความมั่งคั่งในปีนี้ของเราคงได้รับผลกระทบทำให้ปีนี้ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนอาจไม่สูงตามที่คาดหวังไว้ เช่น ถ้าเราถือพอร์ตที่ประกอบด้วยตราสารหนี้ 40% กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 25% หุ้นไทย 25% และหุ้นต่างประเทศผมสมมติว่าเป็นหุ้นญี่ปุ่นและยุโรปอีก 10% เมื่อคำนวณผลตอบแทนจากปลายปีจะเหลือผลตอบแทนประมาณร้อยละ 0.84 (แต่ถ้าเราเทียบเป็นต่อปีแล้วจะอยู่ที่กว่าร้อยละ 5) ซึ่งแน่นอนว่าน้อยกว่าที่เราเคยคาดหวังไว้ที่ประมาณร้อยละ 7 เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ผมยังคิดว่านี่คือตัวอย่างที่สำคัญของการกระจายความเสี่ยงและเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของผลตอบแทนและความเสี่ยง ซึ่งสุดท้ายย่อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตของความมั่งคั่งของเรา ซึ่งถ้ามองไปในอนาคตผมยังคิดว่าตลาดน่าจะมีโอกาสที่จะปรับฟื้นตัวขึ้นได้ ซึ่งถ้าเป็นดังนั้นความมั่งคั่งของเราก็น่าจะเติบโตได้มากขึ้นกว่านี้ ครับท้ายนี้ก็ผมก็ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกๆท่านโชคดีและมั่งคั่งอย่างต่อเนื่องครับ

หรือ คลิกที่http://www.asiawealth.co.th/uploads/files/file_102810_zpisd.pdf

19/02/2016
12/02/2016

Wealth Café: Fund review CIMB-Principal Global Infrastructure Equity Fund กองทุนหลบภัยเมื่อหุ้นโลกผันผวน

สวัสดีครับสมาชิก Wealth Café ทุกท่าน ขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ ตลาดหุ้น Nikkei ก็ปรับลดลงไปกว่า 5% จนทำให้ดัชนี Nikkei อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 15,000 ไปเรียบร้อยแล้ว ผมเชื่อว่าตอนนี้นักลงทุนหลายท่านคงกำลังกังวลกับสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้น และน่าจะกำลังมองหาทางเลือกการลงทุนที่ผันผวนน้อยกว่าหุ้นและยังคงได้รับผลตอบแทนที่ดี และนี่คือที่มาของการ review กองทุนกองนี้ครับ กองที่ชื่อว่า

CIMB-Principal Global Infrastructure Equity Fund

ขอออกตัวก่อนว่า Admin ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะแนะนำเป็นการเฉพาะเจาะจงใดใดทั้งสิ้นนะครับ บทความนี้ทาง Admin เขียนขึ้นเพื่อเป็นกรณีศึกษาเรื่องของกองทุนรวมเท่านั้นนะครับ

โครงสร้างของกองทุนนี้จะเป็นแบบ Foreign Investment Fund (FIF) แบบปกติซึ่งก็คือ Feeder Fund นั่นเองครับ โดยกองทุน Master Fund ที่บลจ.ซีไอเอ็มบี – พรินซิเพิล เลือกก็คือ กองทุน Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund ซึ่งบริหารโดย Lazard Asset Management

ธีมการลงทุนของกองทุนนี้จะเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีรายได้จากการบริการอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีคู่แข่ง สินทรัพย์อายุยืนยาว รวมถึงไม่มีการแข่งขัน ดังนั้นถ้าจะประมาณจากเกณฑ์นี้จะเห็นได้ว่าสิ่งที่กองทุนน่าจะเข้าไปลงทุนคงหนีไม่พ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น ทางด่วน ไฟฟ้า ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ท่อประปา ระบบสาธารณูปโภค สนามบิน เสาโทรคมนาคม และ รางรถไฟ

การคัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนนั้นทางกองทุน Master Fund จะเลือกหุ้นจากทั้งหมด 400 กว่าตัว ผ่านกระบวนการ Qualitative Risk Review ผ่านการประเมินปัจจัยพื้นฐาน ผลกระทบของค่าเงิน (เนื่องจากลงทุนในหุ้นทั่วโลก) จนกระทั่งเหลือหุ้นลงทุนประมาณ 25-50 ตัว

ถ้าประเมินจาก Geographic Allocation พบว่ากองทุนนี้ลงทุนในหุ้นแถบสหรัฐฯถึง 26.10% รองลงมาเป็นอิตาลี 22.70% ฝรั่งเศส 15.30% และออสเตรเลีย 12.10% ตามลำดับ

กลุ่มธุรกิจที่กองทุนนี้ลงทุนในสัดส่วนที่มากได้แก่ ธุรกิจทางด่วน 20.80% ธุรกิจไฟฟ้า 15.00% รางรถไฟ 14.50% และธุรกิจระบบสาธารณูปโภค 13.30% เป็นต้น

กองทุนนี้เป็นกองทุนต่างประเทศซึ่งมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงแบบ Dynamic Hedging ซึ่งหมายถึงผู้จัดการกองทุนจะใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจว่าจะป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ซึ่งในปัจจุบันจะกำหนดเอาไว้ที่ 70-90%

โดยสรุป กองทุนนี้แม้ว่าจะลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มีความผันผวนของรายได้ต่ำแต่อย่างไรก็ตามตราสารที่ลงทุนยังคงเป็นหุ้นซึ่งมีความผันผวนและได้รับผลกระทบจาก Sentiment ของตลาดเช่นกัน นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุน เพราะถ้าจะประเมินในเรื่องของความเสี่ยงในแง่ของการลงทุน เราจะพบว่ากองทุนี้จะมีความผันผวนมากกว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์แต่น้อยกว่าหุ้น นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่มากกว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่อยากเสี่ยงกับหุ้นก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกนึงในการลงทุน

อย่างไรก็ตามกองทุนประเภทนี้มักให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วงสภาวะตลาดผันผวนเนื่องจากโครงสร้างรายได้ของธุรกิจมีความมั่นคง ผันผวนน้อย แต่ในช่วงตลาดขาขึ้น หุ้นประเภทนี้มักให้ผลตอบแทนที่แพ้ Global Equity ปกติเนื่องจากในจังหวะหุ้นขาขึ้น หุ้นที่มี Growth แรง ๆ มักได้รับความสนใจมากกว่าหุ้นประเภทที่มีรายได้มั่นคงแบบนี้

ว่าแต่ ตอนนี้ นักลงทุนคิดว่ามันเป็นจังหวะหุ้นขาขึ้น หรือ ช่วงตลาดผันผวน กันนะ

ถ้าคิดว่าตอนนี้เป็นช่วงจังหวะที่ตลาดหุ้นโลกกำลังผันผวน กองทุนนี้น่าจะเป็นกองทุนหลบภัยอย่างดีเลยแหละครับ

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ
Admin Wealth Café

09/02/2016

โจนส์ปรับตัวลดลงติดต่อ2วันทำการจากแรงกดดันน้ำมันและโอกาสที่เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เกิดแรงเทขายในหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มพลังงาน

ดาวโจส์ปิด -177.92 จุด หรือ -1.10% ที่ระดับ 16,027.05 จุด, NASDAQ ปิด -79.39 จุด หรือ
-1.82% ที่ระดับ 4,283.75 จุด, S&P500 ปิด -26.61 จุด หรือ -1.42% ที่ระดับ 1,853.44 จุด

09/02/2016

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (8 ก.พ.) หลังจากมีรายงานว่าการประชุมระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานซาอุดิอาระเบียและเวเนซุเอลานั้น ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการใช้มาตรการลดกำลังการผลิตเพื่อกระตุ้นราคาน้ำมัน

WTI ส่งมอบเดือนมี.ค.ปิด -$1.2 หรือ 3.9% ที่ระดับ 29.69 ดอลลาร์/บาร์เรล

Source: Infoquest

ตลาดหุ้นประจำวันที่ 8 ก.พ. 59 ณ เวลา 12.35น.*ตลาดหุ้นจีนปิดเนื่องในวันตรุษจีน
08/02/2016

ตลาดหุ้นประจำวันที่ 8 ก.พ. 59 ณ เวลา 12.35น.
*ตลาดหุ้นจีนปิดเนื่องในวันตรุษจีน

05/02/2016

Wealth Café: Fund review M-UGG กองทุนนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนโลก ภาค 2

สวัสดีครับสมาชิก Wealth Café ทุกท่าน ขออนุญาตต่อภาค 2 นะครับ แต่ก่อนอื่นขอย้ำอีกครั้งว่า Admin ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะแนะนำเป็นการเฉพาะเจาะจงใดใดทั้งสิ้นนะครับ บทความนี้ทาง Admin เขียนขึ้นเพื่อเป็นกรณีศึกษาเรื่องของกองทุนรวมเท่านั้นนะครับ

เรามาว่ากันต่อเลยนะครับ

ตัวอย่างต่อไปที่ผมอยากหยิบยกมาพูดคุยก็คือ บริษัท Tesla Motors ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าก่อตั้งเมื่อปี 2003 โดย Elon Musk ผู้ให้กำเนิด Website Paypal.com นั่นเองครับ ผลงานชิ้นแรกของ Tesla ก็คือ Tesla Roadster ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าที่สามารถสิ่งได้เร็วสูงสุดถึง 201 km/h หลังจากนั้น Tesla Motors ก็ทำการพัฒนารถที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งก็คือ Model S ครับ

จากข้อมูลของ Baillie Gifford รายงานว่า เจ้าตัวรถ Tesla Model S ถือว่าเป็นรถที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับ Super Car การเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้โดยใช้เวลาเพียง 3 วินาทีเท่านั้น รถคันนี้บรรจุเทคโนโลยี Supercharger โดยสามารถชาร์ตไฟเพียง 30 นาที แต่ทำให้รถวิ่งได้ไกลกว่า 280 กม. ในปี 2015 Tesla Model S ขายไปได้กว่า 52,000 คัน

สิ่งที่ Tesla Motors เชื่อก็คือ เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นจุดเปลี่ยนของวงการอุตสาหกรรมรถยนต์

ถ้าเราลองประเมินสิ่งที่ Tesla Motors กับ Amazon ทำ เราจะเห็นสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างนึง นั่นก็คือ Business Model ของพวกเค้าเหล่านั้น ต่างก็ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในอตนาคตด้วยกันทั้งสิ้น

ย้อนกลับไปที่ Theme การลงทุนของกองทุน M-UGG เราจะพบว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนที่สร้างขึ้นมาเพื่อลงทุนในธุรกิจที่เชื่อว่าน่าจะเป็นธุรกิจแห่งอนาคต ซึ่งก็น่าจะตรงกับหลักปรัชญาการลงทุนของ Baillie Gifford ที่เน้นการลงทุนระยะยาว

กองทุนนี้มีการป้องกันความเสี่ยงแบบ Dynamic Hedging หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ไม่มีการจ่ายเงินปันผล เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงเพราะลงทุนในหุ้นทั่วโลกเป็นหลัก สัดส่วนการถือครองของกองทุนจะถือไม่เกิน 10% ต่อ 1 บริษัท ถ้าเราสังเกตการกระจุกตัวของกองทุน เราจะพบว่ากองทุนนี้ถ้ามั่นใจในหุ้นตัวไหนก็จะจัดหนักทันที ยกตัวอย่างข้อมูล ณ สิ้นเดือน ธ.ค. กองทุนนี้ถือครอง Amazon อยู่ 9.5% Illumina 9.0% Facebook 6.5% เป็นต้น

ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า ที่เล่ามาทั้งหมดไม่ได้เป็นคำแนะนำแบบเฉพาะเจาะจงใด ๆ Admin ขอจบภาค 2 ด้วยประโยคคลาสสิคที่ว่า

การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนตัดสินใจลงทุน

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ
Admin Wealth Café

กองทุน IPO ประจำสัปดาห์
03/02/2016

กองทุน IPO ประจำสัปดาห์

03/02/2016

ดร. ศุภกร สุนทรกิจ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Look Forward ทาง TNN 24
* กองทุนอสังหาริมทรัพย์ยังคงน่าลงทุน ปี 58 ให้ผลตอบแทน 12.25%
* ในปี 2558 มีเม็ดเงินลงทุนในกองทุนอสังหาฯเพิ่มขึ้น 9,912 ล้านบาท
* แนะนำกองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ อิควิตี้ เปิด IPO ถึง 5 ก.พ. นี้
* แนะนำกองทุนเปิดเมย์แบงก์ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ
เปิดเสนอขายอีกครั้ง 11 ก.พ. 59

29/01/2016

Wealth Café: Fund Review M-UGG กองทุนนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนโลก

สวัสดีครับสมาชิก Wealth Café ทุกท่าน คอลัมน์ Fund Review วันนี้ขอชวนท่านผู้อ่านมา review กองทุนใหม่กันซึ่งกองทุนใหม่ที่ว่าคือกองทุนที่พึ่งจะเปิดตัวล่าสุดของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ.เมย์แบงก์) ที่ชื่อว่า

กองทุนเปิดเมย์แบงก์ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ (Maybank Ultimate Global Growth:M-UGG)

ขอออกตัวก่อนว่า Admin ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะแนะนำเป็นการเฉพาะเจาะจงใดใดทั้งสิ้นนะครับ บทความนี้ทาง Admin เขียนขึ้นเพื่อเป็นกรณีศึกษาเรื่องของกองทุนรวมเท่านั้นนะครับ

มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

ก่อนจะมาดูว่ากองทุนนี้เป็นอย่างไรต้องมาดูโครงสร้างกองทุนก่อนนะครับ ลักษณะของกองทุนนี้เป็นกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศในรูปแบบของ Feeder Fund กล่าวคือนำเงินของนักลงทุนไปลงทุนในกองทุน Master Fund อีกทีนึง โดยกองทุน Master Fund ที่กองทุนนี้เลือกไปลงทุนก็คือ กองทุน Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund ซึ่งบริหารโดยบริษัท Baillie Gifford & Co. Limited

ชื่อของ บริษัท Baillie Gifford & Co. Limited ไม่น่าจะเป็นที่คุ้นหูกับนักลงทุนในบ้านเราซักเท่าไหร่ แต่จริง ๆ แล้วบริษัทนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1908 เรียกได้ว่าอายุก็ปาเข้าไปเกิน 100 แล้วแหละครับ ปรัชญาการลงทุนของบริษัท Baillie Gifford & Co. Limited นั้นจะเน้นในเรื่องของ “Growth” เป็นหลัก พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเป็นเรื่องของหุ้น สิ่งที่ บริษัท Baillie Gifford & Co. Limited ยึดเป็นหลักของการบริหารคือเรื่องของการรักษาการเติบโตของกำไรของบริษัทนั่นเองครับ

การบริหารการลงทุนของที่นี่จะเน้นเรื่องของ การลงทุนแบบระยะยาวเป็นหลัก โดย ถ้าเราจะหา Definition สั้น ๆ ที่อธิบายตัวตนของ ที่ บริษัท Baillie Gifford & Co. Limited ก็ต้องคำนี้เลยครับ

“We are not interested in following fads and fashions or pursuing short-term performance. We are active investors, driven to deliver value-added performance after fees, over the long term.” (ที่มา Baillie Gifford & Co. Limited Official Website)

หลังจากรู้จักกับบริษัทที่บริหาร Master Fund นี้ไปพอสมควรแล้ว เรามาพิจารณากองทุนนี้กันดีกว่าครับว่ามีรายละเอียดอย่างไรกันบ้าง กองทุนเปิดเมย์แบงก์ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ (ต่อไปขอเรียกสั้น ๆ ว่า M-UGG) เป็นกองทุนที่มุ่งเน้นการลงทุนระยะยาว โดยลงทุนในหุ้นทั่วโลก และเน้นการลงทุนในธุรกิจที่เชื่อว่าน่าจะสามารถเป็นธุรกิจที่เปลี่ยน Trend ของโลกได้ในอนาคต ถ้าจะพูดสรุปให้เท่ห์ ๆ สั้น ๆ หน่อยก็คือ

กองทุนนี้จะลงทุนในบริษัทที่จะเปลี่ยนเทรนด์ของโลกนั่นเอง

คำว่าธุรกิจที่เปลี่ยนโลกไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องของสินค้า IT เท่านั้น แต่เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีนวัตกรรมต่าง ๆ ทั้งในเรื่องของทางการแพทย์ ค้าปลีกออนไลน์ หรือธุรกิจที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดมากขึ้น เรามาดูหุ้นในพอร์ตกันบ้างดีกว่าครับ ข้อมูลนี้อ้างอิงจาก Baillie Gifford & Co. Limited ณ เดือน ธ.ค.58 นะครับ เช่น กองทุนนี้ถิอครอง Amazon อยู่ 9.50%

Amazon ก่อตั้งมาตั้งแต่ 1994 โดย Jeff Bezos ซึ่งในช่วงแรกนั้นเน้นขายหนังสือเป็นหลัก แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยผลิตภัณฑ์ที่ขายผ่าน Amazon เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า ตลอดจนเครื่องสำอาง ในปัจจุบันมีสินค้ามากกว่า 70 ล้านชิ้น ซึ่ง Amazon เป็นแหล่งช๊อปปิ้งขนาดใหญ่ลำดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว ธุรกิจแบบ Amazon นี้เองทำให้คนสามารถซื้อ หรือขายของออนไลน์ได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น และมีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค

คำว่ามีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคนี่แหละครับที่เรากำลังเชื่อมโยงมาสู่ Investment Theme ที่ว่าบริษัทแบบนี้จะเปลี่ยน Trend ของโลกในอนาคตนั่นเอง

เรื่องราวของกองทุน M-UGG ยังไม่จบนะครับ ขออนุญาตให้ติดตามต่อใน Page Wealth Café แห่งนี้ หรือ Wealth Café Line@ นะครับ

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ

Admin Wealth Café

29/01/2016

จัดทัพปรับพอร์ตปี 2559!!

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ตลาดหุ้นไทย ปิดปลายปีไปที่ 1,288.02 จุด ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดหมายว่าจะปิดตลาดพ้น 1,300 จุด และตลาดหุ้นไทยเปิดศักราชใหม่กันแบบไม่ค่อยสดใสนัก จากปัจจัยต่าง ๆ ที่กดดันตลาด ส่งผลให้ SET Index เปิดมาต้นปีที่ระดับต่ำกว่า 1,250 จุด

ผมจึงได้รับคำถามจากนักลงทุนหลายท่านว่า ปีนี้ เราควรจะจัดทัพปรับพอร์ต อย่างไร ให้ได้ผลตอบแทนดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น ก่อนอื่น ผมขอสรุปถึงสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด 5 อันดับแรก ในปี 2558 (Bloomberg ณ วันที่ 28 ธ.ค. 58) คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์ ให้ผลตอบแทนถึง 9.35% อันดับ 2 คือ ตลาดหุ้นจีน Shanghai (CNY) ให้ผลตอบแทน 9.25% อันดับ 3-5 คือ ตลาดหุ้นเยอรมัน ที่สร้างผลตอบแทน 8.65% ญี่ปุ่น ให้ผลตอบแทน 8.15% และตลาดหุ้นยุโรป (EURO STOXX) ให้ผลตอบแทน อยู่ที่ 7.47% ส่วนตลาดหุ้นไทยของเรา ไม่ใช่สินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน โดยหากท่านลงทุนตั้งแต่ต้นปีแล้วไม่ได้เทรดเลย ท่านจะขาดทุนถึง 14%

โดยก่อนที่จะปรับพอร์ต เราจะต้องมารู้กันก่อนครับว่าปีนี้ภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไรกัน

ในปี 2559 นี้ IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวที่ระดับ 3.6% นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้านยุโรป และญี่ปุ่น น่าจะฟื้นตัวแม้ไม่มากแต่ไม่ติดลบ ด้านจีน น่าจะเติบโตได้ที่ระดับ 6.5-7% ส่วนอินเดีย น่าจะเติบโตได้ที่ 7% ดังนั้น ปี 2559 เศรษฐกิจโลกจะเติบโตนำโดยกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ตามมาด้วยกลุ่มประเทศเอเชียเหนือเช่นจีนและอินเดีย ด้านเศรษฐกิจของไทย ปีนี้ภาครัฐจะเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้เรามองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2559 น่าจะเติบโตที่ระดับ 3.2-3.5% ด้านท่องเที่ยว ปี 2559 จะเป็นพระเอกเช่นกัน ทั้งในด้านจำนวนนักท่องเที่ยว และเม็ดเงินการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว

โดยรวมในปีนี้ โลกจะแบ่งเศรษฐกิจเป็น 2 ขั้ว ขั้วแรก คือสหรัฐฯ โดย Fed จะใช้นโยบายการปรับอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนการค่อย ๆ แตะเบรก ส่วนด้าน ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย จะใช้นโยบายการผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินในตลาด ถึงไตรมาส 2-3 ปี 2559

ทีนี้ เราควรจัดทัพปรับพอร์ตอย่างไรให้สอดรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ในปี 2559 จากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำทั้งในไทย ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ยังคงใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ อยู่ในขาขึ้น ผมจึงแนะนำให้นักลงทุน ลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) ในตราสารหนี้ ให้ถือไว้เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเท่านั้น

และแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือ REITS ทั้งในไทย และต่างประเทศ เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอที่ระดับไม่ต่ำกว่า 5.5% ในระดับความเสี่ยงที่ต่ำกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น อีกสินทรัพย์ที่น่าสนใจคือ High Yield Bond ที่ปีนี้ อาจจะให้ผลตอบแทนได้ดีแต่ต้องรอดูจังหวะการลงทุนให้เหมาะสม

สำหรับตลาดหุ้น ผมแนะนำให้ Overweight ในหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะ หุ้นยุโรป และญี่ปุ่น จากการคาดการณ์ GDP ที่เติบโตขึ้น และผลกำไรบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี

ด้านตลาดหุ้นไทย ราคาต่ำลงมามากแต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ต้องเลือกกลุ่มที่พื้นฐานดี มีอัตราเงินปันผลจ่ายสูง หรือเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ จากการท่องเที่ยว จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ หรือหุ้นที่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว โดยผมให้น้ำหนักการลงทุนระดับปานกลาง (Neutral)

ส่วนทองคำ ให้ติดตามราคาถ้าลดต่ำก็สามารถซื้อเก็บไว้ได้ ส่วนน้ำมัน ให้ลงทุนในลักษณะ Trading หรือซื้อขายทำกำไร

โดย ดร.ศุภกร สุนทรกิจ

POST TODAY ปีที่ 13 ฉบับที่ 4723
12 JAN 2016

ที่อยู่

Bangkok
10330

เบอร์โทรศัพท์

+6626805000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Wealth Caféผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Wealth Café:

แชร์