วางแผนการเงิน by We Plan Money

วางแผนการเงิน by We Plan Money ชีวิตก็เหมือนการเล่นดัมมี่ เราไม่รู้ว่าจะจั่วได้ไพ่ใบไหน หน้าที่เราคือบริหารไพ่ในมือที่ได้ให้ดีที่สุด

อดีต System Analyst ที่รู้สึกว่ายิ่งเงินเดือนได้เพิ่มมากขึ้น ขึ้นที่เหลือเก็บก็น้อยลง และคิดว่าถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันไม่ดีแน่ เห็นคนอื่นพูดมาก็มากมาย แต่พอเจอกับตัวเอง จึงเริ่มเข้าใจว่า ไม่ใช่แค่ รายได้ที่มากขึ้นเท่านั้น แต่ต้องมาจากหาเงินได้ เก็บเงินเก่ง และให้เงินให้ไปออกดอกออกผลอย่างฉลาด

15/08/2026

10/10

ประกันเดินทางของ AIG MSIG คุ้มครองกรณีขนส่งร่างหรืออัฐฐิกลับบ้าน ถ้าใครไปโซนประเทศยุโรปหรือประเทศแปลกๆ แนะนำให้ทำแผนสูงส...
30/07/2026

ประกันเดินทางของ AIG MSIG
คุ้มครองกรณีขนส่งร่างหรืออัฐฐิกลับบ้าน

ถ้าใครไปโซนประเทศยุโรปหรือประเทศแปลกๆ แนะนำให้ทำแผนสูงสุดไปเลย บางทีประกันเดินทางที่แถมตามบัตรเครดิตคุ้มครองไม่ถึง ต้องซื้อแยกมาเลย

เป็นอีกบทความเรื่องวางแผนเกษียณได้ชัดเจนมาก https://www.facebook.com/share/14gaCMBASNu/
06/06/2026

เป็นอีกบทความเรื่องวางแผนเกษียณได้ชัดเจนมาก

https://www.facebook.com/share/14gaCMBASNu/

"Life Lessons From Older Americans Who Still Work To Pay The Bills" ​แก่ไปไม่ได้พัก! "ชีวิตที่ไม่ได้เกษียณ" เมื่อความประมาทตอนหนุ่มสาว ตามทวงคืนตอนอายุ 80

วิดีโอนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของกลุ่มผู้สูงอายุชาวอเมริกัน (ส่วนใหญ่อยู่ในวัย 80 ปีขึ้นไป) ที่เคยมีอาชีพการงานที่ดี มีการศึกษา แต่ปัจจุบันยังคงต้องดิ้นรนทำงานเพื่อจ่ายค่าบิลต่างๆ โดยสะท้อนให้เห็นทั้งความผิดพลาดในอดีต อุปสรรคในปัจจุบัน และบทเรียนล้ำค่าสำหรับคนหนุ่มสาว

📉 สาเหตุหลักที่ทำให้พวกเขาไม่มีเงินพอใช้ในวันเกษียณ

แม้หลายคนจะเคยมีรายได้สูง (บางคนเคยเป็นรองประธานบริษัทที่ทำเงินได้ถึง 115,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณเกือบ 4 ล้านบาท) แต่ปัจจัยเหล่านี้ทำให้พวกเขาต้องกลับมาทำงาน

- ขาดการวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ: บางคนใช้ชีวิตวัยรุ่นแบบ "ฮิปปี้" โฟกัสแค่ความสุขในปัจจุบันและคิดว่าตัวเองยังเด็กเกินไปที่จะกังวลเรื่องเกษียณ

- ตัดสินใจพลาดช่วงวิกฤต: บางคนตกใจขายหุ้นทิ้งทั้งหมดช่วงตลาดหุ้นตกต่ำในยุค 90s ทำให้ขาดทุนมหาศาล หรือเลือกขายบ้านในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008-2009 จนสูญเสียเงินต้นและกำไรไปทั้งหมด

- สะดุดเหตุฉุกเฉินทางการเงิน: มีคนที่ต้องถอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (401k) ออกมาใช้ก่อนกำหนดเพื่อความอยู่รอดในช่วงที่ตกงาน ทำให้สูญเสียโอกาสที่เงินจะงอกเงย

- สร้างหนี้และโดนโกง: มีหนี้สินสะสมจากการท่องเที่ยว และโดนคนรู้จักยืมเงินแล้วไม่คืนเป็นหลักล้านบาท

- สวัสดิการรัฐไม่ทันกับเงินเฟ้อ: เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ (Social Security) จ่ายได้แค่ค่าบ้านและประกันพื้นฐาน หากต้องการใช้ชีวิตหรือกินอาหารดีๆ ต้องหาเงินเพิ่มเองทั้งหมด

🚧 อุปสรรคของการเป็น "คนแก่" ในตลาดแรงงาน

- การถูกมองข้าม (Ageism): ผู้สูงอายุหลายคนสะท้อนว่าพวกเขามักถูกละเลย การไปสมัครงานประจำในวัย 80 กว่าปีเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะแค่นายจ้างเห็นอายุในใบสมัครก็ปฏิเสธแล้ว

- ต้องพึ่งพางานอิสระ: พวกเขาจึงต้องหันไปรับงานที่ยืดหยุ่นและไม่จำกัดอายุ เช่น ขับรถ Uber, เป็นครูสอนแทนรายวัน, รับจ้างเป็นพนักงานธุรการ หรืองานให้คำปรึกษาปัญหาชีวิต

🌟 อีกมุมหนึ่งของการทำงาน: อาหารหล่อเลี้ยงจิตใจ

แม้จะเหนื่อยและมีความกดดันเรื่องเงิน แต่พวกเขากลับพบว่าการทำงานในวัยนี้มีข้อดีที่คาดไม่ถึง

- รักษาสุขภาพกายและสมอง: การทำงานทำให้ได้ขยับเขยื้อน สมองได้คิดตลอดเวลา และช่วยให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย

- ลดความเหงา: งานบริการอย่างการขับ Uber ทำให้พวกเขาได้พบปะผู้คน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกับคนรุ่นใหม่

- ไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่: ผู้สูงอายุในคลิปหลายคนมีไฟแรงมาก บางคนกำลังเรียนภาษาใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน เรียนรู้การทำการตลาดบนโซเชียลมีเดีย และสนใจจะนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้กับงานของตัวเอง

#บทเรียนและคำแนะนำถึงคนรุ่นหลัง

เพื่อให้คนหนุ่มสาวไม่ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วรู้สึกเสียใจกับอดีตเหมือนพวกเขา นี่คือคำแนะนำสำคัญจากผู้ผ่านโลกมามาก

ด้านการเงินและการลงทุน

- เริ่มออมเงินทันที: แม้จะเก็บเงินได้แค่เดือนละไม่กี่ร้อยบาท แต่พลังของดอกเบี้ยทบต้น (Compound interest) จะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้คุณได้อย่างมหาศาลเมื่อถึงวัยเกษียณ

- จ้างผู้เชี่ยวชาญ: หากตัวเราไม่มีความรู้เรื่องการเงินหรือการลงทุนอย่างแท้จริง ควรหาที่ปรึกษาทางการเงินมาช่วยดูแล เพื่อป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดร้ายแรง

ด้านการศึกษาและการทำงาน

- อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง: การไม่เรียนต่อหรือไม่อัปสกิลความรู้เพิ่มเติม เป็นหนึ่งในความเสียใจที่สุดของผู้สูงอายุหลายคน

- เลือกงานที่รัก: เนื่องจากเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการทำงาน การเลือกทำงานที่ทำแล้วมีความสุขจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

ด้านการใช้ชีวิต

- อย่ารอให้เกษียณแล้วค่อยทำตามความฝัน: ควรหาโอกาสทำสิ่งที่อยากทำ (Bucket list) กระจายไปในทุกช่วงวัยของชีวิต เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าในอนาคตเราจะมีเงิน หรือมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงพอที่จะทำสิ่งเหล่านั้นได้หรือไม่

Cr. Business Insider

🎧 ฟังพอดแคสต์เต็มๆ ได้ที่นี่ 👇
https://youtu.be/tN-6pT7nsx0?si=kNQXb2mJM6UeTgvx

อยากเป็นคนธรรมดาไม่ต้องอ่าน
https://s.shopee.co.th/1BJjPmPKjp

https://www.facebook.com/share/1EDTiAgtch/
22/04/2026

https://www.facebook.com/share/1EDTiAgtch/

ถอดพินัยกรรม Whitney Houston ทยอยจ่ายมรดกอย่างไร ให้ลูกมีเงินใช้ตลอดชีวิต | WealthThink
จะส่งต่อทรัพย์สินที่หามาทั้งชีวิตให้ลูกอย่างไร ไม่ให้ลูกเอาไปใช้หมดในครั้งเดียว ?

เรื่องนี้น่าจะเป็นความกังวลลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจของคนเป็นพ่อแม่แทบทุกคน

เพราะการยกมรดกก้อนใหญ่ให้ลูกในวันที่เขายังไม่พร้อม มรดกที่ควรจะเป็นของขวัญ ก็อาจกลายเป็นดาบสองคม ที่ย้อนกลับมาทำร้ายชีวิตเขาได้เช่นกัน

โจทย์สำคัญของการส่งมอบความมั่งคั่ง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนเงิน แต่คือคำถามที่ว่าควรให้เมื่อไร และให้ด้วยวิธีไหน เพื่อให้เงินก้อนนั้นดูแลเขาได้นานที่สุด

และหนึ่งในกรณีศึกษาที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ คือเรื่องราวการออกแบบพินัยกรรมของศิลปินระดับตำนานอย่างคุณ Whitney Houston

ที่ได้วางแผนส่งมอบมรดกมหาศาลให้กับลูกสาว ผ่านกลไกที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ลูกจะมีเงินใช้ไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีทางใช้หมดทีเดียว

พินัยกรรมของคุณ Whitney Houston ถูกออกแบบไว้อย่างไร ?

มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย

ย้อนกลับไปตอนที่คุณ Whitney Houston เสียชีวิต เธอได้ทิ้งมรดกมูลค่าประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 600 ล้านบาทเอาไว้

โดยระบุให้คุณ Bobbi Kristina ลูกสาวคนเดียวของเธอเป็นผู้รับผลประโยชน์ของมรดกก้อนนี้

ตามปกติแล้ว ถ้าเป็นพินัยกรรมแบบทั่วไป ทรัพย์สินก้อนใหญ่นี้จะตกเป็นของลูกสาวโดยตรง

แต่สำหรับคุณ Whitney Houston กลับเลือกที่จะไม่ทำแบบนั้น..

เพราะแทนที่จะส่งเงินก้อนให้ลูกทีเดียว เธอเลือกที่จะวางแผนมรดกผ่านกองทรัสต์ที่จัดตั้งขึ้นตามพินัยกรรม หรือที่เรียกว่า Testamentary Trust

อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คือ กองทรัสต์ประเภทนี้จะถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิตลง โดยจะทำหน้าที่ตามเจตนาที่ถูกระบุไว้ในพินัยกรรม

กลไกของมันคือ การมอบอำนาจให้บุคคลที่สาม ที่เรียกว่าทรัสตี (Trustee) เข้ามาทำหน้าที่ถือครอง และบริหารจัดการทรัพย์สินทั้งหมดแทน

เพื่อคอยดูแลและปกป้องผลประโยชน์ให้กับผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือลูกสาวของเธอนั่นเอง

ซึ่งข้อดีที่เป็นอาวุธสำคัญของทรัสต์ประเภทนี้ คือสามารถตั้งเงื่อนไขให้ทยอยจ่ายเงินตามช่วงอายุได้ล่วงหน้า

ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกสาวของเธอจะได้รับเงินก้อนใหญ่มากเกินไป ในวัยที่วุฒิภาวะอาจจะยังไม่พร้อม

โดยคุณ Whitney Houston ได้กำหนดเงื่อนไข การทยอยจ่ายเงินมรดกให้ลูกสาวเอาไว้ว่า

- เมื่ออายุครบ 21 ปี จะได้รับเงิน 10% ของมรดก หรือประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

- เมื่ออายุครบ 25 ปี จะได้รับเงินเพิ่มอีก 1 ใน 6 ของมรดก หรือประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

- เมื่ออายุครบ 30 ปี จะได้รับมรดกส่วนที่เหลือทั้งหมด

ซึ่งโครงสร้างนี้ถูกออกแบบมา เพื่อให้การรับเงินมรดกของลูกสาวสอดคล้องกับความพร้อมในการบริหารเงินที่เพิ่มขึ้นตามอายุ

โชคร้ายที่ในโลกความเป็นจริง ชีวิตมักมีเรื่องไม่คาดฝันซ่อนอยู่เสมอ เพราะคุณ Bobbi Kristina ลูกสาวของเธอได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ในวัยเพียง 22 ปี

นั่นก็หมายความว่า เธอเพิ่งจะได้รับเงินมรดกไปเพียง 10% หรือราว 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตามในอีกมุมหนึ่ง ก็ถือว่าโชคดีที่คุณ Whitney Houston เองก็ได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้ล่วงหน้าด้วย

จากการระบุไว้ในพินัยกรรมอย่างชัดเจนว่า หากลูกสาวเสียชีวิตโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่มีลูก และไม่ได้ทำพินัยกรรมของตัวเองเอาไว้

มรดกที่เหลือทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้แก่ คุณแม่ พี่น้อง รวมถึงสามีของเธอ เป็นผู้รับผลประโยชน์แทน

ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ในพินัยกรรมจะมีชื่อของอดีตสามีอย่าง คุณ Bobby Brown เป็นหนึ่งในผู้รับผลประโยชน์อยู่ด้วย

แต่คุณ Whitney Houston ได้เขียนสถานะกำกับไว้ว่าจะให้ในฐานะสามี ทำให้เมื่อทั้งคู่หย่าร้างกันไปแล้ว เขาจึงขาดคุณสมบัติการเป็นสามีตามเงื่อนไข และหมดสิทธิ์ในมรดกส่วนนี้ไปโดยปริยาย

ทีนี้หากลองจินตนาการดูว่า หากคุณ Whitney Houston ไม่ได้เขียนแผนสำรองนี้เอาไว้ มรดกส่วนที่เหลือก้อนใหญ่อีกราว 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐของลูกสาว

ก็มีโอกาสสูงมากที่จะตกไปเป็นของอดีตสามี อย่างคุณ Bobby Brown ทันที ในฐานะพ่อ ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายของลูกสาว

ซึ่งการให้เงินก้อนโตนี้ตกไปอยู่ในมือของอดีตสามี ที่หย่าร้างกันไปแล้วก็คงไม่ใช่สิ่งที่คนเป็นแม่ต้องการให้เกิดขึ้นแน่ ๆ

กรณีนี้จึงสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า นอกจากการวางแผนส่งมอบมรดกอย่างรัดกุมแล้ว พินัยกรรมก็ไม่ใช่เอกสารที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ

แต่คือสิ่งที่ควรถูกทบทวนและปรับปรุงอยู่เสมอ เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในชีวิต

เพราะชีวิตเราเดินไปข้างหน้าและเกิดความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการหย่าร้าง หรืออาจจะมีลูกเพิ่ม หรือแม้แต่การเริ่มต้นชีวิตคู่ครั้งใหม่

หากเราไม่อัปเดตพินัยกรรมให้สอดคล้องกับปัจจุบัน สิ่งที่ตามมาก็อาจกลายเป็นช่องโหว่

ที่มักจะนำไปสู่ข้อพิพาท การถกเถียงแย่งชิงกันในครอบครัว หรือแม้แต่การที่ทรัพย์สินที่เราตั้งใจหามาทั้งชีวิต อาจตกไปอยู่ในมือของคนที่เราไม่ได้อยากจะให้แล้ว

ดังนั้น การหมั่นทบทวนและปรับปรุงพินัยกรรมอยู่เสมอ จึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้แน่ใจได้ว่า

ความตั้งใจสุดท้ายของเรา จะส่งไปถึงคนที่เรารักได้อย่างสมบูรณ์ และไม่กลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายใครในวันที่เราไม่อยู่แล้วนั่นเอง..


#วางแผนมรดก

ที่อยู่

Rama 9 Road
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

0944644954

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วางแผนการเงิน by We Plan Moneyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์