Fin Star Group Personal financial planning services by certified financial planners Furthermore, we do not only focus on individual customer but also organisation one.

We provide entire financial services which consist of Investment Planning and Portfolio Management, Tax Planning, Retirement Planning, Education Planning, Issurance Planning and Estate Planning. Having analysed customer requirements, we allocate client's funds (asset allocation) and classify the capitals by setting appropriate financial products in order to get expected returns according to indivi

dual's financial goals. Since each person definitely has different goals in their live, every financial plan provided is Unique. we have services specialities for an organization customer wchich are providing fringe benefits - employee group insurance and keyman protection for company executives. Another one is being an advisor for any companies which are interested in being quoted in either Stock Exchange of Thailand (SET) or Market for Alternative Investment (MAI), as a listed company. As an outstanding and well-known in financial planning service industry, we will do our best to let all of the customers achieve their financial goals and financial freedoms, and ensure higher standard of living.

09/03/2022
22/06/2017
16/05/2017

"วิธีการกราวด์พลังงานของเราเอาไว้กับพลังงานของโลก"

ช่วงนี้ระดับพลังงานของโลกผันผวนน่าดูเลย หลายคนอาจจะมีอาการผิดปกติทางร่างกายไปต่างๆนาๆกัน เพราะว่าถูกดาวน์โหลดพลังงานจากเอกภพเข้ามาในระบบกายเนื้อมากจนเกินไป จนทำให้ Hardware เก่ากับ Software ใหม่ ต้องใช้เวลาปรับตัวเข้ากันซักระยะหนึ่ง

วิธีการที่รูปธรรมชีวิตจากต่างมิติทั้งหลายแนะนำเอาไว้เสมอๆ เพื่อช่วยบรรเทาอาการ หรือเพื่อป้องกันอาการผิดปกติหรือแม้แต่เจ็บป่วยเหล่านี้ก็คือ :

1.ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ รับประทานอาหารที่มีพลังชีวิตให้มากๆด้วย เช่น พวกผักและผลไม้สด เป็นต้น ไม่ใช่รับประทานสัตว์เป็นๆนะครับ ฮิฮิ

2.พักผ่อนให้เพียงพอ ทำอารมณ์ให้ผ่อนคลาย และเบิกบานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น หากิจกรรมที่เราชื่นชอบทำ เป็นต้น

เอ่อ..แต่ว่า..ก็ไม่ใช่ให้ไปกินเหล้านะ! ไวน์และเบียร์ก็ไม่ได้! เพราะว่า..ห้ามเอาสารพิษใดๆเข้าร่างกายทั้งสิ้น! แม้แต่ยาตามแพทย์สั่งก็ด้วย! ถ้าไม่จะตายจริงๆก็ให้พยายามหลีกเลี่ยงสารเคมีทุกชนิดครับ

และผมคงไม่ต้องพูดถึงบุหรี่และยาเสพติดชนิดอื่นๆด้วยใช่ไหมครับ? ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจก็แล้วกันเนาะ

แต่ถ้าไปร้องคาราโอเกะ หรือไปเต้นรำในสถานที่ๆพลังงานเป็นบวกหนะโอเคนะครับ แต่อย่าไปในที่อโคจรก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหนักไปใหญ่ ฮิฮิ

3.ออกไปอยู่ในสถานที่ธรรมชาติให้มากกว่าปกติ อย่าอุดอู้อยู่แต่ในห้อง เช่น ให้ออกไปเดินเล่นในสวน หรือเดินเท้าเปล่าบนพื้นดิน พื้นหญ้า พื้นทราย เป็นต้น และให้กอดต้นไม้เพื่อรับพลังบริสุทธิ์จากพวกเขา

4.ไปเล่นน้ำทะเล เพราะเกลือทะเลจะช่วยปรับสมดุลประจุไฟฟ้าของระบบกายเนื้อและกายทิพย์เราได้

5.หรือให้หาเกลือทะเลมาใส่น้ำอุ่นแล้วนอนแช่ก็ได้

6.ไปนวด..ไปอบซาวน่า..หรือออนเซ็น ก็ช่วยได้..ข้อนี้.มีคนแย้งว่าต้องเลือกคนนวดและสถานที่ด้วยนะ..ฮิฮิ.ก็จริงครับ เพราะโดยทั่วไปแล้วก็จะเป็นแบบนั้น..แต่ว่าถ้า โดยไม่ทั่วไปแล้วหละก็ มันก็จะมีวิธีการของมันอยู่ แต่ขอข้ามไปก่อนเนาะ..เดี๋ยวจะยาว

7.สวมใส่หินสีหรืออัญมณีที่มีคุณสมบัติในการกราวดิ้งสูงๆเอาไว้ติดตัว ก็จะช่วยได้มาก เช่น หินสีดำและสีน้ำตาลทั้งหลาย ตัวอย่างก็เช่น Black tourmaline, Black Obsidian, Shungite, Sugilite, Bronzite, ไหมดำ, Tibetan Black Quartz, Tektite, Smoky Quartz และ Jet เป็นต้น

8.ทำสมาธิเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยล้างพลังงานลบที่เราไปรับเอามา หรือที่เราผลิตขึ้นมาเองในแต่ละวันด้วย ให้ออกไปจากกายหยาย, กายทิพย์ และจากใจของเรา และในขณะเดียวกัน ก็จะช่วยกราวด์พลังงานส่วนเกินออกไปสู่พระแม่ธรณีได้อีกด้วย พร้อมๆกับรับพลังแห่งการบำบัดรักษาจากทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างมาสู่ระบบร่างกายของเราได้อีกด้วย

ซึ่งวิธีการทำสมาธิเพื่อเชื่อมต่อฟ้าดินดังกล่าวนี้ก็คือ ให้จินตนาการถึงแสงสว่างสีขาว หรือสีทองก็ได้ ว่าพวยพุ่งลงมาสู่กลางกระหม่อมของเรา แล้วทะลุทะลวงผ่านลงไปยังจักระ 6-5-4-3-2-1 ของเราตามลำดับ แล้วก็ทะลุต่อลงไปยังพื้นดิน เลยลงไปจนถึงใจกลางโลก ซึ่งเป็นผลึกเพชรสว่างไสว

ให้เรานั่งแช่อยู่ในการเชื่อมต่อของพลังงานนี้อย่างเอิบอิ่ม และนึกร้องขอให้เบื้องบน ซึ่งก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และจิตวิญญาณของเราเอง และ Higher self ของเราเอง และทวยเทพทั้งหลาย และพระผู้เป็นเจ้า/พระผู้สร้าง พระพุทธเจ้า พระมหาโพธิสัตว์จ้าว ฯลฯ ส่งพลังชีวิตและพลังแห่งการบำบัดรักษามาช่วยเราด้วย ในทุกๆเรื่อง ทุกๆระดับ ทุกๆระนาบ ให้ช่วยเหลือเราตลอดเวลา ในทุกๆเรื่อง และอย่างต่อเนื่องด้วย เพื่อให้เรามีพัฒนาการทางจิตวิญญาณสูงที่สุด และก้าวหน้าเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้ก็เพื่อความสูงส่งดีงามของทุกผู้ทุกนาม

ต้องร้องขอก่อนนะครับ..ไม่งั้นเบื้องบนก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามาช่วยเราได้โดยพละการ เพราะว่ามันจะไปละเมิด Free Will ของเราครับ

9.แต่ถ้าเรามีอาการเจ็บป่วยอยู่ด้วย หลังจากที่เรานั่งสมาธิและทำตามข้อ 8 แล้ว ก็ให้เราร้องขอให้เบื้องบนส่ง "เปลวเพลิงสีม่วงแห่งการเปลี่ยนรูปแบบ" มาโอบล้อมและลุกโชนเผาไหม้ทุกๆอณู และทุกๆเซลของร่างกายเนื้อของเราด้วย

ซึ่งเปลวเพลิงสีม่วงแห่งการเปลี่ยนรูปแบบนี้ เป็นเปลวเพลิงทิพย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ และทรงอานุภาพมากที่สุดในยุคพลังงานใหม่นี้ ที่เบื้องบนตั้งใจประทานมาให้เป็นเครื่องมือพิเศษของมนุษย์โลกในยุคแห่งการเลื่อนระดับขึ้นนี้โดยเฉพาะเลย อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคไหนๆเลย ซึ่งตอนนี้มันมีอยู่ทุกที่และทุกเวลาแล้ว เพียงแต่เราต้องใช้ "จิต" หรือ "เจตจำนง" ของเรา เรียกเอามันมาใช้เท่านั้นเอง โดยใช้ "จินตภาพ" เป็นสื่อในการเรียก และ ไม่ใช่ใช้พิธีกรรม หรือคำพูด หรือวิธีการสื่อสารแบบเป็นเส้นตรงใดๆทั้งสิ้น

เปลวเพลิงสีม่วงแห่งการเปลี่ยนรูปแบบนี้ สามารถช่วยเผาผลาญพลังงานที่ไม่ถูกไม่ต้อง-ไม่ดีไม่งามทั้งหลาย ให้เปลี่ยนสภาพไปเป็นพลังงานที่เป็นกลางได้ในทุกๆระดับ..ทั้งในระดับกายภาพ และในระดับชั้นพลังงานของกายทิพย์เรา รวมถึง "พลังงานกรรม" ที่ถูกเก็บบันทึกเอาไว้ในชั้นกายทิพย์ของเราด้วย

เพราะฉะนั้น นี่แหละคือกุญแจสำคัญดอกหนึ่ง ที่ผู้ที่กำลังมีปัญหาชีวิตอยู่ ควรจะทดลองนำเอาไปใช้ดู

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเปลวเพลิงสีม่วง อ่านได้ตรงนี้ครับ:
https://goo.gl/ORFyQ6

10.และอีกวิธีการหนึ่ง ที่ควรจะทำควบคู่กันไปด้วย ในกรณีที่เรามีอาการเจ็บป่วยก็คือ ให้ "พูดคุยกับร่างกายเนื้อของเรา" และบอกให้เซลทุกเซลในร่างกายเนื้อของเรา รักษาตัวมันเอง และฟื้นฟูตัวมันเองซะใหม่ ให้กลับคืนสู่ความสมดุลใหม่อีกครั้งหนึ่ง

แต่การพูดคุยที่ว่านี้มันก็จะต้องใช้เทคนิคด้วย คือ มันไม่ใช่กระบวนการทางความคิดแต่เพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นกระบวนการทางความรู้สึกซะมากกว่า คือ ลำพังใช้ความคิดพูดสั่งออกไปนั้น มันจะไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะเราต้องสั่นสะเทือนเข้าไปถึงข้างในของตัวเองให้ได้ก่อน เพื่อที่จะ "รู้สึก" ถึง "พวกเขา" ให้ได้ก่อน แล้วเราค่อยสื่อสารออกไป

ตัวอย่างของเทคนิกที่ว่านี้ก็คือ การเริ่มจากนึกและพูดออกมาจากปากจริงๆกับตัวเราเอง สารภาพว่าเราได้ทำร้ายตัวเราเองมามากแค่ไหนแล้ว และเราได้ปล่อยปะละเลยตัวเองมานานแค่ไหนแล้ว เราได้กรอกสารพิษเข้าไปให้เขามามากเท่าไหร่แล้ว พูดไป พูดไป อย่างสำนึกผิด อย่างจริงใจ และขอโทษพวกเขา บอกพวกเขาว่าเราเสียใจ เราขอโทษ ต่อไปนี้เราจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว

แล้วขอร้อง "พวกเขา" ซึ่งหมายถึงเซลทุกเซลในร่างกายของเรา ให้พวกเขายกโทษให้เราด้วย บอกพวกเขาว่าเรารักพวกเขา และซาบซึ้งในบุญคุณของพวกเขาที่รับใช้เราด้วยความซื่อสัตย์มาโดยตลอด แล้วให้เราโอบกอดพวกเขาด้วยความรักจริงๆ

พอมาถึงขั้นตอนนี้แล้ว หลายๆคนอาจจะเริ่มสั่นสะเทือนไปจนถึงข้างในได้จริงๆแล้ว คือจะเริ่มสั่นสะท้านและขนลุกซูซ่า และมีอารมณ์คล้อยตามอย่างที่เราพูดออกมานั้นจริงๆ และอาจจะถึงขั้นร้องห่มร้องไห้ออกมาด้วย ซึ่งนั่นแหละคือการทำงานด้วยความรู้สึกแล้วหละ

ซึ่งจังหวะนี้แหละ ที่เราจะขอร้องให้พวกเขาช่วยรักษาตัวเอง และฟื้นฟูตัวเองหละ เพื่อนำพาความสมดุลกลับคืนมาสู่ทุกๆระบบของตัวเองใหม่อีกครั้งหนึ่ง ทั้ง 100% เต็ม เพราะว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น ร่างกายมนุษย์ก็ถูกออกแบบมาให้สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ทั้ง 100% อยู่แล้ว

จงเชื่อมั่นในศักยภาพนั้นของพวกเขา และจงค่อยๆเพิ่มระดับความเชื่อมั่นนั้นให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีข้อสงสัยอะไรเหลืออยู่อีกเลย

และจงอย่าลืมว่า สาเหตุที่ทำให้ร่างกายเนื้อของมนุษย์ในยุคนี้ ไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างที่มันถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นก็เพราะว่า "สิ่งแวดล้อมทางพลังงาน" คือหนึ่งในตัวการสำคัญ (ไม่นับเรื่องพันธะสัญญาทางจิตวิญญาณที่พวกเราแต่ละคนตั้งใจที่จะมาเรียนรู้นะครับ เพราะถ้าเป็นอันนี้หนะ จบข่าวเลย..ต้องเผชิญหน้าอย่างเดียว ฮิฮิ) ซึ่งก็ได้แก่ :

- ระดับจิตสำนึกของมนุษย์แต่ละคนเองที่ตกต่ำลงจนถึงขั้นทำให้ศักยภาพการทำงานของ DNA ของมนุษย์ยุคนี้ลดลงเหลือแค่ 34% เท่านั้นเอง

- ระดับพลังงานของ "สนามพลังงานของจิตสำนึกมวลรวมของคนทั้งโลก" และระดับพลังงานของตัวดาวเคราะห์โลกเอง มันตกต่ำลง จนทำให้ศักยภาพที่แท้จริงของมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ หรือไม่สามารถเอามาใช้งานได้

- โปรแกรมทางความเชื่อที่แฝงอยู่ในสนามพลังงานของจิตสำนึกมวลรวมของคนทั้งโลก ที่มันถูกใส่ "ข้อจำกัด" เข้าไปไว้ และมนุษย์ส่วนใหญ่ก็เชื่อตามนั้นอย่างเป็นจริงเป็นจังซะด้วย แล้วเจ้าโปรแกรมนี้มันก็ย้อนกลับมาส่งผลกระทบ ครอบงำให้ความเป็นไปในเรื่องนั้นๆของเรา มีข้อจำกัดตามนั้นจริงๆ

11.ใช้คลื่นเสียงบำบัด โดยเฉพาะคลื่นเสียงจากคริสตัลโบว์ ก็จะช่วยกราวด์ได้ด้วย และช่วยด้านสมาธิด้วย ช่วยบำบัดอาการทางกายได้ด้วย ช่วยกระตุ้น DNA ได้ด้วย ช่วยเคลียร์พลังงานลบออกจากสนามพลังออร่าเราได้ด้วย ช่วยเหนี่ยวนำคลื่นสมองเราให้เข้าสู่ระดับคลื่นสมองแห่งความสงบสุขได้ด้วย ซึ่งก็จะเป็นการเปิดทางให้ร่างกายของเราสามารถบำบัดรักษาและฟื้นฟูตัวมันเองได้ดีขึ้นด้วย

12.ออกกำลังกายด้วยวิธีการและเวลาที่เหมาะสม คือไม่หนักจนเกินไป และควรเป็นแบบผ่อนคลาย และไม่ทำให้เครียดด้วย เช่น โยคะ, ปั่นจักรยาน, เต้นแอโรบิก อะไรแบบนั้นเป็นต้น

13.เทคนิกการฝึกจิตแบบอื่นๆ ที่สามารถช่วยกราวดิ้งได้ด้วย ก็ช่วยได้มากนะครับ เช่น

- Sun Gazing คือการจ้องพระอาทิตย์ ในช่วงที่แสงแดดไม่แรงมาก ตอนเช้า หรือ เย็น อันนี้ช่วยได้มากครับ และมีผลดีต่อวิวัฒนาการทางกายและทางจิตของเราอย่างเหลือเชื่อมากครับ และช่วยนำพาแสงสว่างเข้ามาสู่ระบบกายเนื้อและกายทิพย์ของเราได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วยครับ

อ่านรายละเอียดได้ตรงนี้เด้อ: https://goo.gl/o1UOXh

- Toning Meditation คือการฝึกเปล่งเสียงยาวๆบนตัวโน้ตต่างๆกัน อันนี้ก็ช่วยได้มากครับ ในทุกๆระดับเช่นเดียวกันครับ โดยเฉพาะเรื่องช่วยปรับสมดุลของร่างกายของเรา ทั้งกายเนื้อและกายทิพย์ เพราะว่าความสั่นสะเทือนของเสียงเราเอง จะไปกระตุ้นให้เกิดการฟื้นฟูและรักษาตัวเองของเซลของเรา

อ่านได้ตรงนี้เด้อ: https://goo.gl/1RtJCW

- การหายใจแบบ Infinity อันนี้ท่านมหาเทพมิคาเอลสอนมา เป็นเทคนิกการหายใจที่จะช่วยเคลียร์พลังงานลบออกจากระบบต่างๆของเราได้ดีอีกเช่นกัน ช่วยปรับสมดุลให้เราด้วย และยังช่วยเร่งวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณของเราด้วย

อ่านได้ตรงนี้เด้อ (ช่วงกลางถึงท้ายของหน้านั้น):
https://goo.gl/GndwER

14. ใช้ควันเสจช่วยกราวด์ วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายมากๆเลย แต่นักบำบัดด้วยพลังคริสตัลบางคนบอกว่า มันได้ผลดีมากครับ คือ แค่จุดสมุนไพรแห้งที่ชื่อ "เสจ" (Sage) ขึ้นมา แล้วเอาควันของมันเป่าใส่ตัวเรา และวนให้ทั่วตัวเราเท่านั้นเอง

เพราะว่าควันของเสจ นอกจากมันจะมีคุณสมบัติในการช่วยกำจัดพลังงานด้านลบ หรือพลังงานที่ไม่ดีไม่งามทั้งหลาย ให้ออกไปจากสนามพลังออร่าของเรา และสถานที่ และหิน และสิ่งอื่นๆได้แล้ว มันยังสามารถจะช่วยกราวด์พลังงานของเราได้อีกด้วย..แปลกดีเนาะ

ดังนั้น ผู้ปฎิบัติจิต และ shaman ทั้งหลายในซีกโลกตะวันตก จึงนิยมใช้เสจกันมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลแล้ว

Chayutt Naowarat

16/5/17
18:37 น.

ภาพบรรยากาศงานสัมมนา"วางแผนภาษี จัดสรรมรดก ส่งต่อความมั่งคั่ง"
08/11/2014

ภาพบรรยากาศงานสัมมนา"วางแผนภาษี จัดสรรมรดก ส่งต่อความมั่งคั่ง"

06/11/2014
สัมมนา ประจำเดือน กันยายน "จัดพอร์ตให้มั่นคง ลงทุนให้มั่งคั่ง ภาค2" ที่ RBSC POLO CLUB
20/09/2014

สัมมนา ประจำเดือน กันยายน "จัดพอร์ตให้มั่นคง ลงทุนให้มั่งคั่ง ภาค2" ที่ RBSC POLO CLUB

04/08/2014

Monday, 4 August 2014
ตรวจสอบตัวเองก่อนลงทุน
« หุ้น 10 เด้งในทศวรรษหน้า | Main
ก่อนที่จะคิดถึงเรื่องการลงทุนนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือการตรวจสอบหรือประเมินตัวเราเองว่าสถานะและศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจของเราเป็นอย่างไร จากนั้นเราถึงจะสามารถวางกลยุทธ์และแนวทางที่ถูกต้องที่จะทำให้การลงทุนของเรามีความเหมาะสมที่สุด การวางแผนการเงินแบบ “มาตรฐาน” เช่น เราควรจะจัดพอร์ตการลงทุนที่ประกอบไปด้วยเงินลงทุนระยะสั้นที่เป็นเงินสดเท่านั้นเท่านี้ ต้องมีตราสารหนี้ระยะยาว มีหุ้นและมีตราสารการเงินอื่น ๆ ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงหรืออายุของเรา และสุดท้ายบางทีก็บอกว่าเราควรจะต้องมีประกันชีวิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่เราตายก่อนกำหนด เป็นต้น นั้น ผมคิดว่าเป็นเพียงหลักการกว้าง ๆ ที่ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน ลองมาดูกันว่าอะไรคือปัจจัยที่เราจะต้องคำนึงถึงก่อนเริ่มวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลของเรา

เรื่องแรกก็คือ เรามีทรัพย์สินสุทธิเท่าไร? บางคนมีเงินหรือมีทรัพย์สมบัติมากเป็นหลายร้อยหรือเป็นพัน ๆ ล้านบาท เหตุผลในการที่จะทำประกันชีวิตจึงแทบไม่มี เพราะถ้าเขาตาย เงินมรดกก็มากมายพอที่จะทำให้ลูกหลานสบายเต็มที่อยู่แล้ว เงินทุนประกันชีวิตสูงสุดที่ส่วนใหญ่ก็ไม่เกิน 10-20 ล้านบาทนั้นย่อมไม่มีความหมายอะไร เหตุผลที่จะซื้อประกันเพื่อจะได้ผลตอบแทนที่ดี เช่น เฉลี่ยปีละอาจจะถึง 4% เมื่อรวมการได้รับลดหย่อนเรื่องภาษีเงินได้อาจจะถึง 5% ที่คนขายประกันมักพยายามนำมาชักชวนให้ซื้อประกันนั้น ผมคิดว่าในระยะยาวแล้วไม่คุ้มค่าสำหรับคนที่มีเงินมาก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เราไม่สามารถ“ลงทุน” ในการประกันชีวิตเป็นเงินมาก ๆ เมื่อเทียบกับเงินทั้งหมดของเราได้

“ความเสี่ยง” สำหรับคนที่มีเงินมากเหลือเฟือและไม่มีหนี้หรือภาระที่อาจจะต้องรับ กับความเสี่ยงของคนที่มีเงินหรือทรัพย์สินสุทธิไม่มากนั้นผมคิดว่าแตกต่างกัน คนที่มีเงินมากพอที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตลอดชีวิตทั้งของตนเองและลูกหลานอยู่แล้วนั้น ความเสี่ยงที่สำคัญอาจจะไม่ใช่ความเสี่ยงในการลงทุนตามปกติที่เกิดจากตราสารการเงินเช่น หุ้นหรือพันธบัตร หรือเงินฝาก หรือแม้แต่การลงทุนในธุรกิจหรือในอสังหาริมทรัพย์ เพราะการลงทุนเหล่านั้น แม้ว่าเขาจะขาดทุนไปครึ่งหนึ่งหรือขาดทุนไป 75% เงินที่เหลืออยู่ 25% ก็ยังเพียงพอที่เขาอาจจะอยู่ได้อย่างสบาย แต่ความเสี่ยงของเขาจริง ๆ นั้น อาจจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดจาก “ระบบ” หรือกฎเกณฑ์ของรัฐหรือประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปที่อาจจะทำลายการลงทุนของเขาจนหมดสิ้นไป สิ่งเหล่านี้ในบ้านเราอาจจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่ในบางประเทศเช่น ในยุโรปตะวันออกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ผมคิดว่าคนรวยหรือแม้แต่มหาเศรษฐีจำนวนไม่น้อยต้อง “สิ้นเนื้อประดาตัว” เพราะเมื่อเกิดสงคราม โรงงานหรือธุรกิจอาจถูกระเบิดทำลายไป เงินฝากที่มีอยู่ก็เฟ้อเนื่องจากประเทศแพ้สงครามหมดค่าลง บางคนมีที่ดินเหลือแต่หลังสงครามประเทศกลายเป็นคอมมิวนิสต์ที่ดินจึงถูกยึดเป็นของรัฐ ดังนั้น สำหรับคนเหล่านี้ การลงทุนที่สำคัญมากที่จะลดความเสี่ยงจริง ๆ จึงอาจจะอยู่ที่การกระจายการลงทุนไปในหลาย ๆ ประเทศซึ่งจะทำให้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ยังมีเงินพอที่จะใช้ชีวิตที่สุขสบายได้

ข้อตรวจสอบตัวเองต่อมาก็คือเรื่องของรายได้จากการทำงาน ถ้างานของเรานั้นทำเงินได้ดีและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น เรามีอาชีพเป็นหมอศัลยกรรม และเราคิดว่าเมื่อถึงเวลาที่เราต้องใช้เงินมากในอนาคตเช่น การส่งลูกเรียนต่างประเทศ เราก็น่าจะมีกำลังที่ทำได้ด้วยรายได้จากเงินเดือน ในกรณีแบบนี้ เราก็สามารถลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงเช่นหุ้นได้มากในขณะนี้ แต่ถ้างานในปัจจุบันนั้นถึงจะมีรายได้ดีแต่ไม่ได้มีความแน่นอนมาก การลงทุนของเราก็อาจจะต้องระมัดระวังมากขึ้น เช่น อาจจะต้องลงทุนในตราสารการเงินที่เสี่ยงน้อยกว่าเช่น การลงทุนในพันธบัตรมากกว่า เป็นต้น หรือในกรณีที่เรามีรายได้ไม่มากแต่มีความมั่นคงในการทำงาน แผนการเงินของเราอาจจะเป็นเรื่องของการพยายามอดออมและกันเงินไว้ลงทุนในหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิธีนี้ แม้ว่าเงินที่ลงทุนอาจจะน้อย แต่ด้วยเวลาที่ผ่านไปยาวนาน เราก็อาจจะมีทรัพย์สินที่มากพอและมีชีวิตที่สุขสบายได้ในยามที่เราแก่ตัวลง

เรื่องของอายุก็เป็นปัจจัยสำคัญของการกำหนดแนวทางในการลงทุน ถ้าอายุเราน้อยและมีกำลังทำงานเต็มที่ การลงทุนที่ “เสี่ยง” ประเภทลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรือบางทีมากกว่านั้น ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ “ไม่เสี่ยง” เพราะเราสามารถ “แก้ตัว” นั่นคือ หาเงินมาใช้เลี้ยงชีวิตตนเองตามอัตภาพได้เสมอ แต่เมื่อเรามีครอบครัวที่ต้องอุปการะหรืออายุมาก 40-50 ปีขึ้นไปแล้ว การลงทุนก็ควรจะ Balance หรือมีความสมดุลขึ้น เช่น ควรจะมีการลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอที่มีการลงทุนทั้งด้านของหุ้น ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเงินสดและการประกันชีวิต ที่จะทำให้เรามีความสบายใจว่าเงินจะไม่หายไปมากในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายหรือเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการผลตอบแทนที่ดีพอสมควรที่จะทำให้ความมั่งคั่งของเราไม่ลดลงเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่กัดกินค่าของเงินอย่างช้า ๆ ตลอดเวลา

ค่าใช้จ่ายทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่เราจะต้องคาดการณ์ไว้ล่วงหน้านั้น น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญมากอย่างหนึ่งในการวางแผนการเงินและการลงทุน รายจ่ายที่สำคัญมากที่สุดที่ต้องคำนึงถึงก็คือ รายจ่ายทางด้านการศึกษาของลูกและรายจ่ายทางด้านการรักษาพยาบาลของพ่อแม่ถ้าเราเป็นคนที่จะต้องรับผิดชอบ และค่าใช้จ่ายของตัวเราเองเวลาเจ็บไข้ เรื่องของลูกนั้น นอกจากจำนวนที่เรามีหรือต้องการที่จะมีแล้ว เราคงต้องวางแผนว่าจะให้เขาเรียนที่ไหนในระดับประถมถึงมัธยม และระดับปริญญาตรี-โท ในประเทศหรือต่างประเทศ เพราะค่าใช้จ่ายนั้นแตกต่างกันมาก ในเรื่องของการรักษาพยาบาลนั้น โชคดีที่ประเทศเรามีระบบสวัสดิการสังคมที่ดีมาก ดังนั้น ถ้าเราวางแผนที่ดีพอ เราจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากโดยการสมัครในโปรแกรมต่าง ๆ เช่น ประกันสังคม ที่จะทำให้เราได้รับความคุ้มครองด้วยรายจ่ายที่ไม่สูงเกินไป ส่วนในเรื่องของการศึกษานั้น รายจ่ายที่มากน้อยมักจะอยู่ที่เราเลือกว่าจะให้ลูกไปทางสาย “อินเตอร์” หรือสาย “ไทย” ความเห็นของผมก็คือ ในระดับกลาง ๆ ค่อนข้างสูงก็คือ เน้นอินเตอร์ในประเทศจนจบปริญญาตรี แล้วถ้ามีโอกาสก็ไปต่อโทต่างประเทศที่เป็นโปรแกรม 1 ปี นี่น่าจะเพียงพอสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่จะต้อง “ต่อสู้” ในโลกที่เป็น “สากล”

สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ ความรู้และประสบการณ์ในการลงทุน คนที่มีพื้นฐานทางด้านการคำนวณหรือทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น มักจะมีความได้เปรียบในการศึกษาเรื่องของการลงทุน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียนมาทางสายการเงินหรือทางธุรกิจพวกเขาสามารถศึกษาเรื่องการลงทุนได้ไม่ยากนัก แต่คนที่เป็น “หัวศิลป์” จำนวนไม่น้อยไม่สามารถวิเคราะห์หุ้นได้ แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นว่าเราไม่สามารถลงทุนในหุ้นได้ ว่าที่จริง ปีเตอร์ ลินช์ เคยพูดว่า “ถ้าเรารู้ว่าเราโง่เรื่องการเงิน เราก็หายโง่แล้ว” วิธีที่จะลงทุนในหุ้นแบบคนที่ไม่รู้เรื่องหรือวิเคราะห์หุ้นไม่เป็นที่ดีที่สุดก็คือ การซื้อกองทุนอิงดัชนีเช่น SET 50 ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีเงินลงทุน ด้วยวิธีนี้ คนที่ไม่เก่งเรื่องหุ้นก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีพอใช้ได้ และบ่อยครั้งก็ดีกว่า“มืออาชีพ” ด้วยซ้ำ การมีความรู้และประสบการณ์ในการลงทุนที่ดีนั้น ผมคิดว่าทำให้แผนการเงินหรือการลงทุนของคน ๆ นั้นอาจจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเกณฑ์มาตรฐาน การ “ถือหุ้น 100% ตลอดไป” นั้น ดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์ของ VI ผู้มุ่งมั่น จำนวนมากในทศวรรษนี้ ว่าที่จริง หลายคนที่ประสบความสำเร็จสูงนั้น ลงทุนในหุ้นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องยาวนาน ผมเองคิดว่านี่ไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมและอาจจะดีเฉพาะในบางสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม แผน แนวทาง หรือกลยุทธ์การลงทุน นั้นเป็นเรื่องของแต่ละคน เขาอาจจะมีเงินหรือมีทรัพย์สมบัติที่จะสามารถ “รองรับขั้นสุดท้าย” เช่น มีพ่อแม่ที่มีเงินมากพอในกรณีที่เขา “หายนะ” เป็นต้น ดังนั้น เราจึงไม่สามารถจะบอกว่าผิดหรือถูก เราควรจะคิดว่าเรื่องการลงทุนนั้น “ตัวใครตัวมัน”

Fin Star Group จัดงานสัมนา หัวข้อ" Investment Winning Outlook " วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2557 เวลา 13.00น. - 17.00น. ( เริ...
10/07/2014

Fin Star Group จัดงานสัมนา หัวข้อ" Investment Winning Outlook " วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2557 เวลา 13.00น. - 17.00น. ( เริ่มลงทะเบียน 12.30 น.- 13.00 น. สถานที่.โรงแรม Grand Millennium Sukhumvit ห้อง Ballroom 2 ชั้น 4 สนใจร่วมงานติดต่อที่ คุณต้อย 081-1942417

Fin Star Group จัดงานสัมนา หัวข้อ" ปรับดวงรับทรัพย์  ปรับพอร์ตรับเงิน "  วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2557 เวลา 13.00น. - 16....
18/06/2014

Fin Star Group จัดงานสัมนา หัวข้อ" ปรับดวงรับทรัพย์ ปรับพอร์ตรับเงิน " วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2557 เวลา 13.00น. - 16.00น.( เริ่มลงทะเบียน 12.30 น.- 13.00 น. สถานที่.สมาคมราชกรีฑาสโมสร ห้องราชกรีฑาฮอลโปโลคลับ ซอยโปโล ถนนวิทยุ สนใจร่วมงานติดต่อที่ คุณต้อย 081-1942417

Fin Star Group จัดงานสัมนาประจำไตรมาสที่1  หัวข้อ" เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนทิศ ปรับแนวคิดการลงทุน"  วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2557...
19/03/2014

Fin Star Group จัดงานสัมนาประจำไตรมาสที่1 หัวข้อ" เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนทิศ ปรับแนวคิดการลงทุน" วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2557 เวลา 13.00น. - 16.00น. สถานที่สมาคมราชกรีฑาสโมสร ห้องราชกรีฑาฮอลโปโลคลับ ซอยโปโล ถนนวิทยุ สนใจร่วมงานติดต่อที่ คุณต้อย 081-1942417

ที่อยู่

Jewellery Center Building 10th Floor, Nares Road, Bangrak
Bangkok
10500

เบอร์โทรศัพท์

+66816879083

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Fin Star Groupผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์