Investor society ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Investor society, บริการทางการเงิน, Bangkok.

22/07/2019

02
นายณฐนน มณีวงศ์ ( นนท์ )
สาขาสถาปัตยกรรม
กติกาการนับคะแนนรางวัล popular vote
นับคะแนนจากการกด like และ share รูปของผู้เข้าประกวดโดย
1 Like = 1 คะแนน
1 share = 5 คะแนน
**อย่าลืมติด
ปิดผลโหวตวันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม 2562 เวลา 18.00 น.
***สำหรับกิจกรรม freshy night ของทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์***
จัดขึ้นในวันที่ 11 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
ร่วมส่งกำลังใจให้กับผู้เข้าประกวดทุกคนด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

16/11/2016

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ย. 59)--อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองดีดตัวทะลุระดับสำคัญทางจิตวิทยาในวันนี้ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้น

ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายในตลาดพันธบัตร และส่งแรงซื้อเข้าสู่ตลาดหุ้น จากการคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการขยายตัวมากขึ้น ภายใต้การบริหารงานของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ



ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองระยะเวลา 30 ปีพุ่งแตะระดับ 4% ในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังไม่แตะระดับดังกล่าวก่อนกลางปีหน้า



ขณะนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองได้ดีดตัวขึ้นเกือบ 0.50% แล้วนับตั้งแต่ที่นายทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ



อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองได้ปรับตัวขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ซึ่งได้ทะยานขึ้นอย่างมากในวันนี้



ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทรุดตัวลงในวันนี้ หลังจากที่ปิดทำการในวันศุกร์ เนื่องในวันทหารผ่านศึก ขณะที่นักลงทุนโยกเงินเข้าตลาดหุ้น ขานรับนโยบายของนายทรัมป์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อของสหรัฐ



การร่วงลงของราคาพันธบัตร ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 2.251% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับ 3.013% หลังจากแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.2015 ในช่วงแรก



ทั้งนี้ ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน



อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และประเทศในยุโรปพุ่งขึ้นในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าสหรัฐจะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ภายใต้การบริหารงานของนายทรัมป์



อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีประเภทอายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับ 1% ในวันนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค. และ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีประเภทอายุ 10 ปี ดีดตัวแตะระดับ 2% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ย.2015



ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ชัยชนะในการเลือกตั้งของนายทรัมป์อาจถือเป็นการสิ้นสุดภาวะกระทิงของตลาดพันธบัตรที่ได้ดำเนินมากว่า 30 ปี

เนื่องจากนักลงทุนหันมาโยกเงินจากตลาดพันธบัตรเข้าสู่ตลาดหุ้น จากการคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการขยายตัวเร็วขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นภายใต้การบริหารเศรษฐกิจของนายทรัมป์



"เราเห็นว่านักลงทุนหันความสนใจออกจากตลาดพันธบัตร โดยโยกเงินทุนเข้าสู่ตลาดหุ้น" นายเจฟฟรีย์ กุนด์แลค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทดับเบิลไลน์ แคปิตอล กล่าว



ทั้งนี้ การทรุดตัวของตลาดพันธบัตรเพียง 2 วันในสัปดาห์ที่แล้ว ได้ส่งผลให้เม็ดเงินในตลาดพันธบัตรทั่วโลกหายไปถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบเกือบ 1 ปีครึ่ง จากมุมมองของนักลงทุนที่ว่านโยบายเศรษฐกิจของนายทรัมป์จะกระตุ้นการลงทุน และการใช้จ่าย ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อทะยานขึ้น

16/12/2013

ลุ้น กสทช ประกาศวันประมูลดิจิทัลทีวี มีลุ้นประมูลในปีนี้ (เดือนนี้) จับตาหุ้นกลุ่มดิจิทัลทีวี จะดี้ด้ารับข่าวประมูลหรือไม่ ด้านนักวิเคราะห์ และเซียนหุ้นประเมิน หลังประมูลได้ บริษัทที่ชนะต้องแบกรับภาระใบอนุญาติและโครงข่ายรายเดือน มีผลกระทบงบการเงิน ในช่วง 3-5 ปีแรก หากบริษัทไหนค่าเสื่อมน้อย และพลิกทำกำไรได้เร็วจะดีสุด

02/12/2013

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะขาลง แน่นอนคนควบคุมตลาดหลักคือนักลงทุนต่างชาติ ที่มีความสัมพันธ์กับทิศทางการเคลื่อนไหวกับหุ้นไทยสูงกว่านักลงทุนกลุ่มอื่นๆ ตั้งแต่ต้นปีต่างชาติขายหุ้นไทยไปแล้วกว่า 150,000 ล้านบาท

แล้วต่างชาติยังมีเงินเหลือพอจะขายหุ้นไทยอีกหรือไม่ ??

ตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่สหรัฐอเมริกา ต่างชาติขายหุ้นไทยอย่างหนักกว่า 220,000 ล้านบาท จนหุ้นตกจาก 900 จุดลงมาต่ำสุด 400 จุด และหลังจากนั้นต่างชาติก็สะสมหุ้นไทยขึ้นมาอีกครั้ง ตั้งแต่ปี 2009 ถึงต้นปี 2013 ต่างชาติขนเงินมาซื้อหุ้นไทยแล้วกว่า 170,000 ล้านบาท และจากต้นปี 2013 ถึงปัจจุบันต่างชาติขายหุ้นไทยไปแล้ว 150,000 ล้านบาท

ดังนั้นแสดงว่าฝรั่งยังเหลือเงินขายอีก 20,000 ล้านหรือ ??
คำตอบ คือ ไม่ใช่ครับ

เพราะอย่างลืมว่าตั้งแต่ปี 2009 ถึงต้นปี 2013 ต่างชาติซื้อหุ้นไทยมาตลอดทางกว่า 170,000 ล้านบาทก็จริง แต่ระหว่าง 5 ปีที่ผ่านมานั้นหุ้นขึ้นจาก 400 จุดมาสู่ 1,600 จุด ดังนั้นต่างชาติจึงได้กำไรจากหุ้นไทยมาแล้วตลอดทางด้วยเช่นกัน(star)ข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2556

ต้นปี 2009 – ต้นปี 2013 ต่างชาติซื้อหุ้นไทยสะสมสุทธิ 170,000 ล้านบาท

ต้นปี 2009 – ต้นปี 2013 ต่างชาติได้กำไรจากการขึ้นของหุ้นไทย 200,000 ล้านบาท

ต้นปี 2009 – ต้นปี 2013 ต่างชาติมีหุ้นในมือสุทธิแล้ว 370,000 ล้านบาท

ต้นปี 2013 ถึงปัจจุบันต่างชาติขายหุ้นไทยไปแล้ว 150,000 ล้านบาท

ต้นปี 2013 ถึงปัจจุบันยอดลดลงจากราคาหุ้นที่ถือ 10,000 ล้านบาท

ทำให้ปัจจุบันต่างชาติเหลือหุ้นในมือ 210,000 ล้านบาท นับจากต้นปี 2009

ไม่ใช่อีก 20,000 ล้านอย่างที่หลายสำนักกล่าวไว้

ถ้าหากจะนับรวมกำไรตั้งแต่ปี 2003 โน้น ซึ่งกว่า 11 ปีมาแล้ว ต่างชาติยังเหลือหุ้นให้ขายอีกกว่า 260,000 ล้านบาทนะครับ

03/08/2013

ประเด็นสำคัญในเดือน ส.ค. ได้แก่ 1) การพิจารณาร่าง พรบ.นิรโทษกรรม วันที่ 7 ส.ค.2) การพิจารณาร่างงบประมาณประจำปี 2557 วันที่ 14-15 ส.ค.3) การพิจารณาร่าง พรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2-3 วันที่ 21-22 ส.ค. 4) การประกาศตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 2/56 ของไทยวันที่ 19 ส.ค. 4) ความคืบหน้าเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปของเยอรมนีซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย. คาดว่าจะทำให้ประเด็นด้านยูโรโซนกลับมาโดดเด่นขึ้น และ 5) สุดท้ายที่ไม่ควรมองข้าม คือ สถานการณ์น้ำท่วม

24/06/2013

เงินบาทปิด 31.11 แข็งค่าจากแรงขายดอลล์ คาดกรอบพรุ่งนี้ 31.00-31.20 บาท

นักบริหารเงินจากธนาคารเปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 31.11 บาท/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 31.15 บาท/ดอลลาร์ โดยระหว่างวันเงินบาทอ่อนค่าสุดที่ระดับ 31.17/18 บาท/ดอลลาร์ และแข็งค่าสุดที่ระดับ 31.05 บาท/ดอลลาร์

"วันนี้ในตลาดมีการเข้ามาขายดอลลาร์ในช่วงระดับที่เหนือ 31 บาทขึ้นมา ก็เลยมีการขายตามๆ กัน ขณะที่วันนี้สกุลอื่นก็อ่อนค่าลงไป แต่บาทก็ไม่ได้อ่อนลงไปมาก" นักบริหารเงิน กล่าว

นักบริหารเงินคาดว่า พรุ่งนี้คาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าต่อ มองการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.00-31.20 บาท/ดอลลาร์ โดยยังต้องติดตามการเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพราะยังเป็นปัจจัยหลักต่อทิศทางค่าเงินบาทสำหรับวันพรุ่งนี้

22/06/2013

เปิด 5 หุ้นพึ่งพาเงินกู้ยืมสูง มีโอกาสรับผลกระัทบดอกเบี้ยขาขึ้น

บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (21 มิ.ย.) ว่า ในสภาพที่ตลาดการเงินโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางเป็นดอกเบี้ยขาขึ้น บริษัทที่เคยได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง เช่น GL ASK TK THANI น่าจะเป็นผู้ที่เสียประโยชน์ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในระยะกลางและยาว อาจจะต้องหลีกเลี่ยงหุ้นเหล่านี้ แม้ว่าในปี 2556 จะเป็นหุ้นที่มีค่า PER ต่ำ และเงินปันผลสูงในปัจจุบัน แต่หากต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น การประเมินมูลค่าหุ้นเหล่านี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้หุ้นที่พึงพาเงินกู้ยืมในสัดส่วนสูงมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นได้แก่ TRUE, SSI, ITD, CK, BMCL เป็นต้น จึงแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นเหล่านี้

06/06/2013

Mood's Investors Service กล่าวเตือนเรื่องหนี้รัฐบาลที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวว่าเสี่ยงต่อการปรับลดเครดิตประเทศ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ บริษัท Fitch IBCA, Inc. ได้ปรับเพิ่มเครดิตประเทศ ทำให้ประเด็นการจัดเครดิตเป็นที่สนใจอีกครั้ง ต่อไปนี้เป็นที่มาที่ไปของการจัดอันดับเครดิตของไทยและข้อมูลที่บริษัทเหล่านี้จัดเก็บเพื่อนำไปใช้ในการจัดเครดิตประเทศ

ในโลกยุคใหม่ที่ในกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายกันอย่างเสรี โดยเฉพาะประเทศที่มีระบบรองรับการลงทุนจากต่างชาติ แม้ว่ากระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายอาจสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงินตลาดทุน แต่อีกด้านเงินทุนเหล่านี้ก็มีความจำเป็นสำหรับธุรกิจที่ต้องการแหล่งเงินทุน
นักลงทุนที่จะนำเงินเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ นอกจากจะประเมินด้วยตัวเองแล้ว ยังอาศัยการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มีอยู่หลายแห่งทั่วโลก ซึ่งสามารถช่วยประเมินความเสี่ยงการลงทุนได้ ในขณะเดียวกัน สำหรับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนก็สามารถใช้ประโยชน์จากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้เช่นกัน กล่าวคือ หากความน่าเชื่อของประเทศหรือของธุรกิจอยู่ในระดับดี ก็สามารถระดมทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำ แต่หากเครดิตแย่ ต้นทุนก็จะสูงตามไปด้วย
ไทยถือเป็นแหล่งลงทุนยอดนิยมแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ที่นักลงทุนจำนวนมากสนใจและนำเงินทุนเข้ามาลงทุน ดังนั้น อันดับความน่าเชื่อถือของไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญ...

กระทรวงการคลังได้จัดทำเครดิตของประเทศ โดยทำครั้งแรกในปี 2530 โดยสถาบัน Japan Bond Research Institute (JBRI) ซึ่งวัตถุประสงค์ในครั้งนั้นเพื่อเป็นเครดิตอ้างอิงสำหรับนักลงทุนในประเทศญี่ปุ่นเพื่อการตัดสินใจลงทุนในพันธบัตรเงินเยนของประเทศไทย (Samurai Bond)

ต่อมา ได้ว่าจ้างบริษัทวิเคราะห์เครดิต Standard & Poor's และบริษัท Moody's Mood's Investors Service ทำการวิเคราะห์เครดิตของประเทศ เพื่อให้มีอันดับความน่าเชื่อถือ "ที่เป็นสากล" เนื่องจากทั้งสองสถาบันเป็นบริษัทจัดระดับเครดิตจากสหรัฐอเมริกาที่นักลงทุนทั่วโลกใช้จัดระดับเครดิต โดยตลาดเงินตลาดทุนเชื่อถือและให้ข้อมูลจากสองบริษัทอิงมากที่สุด ดังนั้น ทำให้ประเทศไทยเข้าถึงแหล่งทุนขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้
ปัจจุบัน ไทยว่าจ้างบริษัทจัดทำ Credit Rating จำนวน 4 บริษัท ทำการวิเคราะห์เครดิตของประเทศ คือ Japan Rating and Investment Information, Inc. (R & I) ซึ่งเดิมคือบริษัท Japan Bond Research Institute (JBRI), Standard & Poor 's (S & P), Moody's และ Fitch IBCA, Inc.

นอกจากนี้ยังมีสถาบันวิเคราะห์เครดิตอื่นที่ได้ทำการวิเคราะห์เครดิตให้แก่ประเทศไทยอีก โดยที่กระทรวงการคลังไม่ได้ว่าจ้าง ได้แก่ บริษัท Japan Credit Rating Agency, Ltd. (JCR) จากประเทศญี่ปุ่น บริษัท Duff & Phelps Credit Rating Co. จากประเทศสหรัฐอเมริกา
ความหมายของระดับเครดิต

ระดับเครดิตของประเทศ (Sovereign Credit Rating) หมายถึง ความสามารถในการชำระคืนหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยได้ตรงตามกำหนดเวลา
อันดับความเชื่อถือ ถูกกำหนดโดยปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจจะบ่งบอกถึงความสามารถทางการเงินในการชำระคืนหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ส่วนปัจจัยทางการเมืองจะบ่งบอกถึงความเต็มใจ (Willingness) ในการชำระคืนหนี้เมื่อถึงกำหนดเวลาชำระคืน
การจัดทำระดับเครดิตของประเทศ ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ในการช่วยสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวในการวางแผนการบริหารหนี้ของกระทรวงการคลัง เพื่อที่จะสามารถทำ การระดมทุนทั้งระยะสั้น และระยะยาวจากต่างประเทศในรูปตราสารทางการเงินได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ
การออกตราสารทางการเงินในตลาดเงินทุนต่างประเทศนั้น ผู้ที่จะเข้าระดมทุนได้จะต้องมีอันดับความน่าเชื่อถือที่จัดทำ โดยบริษัท Standard & Poor's (S & P) บริษัท Moody's หรือบริษัทจัดทำ Credit Rating อื่นที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป เพื่อเป็นหลักประกันและคุ้มครองนักลงทุนอนึ่ง การมีอันดับความน่าเชื่อถือทำให้ประเทศไทยเป็นที่รับรู้ และยอมรับในหมู่นักลงทุนทั่วโลก ซึ่งเป็นการขยายฐานการกู้เงินทั้งยังสามารถนำมาเป็นข้อมูลอ้างอิงหรือเป็นมาตรฐาน (Benchmark) เพื่อใช้ในการพิจารณาระดับเครดิตของภาคเอกชนที่ยังไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือ แต่มีความจำเป็นต้องกู้เงินจากตลาดเงินทุนต่างประเทศ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ รัฐบาลเป็นผู้เปิดตลาดเพื่อให้ภาคเอกชนดำเนินตามการว่าจ้างบริษัทจัดระดับเครดิต...
ข้อมูลที่บริษัทจัดเครดิตต้องการ

ข้อมูลที่บริษัทจัดเครดิตต้องการประกอบด้วยข้อมูลด้านเศรษฐกิจและการเมือง ดังนี้
1. ความเสี่ยงทางการเมือง กล่าวคือ ปัจจัยทางการเมือง และสังคมที่มีผลกระทบต่อความสามารถในการหาเงินตราต่างประเทศและต่อความประสงค์ของรัฐบาลในการชำระหนี้
1.1 ระบบการเมือง โครงสร้างและความเป็นมาของระบบการเมือง ผู้นำ ของสถาบันการเมืองการก่อจลาจล รัฐประหาร และความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในอุดมคติของรัฐบาล
1.2 สภาพแวดล้อมสังคม เช่น อัตราการเจริญเติบโตของประชากร การกระจายการอยู่อาศัยของประชากรในแต่ละถิ่น ความกลมเกลียวของประชากร อาทิ ไม่มีปัญหาขัดแย้งเกี่ยวกับผิวหรือศาสนา รายได้เฉลี่ยของประชากร การแบ่งสินทรัพย์และรายได้ ภาวะการทำ งาน
1.3 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น ความมั่นคงของประเทศจากการรุกราน รวมถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ การเป็นสมาชิกในองค์กรระหว่างประเทศ และความสนใจต่อการดำ เนินการขององค์กรอุดมคติของรัฐบาล และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
2. ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยการศึกษาความสามารถของประเทศในการใช้หนี้ที่มีอยู่ และที่จะก่อขึ้นใหม่ ซึ่งมีปัจจัยที่จะได้นำมาพิจารณา ดังนี้
2.1 ภาระหนี้ ซึ่งจะดูได้จากสัดส่วนของหนี้ต่างประเทศ และการชำระหนี้ในแต่ละปี เปรียบเทียบกับดุลการเงิน ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติภายในประเทศ (GDP) และรายได้จากการส่งออก
2.2 สภาพคล่องระหว่างประเทศ เช่น ปริมาณเงินสดสำรองระหว่างประเทศ ปริมาณการนำเข้าสินค้า ความสามารถในการหาเงินกู้ ระบบธนาคารและการเงินในประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศ
2.3 ความสามารถในการปรับปรุงดุลการเงิน ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้า ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและของประเทศตลอดจนความสามารถในการดำเนินนโยบายที่จะป้องกันหรือแก้ไขการขาดดุลของประเทศ
2.4 โครงสร้างของเศรษฐกิจ ที่จะมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ เนื่องจากการกระจายประเภทสินค้าที่ผลิตจะช่วยให้ประเทศสามารถรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้ดี การกระจายประเภทสินค้าที่ส่งออก โครงสร้างพื้นฐานความต้องการทางด้านพลังงาน และความสามารถในการผลิตด้วยตนเอง
2.5 การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ อัตราการเจริญเติบโตของการลงทุน อัตราการเจริญเติบโตของการผลิตในแต่ละภาคของเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการส่งออก เนื่องจากการขยายตัวของการส่งออกที่สูงจะช่วยให้ประเทศสามารถรับภาระหนี้ได้ดีขึ้น
2.6 การบริหารเศรษฐกิจ เนื่องจากการบริหารมีผลกระทบต่อปัจจัยเศรษฐกิจต่างๆ ที่ได้กล่าวข้างต้น ดังนั้น จะมีการศึกษาการดำ เนินนโยบายทางการเงินการคลัง อัตราแลกเปลี่ยน และรายได้ ผลกระทบของการใช้นโยบายที่กล่าวต่อเงินเดือน ภาวะเงินเฟ้อ การว่างงาน และความพร้อมใจ รวมทั้งความสามารถของรัฐบาลที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ
จากข้อมูลดังกล่าว จึงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดโครงการจำนำข้าวที่สร้างภาระให้กับรัฐบาลนั้นอาจส่งผลกระทบกับอันดับความน่าเชื่อ เพราะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการชำระหนี้นั่นเอง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการใช้จัดเครดิตนั่นเอง

Tags : เครดิตเรตติง • อันดับเครดิต • มูดี้ส์ • คลัง •

06/06/2013

3 บลจ. ประสานเสียงหุ้นไทยปรับฐานถือเป็นช่วงเวลาทองของการออก Trigger Fund และซื้อหุ้นเพิ่ม มั่นใจ สิ้นปีทะลุ 1,700 จุด

นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ. กรุงศรี บอกว่า ถือเป็นเรื่องปกติที่ดัชนีจะต้องย่อตัวลงหลังเดินหน้าบวกมาเกือบตลอด 5 เดือนทำการของปีนี้ ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุนสำหรับผู้ที่พลาดโอกาสไปก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับ บลจ. ต่าง ๆ ก็พากันออก Trigger Fund ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหุ้น ซึ่งกำหนดระยะเวลาและผลตอบแทนที่ชัดเจนออกมา

บลจ. กรุงศรี ยังเชื่อมั่น ว่าในปีนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,800 – 1,850 จุดได้ ตามการเติบโตของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

นายธีรพันธุ์ จิตตาลาน ประธานเจ้าหน้าที่ บลจ. ฟินันซ่า บอกว่า แรงขายหุ้นในระยะนี้มาจากนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนระยะสั้น ซึ่งได้ผลตอบแทนจากทั้งเงินบาทแข็งค่า และดัชนีที่ปรับเพิ่มขึ้นไปแล้ว 27% ในปีนี้ โดยเป็นผลจากความเสี่ยงของปัจจัยต่าง ๆ ในประเทศ ทำให้ดัชนีปรับลดลง แต่เชื่อว่าจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนระยะยาวกลับเข้ามา เมื่อดัชนีปรับฐานลงไปที่ระดับ 1,400 จุด
เช่นเดียวกับนายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย ที่ยังคงเชื่อมั่นในความสามารถทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะหนุนให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นมาแตะระดับ 1,700 จุดได้ในปีนี้ และขณะนี้ถือเป็นจังหวะที่จะช้อนซื้อหุ้นที่จ่ายเงินปันผลดี และควรถือเงินสดไว้ประมาณ 20 % ของพอร์ต โดยบลจ. กรุงไทยก็มีแผนที่จะออก Trigger Fund ที่มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน

03/06/2013

หุ้นร่วงอีก 22 จุด ตปท.ปรับพอร์ต ผวา QE3 ไม่เลิก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 มิถุนายน 2556 17:26 น.





หุ้นไทยปิดตลาดรูดอีก 22 จุด จากความกังวลการยุติ QE3 หรือลดเงินซื้อพันธบัตรยังกดดันนักลงทุนต่างชาติปรับพอร์ต โบรกฯ ประเมินยังไร้ปัจจัยใหม่เข้ามากระตุ้น

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย วันนี้ (3 มิ.ย.) ดัชนีปรับตัวอยู่ในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยปิดที่ระดับ 1,539.26 จุด ลดลง 22.81 จุด หรือ 1.46% มูลค่าการซื้อขาย 55,526.98 ล้านบาท ระหว่างวันปรับตัวสูงสุดที่ระดับ 1,564.66 จุด และต่ำสุด 1,535.77 จุด

ภาพรวมดัชนีปรับตัวลดลงตามตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนกังวลสหรัฐฯ อาจยกเลิกมาตรการ QE3 ก่อนกำหนด หรือลดการอัดฉีดเม็ดเงินในมาตรการดังกล่าว ทำให้ต่างชาติเทขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงจับตา flow ต่างชาติที่ขายสุทธิออกมาค่อนข้างมากในสัปดาห์ก่อน ถึงแม้วันศุกร์จะกลับมาซื้อบ้าง แต่ถือว่าขายออกมาค่อนข้างมากเมื่อเทียบตลาดอื่นในภูมิภาค จึงเป็นแรงกดดันหลักให้เข้าสู่กรอบการพักตัว

หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
TRUE ปิดที่ 10.30 บาท ลดลง 0.80 บาท มูลค่าซื้อขาย 5,899.05 ล้านบาท
SCB ปิดที่ 172.50 บาท ลดลง 1.00 บาท มูลค่าซื้อขาย 2,684.80 ล้านบาท
ADVANC ปิดที่ 265.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท มูลค่าซื้อขาย 2,438.60 ล้านบาท
KBANK ปิดที่ 196.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท มูลค่าซื้อขาย 2,401.58 ล้านบาท
INTUCH ปิดที่ 88.00 บาท ลดลง 1.00 บาท มูลค่าซื้อขาย 2,260.14 ล้านบาท

29/05/2013

Home> News> Business> OECD คาดศก.โลกฟื้นตัวดีขึ้นในปีหน้า แต่ยุโรปยังตามหลัง

OECD คาดศก.โลกฟื้นตัวดีขึ้นในปีหน้า แต่ยุโรปยังตามหลัง



องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเร็วขึ้นในปี 2557 โดยเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่นจะยังคงแซงหน้าเศรษฐกิจยูโรโซน


ปิแอร์ คาร์โล พาโดแอน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ OECD ระบุในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจรอบครึ่งปีว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าในอัตราความเร็วที่แตกต่างกัน โดยนโยบายการเงินและการคลังที่แตกต่างกันของประเทศพัฒนาแล้วรายใหญ่ กำลังเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้แต่ละประเทศต้องแบกรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน


OECD คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐจะขยายตัว 1.9% ในปีนี้ และ 2.8% ในปีหน้า ขณะที่จีดีพีญี่ปุ่นจะขยายตัว 1.6% และ 1.4% ตามลำดับ


ด้านเศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัว 0.6% ปีนี้ ก่อนที่จะกลับสู่การขยายตัวที่ 1.1% ในปี 2557


Source: News Center / infoquest / VoiceTV ( Image)
by Boonyisa

29 พฤษภาคม 2556 เวลา 16:52 น.

Keyword: เศรษฐกิจโลก , การเติบโตทางเศรษฐกิจ , เศรษฐกิจสหรัฐ , oecd , องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา , เศรษฐกิจยูโรโซน

Related Content
ทิศทาง ศก.โลก และ ศก.ไทย ปีหน้า นักวิชาการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกในปีหน้า พบว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญมากขึ้นคือ การคำนึงถึงเสถียรภาพทางการคลัง… by Assanai
ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาด ทั้งปีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดภาพรวมของมูลค่าการส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2554 นี้ จะมีมูลค่าประมาณ 33,775-34,750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ by Nuttha
สศช.คาดการเติบโตทางเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ส่งสัญญาณเตือนภัยปี 2556 ปริมาณเงินในโลกจะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า พร้อมจับตาการฟื้นตัวเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรป by Vilasinee
More

29/05/2013

ตลาดหลักทรัพย์เผยวันนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,544ล้าน
วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เวลา 17:27:07 น.

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

029770900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Investor societyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์