โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Car Lover ประกันภัย สำหรับคนรักรถทุกประเภท เลือกรับส่วนลด50% ทันที
หรือเลือกรับ Cash Back ทุกเดือน

"CLAIM DI" อีเมอร์เจนซี่แอพฯ แอพฯดีดีสำหรับสำหรับคนมีรถ ทำเคลมประกันง่ายๆด้วยตัวเองบนมือถือ ยิ่งกว่ามาเร็วเคลิมเร็ว ก็ เคลมดิ

รถยนต์ไฟฟ้า EV ลุยน้ำได้แค่ไหน หรือไม่ควรลุย❓❓❓รถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ มีการออกแบบให้ตรงตามมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่น แต่ไม่ได้ห...
30/09/2026

รถยนต์ไฟฟ้า EV ลุยน้ำได้แค่ไหน หรือไม่ควรลุย❓❓❓

รถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ มีการออกแบบให้ตรงตามมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่น แต่ไม่ได้หมายความว่ารถ EV จะเป็น รถที่สามารถลุยฝ่าน้ำท่วมขัง ขับผ่านระดับน้ำระดับมหาอุทกภัยได้แบบปราศจากปัญหา สิ่งที่เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องรู้ก่อนออกเดินทางในช่วงที่น้ำกำลังลดอยู่ แต่ยังลงไม่หมดก็คือ มาตรฐาน IP หรือ International Protection Rating ดรรชนีชี้วัดความสามารถในการป้องกันฝุ่นและน้ำของอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงชุดแบตเตอรี่แพ็กและมอเตอร์ในรถยนต์ไฟฟ้า โดยตัวเลขในแต่ละตำแหน่ง มีความหมายดังนี้

🔵 ตัวเลขหลักแรก (0–6)

ระดับการป้องกันฝุ่นและสิ่งแปลกปลอม โดยเลข 0 คือไม่ป้องกันเลย ส่วนเลข 6 คือระดับสูงสุดที่สามารถป้องกันฝุ่นเข้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ (Dust-tight)

🔵 ตัวเลขหลักที่สอง (0–9)

ระดับการป้องกันของเหลวและน้ำ โดยเลข 0 คือไม่กันน้ำ จนถึงเลข 9K ที่ทนต่อแรงดันน้ำฉีดอัดระดับสูงได้

◾สำหรับรถ EV ที่ผ่านมาตรฐาน IP67 ตัวชุดแบตเตอรี่จะสามารถป้องกันฝุ่นได้อย่างสมบูรณ์ และทนทานต่อการแช่น้ำลึกไม่เกิน 1 เมตร ได้นานถึง 30 นาที ส่วนมาตรฐาน IP68 จะยกระดับความแกร่งให้ทนต่อการแช่น้ำลึกได้อย่างต่อเนื่อง

⚠️⚠️ อย่าลืมว่า แบตเตอรี่และมอเตอร์ แม้จะผ่านการทดสอบมาตรฐานอุตสาหกรรม (เช่น มาตรฐานจีน GB/T 18384-2020 ที่ทดสอบวิ่งลุยน้ำลึก 10 ซม. ที่ความเร็ว 20 กม./ชม.เป็นระยะทาง 500 เมตร) แต่ถนนในชีวิตจริงเมื่อมีน้ำท่วมขังต่างระดับ รถ EV มีแบตเตอรี่กันน้ำก็จริง แต่มีระบบบางส่วนที่ไม่ได้กันน้ำ และมีสายไฟมากมาย แม้แบตเตอรี่กันน้ำ ส่วนอื่นไม่ได้กันน้ำ 100%: อย่างแรกที่จะพังก่อนแบตเตอรี่หลัก คือ แบตเตอรี่ลูกเล็ก 12V ที่ใช้เลี้ยงระบบกล่องควบคุม (ECU), พัดลมระบายความร้อน, กล่องไฟหน้า และระบบล็อกประตู หากขับเร็วจนน้ำเข้าห้องเครื่องไปช็อตระบบ 12V รถจะดับทันที และระบบปลดล็อกประตูไฟฟ้าอาจไม่ทำงานคลื่นซัดจากรถคันอื่นก็ทำอันตรายรถยนต์ไฟฟ้าได้โดยที่หลายคนไม่รู้ หรืออยากลองของ แม้ระดับน้ำบนถนนจะสูงแค่ 30 ซม. แต่เมื่อมีรถกระบะหรือรถบรรทุกขับสวนมา คลื่นน้ำกระแทกอาจมีความสูงเพิ่มขึ้นทันทีอีก 15–20 ซม.ซัดเข้าหน้ากระโปรงรถทะลักเข้าพัดลมหม้อน้ำหรือซีลขอบประตู นานวันเข้าก็เกิดความเสียหายระยะยาว เสี่ยงต่อสนิม น้ำท่วมในเมืองเต็มไปด้วยขยะ สารเคมี และสิ่งปฎิกูล เมื่อน้ำซึมเข้าไปตามขั้วสายไฟ ซ็อกเก็ตเซนเซอร์ หรือเต้ารับชาร์จไฟ อาจไม่เสียทันทีในวันนั้น แต่จะเกิดคราบตะกรันและการกัดกร่อน ทำให้ระบบไฟฟ้าในรถรวนในอีก 1-2 เดือนถัดมา ซึ่งค่าเปลี่ยนพาร์ตระบบไฟแรงดันสูงมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก

🟢 หากรถ EV ของคุณได้มาตรฐาน IP67 หรือ IP68 ก็พอจะอุ่นใจได้บ้าง แต่ไม่ได้มากเท่ากับรถกระบะยกสูง เนื่องจากระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและแบตเตอรี่จะไม่พังเสียหายทันทีเมื่อต้องขับผ่านน้ำท่วมขัง แต่น้ำที่ลึกเกิน 30 ซม. ก็ยังสามารถเล็ดลอดเข้าสู่ชิ้นส่วนหรือระบบอื่นๆ ของตัวรถ จนสร้างความเสียหายหนักได้

🟢 รถยนต์ไฟฟ้าติดตั้งชุดแบตเตอรี่ไว้บริเวณใต้แชสซีส์หรือพื้นตัวถังรถ พร้อมเทคโนโลยีการซีลป้องกันระดับสูงที่ได้มาตรฐาน IP67 ช่วยให้แบตเตอรี่สามารถแช่อยู่ในน้ำลึกสูงได้ชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชิ้นส่วนสำคัญ

🟢 นอกจากนี้ การที่รถ EV ไม่มีระบบท่อไอดีสำหรับดูดอากาศเข้าเครื่องยนต์เหมือนรถยนต์สันดาปทั่วไป จึงทำให้ในทางทฤษฎี รถ EV มีความได้เปรียบมากกว่าเมื่อต้องขับลุยผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง แต่ก็แค่ระดับเดียวกับรถยนต์สันดาปภายใน คือ 30 เซนติเมตร นั่นคือระดับของความปลอดภัยที่มากที่สุดแล้ว

🟢 ภายใต้สภาวะการขับขี่ปกติ บริษัทผู้ผลิตรถไฟฟ้าส่วนใหญ่มักจะบอกว่า รถของแบรนด์ตัวเอง สามารถขับลุยระดับน้ำความสูงตั้งแต่ 30–50 เซนติเมตร ได้อย่างปลอดภัย หากผู้ขับขี่รักษารอบและคุมตัวรถให้เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ ซึ่งถ้าลองดูมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน (GB/T 18384-2020) ก็ได้มีการกำหนดให้รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ต้องผ่านการทดสอบขับลุยน้ำความลึก 10 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นระยะทางต่อเนื่อง 500 เมตร โดยไม่เกิดระบบขัดข้อง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 นาที

แต่ในความเป็นจริง สภาพแวดล้อมและสถานการณ์น้ำท่วมขังบนท้องถนนมีความซับซ้อนระดับน้ำท่วมแต่ละถนนสูง ต่ำ ไม่เท่ากัน และรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้การทดสอบในห้องแล็บที่ถูกควบคุมปัจจัยต่างๆ ไว้เป็นอย่างมาก น้อยแบรนด์ที่จะเอามาวิ่งลุยน้ำท่วมบนถนนจริงๆ

🟢 เมื่อต้องขับรถยนต์ไฟฟ้าฝ่าน้ำท่วมขัง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ประเมินสถานการณ์ สังเกตดูว่าน้ำตื้นหรือลึก? น้ำเชี่ยวกระแสไหลแรงหรือเป็นน้ำขังนิ่ง? มีสิ่งกีดขวางหรือขยะเศษซากลอยอยู่หรือไม่? ก่อนตัดสินใจเสี่ยงขับลุยลงไป ต้องใช้เวลาสักครู่เพื่อประเมินสภาพตรงหน้าอย่างรอบคอบ หากน้ำลึกเกินไป กระแสน้ำไหลเชี่ยว หรือมองไม่เห็นพื้นถนนด้านล่าง ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการกลับรถและหาเส้นทางอ้อมแทน หรือทางที่ดีและไม่อยากเสี่ยงกับปัญหาที่จะตามมา ควรยกเลิกการเดินทางในช่วงที่มีน้ำท่วมถนนจะดีที่สุด แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ต้องเดินทางเพราะมีความจำเป็น ระดับน้ำที่ปลอดภัย ไม่ควรเกิน 30 เซนติเมตร

🟢 การเข้าใจขีดความสามารถของรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ รถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแต่ละประเภทมีความทนทานและขีดจำกัดในการลุยน้ำแตกต่างกัน รถกระบะและรถ SUV ไฟฟ้ายกสูง มีระยะใต้ท้องรถมากกว่าอีวีซีดาน รับมือน้ำท่วมที่เดี๋ยวตื้นเดี๋ยวลึกได้ดีกว่ารถเก๋งขนาดเล็ก แต่อย่าประมาท คิดว่าลุยได้ไม่มีปัญหาอะไร อาจเจอกับความชื้นที่เข้าไปในระบบไฟแล้วเกิดการรวนจนก่อปัญหาใหญ่ได้

🟢 ความสามารถในการลุยน้ำสูงสุดของรถที่ขับ หมายถึงระดับความลึกของน้ำที่ตัวรถสามารถขับผ่านไปได้โดยไม่ดูดน้ำเข้าเครื่องยนต์หรือระบบไฟฟ้า โดยวัดระยะตั้งแต่จุดสัมผัสพื้นของยางรถยนต์ขึ้นไปจนถึงตำแหน่งเกือบจะกึ่งกลางล้อ นั่นเริ่มจะอันตรายแล้ว หลายคนมั่นใจเกิดเหตุขับฝ่าน้ำท่วมสูงแล้วต้องเสียเวลาซ่อมเป็นเดือนๆ ก็มีมาแล้ว ทางที่ปลอดภัยคือ 30 เซนติเมตร แต่ อย่างที่บอกว่า ระดับน้ำท่วม มีหลากหลาย ทั้ง 20 ไปจนถึง 60-70 เซนติเมตร คุณอาจรอด แล้วกลับมาเจอกับปัญหาความชื้นในระบบจนรวนเรใช้งานไม่ได้เพราะการซ่อมรถอีวีของบางแบรนด์ที่เน้นขายไม่ได้เน้นบริการหลังการขาย ยังคงตามหลอกหลอนเจ้าของรถอีวีที่ขับลุยน้ำแล้วพังอีกเป็นจำนวนมาก

🟡 เทคนิคการขับรถฝ่าน้ำท่วมอย่างถูกต้อง

✅ ขับเคลื่อนลงน้ำอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ รักษาระดับความเร็วให้นิ่งและควบคุมได้ แนะนำที่ความเร็วประมาณ 5–8 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ได้ทำลูกคลื่นไปโดนบ้านข้างทางที่เดือดร้อนอยู่แล้ว ห้ามกดคันเร่งพรวดพราดหรือกระทืบเบรกกะทันหัน เพราะจะทำให้หน้ายางสูญเสียการยึดเกาะ การรักษาระดับความเร็วต่ำอย่างสม่ำเสมอไม่เกิน 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะไม่สร้างปัญหาให้กับคนที่สัญจรไปมารวมถึงรถของคุณเองอีกด้วย

✅ ขับชิดบริเวณสันกลางถนนเท่าที่จะทำได้ ช่องทางด้านขวาสุด ใกล้กับเกาะกลางถนนเป็นจุดที่ยกระดับสูงที่สุด ทำให้ระดับน้ำท่วมขังตื้นกว่าบริเวณอื่น และหลีกเลี่ยงการขับชิดขอบทางด้านซ้าย เนื่องจากเป็นจุดที่น้ำมักท่วมลึกกว่า รวมถึงอาจมีฝาท่อหลุดหรือไหล่ทางชำรุดที่มองไม่เห็น

✅ เว้นระยะห่างจากรถคันหน้า เมื่อน้ำท่วมเราจะกะระดับความลึกและประเมินสิ่งกีดขวางได้ยาก การเว้นระยะห่างเผื่อไว้จะช่วยเพิ่มขอบเขตความปลอดภัยให้คุณมีเวลาแก้ไขสถานการณ์ได้ทัน

✅ หลีกเลี่ยงน้ำไหลเชี่ยวหรือน้ำลึกเกิน 30 เซนติเมตร หากมีรถสวนทางมา ควรรอให้รถฝั่งตรงข้ามขับผ่านไปก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงคลื่นน้ำซัดปะทะกัน

✅ ควบคุมความเร็วไม่ให้เกิดคลื่นดันหน้ารถ การขับเร็วเกินไปจนเกิดคลื่นน้ำดันหน้ารถ นอกจากจะเสี่ยงทำให้น้ำทะลักเข้าห้องเครื่องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์แปลงไฟ และระบบอีเล็กทรอนิกส์มากมาย คลื่นที่เกิดขึ้นตรงด้านหน้าของรถคุณจะไปทำร้ายรถคันอื่นที่จอดตายอยู่ หรือซัดจนบ้านเรือนข้างทางเกิดความเสียหาย

✅ เมื่อขับพ้นน้ำท่วมมาแล้วก็ให้ย้ำเบรกไล่ความชื้นทันที แตะเบรกเบาๆ ซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง เพื่อสร้างความร้อนให้ผ้าเบรก ไล่น้ำและความชื้นออกจากจานเบรก ให้ระบบเบรกกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม.

วิธีแก้กลิ่นอับ จากน้ำเข้ารถ 🚙🚗วิธีแก้กลิ่นอับจากน้ำเข้ารถอย่างเร่งด่วนและได้ผล คือการถอดรื้อพรม และเบาะเพื่อซับน้ำทำควา...
29/09/2026

วิธีแก้กลิ่นอับ จากน้ำเข้ารถ 🚙🚗

วิธีแก้กลิ่นอับจากน้ำเข้ารถอย่างเร่งด่วนและได้ผล คือการถอดรื้อพรม และเบาะเพื่อซับน้ำทำความสะอาด พร้อมอบโอโซนหรือตากแดดจัด เพื่อกำจัดความชื้น และแบคทีเรียต้นเหตุของกลิ่น

⭕ ขั้นตอนการจัดการและแก้กลิ่นอับ

◾ซับน้ำ และระบายความชื้นเบื้องต้น

ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ หรือแผ่นซึมซับรองที่นอนผู้ป่วยปูทับบริเวณที่มีน้ำขัง เพื่อดูดน้ำออกให้มากที่สุด จากนั้นเปิดประตูและกระจกรถทุกบานทิ้งไว้เพื่อระบายอากาศ

◾ถอดพรมและทำความสะอาดเฉพาะจุ

ถอดพรมปูพื้นรถยนต์ออกมาซักล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือเดทตอล เช็ดทำความสะอาดบริเวณซอกมุม หากน้ำซึมลงใต้พรมหนาควรนำรถเข้าร้านคาร์แคร์
เพื่อรื้อพรมอบแห้ง

◾ตากแดดไล่ความชื้น

นำรถไปจอดตากแดดจัดโดยแง้มกระจกหรือเปิดประตูรถไว้ (หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย) เป็นเวลา 2-3 วันจนแห้งสนิท

◾ดูดกลิ่นอับตกค้าง

วางถ่านไม้ไผ่หรือกล่องดูดความชื้นไว้ในรถเพื่อดูดซับกลิ่นอับชื้นที่เหลืออยู่ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอมปรับอากาศกลบกลิ่นในช่วงที่รถยังมีความชื้น เพราะจะทำให้เหม็นอับหนักกว่าเดิม

ฝนแช่ (Stationary Heavy Rain) คืออะไร❓คือ ปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่กลุ่มเมฆฝนตกลงมา และหยุดนิ่งหรือเคลื่อนตัวช้ามาก ...
29/09/2026

ฝนแช่ (Stationary Heavy Rain) คืออะไร❓

คือ ปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่กลุ่มเมฆฝนตกลงมา และหยุดนิ่งหรือเคลื่อนตัวช้ามาก ทำให้มีฝนตกซ้ำ ๆ ในพื้นที่เดิมติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมงหรือหลายวัน

🔵 ลักษณะสำคัญของฝนแช่

🔺 ไม่เคลื่อนที่

ระบบลมหรือร่องมรสุมค้างอยู่กับที่ ทำให้กลุ่มฝนก่อตัว และวนกลับมาตกซ้ำจุดเดิม

🔺 ตกต่อเนื่องยาวนาน

อาจกินเวลาตั้งแต่ 6 ชั่วโมง ไปจนถึงหลายวัน ไม่ได้หมายความว่าต้องตกหนักรุนแรงตลอดเวลา แต่มีช่วงที่หยุดแล้วกลับมาตกซ้ำในบริเวณเดิมอีก

🔺 ปริมาณน้ำสะสมสูง

ทำให้ปริมาณน้ำฝนรวมสูงมากจนระบบระบายน้ำและลำคลองรับไม่ไหว

🔵 สาเหตุการเกิด

🔺 ระบบลมที่พัดพาเมฆฝนเกิดการหยุดนิ่งจากร่องมรสุม หรือลมมรสุมกำลังแรง

🔺 ความชื้น และไอน้ำในบรรยากาศสูง ประกอบกับอุณหภูมิโลกและน้ำทะเลที่สูงขึ้น เอื้อให้เกิดการสร้างกลุ่มฝนใหม่มาเติมในพื้นที่เดิมตลอดเวลา

🔵 ความแตกต่างระหว่าง “ฝนแช่” กับ “เรนบอมบ์” (Rain Bomb)

🔺 ฝนแช่ (Stationary Heavy Rain

เน้นความต่อเนื่อง ตกนาน ค้างเติ่ง ปริมาณสะสมเยอะ ส่งผลให้น้ำท่วมขังในวงกว้างและลดระดับได้ช้า

🔺 เรนบอมบ์ (ระเบิดฝน)

เน้นความรุนแรงฉับพลัน ตกหนักมากในเวลาสั้น ๆ (ประมาณ 15–60 นาที) แล้วหายไป มักทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่เฉพาะจุด

29/09/2026

ฝนแช่ครั้งเดียวกัน ทำไมใจกลางกรุงเทพฯ กับฝั่งธนฯ น้ำลดเร็ว แต่ฝั่งตะวันออกรอเป็นสัปดาห์

// ขอบคุณข้อมูลจากเพจ บันทึกแผนที่ //

รถดับกลางน้ำ ห้ามสตาร์ทซ้ำ 🚙 🚙 🚙🔺 หากขับรถแล้วเครื่องยนต์ดับกลางน้ำ อย่าพยายามสตาร์ทซ้ำ ให้ดูแลความปลอดภัยของคนในรถก่อน ...
28/09/2026

รถดับกลางน้ำ ห้ามสตาร์ทซ้ำ 🚙 🚙 🚙

🔺 หากขับรถแล้วเครื่องยนต์ดับกลางน้ำ อย่าพยายามสตาร์ทซ้ำ ให้ดูแลความปลอดภัยของคนในรถก่อน และติดต่อหน่วยช่วยเหลือหรือรถยกเมื่ออยู่ในจุดปลอดภัย เพราะหากมีน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ การฝืนสตาร์ทอาจทำให้ความเสียหายหนักขึ้น

🔺 ส่วนรถที่จอดแช่น้ำ เมื่อน้ำลดแล้วก็ไม่ควรรีบลองสตาร์ท แม้ภายนอกจะดูแห้งก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประเมินความเสียหายของรถอย่างละเอียดก่อนเปิดใช้งาน เนื่องจากความเสียหายจากน้ำท่วมบางอย่างอาจไม่แสดงอาการทันที

🟠 หลังน้ำลด ต้องตรวจอะไรบ้าง❓❓❓

เริ่มจากถ่ายภาพคราบน้ำทั้งภายนอกและภายในรถ บันทึกช่วงเวลาที่น้ำท่วม แล้วติดต่อบริษัทประกันและศูนย์บริการหรืออู่ซ่อม หากน้ำเข้าห้องโดยสารหรือสงสัยว่าถึงห้องเครื่อง ควรใช้รถยกนำรถไปตรวจ

จุดสำคัญที่ต้องให้ช่างตรวจ ได้แก่ ทางเดินอากาศและเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่อง และของเหลว ระบบเกียร์ ระบบเบรก อุปกรณ์ไฟฟ้า กล่องควบคุม ตลอดจนพรมและวัสดุใต้พื้นรถที่อาจกักโคลนและความชื้นไว้ การเช็ดเบาะให้แห้งอย่างเดียวจึงอาจไม่พอ

หากเพียงขับผ่านน้ำตื้นและรถยังทำงานตามปกติ แนะนำให้ขับช้าลงและตรวจการทำงานของเบรกหลังพ้นน้ำ แต่ถ้าเบรกผิดปกติ มีไฟเตือนขึ้น หรือรถมีอาการสะดุด ควรหยุดใช้และนำเข้าตรวจ

🔴 รถ EV และไฮบริด อย่าชาร์จหรือแตะระบบแรงดันสูง

หากรถยนต์ไฟฟ้าหรือไฮบริดถูกน้ำท่วม อย่าสัมผัสสายไฟหรือชิ้นส่วนแรงดันสูงที่เสียหาย และอย่าชาร์จรถจนกว่าจะได้รับการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือด้วยว่ารถเป็น EV หรือไฮบริด โดย สำนักงานความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NHTSA เตือนว่าแบตเตอรี่ที่เสียหายอาจเกิดความร้อนหรือไฟไหม้ภายหลังได้

◾◾สำหรับรถทุกประเภท หลังซ่อมเสร็จควรเก็บรายการตรวจและอะไหล่ที่เปลี่ยนไว้ หากภายหลังพบกลิ่นอับ ไฟเตือนขึ้น ระบบไฟรวน หรือเบรกทำงานต่างจากเดิม ให้กลับเข้าตรวจทันที เพราะรถที่ “ขับได้” อาจยังมีปัญหาจากน้ำท่วมซ่อนอยู่

เคลมประกันรถได้ไหม ❓❓❓ หากน้ำท่วมรถ🔺กรณีที่ประกันรถยนต์จะรับเคลมประกันรถ หากน้ำท่วมรถก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ...
27/09/2026

เคลมประกันรถได้ไหม ❓❓❓ หากน้ำท่วมรถ

🔺กรณีที่ประกันรถยนต์จะรับเคลมประกันรถ หากน้ำท่วมรถ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า รถยนต์ที่เกิดความเสียหายจากน้ำท่วมรถมีหลายรูปแบบ ซึ่งประกันรถยนต์ก็จะให้ความคุ้มครองที่ต่างกันออกไป โดยแบ่งตามกรณีที่รถเกิดความเสียหายจากน้ำท่วมรถ ดังนี้

🔴 1. เกิดน้ำท่วมรถจากภัยพิบัติธรรมชาติ

ในกรณีนี้เกิดจากการจอดรถเอาไว้ แล้วเกิดน้ำหลากและเคลื่อนย้ายรถหนีไม่ทัน จนถูกน้ำท่วมรถได้รับความเสียหายบางส่วน ประกันรถยนต์จะรับเคลมประกันรถให้ แต่หากเกิดน้ำท่วมรถจนเกิดความเสียหายโดยสิ้นเชิง และบริษัทประกันฯ ประเมินแล้วว่าไม่คุ้มที่จะซ่อม จะทำการจ่ายเป็นเงินชดเชย 70-80 % ของทุนประกันแทน

🔴 2. ขับรถลุยน้ำท่วม

กรณีขับรถลุยน้ำท่วมขังหรือขับรถไปในเส้นทางที่ภาครัฐมีการประกาศแจ้งเตือนแล้วว่า ถนนเส้นนั้นมีความเสี่ยงภัยน้ำท่วม แต่ยังขับเข้าไปจนเกิดความเสียหายกับตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นห้องเครื่อง ระบบไฟเสียหายหรือเครื่องยนต์ดับ แบบนี้ทางบริษัทประกันฯ จะไม่รับพิจารณาเคลมประกันรถ

🔴 3. รถติดขณะฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วม

หากขับรถออกไปข้างนอกแล้วรถติดในขณะที่มีฝนตกหนัก จนเกิดน้ำท่วมในระดับที่ส่งผลทำให้ตัวรถได้รับความเสียหาย ในกรณีนี้ประกันรถยนต์จะรับเคลมประกันรถให้

รถที่เสียหายจากน้ำท่วมรถ สามารถเคลมประกันรถแบบไหนได้บ้าง❓❓❓

การเคลมประกันรถในกรณีน้ำท่วมรถ ขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวรถ โดยทางบริษัทประกันภัยฯ จะพิจารณาจากลักษณะของการถูกน้ำเข้า ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบเองได้จากกรมธรรม์ที่คุณทำว่าได้รับความคุ้มครองแค่ไหน ในกรณีไหนบ้าง โดยประเภทประกันภัยที่จะให้ความคุ้มครองในกรณีน้ำท่วมรถมีดังนี้

✅ ประกันรถยนต์ชั้น 1
✅ ประกันรถยนต์ 2+ Extra
✅ ประกันรถยนต์ 3+ Extra

การเคลมประกันรถ กรณีน้ำท่วมรถต้องเตรียมตัวอย่างไร❓❓❓

หลังจากที่คุณตรวจสอบกรมธรรม์ที่คุณทำแล้วว่า สามารถเคลมประกันรถได้จากกรณีน้ำท่วมรถ คุณสามารถเตรียมตัวและเอกสารในการขอเคลมประกันรถได้ ดังนี้

🔵 เอกสารเกี่ยวกับตัวรถและกรมธรรม์ประกันรถยนต์ของคุณ แนะนำว่าควรมีฉบับสำรองเอาไว้ในกรณีฉุกเฉิน
🔵 เอกสารที่แสดงตัวว่าคุณเป็นเจ้าของรถ เช่น ใบขับขี่ บัตรประชาชน
🔵 หลักฐานในที่เกิดเหตุ เช่น ภาพถ่ายในขณะน้ำท่วมรถ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ประกันสามารถประเมินความเสียหายได้ง่ายขึ้น

หากไม่มีหลักฐาน ทำอย่างไร ❓❓❓

ในกรณีที่คุณไม่มีหลักฐานเป็นภาพถ่าย ให้ใช้วิธีการจดบันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ให้ละเอียดที่สุด ทั้งความสูงของน้ำ ช่วงเวลาในการเกิดเหตุ หรือจะไปลงบันทึกประจำวันเอาไว้เพื่อบันทึกเป็นหลักฐานก็ได้เช่นกัน

🟠 ขั้นตอนการเคลมประกันรถ กรณีน้ำท่วมรถ

เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมรถจนได้รับความเสียหาย และตรวจสอบกรมธรรม์ประกันรถยนต์ที่ทำเอาไว้แล้วว่าอยู่ในความคุ้มครองจากบริษัทประกันฯ ก็สามารถทำเรื่องขอเคลมประกันรถกับบริษัทประกันฯ ได้เลย ดังนี้

🟡 ติดต่อบริษัทประกันฯ ที่ทำประกันรถยนต์เอาไว้
🟡 รอเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันฯ มาตรวจสอบเพื่อประเมินความเสียหาย
🟡 เลือกอู่หรือศูนย์ซ่อมเพื่อทำการประเมินราคา
🟡 รอการอนุมัติจากบริษัทประกันภัยที่ทำอยู่
🟡 เมื่อเอกสารผ่านการอนุมัติ ก็สามารถนำรถส่งไปเข้าที่อู่หรือศูนย์ซ่อมที่เลือกไว้ได้เลย

🌧️  น้ำท่วมรอบนี้ คุณหมอขอเตือน 8 ประการ ⚠️🔵 1. น้ำแรงอย่าเสี่ยงลุยน้ำไม่ต้องลึกก็พัดเราล้มได้ และใต้น้ำอาจมีหลุม ฝาท่อ ...
26/09/2026

🌧️ น้ำท่วมรอบนี้ คุณหมอขอเตือน 8 ประการ ⚠️

🔵 1. น้ำแรงอย่าเสี่ยงลุย

น้ำไม่ต้องลึกก็พัดเราล้มได้ และใต้น้ำอาจมีหลุม ฝาท่อ หรือของมีคม หากจำเป็นต้องเดิน ควรใช้ไม้ยาวหยั่งทาง และอย่าขับรถฝ่ากระแสน้ำ

🔵 2. ไฟฟ้าดูดถึงตายได้

หากทำได้อย่างปลอดภัย ให้ตัดไฟก่อนน้ำเข้าบ้าน อย่าแตะปลั๊ก สวิตช์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะตัวเปียก หรือยืนในน้ำ และอยู่ห่างจากเสาไฟหรือสายไฟที่จมน้ำ

🔵 3. เด็กเล็กจมน้ำได้แม้น้ำตื้น

น้ำท่วมไม่ใช่ที่เล่นน้ำ เด็กจมน้ำได้รวดเร็วและอาจไม่มีเสียงร้อง หากต้องผ่านน้ำควรใช้เสื้อชูชีพหรืออุปกรณ์ลอยตัวที่ได้มาตรฐาน หากเห็นคนตกน้ำ จำไว้ว่า “ตะโกน–โยน–ยื่น” เรียกคนช่วย โยนหรือยื่นของให้เกาะ และโทร 1669

🔵 4.ผู้สูงวัยระวังลื่นล้ม สะโพกหัก

พื้นเปียกและโคลนลื่นมาก ควรมีคนช่วยพยุงและเตรียมไฟฉายไว้ใกล้ตัว หากล้มแล้วปวดสะโพก ลุกไม่ได้ หรือศีรษะกระแทก อย่าฝืนลุก ควรรีบขอความช่วยเหลือ

🔵 5. เบาหวาน เท้าชา อย่าลุยน้ำ

ผู้ป่วยเบาหวาน พยายามหลีกเลี่ยงการลุยน้ำ หากจำเป็นให้ใส่รองเท้าที่ป้องกันเท้าได้ เมื่อขึ้นจากน้ำให้ล้างและเช็ดเท้าให้แห้ง ตรวจดูแผลทุกวัน หากมีแผล บวม แดง ร้อน หรือมีหนอง ให้รีบพบแพทย์

🔵 6. สัตว์มีพิษหนีน้ำเข้าบ้านต้องระวัง

ตรวจและเคาะรองเท้าก่อนใส่ ระวังเวลารื้อกองของ หากถูกงูกัด อย่ากรีด อย่าดูดแผล อย่าขันชะเนาะ ลดการเคลื่อนไหวและรีบไปโรงพยาบาล

🔵 7. เครื่องปั่นไฟและเตาถ่าน ปล่อยก๊าซมรณะ

อย่าใช้ในห้องหรือพื้นที่ปิด เพราะก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์อาจทำให้หมดสติและเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว

🔵 8. เช็คยาอย่างน้อย 7 วัน

เตรียมยาประจำตัวอย่างน้อย 7 วัน บัตรประชาชน เอกสารสำคัญ โทรศัพท์และแบตสำรองใส่ถุงกันน้ำบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้ฟอกไต ผู้ใช้ออกซิเจน หญิงใกล้คลอด หรือผู้สูงวัยที่ช่วยตัวเองลำบาก ควรวางแผนอพยพล่วงหน้า ให้พบหมอได้ตามกำหนด

📞 เบอร์สำคัญ เก็บไว้ใกล้ตัว

🚑 1669 ◾ เจ็บป่วย–อุบัติเหตุฉุกเฉิน
🌊 1784 ◾ ปภ. แจ้งภัย–ขอความช่วยเหลือ
🦠 1422 ◾ กรมควบคุมโรค–ภัยสุขภาพ
❤️ 1323 ◾ สายด่วนสุขภาพจิต
🏥 1330 ◾ สปสช.–สิทธิและบริการรักษาพยาบาล
⚡ 1129 ◾ PEA การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
⚡ 1130 ◾ MEA การไฟฟ้านครหลวง

◾◾ขอบคุณข้อมูลจาก เพจคุณหมออิทธพร คณะเจริญ

รถลุยน้ำได้ลึกแค่ไหน❓❓❓รถยนต์แต่ละประเภทมีขีดจำกัดในการลุยน้ำท่วมขังที่แตกต่างกัน โดยแบ่งตามระดับความปลอดภัยดังนี้🚗 ระดั...
25/09/2026

รถลุยน้ำได้ลึกแค่ไหน❓❓❓

รถยนต์แต่ละประเภทมีขีดจำกัดในการลุยน้ำท่วมขังที่แตกต่างกัน โดยแบ่งตามระดับความปลอดภัยดังนี้

🚗 ระดับความลึกที่รถแต่ละประเภทลุยได้

🔵 ระดับ 5-20 เซนติเมตร (ปลอดภัย)

รถเก๋ง, อีโคคาร์ และรถทุกประเภทลุยได้ปกติ ไม่กระทบเครื่องยนต์ แต่ควรระวังเรื่องการเหินน้ำ

🔵 ระดับ 20-40 เซนติเมตร (เริ่มเสี่ยงสำหรับรถเล็ก)

รถเก๋ง เริ่มเสี่ยงน้ำเข้าท่อไอเสียและซึมเข้าพรมห้องโดยสาร ส่วนรถกระบะและ SUV ผ่านได้

🔵 ระดับ 40-60 เซนติเมตร (อันตรายต่อรถเล็ก)

ห้าม รถเก๋ง ผ่านเด็ดขาด ส่วนรถกระบะผ่านได้โดยต้องปิดแอร์ และรถกระบะยกสูง (PPV) ผ่านได้สบาย

🔵 ระดับ 60-80 เซนติเมตรขึ้นไป (อันตรายทุกประเภท)

เสี่ยงน้ำเข้าช่องกรองอากาศและเครื่องยนต์ดับ มีโอกาสรถลอยตัวหรือสูญเสียการทรงตัว ยกเว้นรถกระบะยกสูงที่ขับโดยผู้ชำนาญ

วิธีเอาตัวรอดเมื่อรถเหินน้ำ 🚗🚙🚗อาการ รถเหินน้ำ (Hydroplaning) เกิดจากล้อรถยนต์ไม่สัมผัสพื้นถนนเนื่องจากมีชั้นน้ำกั้นอยู่...
24/09/2026

วิธีเอาตัวรอดเมื่อรถเหินน้ำ 🚗🚙🚗

อาการ รถเหินน้ำ (Hydroplaning) เกิดจากล้อรถยนต์ไม่สัมผัสพื้นถนนเนื่องจากมีชั้นน้ำกั้นอยู่ ทำให้รถสูญเสียการทรงตัวและไม่สามารถควบคุมทิศทางหรือเบรกได้ หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ห้ามตื่นตระหนก และให้ปฏิบัติตาม 4 ขั้นตอนนี้ทันที เพื่อความปลอดภัย

🟢 1. ตั้งสติและจับพวงมาลัยให้มั่น

จับพวงมาลัยสองมือ ประคองพวงมาลัยให้ตรงและมั่นคงที่สุด ห้ามหักเลี้ยวรถกะทันหันเด็ดขาด เพราะเมื่อล้อกลับมาเกาะถนน รถจะพุ่งสะบัดไปยังทิศทางที่หักเลี้ยวทันทีจนรถอาจพลิกคว่ำได้

🟢 2. ถอนคันเร่งทันทีลดความเร็วด้วยเครื่องยนต์

ค่อยๆ ปล่อยเท้าออกจากคันเร่งอย่างช้าๆ เพื่อปล่อยให้ความเร็วของรถลดลงเอง (Engine Brake) ซึ่งจะช่วยให้หน้ายางค่อยๆ กดทับผิวน้ำและกลับมายึดเกาะถนนอีกครั้ง

🟢 3. ห้ามเหยียบเบรกกะทันหันหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักเบรกแรงๆ

ห้ามกระทืบเบรกเด็ดขาด (แม้รถจะมีระบบ ABS ก็ตาม) เพราะการเบรกอย่างรุนแรงในขณะที่ล้อลอยอยู่บนน้ำ จะทำให้ล้อล็อกทันที และเมื่อล้อแตะพื้นถนน รถจะหมุนเคว้งอย่างไร้ทิศทาง

🟢 4. รอจนล้อกลับมายึดเกาะถนน สังเกตอาการรถ

เมื่อความเร็วลดลงถึงจุดหนึ่ง คุณจะรู้สึกได้ว่าพวงมาลัยเริ่มมีน้ำหนักและควบคุมได้อีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยๆ แตะเบรกเบาๆ เพื่อชะลอรถและขับต่อไปด้วยความเร็วต่ำ

วิธีแก้ฝ้าขึ้นกระจกรถขณะขับรถลุยฝน🌧️🌧️🌧️การแก้ฝ้าขึ้นกระจกรถขณะขับรถลุยฝนทำได้โดยปรับอุณหภูมิแอร์ในรถให้ใกล้เคียงกับอากา...
23/09/2026

วิธีแก้ฝ้าขึ้นกระจกรถขณะขับรถลุยฝน🌧️🌧️🌧️

การแก้ฝ้าขึ้นกระจกรถขณะขับรถลุยฝนทำได้โดยปรับอุณหภูมิแอร์ในรถให้ใกล้เคียงกับอากาศภายนอก เพื่อลดความแตกต่างของอุณหภูมิที่เป็นสาเหตุของไอน้ำ

✅ ปรับอุณหภูมิแอร์

หากฝ้าขึ้น ด้านใน ให้เพิ่มอุณหภูมิแอร์ให้สูงขึ้น หรือลดความเย็นลง
หากฝ้าขึ้น ด้านนอก ปรับลดอุณหภูมิแอร์ให้เย็นขึ้นหรือเพิ่มความแรงของพัดลมเพื่อปรับผิวแก้วด้านนอกให้สมดุล

✅ เปิดโหมดรับอากาศภายนอก

เปิดช่องรับอากาศภายนอก (Fresh Air Mode) ชั่วคราวเพื่อระบายความชื้น

✅ ปรับทิศทางลมแอร์

หันช่องลมแอร์ไม่ให้เป่าไปที่กระจกข้างหรือโดนกระจกโดยตรง แต่ให้ปรับมาที่โหมดเป่ากระจกหน้ารถแทน

✅ แง้มกระจกลงเล็กน้อย

เปิดกระจกลงประมาณ 1-2 เซนติเมตร (ควรมีคิ้วกันสาด) เพื่อให้อากาศถ่ายเทและอุณหภูมิภายใน-ภายนอกเท่ากัน

✅ ใช้ที่ปัดน้ำฝนหรือไล่ฝ้า

หากฝ้าอยู่ด้านนอก ให้เปิดที่ปัดน้ำฝนช่วย หรือกดปุ่มไล่ฝ้า (Rear
Defroster / Front Defroster) ที่มีมากับรถ

ที่อยู่

12/1 ถนนดินแดง แขวงดินแดง เขตดินแดง
Bangkok
10400

เบอร์โทรศัพท์

+6620211681

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Car Lover โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Car Lover:

ทางลัด

แชร์