ประกันชีวิต

ประกันชีวิต ประกันชีวิต ประักันสุขภาพ ประกันสะ?

สะสมทรัพย์ด้วยคุ้มครองด้วย ... ภาค1หันไปทางไหน หรือเปิดเน็ตอ่านเรื่องประกันชีวิต  ก็จะเจอคนที่มาคุยเรื่องที่ตัวเองทำประก...
17/06/2013

สะสมทรัพย์ด้วยคุ้มครองด้วย ... ภาค1
หันไปทางไหน หรือเปิดเน็ตอ่านเรื่องประกันชีวิต ก็จะเจอคนที่มาคุยเรื่องที่ตัวเองทำประกันแบบสะสมทรัพย์ด้วยแล้วก็มีคุ้มครองด้วย

หรือไม่ก็ต้องการซื้อประกันลักษณะแบบนี้ ประเภทที่เอาครอบจักรวาลในเล่มเดียว

ที่ผมมาพูดเรื่องนี้ ก็เพราะว่าอยากให้คนที่คิดจะซื้อประกัน เห็นภาพและเข้าใจ ว่า ซื้อแบบไหนกำไร ซื้อแบบไหนขาดทุน และแบบประกันที่พูดถึงกันมาก ชื่นชมกันมาก.. ก็คือแบบประกันประเภทสะสมทรัพย์ด้วยและคุ้มครองด้วย

แ้ล้วเสียเปรียบตรงไหน ก็เสียเปรียบทั้งในแง่ความคุ้มครองแล้วก็ในแง่การออมทรัพย์

คือคุณต้องเข้าใจก่อนว่า ประกันมันมี ประเภทไหนบ้าง
คือแบบสะสมทรัพย์ ที่เด่นทางด้านผลตอบแทนการออม แต่มีข้อด้อยคือทางด้านความคุ้มครอง คือ ทุนประกันมันต่ำ สัญญาส่วนใหญ่ไม่เกิน 20 ปี จบสัญญารับเงินคืน+กำไร แบบประกันแบบนี้ไม่เหมาะที่จะซื้อสุขภาพ หรืออนุสัญญาใดๆ ใส่เข้าไป นอกจากว่าคุณอายุเกิน 50 ปี หรือ 60 ปี

ส่วนแบบคุ้มครอง ในที่นี้ผมหมายถึงแบบตลอดชีพที่มีขายกันทุกบริษัท มีจุดเด่นที่ด้านความคุ้มครอง คือให้ทุนประกันสูง แต่ผลตอบแทนต่ำ ถึงต่ำมาก ระยะเวลาส่วนใหญ่คือ อายุคนที่ทำถึง 90 หรือ 99 ปีจึงจะจบสัญญา

เดี่ยวตอนต่อไปผมจะแยก และตีความว่า ความหมายของคนที่พูดถึงว่า จะเอาทั้งสะสมทรัพย์ด้วยและคุ้มครองด้วย

ว่าหมายถึง
1 ต้องการแบบประกันที่คุ้มครองแบบมีทุนมากและมีเงินคืนมาก
2 ต้องการแบบสะสมทรัพย์ด้วย แล้วก็มี อนุสัญญาสุขภาพด้วย

แต่ไม่ว่าจะหมายถึงอะไร ที่เป็นความต้องการ ใน 2 ความหมายนี้... เสียเปรียบทั้งนั้น

วันนี้มาคุยเรื่อง อนุสัญญา OPD หรือที่เรียกกันว่าความคุ้มครองสุขภาพในฐานะผู้ป่วยนอก หรือ ความคุ้มครองผู้ป่วยนอก  มันมีข้...
17/06/2013

วันนี้มาคุยเรื่อง อนุสัญญา OPD หรือที่เรียกกันว่าความคุ้มครองสุขภาพในฐานะผู้ป่วยนอก หรือ ความคุ้มครองผู้ป่วยนอก มันมีข้อดีข้อเสียยังไงทำไมผมถึงไม่เสนอขายลูกค้า ทั้งหมดเป็นความคิดของผมนะครับไม่มีทฤษฏีรองรับ แต่ถ้าอ่านแล้วยังเห็นว่า มันดีมีประโยชน์ก็ซื้อไปเถอะครับ เพราะว่าผมแค่บอกตามหน้าที่

OPD คืออะไร ก็คืออนุสัญญาตัวนึง ที่ต้องซื้อแนบเข้าไปในเล่มกรมธรรม์ โดยต้องซื้อตัวหลักก่อน และบางทีอาจจะต้องมีค่าห้องผู้ป่วยในก่อนด้วยถึงจะซื้อผู้ป่วยนอกได้ แต่บางบริษัทเงื่อนไขการซื้ออาจจะแตกต่างกันไป เช่นบางบริษัทก็เอามาขายให้เป็นแบบปีต่อปี คือไม่ต้องซื้อสัญญาหลักก่อน

ลักษณะทั่วไปของOPD คือการเข้ารับการรักษาตัวในฐานะผู้ป่วยนอก โดยไม่จำเป็นต้องนอนก็เบิกได้ การเบิกได้แต่ละครั้งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือก แพ็คเกจเท่าไหร่

เช่น สมมติว่าซื้อ OPD 1200 เวลาไม่สบายปวดหัว ท้องเสีย เป็นไข้ ก็สามารถไปหาหมอ ให้หมอจ่ายยา แล้วก็กลับบ้าน ในวงเงิน 1200 บาท แต่ถ้าหมอคิดราคา 1500 ส่วนต่าง 300 ท่านก็ควักจ่ายไป แต่ถ้าหมอคิดแค่ 500 ก็ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม แต่วงเงินที่เหลือก็ไม่มีทอนคืน

โดยปกติที่ผมเห็นมา OPD จะให้ความคุ้มครอง 30 ครั้งต่อปี ถ้าคูณกันแล้ว ใน1ปี ท่านมีวงเงินไปหาหมอที่คลินิกได้ปีละ 36,000 บาท โดยที่ท่านจ่ายเบี้ยประกันต่อปี ประมาณปีละ 4,300 บาท

ตรงนี้ถ้าไม่พิจารณาให้ดี มันก็ล่อใจให้ทำอยู่เหมือนกัน เพราะ่จ่ายแค่ 4พันกว่าบาท ไปหาหมอได้ตั้ง 30 ครั้งต่อปี

แล้วทำไมผมถึงไม่ขาย

ก็เพราะว่ามันไม่คุ้ม ถ้าพิจารณากันดีๆ
1 . ใน 1 ปี ท่านไปหาหมอที่คลินิกกี่ครั้ง ปวดหัวเป็นไข้นิดหน่อย ท้องเสียนิดหน่อย ส่วนมากก็หายากินเอง

2 . ถ้าจะให้คุ้มกับเงินที่จ่ายไป ท่านต้องไปหาหมอให้ได้ เกิน 4 ครั้งใน 1 ปี หรือมากกว่านั้น ท่านลองมองย้อนกลับไป ว่าปีที่แล้ว ท่านไปคลินิกกี่ครั้ง แล้วไปหาต่อครั้งจ่ายครั้งละเท่าไหร่ ยกตัวอย่างที่ผ่านมาผมท้องเสีย หาหมอคลินิกแถวบ้าน ปกติ ก็ 350 บาท

3. แล้วถ้าท่านไปหาหมอเกิน 4 ครั้งใน 1 ปีจริงๆ เช่นไปหา 6 ครั้ง นั่นหมายถึงถัวเฉลี่ยท่านป่วยเดือนเว้นเดือน

4. อย่าลืมว่า OPD เป็นอนุสัญญา ดังนั้นบริษัทมีสิทธิที่จะขอยกเลิกการขายให้ท่านในปีต่อไป เพราะถ้ามองดูแล้วท่านเครมกระหน่ำเพื่อให้คุ้มกับเงินที่จ่าย และท่านก็จะมีประวัติติดตัวด้วยว่า บริษัทปฏิเสธการขายอนุสัญญา OPD


สมมติผมมีมุมมองอีกมุมนึง สมมติว่าท่านกำเงิน 4,300 บาท เอาไว้ แล้วถ้าไปหาหมอ ก็เอาเงินตรงนี้จ่ายออกไป ผมว่าปีนึงท่านน่าจะมีเงินเหลือ เพราะว่าใช้ไม่หมด หรือถ้าท่านอยากได้ความคุ้มครอง ท่านเอาเงิน 4,300 บาท ไปซื้อค่าห้องผู้ป่วยในเพิ่มน่าจะมีประโยชน์กว่ามาก เพราะวงเงินค่ารักษามันเพิ่มทีเป็นแสน

หรือในอีกมุมมองของผมคือ ค่ารักษาผู้ป่วยนอก ท่านพอที่จะประมาณการณ์ได้ว่า ไปหาหมอที่คลินิกจ่ายกี่บาท อย่างมากก็พันนิดนิด แต่ถ้าหมอจับนอนเป็นผู้ป่วยใน ถึงตอนนั้นท่านไม่สามารถรู้ได้เลยว่าค่ารักษาตอนจบจะออกมาเป็นเงินกี่บาท

ดังนั้นส่วนใหญ่ผมจะบอกให้ลูกค้าเลือก
1. เก็บเงินไว้กับตัวเอง ถ้าป่วยนิดหน่อยก็เอาเงินตรงนี้รักษา
2. ถ้าเงินมันเหลือ และอยากจ่ายจริงๆ ก็เอาไปอัดซื้อค่าห้องผู้ป่วยในเพิ่มเติม

ซื้อประกันอย่างไรไม่ให้เสียเปรียบ ตอนที่ 3 มาเลืออนุสัญญากันอนุสัญญาที่บริษัทประักันชีวิตมีขาย ก็มีหลายแบบหลายอย่าง ราคา...
16/06/2013

ซื้อประกันอย่างไรไม่ให้เสียเปรียบ ตอนที่ 3 มาเลืออนุสัญญากัน

อนุสัญญาที่บริษัทประักันชีวิตมีขาย ก็มีหลายแบบหลายอย่าง ราคาก็จะใกล้เคียงกันหรือเท่ากัน ซึ่งถ้าแยกเป็นกลุ่มของอนุสัญญาแล้วน่าจะได้ 2 กลุ่ม เพื่อให้เข้าใจง่าย คือกลุ่มที่คุ้มครองด้านอุบัติเหตุ และกลุ่มที่คุ้มครองโรคภัยไข้เจ็บ

ถ้าแยกแบบแรกคือ คุ้มครองอุบัติเหตุ กับคุ้มครองสุขภาพ

คุ้มครองอุบัติเหตุได้แก่
AI
ADB
ADD
RCC (ฆาตกรรมและจราจล )
(ไปอ่านรายละเีอียดจากหัวข้อเก่า)

คุ้มครองสุขภาพได้แก่
ค่าห้องผู้ป่วยใน
ค่ารักษาผู้ป่วยนอก
ค่าชดเชยรายวัน
โรคร้ายแรง หรือ โรคมะเร็ง

สำหรับประกันเด็กเด็ก ก็จะมีเพิ่มขึ้นมาคือ
คุ้มครองผู้ชำระเบี้ย (ผช,PB,PBC)

*** ในกรมธรรม์ทุกเล่มจะมี WP แถมมาให้ ซึ่งปัจจุบันนี้ฟรี แต่ที่เคยเจอเจอ ก็มีบางบริษัทเก็บเงินกับลูกค้า ทั้งที่บริษัทอื่นๆ เค้าให้ฟรีกันหมดแล้ว แต่คนที่ทำประกันมานานอย่าง 10 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นยังต้องเสียเงินจ่าย ***

ในวันนี้ผมจะพูดแค่อนุสัญญาบางตัวเท่านั้น

อนุสัญญาแต่ละตัวมีหน้าที่แตกต่างกัน เป็นตัวเสริมให้ความคุ้มครองในเล่มประกันฉบับนั้นมีความครอบคลุมมากขึ้น

ดังนั้นการที่จะเลือกซื้ออนุสัญญาแต่ละตัว และซื้อเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ชีวิตของเรา

อย่างเช่น ถ้าเราเสียงที่จะเกิดอุบัติเหตุมาก เราก็เน้นเรื่องอุบัติเหตุ ก็ซื้ออุบัติเหตุใส่เข้าไปในเล่มให้มากหน่อย แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่เกิน 3 เท่าของทุนประกันของสัญญาหลักและไม่เกิน 10 ล้าน (เงือนไขในแบบ AI) คือถ้าอยากได้อุบัติเหตุ AI มาก คุณก็ต้องซื้อตัวหลักให้มาก

หรือถ้าคิดว่าไม่เสี่ยงเลย ปกติอยู่กับบ้าน เราก็อาจจะซื้อติดไว้เล็กน้อย หรือไม่ซื้อเลยก็ได้

ค่าห้องผู้ป่วยใน ในการซื้อนั้น ให้ดูว่า โรงพยาบาลแถวบ้านหรือโรงพยาบาลที่คิดจะไปรักษาถ้าเจ็บป่วย ค่าห้องสำหรับนอนต่อคืนเท่าไหร่ เราก็มาเลือกดูว่า บริษัทประกันชีวิืตนั้นมีค่าห้องเท่าไหร่ขาย เราก็เลือกให้ใกล้เคียง คือถ้ามีเงินเหลือมาก เราก็อาจจะซื้อเกินไว้ เช่นค่าห้องที่ รพ. 2800 เราอาจจะเลือกซื้อค่าห้องกับบริษัทประักันที่3000 หรือถ้าเงินที่จะซื้อมีจำกัด เราก็อาจจะซื้อค่าห้องที่ 2500 ก็ได้ ทั้งนี้ก็ดูตามความเหมาะสม

ผู้ป่วยนอก ลูกค้าผม ผมว่าเกิน50% ถามเรื่องผู้้ป่วยนอก เพราะมันเบิกค่ารักษา เวลาไปหาหมอที่คลินิค แต่เท่าที่ขายประกันมา ผมจำได้ว่าขายให้ไป 2 รายเท่านั้น เพราะผมก็อธิบายว่ามันไม่คุ้มที่จะซื้อ เอาเงินที่จะซื้อผู้ป่วยนอกไปอัดซื้อความคุ้มครองอย่างอื่นดีกว่า ถ้าคิดจะซื้อผู้ป่วยนอก เก็บเงินไว้กับตัวหรือเอาเงินไปซื้อค่าห้องผู้ป่วยในน่าจะคุ้มกว่า เดี๋ยวมาเล่าขยายความอีกที (ขอติดไว้ก่อน ติดอีกแล้ว)

ส่วนโรคร้ายแรง มะเร็ง
ก็ต้องดูความเหมาะสม เพราะ เงื่อนไขแต่ละบริษัทไม่ค่อยจะเหมือนกันนัก บางที่ชื่อเหมือนกันแต่แตกต่างกันมากในด้านความคุ้มครอง ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังอีกที เพราะค่อนข้างยาว และมีปัญหากันมาก

ดังนั้นการที่เราจะเลืิอกอนุสัญญาใส่เข้าไปนั้น เราต้องดูด้วยว่า มันมีความจำเป็นหรือไม่ คือถ้าเงินเหลือกินเหลือใช้ เราจะใส่อนุสัญญาทุกตัวที่มีขาย เข้าไปในเล่มกรมธรรม์ก็ได้

แต่ถ้าคิดว่าจะซื้อให้คุ้ม เราก็ต้องเลือก เช่น ที่ผมเห็นบ่อยๆ คือ ฆาตกรรมและจราจล ผมก็เคยถามคนที่ซื้อนะว่า ซื้อเพื่ออะไร มีศัตรูเยอะรึเปล่า หรือ เวลาเค้าชุมนุม ชอบแวะโฉบไปดู เค้าก็บอกเปล่า แต่ตัวแทนจัดมาให้

อันไหนไม่จำเป็นก็ถอดออกก็ได้ แต่ผมก็ไม่ได้บอกให้เค้าถอดออกนะ เพราะถ้ามีอยู่แล้วเกิดวันดีคืนดี โดนฆาตกรรม ลูกเมียเค้าจะมาว่าผมได้ว่า ผมเป็นคนบอกให้ถอดอนุสัญญาตัวนี้ออกจากเล่มประกัน แต่ถ้าเป็นการซื้อเล่มใหม่กับผม ผมก็คงต้องถามก่อนและอาจจะไม่ใส่อนุสัญญาตัวนี้เข้าไปในใบข้อเสนอ

และถ้าคุณมีประกันหลายฉบับ อนุสัญญานั้นไม่มีความซ้ำซ้อนกัน สามารถเบิกได้ทุกที่ หลักการจำง่ายๆคือ
ค่ารักษา ถ้าไม่พอ ส่วนต่างที่เกิน เอาไปเบิกกับบริษัทถัดไป
ค่าชดเชย มีอยู่ 10 เล่ม 10 บริษัทก็เบิกได้ทั้งหมด

15/06/2013

ซื้อประกันอย่างไรไม่ให้เสียเปรียบ ตอนที่ 2 เลือกแบบประกันแบบไหนดี
เมื่อคุณคำนวณเงินที่จะซื้อประกันได้แล้ว ถึงตอนนี้คุณก็ไปเลือกดูแบบประกันว่าแบบประกันแบบไหน ที่เหมาะกับตัวคุณ ในตอนนี้เราก็จะพูดถึงประกันชีวิตตัวหลัก หรือ สัญญาหลัก

เหมาะกับตัวคุณในที่นี้ คือเหมาะทั้งกำลังเงิน และความคุ้มครอง

จากหัวข้อที่แล้ว เราคำนวณแล้วว่า เงินที่จะซื้อประกัน เฉพาะคุณคนเดียว อยู่ที่ปีละ 6,000 -7,000 บาท

ผมเชื่อว่าคนส่วนมากที่จะซื้อประกันชีวิต สิ่งแรกที่คิดออกคือ เอาทั้งเก็บเงินด้วยแล้วก็คุ้มครองด้วย หรือ สะสมทรัพย์ด้วยมีสุขภาพด้วย

**** ผมฟันธงให้เลยว่า ถ้าคุณบอกไปแบบนี้ รับรองว่า อนาคตคุณมีปัญหาแน่ๆ **** เดี๋ยวผมมาเล่าให้ฟังทีหลัง

สิ่งที่สำคัญในการซื้อประกันชีวิต คือ คุณจะต้องดูลักษณะแวดล้อม และความจำเป็นในลำดับแรก ของการทำประกันชีวิต

รายได้คุณเดือนละ 1หมื่นบาท คุณมีภาระหรือไม่ ต้องให้พ่อให้แม่ ให้ใครหรือไม่ หรือคุณใช้คนเดียว… ข้อมูลพวกนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาการซื้อประกัน

คุณต้องเรื่องความคุ้มครองสุขภาพด้วยหรือไม่

คุณต้องการลดหย่อนภาษีเป็นหลักหรือไม่ (แต่รายได้ 10,000ต่อเดือน คงไม่ต้องมองเรื่องนี้)

คุณต้องการการสะสมทรัพย์หรือไม่ (บางบริษัทอาจจะไม่มีแบบประกันเพื่อรองรับการสะสมทรัพย์ที่เบี้ยประกันต่อปีต่ำ)

ดังนั้นจะเห็นว่า เมื่อมาถึงจุดนี้ คุณก็จะพบว่า ประกันที่เป็นแพ็คเกจ เริ่มจะมีปัญหา เพราะตัวแทนประกัน ที่นำแพ็คเกจมาเสนอขาย ประเภทเจอคน 10 คนก็บอกว่า แบบประกันแบบนี้เหมาะกับคุณลูกค้าที่สุด

เพราะอะไรผมถึงพูดอย่างนี้… ก็วัตถุประสงค์ในการทำประกัน สำหรับคน 10 คน มันจะเหมือนกันได้ยังไง เหมือน คุณเดินไปตลาดนัด เสื้อสีเดียว size เดียว จะเหมาะกับคน 10 คนมันก็คงไม่ใช่ บางคนอ้วน บางคนผอม บางคนตัวดำ บางคนตัวขาว บางคนเป็นหญิง บางคนเป็นชาย

เพราะฉะนั้นคุณต้องมาดู ที่ตัวคุณเอง ถ้าคุณมีภาระ ต้องดูแลรับผิดชอบ

คุณก็ต้องซื้อ ประเภทที่ว่า จ่ายเงินน้อยสุด ได้ความคุ้มครองมากสุด ผลตอบแทนหรือกำไร ไม่ต้องมี
แบบนี้เค้าเรียกว่า ซื้อความเสี่ยง คือ ซื้อเพื่อป้องกันว่า ตายไปคนข้างหลังเดือดร้อน ต้องอยู่อย่างลำบาก

ถ้าคุณโสด และไม่ต้องดูแลใคร ไม่มีภาระ แต่คุณต้องต้องระวังว่า คุณจะไม่เป็นภาระคนอื่น อย่าลืมว่า ต้องตายขึ้นมา คนข้างหลังต้องหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย ถ้าไม่มีก็ต้องไปกู้ไปยืม ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ที่จะหากระดาษมาห่อ แล้วโยนใส่เตา แล้วจบกัน

ดังนั้นเพื่อป้องกันการเป็นภาระของคนอื่น คุณต้องต้องไปมองที่แบบจ่ายเงินน้อย ความคุ้มครองมาก เหมือนเดิม

สรุปคือ ถ้าคุณมีภาระหรือไม่อยากเป็นภาระของใคร ก็ต้องมองที่ความคุ้มครองเป็นหลัก ผลตอบแทน หรือ กำไร เป็นรอง

ส่วนสำหรับคนอื่นในครอบครัว ถ้าซื้อประกันให้ภรรยา ก็เน้นที่ความคุ้มครองเสียชีวิตและสุขภาพ ส่วนลูก ก็เน้นไปที่การคุ้มครองสุขภาพเป็นหลัก(เน้นทุนประกันต่ำ)

ซื้อประกันอย่างไรไม่ให้เสียเปรียบ ตอนที่ 1 ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการซื้อประกันชีวิตการซื้อประักันด้วยความไม่รู้ บางทีก็ทำ...
15/06/2013

ซื้อประกันอย่างไรไม่ให้เสียเปรียบ ตอนที่ 1 ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการซื้อประกันชีวิต

การซื้อประักันด้วยความไม่รู้ บางทีก็ทำให้เราเสียเปรียบ หรือลำบากในการหาเงินมาจ่าย และการที่จะมานั่งศึกษาแบบประกันเอง หรือ ไปขอโบว์ชัวร์ หรือใบข้อเสนอ มาเปรียบเทียบเอง ผมบอกได้เลยว่าแทบไม่มีประโยชน์ เพราะคุณไม่ได้ศึกษาแบบประกันที่เจาะลึกลงไป ว่า สัญญาตัวหลัก และอนุสัญญา แต่ละตัวมีจุดดีจุดเสียตรงไหน

แต่ถ้าจะถามจากตัวแทน บางทีอาจจะได้คำตอบที่ไม่หมด ทั้งนี้ก็เพราะตัวแทนประกันชีวิตทุกคน ใช่ว่าจะมีความรู้เท่ากันทุกคน บางคนก็ได้รับข้อมูลแบบประกันมาแบบนี้ก็นำมาขาย แล้วก็บอกว่าเป็นแบบประกันที่ดีที่สุด หรือ แบบประกันถูกจัดเป็นแพคเก็จสำเร็จรูปแล้วก็นำมาวางขาย เหมือนชุดสุดคุ้มตามร้านอาหาร ซึ่งบางอย่างคุณไม่อยากกินแต่ต้องจำใจกิน เพราะในชุดนั้นมันมีสิ่งที่คุณต้องการอยู่

วันนี้ผมจะแนะนำและอธิบายการซื้อประกันให้เหมาะสม เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจในการซื้อประกันเพิ่มขึ้น

สิ่งแรกที่ต้องใช้คือ เงิน ไม่ใช่แบบประกัน

ในการซื้อประกันอย่าไปมองที่แบบประกันกันก่อน ให้มองที่เงินในกระเป๋าก่อน ไม่อย่างนั้นจะเจ็บตัว เพราะจ่ายประกันได้ไม่ครบสัญญา

คุณมีเงินเท่าไหร่ที่จะซื้อประกัน ซื้อน้อยไปก็คุ้มครองไม่เต็มที่ ซื้อมากไปก็กลายเป็นภาระทำให้จ่ายเบี้ยประกันไ้ด้ไม่ครบสัญญา

เงินที่จะนำมาซื้อประกัน ต้องไม่มากเกินไปและน้อยเกินไป แต่เท่าไหร่ล่ะถึงจะพอดี

ถ้าคุณจะซื้อประกันเพื่อความคุ้มครอง ใช้เงินไม่เกิน 10% ของรายได้

ถ้าคุณจะซื้อเพื่อสะสมทรัพย์ ก็ไม่เกิน 20% ของรายได้

ในการคำนวณ 10% หรือ 20% ให้คำนวณที่รายได้ ของตัวคุณคนเดียวถ้าจะซื้อประักันให้ตัวเอง แต่ถ้าจะซื้อให้ทั้งครอบครัว ก็ใช้รายได้ของทั้งครอบครัว

แต่โดยทั่วไปจากที่ผมทำงานมา น้อยคนที่จะ ซื้อ ถึงขนาดนี้ ส่วนใหญ่ ก็จะใช้ประมาณ 5% ของรายได้

จำนนวนเงินที่ผมบอกนี้ ก็คือจำนวนเงินที่คุณควรรู้ว่า ปกติแล้วเค้าใช้เงินเท่าไหร่ในการซื้อประกันชีวิต

แต่สำหรับคุณ.....

คุณมีเงินเท่าไหร่็ก็ซื้อเท่านั่นแหละ

ที่ผมให้ความสำคัญกับเรื่องเงิน มาเ็ป็นอันดับแรก เพราะ ถ้าคุณไม่มีเงิน ต่อให้แบบประกันที่คุณเห็นว่า มันดีเยี่ยมระดับเทพแค่ไหน ... คุณก็ซื้อไม่ได้ และต่อให้คุณฝืนที่จะซื้อมันก็จะกลายเป็นภาระทันที สุดท้า่ยสัญญาก็จะขาดความคุ้มครอง เพราะคุณไม่ดูเงินในกระเป๋า

ดังนั้นสำหรับ คุณ วิธีง่ายที่สุด คือการดูว่า เงินเดือนคุณเท่าไหร่ เช่นเงินเดือนคุณเดือนละ 1หมื่นบาท ให้คุณ คำนวณคร่าวๆ ว่าจะแบ่งเงินออกได้เดือนละเท่าไหร่

ถ้าแบ่งออกมาได้เดือนละ 500 สบายๆ ก็หมายถึงว่า คุณจ่ายประกันได้ปีละ 6,000 สบายๆเช่นกัน

แต่ถ้ามีคนมาเสนอขายประกัน หรือคุณมีความคิดที่จะซื้อประักันปีละ 1หมื่นบาท ต่อให้มันเป็น 10% ของรายได้ตามทฤษฏีก็ตาม คุณก็จะเริ่มมีปัญหากับการจ่ายทันที เพราะมันเริ่มไม่สบายๆแล้ว

ดังนั้นสรุปว่า คุณมีเงิน 6,000 บาท ที่จะซื้อประกันชีวิต และ อาจจะ บวก ลบได้นิดหน่อย เช่น6,500 หรือ 7,000

แต่ถ้าเป็นครอบครัว วิธีการคิดก็จะคล้ายๆกัน เช่นในครอบครัวมี 3 คน คือ ตัวคุณ + ภรรยา + ลูก
ก็ให้นำรายได้ของคุณ รวมกับรายได้ของ ภรรยา

ได้เท่าไหร่ ก็มาคิดคำนวณดูว่า จะแบ่งเงินออกมาซื้อประกันได้เดือนละเท่าไหร่

เช่นเมื่อรวมรายได้กันแล้ว มีรายได้ เดือนละ 25,000 บาท

ถ้าแบ่งออกมาได้่ 10% เพื่อซื้อประกัน อีก 90% เอาไว้กินไว้ใช้ ไว้ฝากธนาคาร

ก็จะได้ตัวเลขคือ 2,500 บาทต่อเดือน หรือ 30,000 บาทต่อปี เพื่อซื้อประักัน สำหรับคนทั้งครอบครัว หรือคุณอาจจะมองว่า มันมากเกินไป ก็ลดจำนวนเงินลงมา เช่น ปีละ 20,000 บาทสำหรับทำประกันทั้งครอบครัว

หมายเหตุ ในเรื่องการทำประกันทั้งครอบครัว

บางคนไม่เห็นความสำคัญ หรือเข้าใจผิด คิดว่าควรทำประกันที่คนใดคนหนึ่งก็พอ แต่ความจริงแล้ว เราทำประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยง

คนทุกคนมีความเสี่ยงหมดทุกคน
สามีหารายได้ มีความเสี่ยงว่า ถ้าเป็นอะไรขึ้นมา รายได้ก็จะหายไป
ภรรยาช่วยหารายได้ ความเสี่ยงก็เหมือนกับสามี

ดังนั้นถ้าใครคนใดคนหนึ่งเป็นอะไรไป คนที่เหลือต้องแบกรับภาระหนักขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้แบกภาระไม่ไหว

ลูกก็มีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วย ซึ่งถ้าเจ็บป่วยก็จะทำให้เงินที่มีอยู่ถูกดึงไปเป็นค่ารักษา ซึ่งอาจจะไปกระทบกับเงินเก็

พิมพ์มาซะยาว สรุปว่า เงินต้องมาก่อน แบบประักัน

คุณจะมั่นใจสวัสดิการของบริษัทได้แค่ไหน...  หลายๆบริษัทที่มีสวัสดิการที่ดี มักจะีีมีสวัสดิการประกันกลุ่มให้กับพนักงาน โดย...
14/06/2013

คุณจะมั่นใจสวัสดิการของบริษัทได้แค่ไหน...
หลายๆบริษัทที่มีสวัสดิการที่ดี มักจะีีมีสวัสดิการประกันกลุ่มให้กับพนักงาน โดยที่พนักงานบริษัทไม่ต้องกังวลว่า ถ้าป่วยจะไม่มีเงินจ่าย หรือต้องไปพึ่งพาประกันสังคม

ประกันกลุ่มคืออะไร ...
ประกันกลุ่มก็คือการแชร์ความเสี่ยง ระหว่างคนในบริษัท โดยที่บริษัทจ่ายเงินให้ สัญญามีลักษณะ เป็นปีต่อปี นายจ้างจะถือ เล่มสัญญาเอาไว้ พนักงานจะได้บัตรไปคนละใบ

ซึ่งประกันกลุ่มก็จะมีแพ็คเกจต่างกันไป เช่น บริษัทไหนใจถึง ก็จะซื้อแบบที่คุ้มครองทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในด้วย

ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคืออะไร...

ข้อแรก... ประกันกลุ่มนั้นจะให้ความคุ้มครองเฉพาะพนักงานในองค์กร ดังนั้นถ้าคุณไม่อยู่ในองค์กรเมื่อไหร่ ความคุ้มครองของคุณก็จะหมดไป

หลายคนคิดว่า มีประกันกลุ่มแล้วไม่ต้องไปซื้อประกันชีวิต ... แล้วคุณทราบได้ยังไงว่า คุณจะต้องออกจากองค์กรหรือบริษัทนี้เมื่อไหร่... เต็มที่ที่คุณจะอยู่ก็คือเกษียณ หรือถ้าต้องออกก่อนนั้นก็คือโดนบีบ หรือ เบื่องาน

ในช่วงที่คุณยังมีความคุ้มครองของประกันกลุ่มอยู่ แน่นอนล่ะว่า ถ้าเจ็บป่วยเป็นโรคอะไร คุณก็ได้รับความคุ้มครอง

ปัญหาที่จะตามมาคือ เมื่อคุณออกจากองค์กรนั้นเมื่อไหร่ความคุ้มครองทั้งหมดก็หายไปในทันที

คุณอาจจะมองว่าถึงตอนนั้นค่อยไปหาซื้อสวัสดิการการคุ้มครองสุขภาพให้ตนเอง เช่นประกันชีวิต....

ถึงตอนนั้นบริษัทประกันชีวิตอาจจะไม่รับคุณก็ได้.. เพราะอย่าลืมว่า ด้วยอายุที่มากขึ้น ย่อมมีโรคประัจำตัว

ซึ่งปัญหาก็คือ คุณได้เงินเกษียณซึ่งคุณวางแผนเอาไว้กินไว้ใช้ แตุ่คุณๆไม่ได้วางแผนว่าจะต้องเอาไว้รักษาตัวถ้าเจ็บป่วย เผลอๆป่วยครั้งเดียวเงินเก็บหายหมด

และต่อให้คุณซื้อได้ เบี้ยประักันตัวหลักก็แพง ซึ่งทำให้คุณต้องจ่ายเบี้ยประกันตัวหลักแพงกว่าคนอื่น ที่เริ่มมาก่อนตอนอายุยังน้อย ซึ่งถือว่าคุณเสียเปรียบ ....

และที่สำคัญที่ควรรู้เอาไว้คือ ประกันกลุ่มนั้น ไม่ได้มีกฏหมายบังคับว่าบริษัทจะต้องให้เป็นสวัสดิการแก่พนักงาน

จากประสบการณ์ตรงของผม... วันนึงผมไปที่โรงพยาบาลเอกชนแถวบ้าน ก็มีผู้หญิงคนนึงกำลังมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ เพราะ ทางโรงพยาบาลต้องการให้พี่ผู้หญิงคนนั้น สำรองจ่ายค่ารักษา โดยที่พี่ผู้หญิงคนนั้นใช้สิทธิประกันกลุ่ม

ผมก็เลยเข้าไปถามว่า เกิดอะไรขึ้น พี่ผู้หญิงคนนั้นจีงเล่าว่า

"พี่ใช้ประกันกลุ่มของบริษัท (บริษัทใหญ่ติดอันดับประเทศ) น้องเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลให้พี่สำรองจ่ายค่ารักษา แต่ก่อนพี่มาตรวจรักษา พี่ไม่เห็นต้องสำรองจ่ายเลย เนี่ยประกันก็เพิ่งจะต่ออายุไป"

ผมก็เลยขอดูบัตรประกันกลุ่ม ซึ่งพี่ผู้หญิงคนนั้นก็หยิบมาให้ดูทั้ง 2 ใบ คือใบเก่าแล้วก็ใบใหม่

สิ่งที่แตกต่างกันคือ บัตรใบเก่า มี OPD แต่บัตรใบใหม่ไม่มี OPD

ผมก็เลยชี้ให้พี่เค้าดูว่า บริษัทพี่ตัดความคุ้มครอง OPD ออก ทำให้พี่ต้องสำรองจ่ายเอง ไม่เหมือนแต่ก่อน ที่บริษัทให้ความคุ้มครองผู้ป่วยนอกให้....

พี่เค้าก็โวยวายว่า จะเป็นไปได้ยังไง พี่เป็นกรรมการที่ดูแลเรื่องนี้ด้วยนะ ทำไมไม่รู้เรื่องเลย เดี๋ยวต้องไปถามแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น

สุดท้ายพี่เค้าก็ต้องควักเงินจ่ายเอง ครับ

ผมกำลังจะสื่อว่า บริษัทที่เราทำงานอยู่ด้วยอาจจะไม่ซื้อประกันกลุ่มต่อให้ก็ได้ หรือจะตัดความคุ้มครองอะไรออกก็ได้ เพราะถ้าเห็นว่ามันไม่จำเป็น หรือเป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่าย ดังนั้นอย่าชะล่าใจว่า สวัสดิการประกันกลุ่มจะมีอยู่ตลอดไป... และเมื่อจะหันมาซื้อความคุ้มครองจากประักันชีวิต ก็อาจจะสายเกินไปที่จะซื้อได้

14/06/2013
Waiting Period
13/06/2013

Waiting Period

ในกรณีของการซื้อประกันสุขภาพผู้่ป่วยใน จะมี Waiting Period หรือ ระยะเวลาการรอคอย ซึ่งถ้าเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรง...
13/06/2013

ในกรณีของการซื้อประกันสุขภาพผู้่ป่วยใน จะมี Waiting Period หรือ ระยะเวลาการรอคอย ซึ่งถ้าเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล บริษัทจะปฏิเสธการจ่าย

เจ็บป่วยทั่วไป waiting period 30 วัน หลังกรมธรรม์อนุมัติ
โรคบางโรค waiting period 120 วัน หลังกรมธรรม์อนุมัติ

12/06/2013

ซื้อประกันสุขภาพไว้หลายบริษัท จะใช้ของที่ไหน เพราะเลือกไม่ถูก

ในการที่คุณมีประกันสุขภาพหลายบริษัท คือ ทำไว้หลายที่ หรือ บางคนมีสวัสดิการของบริษัทด้วย

ผมจะแนะนำแบบนี้คือ ถ้าเป็นโรคปัจจุบันทันด่วน คุณใช้สิทธิประกันของที่ไหนก็ได้ เพราะถ้าไม่พอ หรือค่ารักษามันเกินวงเงินที่มี คุณก็เอาส่วนต่างไปเบิกกับบริษัทประักันที่ 2 ถ้าบริษัทประกันที่ 2 ยังไม่พออีก คุณก็ไปเบิกต่อที่บริษัทประกันที่ 3

แต่ถ้า คุณเป็นโรค ที่ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะมีปัญหาเรื่องการเครม เช่น เป็น เป็นมะเร็ง หัวใจ ผมแนะนำให้คุณใช้สิทธิจาก บริษัทประกันที่คุณทำมานานที่สุดก่อน เพราะป้องกันปัญหาเรื่องของการสำรองจ่าย แล้วก็เรื่องของระยะเวลาการรอคอยที่เกี่ยวกับโรคต่างๆ

หรือถ้าสุดท้ายนึกอะไรไม่ออก ก็carecard ทุกใบ ยื่นให้พยาบาลแล้วแจ้งว่า ใบไหนเิบิกได้ และเิบิกสะดวก ก็ใช้ใบนั้น ^^

12/06/2013

ต่อจากเมื่อช่วงบ่ายที่ติดเอาไว้ ... มาเข้าเรื่องเครมกันอีกซักรอบ สำหรับลูกค้าที่มีประกัน ผมได้แจ้งไปแล้วตอนเริ่มทำประกัน แต่ก็จะมาทบทวนกันอีกรอบ

เรื่องของการเครมอุบัติเหตุ...

ในกรณีที่มีประกันหลายเล่ม เช่นมีทั้ง ประกันอุบัติเหตุ(PA) ประกันสุขภาพ

เวลาเกิดอุบัติเหตุ และ ได้ไปหาหมอภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ควรจะต้องใช้ ตัวประักันสุขภาพก่อน เพราะถ้าไม่ใช่ คุณจะเสียสิทธิ์ไปทันที

ในประักันสุขภาพจะมีหัวข้อนึง คือการ รักษาอุบัติเหตุ ซึ่ง วงเงินมีตั้งแต่ 2,000 ไปจน ถึงหลายๆพัน ซึ่งแล้วแต่ แพ็คเกจสุขภาพที่ได้ซื้อเอาไว้

หลังจากนั้น ค่อยใช้ประำักันอุบัติเหตุ PA ตามหลัง

เพราะถ้าคุณไม่ใช่ ตัวอุบัติเหตุฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงก่อน ในวันที่เกิดเหตุ คุณจะมาขอย้อนมาใช้ไม่ได้ เท่ากับคุณทิ้งสิทธิ์ไปฟรีๆ

ส่วนประำักันอุบัติเหตุ PA ไม่ต้องกังวล มันไม่มีหมดอายุ นอกจากจะหมดวงเงิน

และที่สำคัญ คุณต้องย้ำกับพยาบาลด้วย ว่า คุณต้องการใช้ ตัวอุบัติเหตุ 24 ชั่วโมงก่อน แล้ว ถ้าไม่พอ ค่อยไปเบิกจากประกันอุบัติเหตุ PA

ถ้าคุณไม่ย้ำ และถ้าพยาบาล เอา PA ไปใช่ก่อน คุณก็จะเสียสิทธิเหมือนกัน

ที่อยู่

Bangkok
10000

เบอร์โทรศัพท์

0892552523

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ประกันชีวิตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ประกันชีวิต:

แชร์