วางแผนการเงิน by We Plan Money

วางแผนการเงิน by We Plan Money ชีวิตก็เหมือนการเล่นดัมมี่ เราไม่รู้ว่าจะจั่วได้ไพ่ใบไหน หน้าที่เราคือบริหารไพ่ในมือที่ได้ให้ดีที่สุด

อดีต System Analyst ที่รู้สึกว่ายิ่งเงินเดือนได้เพิ่มมากขึ้น ขึ้นที่เหลือเก็บก็น้อยลง และคิดว่าถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันไม่ดีแน่ เห็นคนอื่นพูดมาก็มากมาย แต่พอเจอกับตัวเอง จึงเริ่มเข้าใจว่า ไม่ใช่แค่ รายได้ที่มากขึ้นเท่านั้น แต่ต้องมาจากหาเงินได้ เก็บเงินเก่ง และให้เงินให้ไปออกดอกออกผลอย่างฉลาด

06/02/2026

ถอดบทเรียนการเงินเรื่องที่ 1

"โปรดสวมหน้ากากออกซิเจนให้ตัวคุณเอง
ก่อนช่วยเหลือผู้อื่น"

หลายครั้งที่เราได้ยินเรื่องเล่าต่อกันมา
ลูกไปทำงานต่างประเทศแล้วส่งเงิน
กลับมาช่วยเหลือครอบครัว

แต่พอครบกำหนดกลับมา

ปรากฏว่าเงินที่ส่งกลับมา แม่ หรือ ภรรยา
หรือสามีเอาไปให้หมดแล้ว

หรือคนใจบุญ ดารา นักร้อง
ที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นแต่พอถึงคราวที่ตัวเอง
ลำบากหรือรายได้หายไป กลับไม่มีคนคอยช่วยเหลือ

ไม่ใช่ลืมบุญคุณแต่คนที่เราช่วยเหลือไป
เค้าก็เอาตัวเองไม่รอดเหมือนกัน

การเตรียมเงินออมไว้ให้ตัวเอง
ดูไม่ใช่เรื่องยากเย็นเกินไปนัก
เงินก้อนนี้อาจจะไม่ได้เติบโตก้าวกระโดด

แต่เหมือนเตรียมตาข่ายรองรับตัวเอง
ในวันที่อะไรก็ไม่เป็นใจ
รักใครก็อย่าลืมรักตัวเอง

และอย่าลืมคำว่า
โปรดสวมหน้ากากออกซิเจนให้ตัวคุณเอง
ก่อนช่วยเหลือผู้อื่น

ถ้าวันนี้ไม่มีประกันบำนาญ อย่าลืมว่งแผนซื้อบำนาญติดไว้
ถ้าไม่รู้จะซื้อกับใคร ทักมาปรึกษา we plan money ได้นะคะ

ทองขึ้น คนรวยอย่างเรา ก็ต้องไปรื้อของที่มีมาขายเอากำไร
29/01/2026

ทองขึ้น คนรวยอย่างเรา
ก็ต้องไปรื้อของที่มีมาขายเอากำไร

29/01/2026

🔥 กองทุนแนะนำ รับต้นวัฏจักร Commodities Super-Cycle

ได้เวลาของสินค้าโภคภัณฑ์โลก ทั้งราคาน้ำมัน พลังงาน และสินค้าการเกษตร

ลงทุนเลย ✅ https://finno.me/funds-call-ln

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

รหัสผู้แนะนำการลงทุน 066047

https://www.facebook.com/share/p/1E4ngNUsGk/
28/01/2026

https://www.facebook.com/share/p/1E4ngNUsGk/

รวม 7 ช่อง เปลี่ยน YouTube
เป็น “โรงเรียนสอนไอเดียหาเงิน”
คนไทยดู YouTube เฉลี่ยวันละ 2.5 ชั่วโมง แต่มีเพียง 3% เท่านั้นที่ใช้เวลาดูเนื้อหาเพื่อเรียนรู้การสร้างรายได้ ส่วนที่เหลือ 97% ยังคงใช้เป็นแหล่งความบันเทิงเท่านั้น
ข้อมูลจาก YouTube Analytics เผยว่า คนส่วนใหญ่เลือกดูคลิปเพลง วิดีโอตลก หรือรีวิวสินค้า มากกว่าคลิปที่สอนทักษะการหาเงิน แม้ว่าคลิปการศึกษาจะมีอัตราการกลับมาดูซ้ำสูงกว่า 340% และมีเวลาการรับชมเฉลี่ยนานกว่าคลิปบันเทิงถึง 2 เท่า
สถิติแสดงให้เห็นว่า ช่อง YouTube ที่สอนเกี่ยวกับการหาเงินมีอัตราการเติบโตของผู้ติดตาม 45% ต่อปี และมีมูลค่าโฆษณาสูงกว่าหมวดหมู่อื่น 8 เท่า นั่นแสดงว่าเนื้อหาเหล่านี้มีคุณภาพและมีความต้องการสูง แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าต้องดูช่องไหน
วันนี้จะมาแนะนำ 7 ช่อง YouTube ที่สอนวิธีการหาเงินแบบเป็นขั้นตอน โดยแต่ละช่องมีจุดเด่นเฉพาะด้านที่ต่างกันออกไป พร้อมเทคนิคที่ผู้ชมนำไปปฏิบัติแล้วสร้างรายได้เพิ่มได้จริง
1. ช่อง Mark Tilbury
มีผู้ติดตาม 3.9 ล้านคน และยอดรับชมรวมกว่า 1.44 พันล้านครั้ง
เป็นศูนย์รวมความรู้ด้านการเงินส่วนตัวและการลงทุนระยะยาว
Mark เป็นนักธุรกิจอังกฤษที่มีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 250 ล้านบาท (8 ล้านดอลลาร์) ในปี 2025
Mark เริ่มต้นจากการออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 ปี แล้วสร้างธุรกิจของเล่นควบคุมระยะไกลชื่อ Model World Ltd ในปี 1988 ปัจจุบันเขาดำเนินธุรกิจหลายแห่ง รวมถึง Century UK Ltd และ Mark Tilbury Coaching Ltd สร้างรายได้ประมาณ 2 ล้านบาทต่อสัปดาห์ (60,000 ดอลลาร์) จากแหล่งรายได้หลากหลาย
จุดเด่นของช่องนี้คือการสอนแบบเป็นขั้นตอนตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ การลงทุนในตลาดหุ้น การจัดการการเงินส่วนตัวอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างกระแสรายได้เสริม รวมถึงการสร้าง mindset ที่เหมาะสมกับการสร้างความมั่งคั่ง ด้วยภาษาง่าย อารมณ์เป็นกันเอง เหมือนพ่อสอนลูก มีอารมณ์ขัน และแชร์ทั้งความสำเร็จและความผิดพลาดในอดีต วิดีโอเฉลี่ย 17 นาทีต่อคลิป
2. ช่อง Jordan Bown
ของนักธุรกิจวัย 24 ปี จากรัฐยูทาห์ที่เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่จบมัธยมศึกษา
แทนที่จะเลือกเส้นทางเรียนต่อ Jordan สร้างรายได้มากกว่า 7 หลักด้วยธุรกิจ dropshipping และ e-commerce โดยได้กำไรสุทธิเกือบ 10 ล้านบาทต่อเดือน (300,000 ดอลลาร์)
Jordan รู้สึกไม่ถูกกับงานในระบบการศึกษา เขาจึงออกจากมหาวิทยาลัยและเริ่มทำงานบริการ ทำงานเคาะประตูขายของ แต่เขาต้องการมากกว่านั้น จนได้พบกับ dropshipping และการตลาดออนไลน์
จุดเด่นของช่องคือ การนวบรวมเทมเพลต Shopify, คู่มือ FAQ, เทมเพลตอีเมล และคู่มือ PDF อื่นๆ ในชุมชน Jordan's Library เขาสอน dropshipping แบบ step-by-step อย่างละเอียด การค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ขายดี การตั้งค่าร้านค้า การทำโฆษณา และการขยายธุรกิจ เปิดเผยตัวเลขรายได้จริง และเน้นว่าคนธรรมดาก็เริ่มได้ไม่ต้องมีทุนเยอะ โดยได้รับการสนับสนุนจาก AutoDS เป็นพาร์ทเนอร์
3. ช่อง Chad Kimball
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Local SEO และ Google Maps marketing
ที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี
Chad สร้างรายได้มากกว่า 900 ล้านบาท (30 ล้านดอลลาร์) ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาจากการจัดอันดับและให้เช่าสินทรัพย์ดิจิทัล
ธุรกิจหลักของ Chad คือการสร้างเว็บไซต์และ Google Business Profiles ให้ติดอันดับสูงใน Google Maps แล้วให้เช่ากับเจ้าของธุรกิจท้องถิ่นเป็นรายเดือน ปัจจุบันเขาดำเนินธุรกิจผ่าน Local AutoPilot ในชิคาโก มีนักเรียนกว่า 1,800 คน
ช่องนี้เน้นการโฟกัสวิธีการทำเงินแบบ niche ที่คนอื่นไม่ค่อยสอน ภาษาเข้าใจง่าย กระชับ เน้น "ทำตามได้เลย"
4. ช่อง Sean Dollwet
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Amazon Kindle Direct Publishing
ที่เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 21 ปี
ภายใน 5 ปี เขาเปลี่ยนจากมือใหม่ที่ไม่มีเงินเป็นนักธุรกิจที่สร้างรายได้มากกว่า 33 ล้านบาท (1 ล้านดอลลาร์) ตอนอายุ 26 ปี
Sean ขายธุรกิจ KDP แรกในราคาประมาณ 26 ล้านบาท (800,000 ดอลลาร์) และในเดือนมกราคม ปีนี้ เขาสร้างบัญชี KDP ใหม่เพื่อพิสูจน์ว่าความสำเร็จครั้งแรกไม่ใช่แค่โชค ปัจจุบันเขาสร้างรายได้ประมาณ 190,000 บาทต่อเดือน (6,000 ดอลลาร์) จากการขายหนังสือออนไลน์
จุดเด่นของช่องคือการสอนกลยุทธ์ "Book Stacking" ซึ่งเป็นการสร้างหนังสือหลายเล่มในหัวข้อเดียวกัน สร้างแบรนด์ และสร้างผู้ติดตามที่จะซื้อหนังสือ โดยไม่ต้องเขียนเองด้วยการใช้ ghostwriter และนักออกแบบ สอนการค้นหา keyword ที่ขายดี การวิเคราะห์คู่แข่ง การสร้างหนังสือ eBooks, Paperbacks และ Audiobooks การทำ email marketing และการขยายไปสู่ตลาด audiobook เขาแสดงผลลัพธ์ตัวเองให้เห็นชัด มีเนื้อหาลึกถึงขั้นตอนเล็กๆ ที่คนอื่นข้าม และสร้าง community + support system ให้ผู้เรียนผ่านคอร์ส Royalty Hero
5. ช่อง Wisdom Speaks
จากสหราชอาณาจักร มีผู้ติดตาม 323,000 คน และยอดรับชมรวม 11.9 ล้านครั้ง
เป็นช่องที่เน้นการสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนา mindset ผ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเงินส่วนบุคคลและการเป็นผู้ประกอบการ
ช่องนี้มุ่งเป้าให้ผู้ชมบรรลุความเป็นอิสระทางการเงินและใช้ชีวิตตามความต้องการของตนเอง โดยสำรวจหัวข้อต่างๆ เช่น การหาเงินออนไลน์ การตลาดแบบ affiliate กระแสรายได้แบบ passive income และการหลุดพ้นจากแบบแผนการจ้างงานแบบดั้งเดิม
จุดเด่นของช่องคือการนำเสนอเนื้อหา ด้วยภาษาที่สั้น กระชับ เน้น emotional impact และผสม spiritual/inspirational message ทำให้คนดูรู้สึก "มีกำลังใจ" และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต ให้คำแนะนำและกลยุทธ์สำหรับบุคคลที่ต้องการเติบโตทางการเงินและมีวิถีชีวิตที่สมบูรณ์มากขึ้น
6. ช่อง Wholesale Ted
ของ Sarah Crisp ผู้ประกอบการจากนิวซีแลนด์
ที่เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 15 ปี ขณะทำงานเป็นแคชเชียร์ในซูเปอร์มาร์เก็ต
ปัจจุบันช่องนี้มีผู้ติดตามมากกว่า 1.3 ล้านคนบน YouTube และ Sarah มีมูลค่าทรัพย์สินหลายล้านดอลลาร์
Sarah เริ่มต้นด้วยการค้นพบ 'hack' ที่ช่วยให้เธอใช้ประโยชน์จากนโยบายเกมมือสองของ Gamestop เธอซื้อเกมจากต่างประเทศแล้วนำไปขายให้ Gamestop สร้างรายได้ 33,000 บาทในวันเดียว (1,000 ดอลลาร์) หลังจากนั้นเธอก็ขยายไปสู่ e-commerce และค้นพบ dropshipping และ print-on-demand
ในปี 2015 Sarah ร่วมสร้างช่อง YouTube ชื่อ Wholesale Ted ที่กลายเป็นหนึ่งในช่อง e-commerce ที่ใหญ่ที่สุด เธอยังเป็น Shopify Education Partner Approved course และมีคอร์สเรียน The Ecomm Clubhouse ในราคา 2,200 บาทต่อเดือน (67 ดอลลาร์) เธอสร้างรายได้หลักจากรายได้โฆษณา YouTube และการเป็น Shopify partner ประมาณ 330,000 บาทต่อเดือน (10,000 ดอลลาร์)
ช่องนี้มีจุดเด่นคือการใช้ตัวอย่างจริงจากร้านค้า ไม่ใช่แค่ทฤษฎี และมี honesty/reality check บอกทั้งด้านบวกและลบของธุรกิจ
7. ช่อง Alex Hormozi
นักธุรกิจที่สร้างมูลค่าทรัพย์สิน 3.3 พันล้านบาท (100 ล้านดอลลาร์) ก่อนอายุ 32 ปี
เขาเริ่มต้นด้วยการนอนบนพื้นยิม แต่วันนี้ดำเนินธุรกิจที่มีมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ผ่าน Acquisition .com ที่สร้างรายได้ประมาณ 2.8 พันล้านบาทต่อปี (85 ล้านดอลลาร์)
Alex เริ่มต้นจากการซื้อยิมเมื่ออายุ 20 กว่า และขยายเป็น 6 สาขาภายใน 3 ปี ต่อมาเขาขาย Gym Launch ในราคา 1.5 พันล้านบาท (46.2 ล้านดอลลาร์) ในปี 2021 ช่อง YouTube ของเขามีผู้ติดตามกว่า 2 ล้านคน และสร้างรายได้จากโฆษณาประมาณ 10 ล้านบาทต่อปี (300,000 ดอลลาร์)
ปัจจุบัน Alex และภรรยา Leila ดำเนินธุรกิจ Acquisition .com ซึ่งลงทุนในบริษัทที่มีรายได้ 1-10 ล้านดอลลาร์ในส่วนของ EBITDA โดยเน้นบริษัทที่นำโดยผู้ก่อตั้งและใช้โมเดลการเติบโตที่พิสูจน์แล้ว กลยุทธ์การลงทุนในบริษัทที่ทำกำไรได้ส่งผลให้เขามีอัตรากำไร 80% ทั่วทั้งพอร์ตการลงทุน
ช่องนี้มีจุดเด่นคือการใช้ data + case study จริง ไม่ขายฝัน พูดตรง หนักแน่น ไม่อ้อมค้อม และมีทั้ง short form (reels, shorts) และ long form (podcast, lecture) เนื้อหาเน้นการ scaling ธุรกิจ การสร้าง offers ที่ขายดี และการลงทุน
นี่คือ 7 ช่อง YouTube ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณเกี่ยวกับการสร้างรายได้ แต่ละช่องมีจุดเด่นเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การลงทุนระยะยาว การทำ e-commerce การ SEO ไปจนถึงการพัฒนา mindset หากคุณเลือกเรียนรู้อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ดูเพื่อความบันเทิง โอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตทางการเงินก็อยู่เพียงแค่การคลิกเดียว
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

พาบุตรหลานไปฝึกการออม และรับของที่ระลึกกัน https://www.facebook.com/share/1ByyfZaZZ3/
07/01/2026

พาบุตรหลานไปฝึกการออม และรับของที่ระลึกกัน

https://www.facebook.com/share/1ByyfZaZZ3/

ออมสินเปิดตัวกระปุก “จักรวาฬแห่งการออม” รีไซเคิลจากขยะทะเล 18 ตัน คิ้วท์ด้วย - รักษ์โลกด้วย
เมื่อพูดถึงวันเด็กแห่งชาติ แบรนด์ต่างๆ ต่างก็งัดเอากิจกรรมมาร่วมสร้างสีสันและแบ่งปันความทรงจำดีๆ ให้กับเยาวชน เพื่อสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ในโอกาสพิเศษ และเป็นประจำทุกปี ที่ "ธนาคารออมสิน" จะเปิดตัว "กระปุก" ดีไซน์พิเศษออกมา โดยปีนี้ “กระปุกออมสิน” รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันจากธนาคารออมสิน สำหรับปี 2569 นี้ ไม่ได้เพียงแค่แจกของขวัญ แต่กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่ผสาน “วินัยทางการเงิน” เข้ากับ “จิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม” ด้วย “จักรวาฬแห่งการออม”
“Save Money, Save Sea Life”: กระปุกออมสินที่สร้างจากขยะพลาสติก 18 ตัน

กระปุกออมสินวาฬน้อย “Save Money, Save Sea Life” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนแนวคิด Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) อย่างเป็นรูปธรรม ตัวกระปุกผลิตจากวัสดุขยะพลาสติกที่เก็บกู้จากชายฝั่งทะเล นำมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลและออกแบบในรูปทรงปลาวาฬ สัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ของท้องทะเล
โครงการนี้ช่วยลดขยะพลาสติกที่จะไหลลงสู่มหาสมุทรได้ถึง 18 ตัน ซึ่งเป็นการส่งข้อความถึงเด็กๆ ว่า “ทุกเหรียญที่หยอดลงไป ไม่เพียงแต่สร้างอนาคตทางการเงินให้ตัวเอง แต่ยังช่วยต่อลมหายใจให้สัตว์ทะเลและโลกของเรา” แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำขวัญวันเด็กปี 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าบทบาทของเด็กยุคใหม่ต้องรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อสิ่งแวดล้อม
และเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย Digital Transformation ธนาคารออมสินได้วางระบบการจองสิทธิ์ที่สะดวกและรวดเร็วผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ เว็บไซต์ธนาคาร, Line Official (GSB Society) และแอปพลิเคชัน MyMo ซึ่งช่วยลดความแออัดและสร้างประสบการณ์การรับบริการที่ทันสมัยให้กับคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครอง
รายละเอียดการรับสิทธิ์กระปุกออมสินวาฬน้อย:

- การจองสิทธิ์: ตั้งแต่วันที่ 5 – 8 มกราคม 2569 ผ่านช่องทางออนไลน์ที่กำหนด

- เงื่อนไขการรับของขวัญ: ฝากเงินตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 (วันเด็กแห่งชาติ) ผ่านทางสาขา, แอป MyMo หรือตู้ ADM

- การรับกระปุก: นำหลักฐานมาติดต่อรับได้ ณ สาขาที่ลงทะเบียนไว้ ตั้งแต่วันที่ 10 – 31 มกราคม 2569 จำนวน 1 ชิ้นต่อ 1 สิทธิ์

โดยงานนี้ขอสงวนสิทธิ์สำหรับบัญชีเงินฝากหรือสลากออมสินที่มีชื่อผู้เยาว์ หรือเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์เท่านั้น!!! โอ๊ยยยยย อยากได้แต่ไม่เยาว์แล้วอ่ะสิ

#จักรวาฬแห่งการออม #ออมสิน #วันเด็ก

ลองตรวจสอบรายได้ของตัวเองก่อนยื่นภาษีที่อาจจะเป็นรายได้ที่ยังไม่อัพเดท เพราะพวกค่าลดหย่อนยังไม่มา น่าจะอัพเดทช่วง มกรา ก...
03/01/2026

ลองตรวจสอบรายได้ของตัวเองก่อนยื่นภาษีที่
อาจจะเป็นรายได้ที่ยังไม่อัพเดท
เพราะพวกค่าลดหย่อนยังไม่มา
น่าจะอัพเดทช่วง มกรา กุมพา

เนื่องมาจากปี68 มีลูกค้าลืมคำนวนรายได้ เลยคำนวนภาษีผิด ส่วนอีกเคสก็ลืมกันเงินไว้ซื้อรายการลดหย่อน เริ่มต้นปีด้วยการทำราย...
02/01/2026

เนื่องมาจากปี68 มีลูกค้าลืมคำนวนรายได้ เลยคำนวนภาษีผิด
ส่วนอีกเคสก็ลืมกันเงินไว้ซื้อรายการลดหย่อน

เริ่มต้นปีด้วยการทำรายรับ รายจ่าย ปกติถ้าทำรายเดือนอาจจะเห็นภาพไม่ชัด
ใส่ข้อมูลรายปีไปเลย เห็นลูกค้ารุ่นพี่บางคน
คำนวนเงินหลังเกษียณออกมาละเอียดมาก

ไฟล์รายรับรายจ่ายตัวนี้ค่อนข้างละเอียด
ขอบคุณหัวหน้าที่ส่งต่อมรดกอันนี้มาให้ด้วยค่า

13/12/2025

บริษัทมีการซื้อประกันต่อ โดยทำประกันความเสี่ยงไว้ที่ต่างประเทศต่ออีกที

https://www.facebook.com/share/p/16Nb1bho3Q/
10/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/16Nb1bho3Q/

The Art of Spending Money ศิลปะแห่งการใช้เงิน เขียนโดย Morgan Housel
พฤติกรรมทางการเงินของมนุษย์คือสิ่งที่มักถูกตัดสินด้วยสายตา แต่เบื้องหลังการตัดสินใจใด ๆ ล้วนมีเส้นทางชีวิตที่หล่อหลอมมันขึ้นมา
มนุษย์ไม่เคยสับสนเรื่องการหาเงินเท่ากับสับสนเรื่องการใช้เงิน เราเข้าใจว่าความมั่งคั่งคือผลรวมของรายได้ แต่ความเป็นจริง ความมั่งคั่งคือผลรวมของความพอใจ ความสงบ และความสัมพันธ์ที่เงินช่วยสร้างหรือทำลายได้ในพริบตาเดียว
สิ่งที่เป็นปัญหาของเงิน คือความคาดหวังที่ซ่อนอยู่ข้างหลังการใช้เงินทุกครั้ง ความหวังว่าจะเป็นที่รักมากขึ้น ความหวังว่าจะรู้สึกดีขึ้น ความหวังว่าจะมีชีวิตที่มั่นคงขึ้น หรือแม้แต่ความหวังว่าจะพิสูจน์ตัวตนได้ในสายตาคนอื่น
วินสตัน เชอร์ชิลล์ เคยกล่าวว่าเขาได้ประโยชน์จากแอลกอฮอล์มากกว่าที่แอลกอฮอล์ได้จากเขา ด้วยตรรกะเดียวกัน Housel เคยเห็นคนรวยที่เงินได้ประโยชน์จากพวกเขามากกว่าที่พวกเขาได้จากมัน
เงินซื้อความสุขได้ไหม? ได้
การใช้เงินทำให้มีความสุขมากขึ้นได้ไหม? ได้
แต่ลองนึกถึงคนหนุ่มที่ถังแตกแต่ซื้อรถที่เขาไม่สามารถจ่ายไหว เพราะเขาคิดว่ามันจะนำมาซึ่งความเคารพและการชื่นชมจากเพื่อนๆของเขา
หรือคนที่ออมเงินมาตลอดชีวิตอย่างขยันขันแข็งแต่ไม่สามารถบังคับตัวเองให้ใช้เงินในจำนวนที่สมเหตุสมผลในวัยเกษียณได้ เพราะ "นักออม" ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของพวกเขาไป
ในระบบการศึกษา การเงินถูกสอนเหมือนวิทยาศาสตร์ มีสูตรที่ชัดเจนและข้อสรุปที่มีเหตุผล แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เงินคือศิลปะ
================================
1. เรื่องของเก้าอี้ราคา 21,000 ดอลลาร์
Housel เคยทำงานเป็นพนักงานเปิดประตูรถที่โรงแรมห้าดาวในลอสแองเจลิสตอนเรียนมหาวิทยาลัย วันหนึ่งโรงแรมจัดงานแสดงเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์แบบเชิญเท่านั้นสำหรับชนชั้นสูงที่ร่ำรวยในเมือง
ผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาที่จุดจอดรถพร้อมคุยกับเพื่อนว่าเขาเพิ่งใช้เงิน 21,000 ดอลลาร์ซื้อเก้าอี้ตัวเดียว เพื่อนร่วมงานหลายคนของ Housel ได้ยินและตะลึง การใช้เงินมากขนาดนั้นกับเก้าอี้ตัวเดียว มันเป็นเรื่องที่พวกเขาจินตนาการไม่ออก
ผู้ชายคนนั้นเห็นสีหน้างุนงงของพวกเขาและพูดว่า "ฉันรู้ มันบ้า แต่เมื่อพวกนายมีเงิน นี่คือสิ่งที่พวกนายควรจะทำ"
Housel พบว่ามันเป็นการเลือกใช้คำที่น่าสนใจมาก "ควรจะทำ" เขาชอบเก้าอี้ตัวนั้นจริงๆ หรือ? หรือเขาแค่ไล่ตามสิ่งที่สังคมบอกว่าเขาควรจะชอบและควรจะใช้เงินอย่างไร?
Housel จำได้ว่าตอนนั้นในฐานะเด็กอายุสิบเก้าปีที่ใฝ่ฝันจะรวยสักวัน เขาคิดว่า นี่คือสิ่งที่ฉันควรจะทำสักวันเหรอ? ฉันควรจะเรียนหนักหลายชั่วโมงในมหาวิทยาลัยและทำงานหนักในอาชีพหลายทศวรรษเพื่อที่จะบอกเพื่อนว่าฉันซื้อเก้าอี้น่าเกลียดที่ราคาเท่ากับครึ่งหนึ่งของรายได้ครัวเรือนเฉลี่ย?
มันจะทำให้เขามีความสุขมากขึ้นจริงๆ หรือ?
เมื่อ Housel ประมวลผลทั้งหมด เขาจำได้ว่าปฏิกิริยาของเขาเปลี่ยนจากความประหลาดใจเป็นความขบขัน และเกือบจะรู้สึกสงสารผู้ชายคนนั้น
เขาได้รู้จักคนเหล่านี้หลายคน รู้สึกเหมือนว่าพวกเขาหลายคนมีการไล่ล่าความมั่งคั่งอย่างไร้จุดหมายโดยไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องการมัน นอกจากแรงกระตุ้นดึกดำบรรพ์ที่อยากได้มากขึ้น พวกเขาเก่งมากในการหาเงิน แต่ความสามารถของพวกเขาในการเปลี่ยนเงินนั้นให้เป็นชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีความหมายนั้นสั่นคลอนอย่างมาก
แน่นอนว่ามีเส้นทางอื่น หลายคนค้นพบวิธีใช้เงินเป็นเครื่องมือในการให้สิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุขในชีวิตจริงๆ แต่ผู้ชายเก้าอี้รวยคนนั้นพูดถูก สิ่งที่สังคมบอกว่าควรทำกับเงินไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเสมอไปเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากมัน
แต่หลังจากเขียนเกี่ยวกับเงินมาสองทศวรรษ Housel ประหลาดใจอย่างต่อเนื่องว่าพวกเราส่วนใหญ่แย่แค่ไหนในการรู้ว่าต้องการอะไรจากเงิน หรือจะใช้มันเป็นอะไรมากกว่าเกณฑ์วัดสถานะและความสำเร็จได้อย่างไร
หากถามพ่อแม่ว่าพวกเขาปรารถนาอะไรให้ลูก หลายคนจะตอบว่า "ฉันแค่อยากให้พวกเขามีความสุข"
อยากให้พวกเขารวยและประสบความสำเร็จไหม? "ก็แน่นอน" พวกเขาจะตอบ "แต่ส่วนใหญ่แล้วฉันแค่อยากให้พวกเขามีความสุข"
นั่นเป็นความคิดที่ดี แต่พ่อแม่หลายคนเหล่านั้น ในชีวิตของตัวเองไล่ตามเงินและสถานะโดยแลกกับความสุข
บางทีเหตุผลที่พ่อแม่ปรารถนาความสุขมากกว่าความสำเร็จให้ลูกอาจเป็นเพราะพวกเขาเห็นข้อเสียของการไล่ตามสิ่งหนึ่งโดยไม่สนใจอีกสิ่งหนึ่ง
คาร์ล ยุง หนึ่งในนักจิตวิทยาที่มีอิทธิพลมากที่สุดเคยถูกถามว่า "คุณคิดว่าอะไรคือปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เกิดความสุขในจิตใจมนุษย์" เขาระบุไว้ดังนี้
(1) สุขภาพกายและจิตที่ดี
(2) ความสัมพันธ์ส่วนตัวและใกล้ชิดที่ดี เช่น การแต่งงาน ครอบครัว และมิตรภาพ
(3) ความสามารถในการรับรู้ความงามในศิลปะและธรรมชาติ
(4) มาตรฐานการครองชีพที่สมเหตุสมผลและงานที่น่าพอใจ
(5) มุมมองทางปรัชญาหรือศาสนาที่สามารถรับมือกับความผันผวนของชีวิตได้สำเร็จ
จะเห็นได้ว่าการมีเงินสามารถส่งผลต่อบางประเด็นเหล่านั้น แต่เงิน โดยเฉพาะเงินจำนวนมาก ไม่ใช่หนึ่งในประเด็นเหล่านั้น
2. หกหลักการแห่งศิลปะการใช้เงิน
หนังสือเล่มนี้จะไม่สอนวิธีการใช้เงิน หากใครทำได้ มันคงถูกเรียกว่า The Science of Spending Money
แต่ Housel สนใจศิลปะของการใช้เงินมากกว่า ศิลปะไม่สามารถกลั่นเป็นสูตรที่ใช้ได้กับทุกคน ศิลปะมีความซับซ้อน มักขัดแย้งกัน และสามารถเป็นหน้าต่างสู่บุคลิกภาพ
ศิลปะของการใช้เงินครอบคลุมเรื่องต่างๆ เช่น ความเป็นปัจเจก ความโลภ ความอิจฉา สถานะ และความเสียใจ นั่นคือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้พูดถึง
Housel พยายามจัดการกับศิลปะของการใช้เงินจากหลายมุม แต่พบจุดร่วมบางอย่าง
หลักการที่ 1 = มีสองวิธีในการใช้เงิน วิธีแรกคือเป็นเครื่องมือในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น อีกวิธีคือเป็นไม้บรรทัดวัดสถานะเพื่อเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น หลายคนใฝ่ฝันถึงสิ่งแรก แต่ใช้ชีวิตไล่ตามสิ่งหลัง
หลักการที่ 2 = เงินเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ได้ แต่ถ้าไม่ระวัง มันจะใช้คุณ มันจะใช้คุณอย่างไร้ความปราณีและโดยที่คุณไม่รู้ตัว สำหรับหลายคน เงินเป็นทั้งสินทรัพย์ทางการเงินและหนี้สินทางจิตวิทยา ความหลงใหลอย่างมืดบอดในการอยากได้มากขึ้นสามารถแย่งชิงอัตลักษณ์ ควบคุมบุคลิกภาพ และเบียดส่วนอื่นๆ ของชีวิตที่นำมาซึ่งความสุขมากกว่าออกไป
หลักการที่ 3 = การใช้เงินสามารถซื้อความสุขได้ แต่มักเป็นเส้นทางอ้อม เงินเองไม่ได้ซื้อความสุข แต่มันสามารถช่วยค้นหาอิสรภาพและจุดมุ่งหมาย ซึ่งทั้งสองอย่างเป็นส่วนผสมสำคัญของชีวิตที่มีความสุขมากขึ้นหากปลูกฝังมัน บ้านใหญ่และสวยอาจทำให้มีความสุขมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะมันทำให้ง่ายขึ้นในการเชิญเพื่อนและครอบครัวมา และเพื่อนกับครอบครัวคือสิ่งที่ทำให้มีความสุขจริงๆ
หลักการที่ 4 = ความสุขที่ยั่งยืนพบได้ในความพอใจ ดังนั้นคนที่มีความสุขที่สุดกับเงินมักเป็นคนที่พบทางหยุดคิดเกี่ยวกับมัน สามารถให้คุณค่ากับมัน ชื่นชมมัน แม้แต่ทึ่งกับมัน แต่ถ้าเงินไม่เคยออกจากความคิด เป็นไปได้ว่าได้พบตัวเองกับความหมกมุ่น ที่มันควบคุมคุณ การใช้เงินที่ดีที่สุดคือเป็นเครื่องมือในการยกระดับว่าคุณเป็นใคร แต่ไม่ใช่เพื่อกำหนดว่าคุณเป็นใคร
หลักการที่ 5 = หากสับสนว่าชีวิตที่ดีกว่าจะเป็นอย่างไร "ชีวิตที่มีเงินมากขึ้น" เป็นสมมติฐานที่ง่าย แต่บางครั้งมันอาจปิดบังปัญหาที่ลึกกว่า เงินเป็นสิ่งที่จับต้องได้จนเป็นเป้าหมายที่ง่ายต่อการไล่ตาม และการไล่ตามมันสามารถกลายเป็นเส้นทางที่ต้านทานน้อยที่สุดสำหรับคนที่ยังไม่ค้นพบว่าอะไรหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณจริงๆ
หลักการที่ 6 = ทุกคนสามารถใช้เงินในแบบที่จะทำให้พวกเขามีความสุขมากขึ้น แต่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ของดีที่ทำให้คนหนึ่งมีความสุขอาจดูบ้าสำหรับอีกคน และในทางกลับกัน การถกเถียงว่าควรใช้ชีวิตแบบไหนมักเป็นแค่คนที่มีบริบทต่างกัน และพูดคนละเรื่อง
ในหนังสือ The Quest of the Simple Life ปี 1907 William Dawson เขียนไว้ว่าแต่คนโง่เท่านั้นที่จะเสียสละชีวิตจริงเพื่อการไล่ตามชีวิตในจินตนาการที่ดีกว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
3. พฤติกรรมทั้งหมดมีเหตุผลเมื่อมีข้อมูลเพียงพอ
คำถามสำคัญที่ Housel ชอบคือ "คุณมีประสบการณ์อะไรที่ฉันไม่มีที่ทำให้คุณเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อ? และฉันจะเชื่อเหมือนกันไหมถ้าฉันมีประสบการณ์แบบที่คุณมี?"
มันใช้ได้กับหลายเรื่องในชีวิต รวมถึงเรื่องเงิน
สาเหตุของความผิดหวังและความหงุดหงิดทางการเงินมากมาย คือไม่มีวิธี "ถูก" ในการทำ ไม่มีกฎสากลว่าการใช้จ่ายแบบไหนจะทำให้ทุกคนมีความสุขและเติมเต็ม
สิ่งที่คนหนึ่งชอบใช้เงินซื้ออาจไม่สมเหตุสมผลสำหรับอีกคน ความกลัวของคนหนึ่งอาจเป็นความสนุกของอีกคน เป้าหมายของคนหนึ่งอาจเป็นสิ่งที่อีกคนอยากหลีกเลี่ยงมากที่สุด
มีคำกล่าวว่า อย่าล้อเลียนคนที่ออกเสียงคำผิด เพราะมันหมายความว่าเขาเรียนรู้จากการอ่าน เป็นผลตามมา อย่าล้อเลียนวิธีที่คนอื่นใช้เงิน เพราะพวกเขาเรียนรู้จากการใช้ชีวิต
ทุกคนเป็นผลผลิตของอดีตที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เพื่อเข้าใจว่าทำไมผู้คนใช้จ่ายแบบที่พวกเขาทำ ต้องขุดลึกเข้าไปในประสบการณ์ชีวิตของพวกเขา
พี่เขยของ Housel เป็นนักสังคมสงเคราะห์ เขาทำงานกับเด็กจากระดับความยากจนและครอบครัวแตกแยกที่ต่ำที่สุดที่ถูกผลักเข้าออกระบบอุปถัมภ์
เด็กเหล่านี้หลายคนมีปัญหาที่โรงเรียน พฤติกรรมไม่ดี โดดเรียน ไม่สนใจ ทะเลาะบนสนามเด็กเล่น พวกเขาไม่สามารถมุ่งเน้นไปที่อนาคตได้
เป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่จะไม่เพียงวิจารณ์พฤติกรรมของเด็กเหล่านี้ แต่ยังส่ายหัวด้วยความสับสน
"ทำไมถึงทำตัวแบบนี้?" "ทำไมไม่เข้าใจว่าถ้าประพฤติตัวดีขึ้น จะมีอนาคตที่ดีกว่า?" "คิดได้ยังไงว่ามันโอเคที่จะทำแบบนั้น?"
แต่มีคำกล่าวว่า พฤติกรรมทั้งหมดมีเหตุผลเมื่อมีข้อมูลเพียงพอ
เมื่อเข้าใจว่าเด็กเหล่านี้บางคนต้องเผชิญอะไรที่บ้าน ความไม่แน่นอน การขาดความมั่นคง ความรัก และความสนใจ พฤติกรรมของพวกเขาก็เริ่มมีเหตุผล พวกเขาอยู่ในโหมดเอาตัวรอดตลอดเวลาและไม่เคยเรียนรู้ทักษะทางสังคมพื้นฐานบางอย่างที่เด็กคนอื่นถือว่าเป็นเรื่องปกติ
4. การใช้เงิน และปฏิกิริยาตอบสนองต่ออดีต การเยียวยา ชดเชย เอาคืนสิ่งที่เคยพร่อง
เมื่อเรามีโอกาสเห็นความจริงว่าอดีตของแต่ละคนหล่อหลอมวิธีใช้เงิน เราจะเริ่มเข้าใจปรากฏการณ์สำคัญที่ Housel ยกขึ้นมา หลายคนการใช้เงินจำนวนมากเพื่อ “ชดเชย” อดีต ไม่ใช่เพื่อความสุขตรงหน้า
ตัวอย่างที่ทรงพลังที่สุดคือปรากฏการณ์ฟุ่มเฟือยของชนชั้นกลาง-บนในช่วง ยุค Roaring '20s หลังจากผ่านสงครามโลกและภาวะถดถอย ผู้คนรู้สึกเหมือนชีวิตถูกกักขังมานานหลายปี และทันทีที่ประตูปลดล็อก พวกเขาก็เร่งใช้จ่ายราวกับต้องการ “ชดเชยเวลาที่สูญหาย”
เมื่อคุณเคยรู้สึกถูกกดทับอย่างหนัก ความเป็นอิสระที่ได้คืนมาจะเปลี่ยนเป็นการเร่งวิ่งสุดแรงเพื่อไล่ตามสิ่งที่คุณเคยขาด
ทั้งรถยนต์หลังคาผ้าใบ เสื้อผ้าหรูหรา ความบันเทิง และชีวิตสังคมที่หรูหราจนไม่ยั่งยืน เป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้เกิดจาก “ความโลภ” หากมาจากความต้องการ “เยียวยาตัวเองหลังหลายปีแห่งความรู้สึกขาดแคลน”
ตัวอย่างจากชีวิตจริงก็ชัดเจนเช่นกัน มีญาติผู้หนึ่งของ Housel ที่เติบโตมาในครอบครัวแตกแยกยากจน จนวันหนึ่งประสบความสำเร็จในธุรกิจและมีรายได้มากพอจะส่งลูกไปมหาวิทยาลัย เขากลับบอกลูกว่า “ไปเลือกโรงเรียนที่แพงที่สุดที่เข้าได้” ทั้งที่ตัวเลือกที่ถูกกว่าอาจไม่ต่างกันนักด้านการศึกษา
ทว่าในความรู้สึกของผู้เป็นพ่อ ราคามหาวิทยาลัยคือ “สัญลักษณ์แห่งชัยชนะเหนืออดีต” เป็นหลักฐานว่าความยากจนที่เคยบาดลึกในเด็กรุ่นก่อนหน้า ไม่มีสิทธิ์กัดกินคนรุ่นถัดไปอีกต่อไป แม้จะไม่ใช่การตัดสินใจทางการเงินที่รอบคอบที่สุด แต่นี่คือการใช้เงินที่สมเหตุสมผลในจิตใจของเขา
ในอีกฟากหนึ่ง Tiffany Aliche ผู้เป็นนักการเงินชื่อดังกลับมีปัญหาตรงกันข้าม เธอร่ำรวยแล้ว แต่ไม่สามารถใช้เงินได้อย่างสบายใจเพราะ “ความจนในอดีตยังตามหลอกหลอน” การกลัวว่าจะกลับไปสู่ความลำบากทำให้ไม่กล้าใช้ แม้เธอจะรู้ดีว่าตนมีความสามารถและโอกาสมากกว่าเดิมอย่างมหาศาลแล้วก็ตาม
เมื่อเรายอมรับว่าทุกพฤติกรรมมีเหตุผลในบริบทของมันเอง เราจะเข้าใจความจริงอีกข้อหนึ่งซึ่งสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องการใช้เงิน นั่นคือ “ค่านิยมของมนุษย์ไม่เหมือนกัน” สิ่งที่เราคิดว่าฟุ่มเฟือยอาจเป็นสิ่งเดียวที่ให้ความหมายแก่คนคนหนึ่ง และสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญอาจไร้ค่าในใจใครอีกคน
สำหรับคนที่เติบโตในครอบครัวมั่งคั่ง เกิดมาท่ามกลางความพอเพียง เชื่อมั่นในอัตลักษณ์ของตัวเอง การซื้อ Lamborghini อาจเป็น “สัญลักษณ์แห่งความไร้รสนิยมและโอ้อวด”
แต่สำหรับเด็กที่เติบโตมาจากความยากลำบาก รถคันนั้นอาจคือ “ธงชัยสูงสุด” ของการไต่เต้าทางสังคม เป็นสัญลักษณ์ว่าตนหยุดวงจรความจนได้สำเร็จแล้ว
5. เรื่องของ "นักคิดอนาคต" และคำแนะนำ
เรื่องของ “Future Thinkers” จากครอบครัวยากจนก็สะท้อนอีกมุมหนึ่งได้อย่างเฉียบคม ชายคนหนึ่งหัวเราะเมื่อถูกแนะนำให้เก็บเงินเพราะเขาไม่เข้าใจ “โลกของอนาคต”
เขาบอกว่า “คุณมีสิทธิ์คิดถึงอนาคตเพราะคุณอิ่มท้อง เราไม่อิ่มพอจะคิดถึงพรุ่งนี้หรอก เราคิดได้แค่ 24 ชั่วโมงข้างหน้า” นี่คือประสบการณ์ชีวิตที่ห่างไกลกันจนแทบไม่มีจุดให้สนทนากันได้อย่างเท่าเทียม
ซึ่งนั่นนำไปสู่สองคำแนะนำสำคัญต่อการเข้าใจศิลปะของการใช้เงิน
คำแนะนำที่ 1 = อย่าให้ใครบอกว่าควรหรือไม่ควรใช้เงินกับอะไร ไม่มีวิธี "ถูก" ต้องค้นหาว่าอะไรทำให้มีความสุขและเติมเต็ม
"การเงินส่วนบุคคลเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่าเป็นเรื่องการเงิน" ที่ปรึกษาทางการเงิน Tim Maurer กล่าว
ปัญหาเรื่องเงินหลายอย่างมาจากคนที่ใช้จ่ายหรือออมเงินในแบบที่พวกเขาคิดว่าควรทำแต่ไม่ตรงกับบุคลิกภาพของพวกเขา พวกเขามองหาคำตอบที่ใช้ได้กับทุกคนสำหรับปัญหาที่เป็นเรื่องส่วนตัวมาก มันเหมือนการใช้ชีวิตบังคับตัวเองให้เป็นคนที่ไม่ใช่
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าถ้าชอบอาหารอิตาเลียนแต่อีกคนชอบอาหารเม็กซิกัน ไม่มีใครถูกหรือผิด มันเป็นแค่ความชอบ
แต่ตรรกะนั้นอาจหายไปเมื่อขยายไปถึงบ้านที่อาศัย เสื้อผ้าที่ใส่ เมื่อไหร่ควรเกษียณ บ่อยแค่ไหนที่เดินทางหรือกินข้าวนอกบ้าน ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร คนมากมาย ทั้งเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน พวกชอบวิจารณ์ออนไลน์และกระตือรือร้นที่จะบอกว่าทำผิด
จนกว่าจะยอมรับว่าความสัมพันธ์กับเงินสามารถเป็นเรื่องส่วนตัวและอารมณ์ได้แค่ไหน จึงจะตระหนักว่าอยู่ในการเดินทางนี้เป็นของคุณ และแน่นอนว่ามีคู่สมรสและลูกเป็นส่วนของสมการ แต่นอกจากนั้นคุณไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร
คำแนะนำที่ 2 = ระวังในการตัดสินว่าคนอื่นใช้เงินอย่างไร
นักแสดงตลก George Carlin เคยกล่าวว่า "ทุกคนที่ขับช้ากว่าคุณเป็นคนโง่ และทุกคนที่ขับเร็วกว่าคุณเป็นคนบ้า!" เป็นธรรมชาติที่จะมองการตัดสินใจของทุกคนว่าผิดเมื่อมันแตกต่างจากของตัวเอง
มีบางครั้งในหนังสือเล่มนี้ที่ Housel วิจารณ์การตัดสินใจใช้จ่ายของคนอื่น แต่เขาพยายามจำกัดการวิจารณ์เหล่านั้นไว้สำหรับเวลาที่เขาคิดว่าชัดเจนว่าใครบางคนกำลังใช้เงินในแบบที่เป็นอันตรายต่อความสุขของตัวเอง
6. คุณคิดว่าต้องการของดีๆ แต่สิ่งที่ต้องการจริงๆ คือความเคารพ การชื่นชม และความสนใจ
มนุษย์มักเข้าใจผิดว่าต้องการ “ของดี ๆ” แต่สิ่งที่ต้องการลึกที่สุดคือ “ความเคารพ การชื่นชม และความสนใจ” ชีวิตที่ดีเป็นคำถามซับซ้อน แต่ “มีเงินมากขึ้น” เป็นคำตอบที่ง่ายและวัดได้ จึงกลายเป็นเป้าหมายสากลที่ทุกคนไล่ตาม ทั้งที่จริงแล้วสิ่งของที่เงินซื้อได้มักเป็นเพียงเครื่องมือเบี่ยงเบนจากความต้องการทางอารมณ์ที่แท้จริง
คนคิดว่าถ้ามีรถที่ดีกว่า บ้านที่ใหญ่กว่า คนอื่นจะชื่นชมมากขึ้น บางครั้งก็ใช่ แต่ไม่มากเท่าที่คาด และแทบไม่เคยชดเชยความต้องการลึกที่สุดของมนุษย์ได้ Housel เขียนจดหมายถึงลูก ๆ ของเขาเตือนว่า “สิ่งที่ลูกอยากได้ไม่ใช่รถหรือบ้าน แต่เป็นความเคารพจากคนอื่น”
เขาชอบแบบฝึกหัดที่เรียกว่า Reverse Obituary เขียนว่าอยากให้ผู้คนพูดถึงเราอย่างไรเมื่อเราตาย แล้วใช้ชีวิตให้สมกับข้อความนั้น สิ่งที่ผู้คนอยากให้ปรากฏใน Obituary แทบเหมือนกัน การเป็นที่รัก การเป็นพ่อแม่ที่ดี เพื่อนที่ซื่อสัตย์ สมาชิกชุมชนที่มีคุณค่า คนฉลาด ตลก และมีน้ำใจ
ไม่มีใครเขียนว่า “มีรถกี่แรงม้า บ้านกี่ตารางฟุต แหวนกี่กะรัต” เพราะสัญชาตญาณมนุษย์รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญจริง
Alain de Botton เขียนไว้ว่าความอยากไต่ลำดับชั้นทางสังคม ไม่ได้เกิดจากการอยากสะสมทรัพย์สิน แต่จากการอยากได้รับ “ความรักที่เกิดจากสถานะ” คนอยากได้ของดี เพราะคิดว่ามันคือบันไดสู่ความสนใจ ไม่ใช่เพราะของนั้นมีคุณค่าในตัวมันเอง
Adam Smith ก็สรุปไว้ตั้งแต่ปี 1759 แล้วว่า มนุษย์ไม่ได้ไล่ตามความร่ำรวยเพื่อความสบาย แต่เพื่อ “การถูกสังเกต ถูกให้ความสนใจ และถูกยอมรับ”
คำถามคือ ถ้าการได้ความเคารพผ่านของดี ๆ เป็นสิ่งที่ต้องการจริง ปัญหาคืออะไร?
ปัญหาคือ “มันได้ผลน้อยที่สุด และยั่งยืนน้อยที่สุด” สำหรับการได้ความเคารพที่เราต้องการจากคนที่เราต้องการจริง ๆ
สามปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ
หนึ่ง การใช้เงินซื้อความสนใจมีประสิทธิภาพเร็ว แต่ตื้น
สอง ความสนใจนั้นจางหายเร็วมาก ของใหม่วันนี้กลายเป็นของธรรมดาพรุ่งนี้
สาม คนที่สนใจมักเป็นคนแปลกหน้า และพวกเขา “สนใจสิ่งของ” ไม่ใช่ “เจ้าของสิ่งของ”
คู่สมรส เพื่อน ครอบครัว ลูก พวกเขาให้ความสำคัญกับความใจดี ความรับผิดชอบ ความรัก ไม่ใช่รถหรือบ้าน คนที่รักเราเพราะตัวเรา จะไม่รักเรามากขึ้นเพราะเราใส่ของแพง เช่นเดียวกับ Jeff Bezos ที่ได้รับความชื่นชมในฐานะผู้ประกอบการ ไม่ใช่เพราะเรือยอชท์ 500 ล้านดอลลาร์
ความภูมิใจมีสองแบบ “แบบภายในที่เกิดจากการเป็นคนที่ดีขึ้น” กับ “แบบภายนอกจากมุมมองของคนอื่น” การใช้เงินเพื่อแสดงสถานะมักตอบสนองแบบหลัง แต่คนที่หมกมุ่นกับความภูมิใจภายนอกมีเวลาและพลังงานน้อยลงในการสร้างความภูมิใจภายใน
อีกจุดหนึ่งคือ ผู้ชายอายุน้อย มักอยากได้รถหรูมากที่สุด เพราะยังไม่มีทักษะทางสังคมหรือ “คุณค่าภายใน” มากพอจะได้รับความเคารพด้วยวิธีอื่น จึงหันไปพึ่งตัวเลือกที่ง่ายที่สุดนั่นคือ วัตถุสิ่งของ
แต่เมื่ออายุมากขึ้นและมีความสามารถมากขึ้น ตัวเลือกนั้นจะเริ่มดูไร้ความหมายไปเอง เช่นที่ Housel เคยฝันอยากมี Ferrari แต่ภายหลังตระหนักว่าการเป็นพ่อที่ดีและนักเขียนที่ดีมีคุณค่ากว่ารถแพงทั้งคัน
บทเรียนสำคัญมีสองข้อ
หนึ่ง = สังเกตว่าสิ่งใดทำให้เรามีความสุขจริง แล้วเพิ่มสิ่งนั้นให้มากขึ้น ความสุขจากรายได้สูงไม่ได้ต่างมากจากความสุขในช่วงที่รายได้น้อย เวลาคุณภาพกับครอบครัวเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด
สอง = ถ้าจะอวด ให้ “อวดภายในบ้านมากกว่าภายนอกบ้าน” ทำให้ของดี ๆ ที่มี “เป็นประโยชน์แก่คนที่เราต้องการการยอมรับมากที่สุด” ไม่ใช่คนแปลกหน้า
ต้องระวังด้วยว่า การอวดต่อคนแปลกหน้ามักสร้าง “ความอิจฉา” มากกว่าความชื่นชม ทำลายเครือข่ายสนับสนุนที่เราต้องการในระยะยาว Ben Franklin เคยเตือนว่า ผู้คนจะชื่นชมเรามากขึ้นถ้าเขาไม่อิจฉาเรา
ท้ายที่สุด Jan-Willem van der Rijt สรุปได้ตรงที่สุดว่า “ความอยากได้เสียงปรบมือคือหนึ่งในนิสัยที่ต่ำที่สุดในมนุษย์”
7. สินทรัพย์ทางการเงินที่มีค่าที่สุด
สินทรัพย์ทางการเงินที่มีค่าที่สุดไม่ใช่หุ้น พันธบัตร หรืออสังหาริมทรัพย์
มันคือการมี “มาตรวัดภายใน” แทนที่จะเป็น “มาตรวัดภายนอก”
Housel อธิบายความแตกต่างนี้ผ่านเรื่องราวของนักแล่นเรือสองคนในการแข่งขัน Golden Globe Race ปี 1968
การแข่งขันนี้เป็นการแล่นเรือรอบโลกคนเดียวโดยไม่หยุดพัก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการเดินเรือยุคนั้น
ผู้เข้าแข่งขันสองคนที่น่าสนใจที่สุดคือ Donald Crowhurst และ Bernard Moitessier
Donald Crowhurst เป็นนักธุรกิจชาวอังกฤษที่เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อชื่อเสียงและเงินรางวัล เขาไม่ได้เตรียมตัวมาดีนัก เรือของเขามีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น
เมื่อการแข่งขันดำเนินไป Crowhurst พบว่าเขาไม่สามารถแข่งขันได้จริง เรือของเขาพังเสียหาย และเขาไม่มีทักษะเพียงพอ แต่เขาไม่สามารถกลับบ้านได้เพราะเขาได้จำนองทุกอย่างเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน และเขากลัวความอับอายของการถอนตัว
ดังนั้น Crowhurst ตัดสินใจโกง เขาหยุดแล่นเรือจริงๆ และเริ่มส่งรายงานตำแหน่งปลอมทางวิทยุ เขาวนเวียนอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกในขณะที่แกล้งทำเป็นว่ากำลังแล่นรอบโลก
แผนของ Crowhurst คือการรออยู่จนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นผ่านไป แล้วค่อยแทรกเข้าไปในตำแหน่งที่สองหรือสาม ไม่สูงพอที่จะถูกตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ดีพอที่จะรักษาหน้า
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคือผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ต่างก็ถอนตัวหรือเรือเสียหาย ทำให้ Crowhurst กลายเป็นผู้นำ ถ้าเขาเข้าเส้นชัย เขาจะต้องถูกตรวจสอบ และการโกงของเขาจะถูกเปิดเผย
Crowhurst เริ่มเสียสติ บันทึกในเรือของเขาเต็มไปด้วยข้อความที่วนเวียนและสับสน เขาติดอยู่ระหว่างความกลัวการถูกเปิดโปงและความกลัวการสูญเสียทุกอย่าง
ในท้ายที่สุด เรือของ Crowhurst ถูกพบ แต่เขาหายไป สันนิษฐานว่าฆ่าตัวตาย
เรื่องของ Crowhurst เป็นตัวอย่างที่น่าเศร้าของคนที่ใช้ชีวิตตามมาตรวัดภายนอก เขาให้ความสำคัญกับสิ่งที่คนอื่นคิดมากกว่าสิ่งที่เขารู้ว่าเป็นความจริง และมันทำลายเขา
Bernard Moitessier เป็นนักแล่นเรือชาวฝรั่งเศสที่เข้าร่วมการแข่งขันเดียวกัน เขาเป็นนักแล่นเรือที่มีประสบการณ์และเตรียมตัวมาดี
Moitessier แล่นเรือได้ดีมาก เมื่อการแข่งขันดำเนินไป เขากลายเป็นผู้นำ เขากำลังจะชนะการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการเดินเรือ
แต่เมื่อ Moitessier เข้าใกล้เส้นชัยในอังกฤษ เขาตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาไม่ได้เข้าเส้นชัย แทนที่จะเลี้ยวเข้าสู่อังกฤษ เขาเลี้ยวเรือและแล่นต่อไปรอบโลกอีกครึ่งรอบจนถึงตาฮิติ
Moitessier ส่งข้อความถึงสื่อมวลชนด้วยหนังสติ๊กว่า "ฉันจะไม่หยุด ฉันจะแล่นต่อไปเพราะฉันมีความสุขในทะเล และบางทีอาจเพื่อช่วยจิตวิญญาณของฉัน"
เขาสละรางวัลเงินและชื่อเสียงที่รออยู่เพราะเขาตระหนักว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ สิ่งที่เขาต้องการคืออิสรภาพในทะเล และการชนะการแข่งขันจะนำมาซึ่งความสนใจ ความคาดหวัง และภาระผูกพันที่เขาไม่ต้องการ
Moitessier ใช้ชีวิตตามมาตรวัดภายใน เขารู้ว่าอะไรทำให้เขามีความสุข และเขาเลือกสิ่งนั้นแม้ว่ามันจะดูบ้าสำหรับคนอื่น
Housel ใช้เรื่องราวของนักแล่นเรือสองคนนี้เพื่อแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างการใช้ชีวิตตามมาตรวัดภายในและมาตรวัดภายนอก
“มาตรวัดภายนอก” คือการวัดตัวเองโดยดูจากสิ่งที่คนอื่นคิด ตำแหน่งในสังคม การเปรียบเทียบกับคนอื่น รางวัลและการยอมรับจากภายนอก
“มาตรวัดภายใน” คือการวัดตัวเองโดยดูจากคุณค่าส่วนตัว ว่าทำตามหลักการของตัวเองหรือไม่ ว่ามีความสุขกับทางเลือกที่ทำหรือไม่ โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร
Crowhurst ใช้มาตรวัดภายนอก เขาสนใจแต่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร และมันนำไปสู่การโกหก ความเครียด และในท้ายที่สุดคือความตาย
Moitessier ใช้มาตรวัดภายใน เขารู้ว่าอะไรทำให้เขามีความสุข และเขาเลือกสิ่งนั้นแม้ว่ามันจะหมายถึงการสละสิ่งที่คนอื่นมองว่ามีค่า
Housel ชี้ให้เห็นว่าคนที่มีความสุขที่สุดมักเป็นคนที่มีมาตรวัดภายในที่แข็งแกร่ง พวกเขารู้ว่าต้องการอะไร และพวกเขาไม่ปล่อยให้ความคิดเห็นของคนอื่นเปลี่ยนแปลงมัน
นี่ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรสนใจคนอื่นเลย ความสัมพันธ์และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมสำคัญ แต่มันหมายความว่าการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิตควรมาจากภายใน ไม่ใช่จากการพยายามทำให้คนอื่นประทับใจ
Housel แนะนำคำถามที่ช่วยระบุว่ากำลังใช้มาตรวัดแบบไหน
ถ้าไม่มีใครเห็นสิ่งที่กำลังจะซื้อ ยังอยากซื้อมันอยู่ไหม?
ถ้าไม่สามารถบอกใครเกี่ยวกับความสำเร็จนี้ได้ ยังอยากบรรลุมันอยู่ไหม?
ถ้าทุกคนที่รู้จักจะลืมทุกอย่างเกี่ยวกับตัวคุณพรุ่งนี้ จะใช้ชีวิตต่างไปอย่างไร?
คำถามเหล่านี้ช่วยแยกความต้องการที่แท้จริงออกจากความต้องการที่มาจากการอยากให้คนอื่นประทับใจ
8. ระหว่างคนรวย (Rich) กับคนมั่งคั่ง (Wealthy)
“การถูกเงินควบคุมคือรูปแบบหนึ่งของหนี้ที่ซ่อนเร้น และเหมือนหนี้ทั้งหมด มันจะถูกชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยในที่สุด”
Housel นิยามความแตกต่างระหว่าง "รวย" กับ "มั่งคั่ง" ไว้ดังนี้
“ถ้าคุณรวย (Rich)” คุณมีเงินในธนาคารที่ให้คุณซื้อของที่ต้องการได้
“ถ้าคุณมั่งคั่ง (Wealthy)” คุณมีระดับการควบคุมว่าเงินนั้นทำอะไรกับบุคลิกภาพ อิสรภาพ ความปรารถนา ความทะเยอทะยาน ศีลธรรม มิตรภาพ และสุขภาพจิตของคุณ
เมื่อคิดหาวิธีใช้เงินให้มีความสุข Housel พบว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับว่ามีเงินเท่าไหร่หรือใช้จ่ายเท่าไหร่ กลเม็ดอยู่ที่ว่าคุณเป็น หรือปรารถนาจะเป็น "รวย" หรือ "มั่งคั่ง" ตามนิยามนี้
Housel เล่าเรื่องของตระกูล Vanderbilt ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา Cornelius Vanderbilt สร้างความมั่งคั่งมหาศาลจากธุรกิจรถไฟ แต่รุ่นต่อๆ มาใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยจนในที่สุดความมั่งคั่งก็หมดไป
ปัญหาของตระกูล Vanderbilt คือพวกเขารวยแต่ไม่มั่งคั่ง พวกเขามีรายได้และใช้จ่าย แต่ไม่ได้สร้างสินทรัพย์ที่ยั่งยืน
ในทางตรงข้าม Housel เล่าเรื่องของ Chuck Feeney ผู้ก่อตั้งร้าน Duty Free เป็นมหาเศรษฐีที่ประหยัดที่สุดที่เคยมีชีวิตอยู่
Feeney บริจาค 99.99 เปอร์เซ็นต์ของทรัพย์สิน 8,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนเสียชีวิตหลายปี เขาและภรรยาเก็บไว้ 2 ล้านดอลลาร์ อาศัยในอพาร์ตเมนต์เล็ก บินชั้นประหยัด และใช้ชีวิตเงียบๆ
ส่วนที่ไม่ค่อยมีคนรู้คือ Feeney เคยลองใช้ชีวิตหรูหราอย่างจริงจังมาก่อน Washington Post เขียนเกี่ยวกับชีวิตเขาในยุค 1980s เมื่อเขาเพิ่งรวยใหม่ๆ
"เขามีอพาร์ตเมนต์หรูหราในนิวยอร์ก ลอนดอน และปารีส และที่พักผ่อนหรูใน Aspen และ French Riviera เขาคลุกคลีกับคนรวยมากคนอื่นๆ บนเรือยอทช์และเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ถ้าเขาต้องการอะไร เขาจ่ายได้"
เขารู้ตัวอย่างรวดเร็วว่ามันไม่ใช่สำหรับเขา สังคมบอกเขาว่าเขาควรต้องการสิ่งเหล่านั้น แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขจริงๆ
"ผมมีความสุขเมื่อสิ่งที่ทำอยู่ช่วยคน และไม่มีความสุขเมื่อสิ่งที่ทำไม่ได้ช่วยคน" Feeney พูด
Feeney ไม่ได้ทำตามเส้นทางทั่วไปของสิ่งที่คนอื่นบอกให้ชอบหรือวิธีใช้ชีวิต
Feeney เป็นคนที่ Housel ถือเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่เพราะเขาหาได้เท่าไหร่หรือไลฟ์สไตล์ที่เขาใช้ แต่เพราะเขาควบคุมเงินที่เขามีได้อย่างชัดเจน ไม่เคยปล่อยให้มันกลายเป็นนายของชีวิต
สามสิ่งที่ Housel จดจำในชีวิตตัวเอง
I. คุณไม่สามารถมีความสุขกับคู่ครองได้ถ้าคุณมีความสุขไม่ได้โดยไม่มีพวกเขา มันเหมือนกันกับการใช้เงิน
การมีเงินมากขึ้นมีแนวโน้มทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น ถ้าคุณมีความสุขอยู่แล้วก่อนมีเงินมากขึ้น
และด้านตรงข้าม (นอกเหนือจากระดับพื้นฐานของสิ่งจำเป็น) เงินมากขึ้นยากที่จะทำให้คุณมีความสุขถ้าคุณไม่มีความสุขกับตัวเองอยู่แล้ว
ถ้าคุณพอใจกับตัวเองอยู่แล้ว คุณจะมองเงินเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำให้สิ่งต่างๆ ดียิ่งขึ้นโดยธรรมชาติ นั่นคือเมื่อคุณกลายเป็นคนมั่งคั่ง
II. แยกสิ่งที่คุณชอบจากสิ่งที่คุณต้องการ
III. อย่าภูมิใจในการบริโภคของคุณ จงภูมิใจในสิ่งที่คุณสร้าง
ครอบครัวที่คุณสร้าง เพื่อนที่คุณพบ ความทรงจำที่คุณมี ปัญญาที่คุณสะสม มีบางครั้งของที่คุณซื้อสามารถช่วยสร้างความทรงจำและส่งเสริมเวลาคุณภาพกับเพื่อนและครอบครัว แต่สุดท้ายแล้ว “คน” คือสิ่งที่มีความหมายจริงๆ
Warren Buffett เคยสังเกตว่าเขามีเพื่อนที่รวยมากที่มีทุกอย่าง บ้านใหญ่ เครื่องบินส่วนตัว แม้แต่โรงพยาบาลที่ตั้งชื่อตามเพื่อนคนนั้น "แต่ความจริงคือไม่มีใครในโลกรักพวกเขา ถ้าคุณถึงอายุเท่าผมและไม่มีใครคิดดีกับคุณ ผมไม่สนว่าบัญชีธนาคารของคุณจะใหญ่แค่ไหน ชีวิตคุณคือหายนะ"
9. ประโยชน์ใช้สอย (Utility) กับสถานะ (Status)
มนุษย์ต้องการแสดงความเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ยังต้องการได้รับการยอมรับจากสังคม
การใช้จ่ายมักสะท้อนความตึงเครียดนี้ บางคนซื้อของเพื่อแสดงว่าตัวเองแตกต่าง บางคนซื้อของเพื่อแสดงว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
Housel เคยได้ยินคนพูดว่า Toyota ระดับไฮเอนด์เป็นรถที่ดีกว่า BMW ระดับเริ่มต้น เพราะ Toyota นั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้การขับขี่น่าพึงพอใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเบาะนุ่มสบาย ระบบเสียงยอดเยี่ยม หลังค

ที่อยู่

Rama 9 Road
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

0944644954

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วางแผนการเงิน by We Plan Moneyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์