MFC Asset Management

โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

MFC Asset Management เข้าสู่ปีที่ 51 ของ MFC บลจ. แรกของไทย เพื่ออนาคตการลงทุนของทุกเจเนอเรชัน

Embarking on our 51st year of success. Trust. Prosper.
ความมั่งคั่งที่คุณไว้วางใจ

MFC, shaping the future of investment for every generation.

โตแต่หัว…แต่เงินไม่โตตาม 🥲💸ทำงานมาหลายปี คิดงานจนหัวโต แต่พอกลับมาดูเงินเก็บ ก็ยังสงสัยว่า“แล้วเงินของเราโตไปถึงไหน?” เพ...
30/09/2026

โตแต่หัว…แต่เงินไม่โตตาม 🥲💸
ทำงานมาหลายปี คิดงานจนหัวโต แต่พอกลับมาดูเงินเก็บ ก็ยังสงสัยว่า

“แล้วเงินของเราโตไปถึงไหน?”

เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้น อาจมาพร้อมรายจ่ายที่เพิ่มตาม
ลองแบ่งเงินให้ชัด ทั้งเงินใช้ เงินสำรอง และเงินสำหรับลงทุน

💡 ทำความรู้จัก MAUTOCALL
กองทุนรวมที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงกลยุทธ์ Autocallable
ให้เงินมีโอกาสทำงานและเติบโตไปพร้อมกับเป้าหมายของเรา

เริ่มวางแผนวันนี้ จะได้ไม่ต้อง “โตแต่หัว” อีกต่อไป ✨

ศึกษาข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม:

🔴 M-AUTOCALL-H
M-AUTOCALL-H-AC (ชนิดสะสมมูลค่า)
https://mfcfund.com/estate-fund-inform-1/?fc=M-AUTOCALL-H-AC?type=All
M-AUTOCALL-H-AR (ชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติ)
https://mfcfund.com/estate-fund-inform-1/?fc=M-AUTOCALL-H-AR?type=All

🔴 M-AUTOCALL-UH
M-AUTOCALL-UH-AC (ชนิดสะสมมูลค่า)
https://mfcfund.com/estate-fund-inform-1/?fc=M-AUTOCALL-UH-AC?type=All
M-AUTOCALL-UH-AR (ชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติ)
https://mfcfund.com/estate-fund-inform-1/?fc=M-AUTOCALL-UH-AR?type=All

⚠️ กองทุนนี้มีความเสี่ยงระดับ5 กองทุน MAUTOCALL-H ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด/เกือบทั้งหมด และกองทุน MAUTOCALL-UH ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และ/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน

🌍 เมื่อดอกเบี้ยสูง “มูลค่าที่เหมาะสม” ยิ่งสำคัญตลาดการลงทุนช่วงปลายเดือนกันยายนเผชิญแรงกดดันจาก Bond Yield ระยะยาวที่สูง...
30/09/2026

🌍 เมื่อดอกเบี้ยสูง “มูลค่าที่เหมาะสม” ยิ่งสำคัญ

ตลาดการลงทุนช่วงปลายเดือนกันยายนเผชิญแรงกดดันจาก Bond Yield ระยะยาวที่สูงขึ้น ความกังวลเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนการระดมทุนเพิ่มขึ้นและกดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ราคาสะท้อนความคาดหวังต่อกำไรในอนาคตไว้มาก ขณะเดียวกัน กำไรบริษัทและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังเป็นแรงสนับสนุนตลาดหุ้น การลงทุนจึงต้องพิจารณาทั้ง “โอกาสเติบโตของธุรกิจ” และ “ราคาที่จ่ายเพื่อซื้อการเติบโตนั้น” ควบคู่กัน

💡 M-VI เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการกระจายพอร์ตระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก First Eagle Amundi International Fund ซึ่งใช้แนวทาง Value Investing พิจารณามูลค่าพื้นฐาน พร้อมกระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก สินทรัพย์เกี่ยวกับทองคำ และเงินสด

🔎 ทำไม M-VI น่าสนใจในช่วงนี้?

✅ ให้ความสำคัญกับมูลค่า ในช่วงต้นทุนเงินสูง

การลงทุนโดยคำนึงถึงราคาที่เหมาะสมกับพื้นฐานช่วยเพิ่มวินัยในการเลือกสินทรัพย์ โดยเฉพาะเมื่อดอกเบี้ยสูงทำให้ตลาดประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนเข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ดี หุ้นที่ดูมีมูลค่าน่าสนใจยังสามารถปรับลดลงได้ หากธุรกิจอ่อนแอกว่าที่ประเมิน

✅ กระจายโอกาสมากกว่าหุ้นเทคโนโลยีเพียงกลุ่มเดียว

พอร์ตกองทุนหลักมีทั้งเทคโนโลยี พลังงาน สุขภาพ และอุตสาหกรรมอื่น จึงเปิดโอกาสรับการเติบโตจากหลายแหล่ง ลดการพึ่งพาธีมเดียว โดยแนวทาง Value Investing สามารถลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีได้ หากผู้จัดการกองทุนเห็นว่ามูลค่าและโอกาสของธุรกิจเหมาะสม โดยมีหุ้นอย่าง Alphabet, Samsung Electronics และ Salesforce เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต

✅ มีสินทรัพย์เกี่ยวกับทองคำเพิ่มความหลากหลายของพอร์ต

กองทุนหลักถือ Gold-Related ETCs 9.39% และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับทองคำ 4.35% ซึ่งอาจช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนในช่วงที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หุ้นที่เกี่ยวข้องกับทองคำมีความเสี่ยงด้านต้นทุนและการดำเนินธุรกิจเพิ่มเติม และไม่ได้เคลื่อนไหวเหมือนราคาทองคำเสมอไป

✅ เงินสดเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุน

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 6.16% ช่วยให้ผู้จัดการกองทุนมีความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตและเข้าลงทุนเมื่อพบโอกาสที่เหมาะสม แต่การถือเงินสดอาจทำให้ผลตอบแทนตามหลังในช่วงตลาดหุ้นปรับขึ้นแรง

📊 เจาะพอร์ตกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ 31 สิงหาคม 2569 สัดส่วนต่อ NAV ของกองทุนหลัก)

ประเทศที่ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 39.97%, สหราชอาณาจักร 9.42%, ญี่ปุ่น 6.38%, แคนาดา 4.08% และ ฝรั่งเศส 3.86%

หุ้นที่ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ Shell 2.55% ธุรกิจพลังงาน, Alphabet 2.41% ธุรกิจดิจิทัล โฆษณา และ Cloud, Becton Dickinson 2.26% เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์, Samsung Electronics 1.86% อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ และ Salesforce 1.67% ซอฟต์แวร์บริหารความสัมพันธ์ลูกค้า

พอร์ตนี้สะท้อนว่า Value Investing สามารถลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีได้ โดยหัวใจอยู่ที่การประเมินมูลค่าและโอกาสของธุรกิจ ควบคู่กับการกระจายการลงทุน เป็นการผสมผสานโอกาสจากหลายธุรกิจ โดยยังมีหุ้นเป็นสัดส่วนสำคัญ และสัดส่วนการลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการบริหารของผู้จัดการกองทุน

📍 ปัจจัยที่ต้องติดตาม

🔸 เงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย
ติดตามข้อมูลเงินเฟ้อ การจ้างงาน และท่าทีของ Fed หาก Bond Yield สูงต่อเนื่อง อาจกดดันมูลค่าหุ้นและต้นทุนทางการเงิน แม้บริษัทที่ลงทุนจะมีพื้นฐานแข็งแกร่ง

🔸 กำไรบริษัทต้องรองรับมูลค่าที่ประเมิน
หุ้นที่ดูมีราคาน่าสนใจอาจเป็น “กับดักมูลค่า” หากกำไรหรือความสามารถแข่งขันถดถอย ต้องพิจารณายอดขาย อัตรากำไร กระแสเงินสด และภาระหนี้ควบคู่กับราคาหุ้น

🔸 ราคาพลังงานและทองคำ
พลังงานที่สูงขึ้นอาจสนับสนุนธุรกิจพลังงานบางแห่ง แต่เพิ่มต้นทุนให้ธุรกิจอื่น ส่วนทองคำอาจถูกกดดันจากดอกเบี้ยที่แท้จริงและดอลลาร์ที่แข็งค่า จึงไม่ควรสรุปว่าพอร์ตโดยรวมจะได้ประโยชน์เสมอ

🔸 ความเสี่ยงตลาดหุ้นและรูปแบบการลงทุน
กองทุน M-VI อาจปรับลดลงตามตลาด และอาจตามหลังดัชนีในช่วงที่หุ้นเติบโตเป็นผู้นำ การกระจายสินทรัพย์ไม่ได้รับประกันว่าจะป้องกันการขาดทุนได้

🔸 ค่าเงินบาทและการป้องกันความเสี่ยง
M-VI ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินตามดุลยพินิจ โดยมี FX Hedging 84.25% ณ 31 สิงหาคม 2569 จึงยังมีความเสี่ยงค่าเงินบางส่วน รวมถึงต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง

🎯 มุมมองและกลยุทธ์การลงทุน

M-VI เหมาะพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตระยะยาว สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายจากกองทุนรายประเทศหรือกองทุนเฉพาะธีม โดยเฉพาะผู้ที่มีหุ้นเทคโนโลยีอยู่มากแล้ว ควรเน้น คัดเลือกหุ้นคุณค่า ลงทุนอย่างมีวินัย และทยอยสะสมตามแผนลงทุน มากกว่าคาดหวังกำไรจากทิศทางตลาดระยะสั้น เพื่อลดการพึ่งพาจังหวะเข้าซื้อครั้งเดียว พร้อมติดตามพื้นฐานบริษัทและภาวะตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ควรตรวจความซ้ำซ้อนกับกองทุนเดิมและจัดสัดส่วนให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้

หัวใจของ M-VI คือการค้นหาคุณค่า ลงทุนอย่างมีวินัย และกระจายโอกาส เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว

Source : ทีมกลยุทธ์การลงทุน บลจ.เอ็มเอฟซี I MFC-Factsheet M-VI ณ 31 สิงหาคม 2569 I Amundi : First Eagle Amundi International Fund – IU2 Factsheet ณ 31 สิงหาคม 2569 I Reuters : รายงานภาวะตลาดและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร วันที่ 29–30 กันยายน 2569

✳️เนื้อหาในบทความนี้อาจไม่เป็นปัจจุบันหากสภาวะตลาดและ/หรือกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การตัดสินใจใด ๆ จากบทความนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับบทความนี้กรุณาสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโดยตรง
✳️กองทุนนี้มีความเสี่ยงระดับ5 ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน กองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และ/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนครั้งแรก

🏆 ภาพบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจของ MFC อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของ MFC ในโอกาสเข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณและเกียรติบัตร “องค์...
30/09/2026

🏆 ภาพบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจของ MFC

อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของ MFC ในโอกาสเข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณและเกียรติบัตร “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ประจำปี 2569” จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

รางวัลนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ MFC ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน

MFC พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบและยั่งยืนต่อไป✨

#สิทธิมนุษยชน #องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนระดับดีเด่น2569

AI ยิ่งฉลาด ทำไม Memory ยิ่งสำคัญ ?จาก Astra และ RSI สู่ยุค Inference เมื่อความสามารถของ AI ต้องเติบโตไปพร้อมกับระบบที่ป...
30/09/2026

AI ยิ่งฉลาด ทำไม Memory ยิ่งสำคัญ ?

จาก Astra และ RSI สู่ยุค Inference เมื่อความสามารถของ AI ต้องเติบโตไปพร้อมกับระบบที่ป้อนข้อมูลให้มัน
เวลาพูดถึง AI นักลงทุนจำนวนมากมักนึกถึง GPU หรือชิปที่ใช้ประมวลผล แต่เมื่อ AI ฉลาดขึ้นและใช้ทรัพยากรต่อหนึ่งงานได้คุ้มขึ้น คำถามหนึ่งที่ตามมาคือ “แล้วเรายังต้องการ Memory มากขึ้นอีกหรือ?”
ลองนึกภาพว่า GPU คือ “สมอง” ส่วน Memory คือ “โต๊ะทำงาน” ต่อให้สมองคิดเร็วขึ้น แต่ถ้าโต๊ะไม่มีพื้นที่วางข้อมูล หรือหยิบข้อมูลที่ต้องใช้มาไม่ทัน งานก็อาจเดินหน้าได้ไม่เต็มที่

จาก Astra สู่ Agentic AI และ RSI
AI รุ่นใหม่ไม่ได้พัฒนาเพียงให้ตอบคำถามได้ดีขึ้น แต่กำลังขยับจากการทำงานแบบ หนึ่งคำถาม หนึ่งคำตอบ ไปสู่งานที่มีหลายขั้นตอนมากขึ้น
GPT-6 Astra เป็นตัวอย่างของทิศทางดังกล่าว ความสามารถของโมเดลครอบคลุมตั้งแต่ การพัฒนาซอฟต์แวร์ การวิจัย ไปจนถึงงานที่ต้องวางแผน ใช้เครื่องมือ ตรวจสอบผลลัพธ์ และกลับไปแก้งานก่อนส่งมอบ
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่าโมเดลหนึ่งครั้งใช้ Compute มากหรือน้อยลง แต่คือ ความสามารถที่เพิ่มขึ้นเปิดให้ AI รับงานใหม่ได้มากเพียงใด
เมื่อหนึ่งเป้าหมายกลายเป็นการประมวลผลหลายขั้นตอน จำนวนครั้งที่ระบบต้องทำงานก็อาจเพิ่มขึ้น และถ้า AI Agent หลายตัวทำงานร่วมกัน ปริมาณงานรวมก็ยิ่งขยายได้
อีกแนวคิดที่ต่อยอดจากจุดนี้คือ RSI หรือ Recursive Self-Improvement ซึ่งหมายถึงการใช้ AI ช่วยในกระบวนการพัฒนา AI รอบถัดไป เช่น ช่วยออกแบบการทดลอง ประเมินผล และทดสอบแนวทางใหม่ซ้ำ ๆ
RSI ยังเป็นแนวคิดที่ต้องติดตามพัฒนาการต่อ แต่ช่วยให้เห็นภาพว่า หาก AI ถูกนำมาใช้ทั้งในงานของผู้ใช้และงานพัฒนา AI เอง ภาระการประมวลผลรวมก็อาจเพิ่มขึ้น แม้ประสิทธิภาพต่อหนึ่งงานจะดีขึ้นก็ตาม

เมื่อเข้าสู่ยุค Inference ทำไม Memory ยิ่งสำคัญ?
ช่วง Training คือการฝึกโมเดลและปรับ Model Weights ส่วน Inference คือการนำโมเดลที่ฝึกแล้วมาใช้งานจริง เช่น ตอบคำถาม อ่านเอกสาร หรือให้ Agent ทำงานแทนเรา
McKinsey ประเมินว่า Inference อาจคิดเป็นมากกว่า 40% ของความต้องการ Data Center ในปี 2030 และเติบโตราว 35% CAGR ระหว่างปี 2025–2030 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินความต้องการ Data Center ไม่ใช่ประมาณการยอดขาย Memory โดยตรง
สิ่งที่ทำให้ Inference สำคัญต่อเรื่อง Memory คือ ภายในงานเดียวกัน ระบบอาจเจอข้อจำกัดต่างกัน
ช่วง Prefill หรือช่วงที่ AI อ่านและประมวลผลคำสั่ง เอกสาร และ Context จำนวนมาก สามารถประมวลผล Token พร้อมกันได้มาก จึงมักเน้นกำลังคำนวณ หรือ Compute-bound
แต่เมื่อเข้าสู่ Decode หรือช่วงที่โมเดลค่อย ๆ สร้างคำตอบทีละ Token ระบบต้องเรียกใช้ Model Weights และข้อมูลจาก Memory ซ้ำ ๆ ความเร็วในการส่งข้อมูลจึงมีบทบาทมากขึ้น และในหลายกรณีอาจกลายเป็น Memory-bandwidth-bound
พูดง่าย ๆ คือ Prefill ต้อง “คิดให้ทัน” ส่วน Decode ต้อง “หยิบข้อมูลให้ทัน”
เมื่อ AI ถูกนำมาใช้งานจริงมากขึ้น การเพิ่ม Compute เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่พอ หาก Memory ไม่สามารถป้อนข้อมูลให้ชิปได้เร็วตามไปด้วย

Memory กำลังกลายเป็นหนึ่งในคอขวดของ AI
ประเด็นนี้สะท้อนผ่านมุมมองของผู้บริหาร Intel เช่นกัน โดย Lip-Bu Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวถึงข้อจำกัดของ Memory ในการสร้าง AI Infrastructure และใช้คำว่า “the bottleneck”
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกคอขวดสองประเภทออกจากกัน
ด้านแรกคือ Supply Bottleneck หรือผลิตและจัดหา Memory ได้ไม่เพียงพอ ขณะที่อีกด้านคือ System Bottleneck ซึ่งแม้จะมี Memory อยู่แล้ว แต่ระบบไม่สามารถส่งข้อมูลให้ Compute ได้เร็วพอ
ทั้งสองปัญหามีสาเหตุต่างกัน แต่สะท้อนเรื่องเดียวกันว่า เมื่อ Compute เร็วขึ้น Memory ก็ต้องพัฒนาให้ตามทัน

แล้ว Memory วันนี้ไปถึงไหนแล้ว?
อุตสาหกรรมกำลังพัฒนา Memory ในหลายทิศทางพร้อมกัน แต่สามารถสรุปได้เป็น 3 แนวทางใหญ่

หนึ่ง ทำให้ Memory เร็วขึ้นและอยู่ใกล้ Compute มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น NVHBM ที่ออกแบบ HBM ให้ทำงานร่วมกับ XPU มากขึ้น หรือแนวคิด zHBM ที่นำ Memory เข้าใกล้ส่วนประมวลผลผ่านการวางชิปแบบสามมิติ เป้าหมายคือเพิ่ม Bandwidth ลดระยะทางที่ข้อมูลต้องเดินทาง และลดพลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนข้อมูล

สอง เพิ่ม Capacity โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Memory ที่แพงที่สุดกับข้อมูลทุกประเภท
HBF หรือ High Bandwidth Flash เป็นหนึ่งในแนวคิดที่นำ NAND Flash มาเพิ่มพื้นที่ความจุสูงใกล้ Compute มากขึ้น เพื่อรองรับข้อมูลหรือ Model Weights ที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใน HBM ตลอดเวลา
แนวคิดนี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้ต้องการเพียง Memory ที่เร็วที่สุด แต่ต้องการ Memory Hierarchy ที่เลือกใช้ความเร็ว ความจุ และต้นทุนให้เหมาะกับแต่ละงาน

สาม ใช้ Memory ที่มีอยู่ให้คุ้มขึ้น
CXL หรือ Compute Express Link ช่วยให้ระบบสามารถทำ Memory Pooling และจัดสรรหน่วยความจำตามความต้องการ แทนการติดตั้ง Capacity เผื่อไว้แยกในแต่ละเครื่อง
ดังนั้น นวัตกรรมของ Memory ในวันนี้ไม่ได้มุ่งเพียง “เพิ่มจำนวน Memory” แต่กำลังพยายามตอบพร้อมกันว่า ข้อมูลควรอยู่ตรงไหน ต้องเร็วแค่ไหน ต้องมีมากเท่าไร และจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มที่สุดอย่างไร

แล้วเรายังต้องการ Memory อีกหรือ?
คำตอบคือ ยังต้องการ
ทั้ง Training และ Inference ยังต้องพึ่ง Memory ในการจัดเก็บ เรียกใช้ และส่งข้อมูลให้ Compute และเมื่อ AI ถูกนำไปทำงานจริงมากขึ้น โดยเฉพาะงานหลายขั้นตอน Agentic AI และ Inference ปริมาณข้อมูลที่ระบบต้องจัดการก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตาม
แน่นอนว่าเทคโนโลยีใหม่กำลังช่วยให้ AI ใช้ Memory ได้มีประสิทธิภาพขึ้น หนึ่งงานอาจใช้ทรัพยากรน้อยลงกว่าเดิม แต่หากต้นทุนที่ลดลงทำให้ AI ถูกนำไปใช้กับงานจำนวนมากขึ้น ผลต่อความต้องการรวมจะขึ้นอยู่กับว่า จำนวนงานที่เพิ่มขึ้น กับทรัพยากรที่ประหยัดได้ต่อหนึ่งงาน ฝั่งใดขยายตัวเร็วกว่ากัน
สิ่งที่เห็นชัดขึ้นในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า Memory กำลังถูกลดบทบาท แต่กลับเป็นว่า Memory กำลังถูกออกแบบให้มีบทบาทเฉพาะกับแต่ละ Workload มากขึ้น
จาก HBM ที่เน้น Bandwidth สูง ไปจนถึง Memory ความจุสูง การวาง Memory ให้ใกล้ Compute และการแชร์ Capacity ผ่าน CXL
คำถามของยุค AI จึงกำลังเปลี่ยนจาก

“เรายังต้องใช้ Memory หรือไม่?”
ไปเป็น “เราต้องใช้ Memory แบบไหน อยู่ตรงไหน และเร็วแค่ไหน จึงจะทำให้ Compute ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ?”
หากกลับไปที่ภาพ “สมองกับโต๊ะทำงาน” สมองอาจเก่งขึ้นและจัดการเอกสารได้ดีขึ้น แต่เมื่อเราให้งานมันมากขึ้น โต๊ะทำงานก็ยังต้องพร้อมรองรับ ทั้งพื้นที่วางข้อมูลและความเร็วในการหยิบข้อมูลมาใช้
Memory จึงยังเป็นที่ต้องการในยุค AI และกำลังพัฒนาไปพร้อมกับ Compute เพื่อรองรับงานที่มากขึ้น หลากหลายขึ้น และซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม

หมายเหตุ: เทคโนโลยีบางส่วนที่กล่าวถึงยังอยู่ในช่วงพัฒนา แนวคิด หรือการนำไปใช้ในระยะแรก ขณะที่ตัวเลขการเติบโตของ Inference เป็นประมาณการ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง และไม่ใช่การรับประกันการเติบโตของยอดขาย Memory หรือผลตอบแทนของบริษัทที่เกี่ยวข้อง

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
เนื้อหาในบทความนี้อาจไม่เป็นปัจจุบันหากสภาวะตลาดและ/หรือกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การตัดสินใจใด ๆ จากบทความนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับบทความนี้ กรุณาสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโดยตรง

📢 MFC Morning  Update: หุ้นยังประคองตัว แต่ Bond Yield สูงกดดันตลาด-AI ช่วยพยุงแรงซื้อ🌎 Overnight Markets🔸ตลาดหุ้นสหรัฐฯ...
30/09/2026

📢 MFC Morning Update: หุ้นยังประคองตัว แต่ Bond Yield สูงกดดันตลาด-AI ช่วยพยุงแรงซื้อ

🌎 Overnight Markets

🔸ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบเล็กน้อย นักลงทุนยังระมัดระวังผลกระทบจากต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น แต่ราคาน้ำมันที่ลดลงและแรงซื้อหุ้นเกี่ยวกับ AI ช่วยจำกัดการปรับฐาน
• Dow Jones 51,349.92 จุด −0.26%
• S&P 500 7,670.84 จุด −0.17%
• Nasdaq Composite 26,797.54 จุด −0.09%

🔸แม้ดัชนีลดลงไม่มาก แต่หุ้นขาลงยังมากกว่าขาขึ้นประมาณ 1.66 เท่าใน NYSE และ 1.47 เท่าใน Nasdaq สะท้อนว่าการฟื้นตัวยังไม่กระจายทั่วตลาด

🔸การเคลื่อนไหวรายกลุ่มแตกต่างกันชัดเจน: เซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ +1.3%, Utilities +1.1% ขณะที่ Energy −0.9%สอดคล้องกับน้ำมันที่อ่อนตัว โดยมี 7 จาก 11 กลุ่มใน S&P 500 ปรับลง เรามองว่าตลาดกำลังเลือกซื้อทั้งธีมเติบโตและหุ้นเชิงรับ มากกว่าจะเพิ่มความเสี่ยงพร้อมกันทั้งตลาด

🏦 Macro & Fed

🔸ตลาดเผชิญโจทย์ “การจ้างงานชะลอ แต่แรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่” โดยตำแหน่งงานเปิดรับเดือน ส.ค. ลดลงเหลือ 7.079 ล้านตำแหน่ง ต่ำกว่าคาด 7.225 ล้านตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม การเลิกจ้างยังต่ำ จึงยังไม่ใช่สัญญาณว่าตลาดแรงงานทรุดตัวรวดเร็ว ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย. ลดลงสู่ 81.9ต่ำสุดนับตั้งแต่ เม.ย. 2557 จากความกังวลค่าครองชีพและการจ้างงาน

🔸John Williams ประธาน Fed นิวยอร์ก ระบุว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งปลายปี แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบดำเนินการ ช่วยลดแรงกดดันต่อยีลด์ระยะสั้น อย่างไรก็ดี ยีลด์ระยะยาวยังสูงจากความกังวลเงินเฟ้อ การใช้จ่ายภาครัฐ และการระดมทุนเพื่อ AI Infrastructure

🔸ระหว่างการซื้อขายเมื่อคืน ยีลด์ Treasury อายุ 10 ปีแตะประมาณ 5.29% สูงสุดตั้งแต่ปี 2550 ก่อนลดลงมาอยู่ราว 5.24% ในช่วงเช้าเอเชีย จึงยังเป็นแรงกดดันต่อมูลค่าหุ้นและต้นทุนรีไฟแนนซ์

🤖 AI & Technology

🔸Reuters รายงานจากเอกสาร IPO ที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะว่า Anthropic มีแผนใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างน้อย 518 พันล้านดอลลาร์ในช่วงหนึ่งทศวรรษ และประมาณ 80% เป็นภาระที่ยกเลิกไม่ได้หรือต้องจ่ายแม้ไม่ได้ใช้งาน ตัวเลขนี้เป็นภาระผูกพันหลายปี ไม่ใช่รายจ่ายหรือรายได้ที่เกิดขึ้นแล้วทั้งหมด

🔸ในเชิงลงทุน เรามองว่าข่าวนี้สนับสนุนความต้องการตลอดห่วงโซ่ Cloud → Data Center →ชิปและ Memory → Networking → Power และ Cooling แต่ความสามารถสร้างรายได้ของผู้ใช้โครงสร้างพื้นฐานยังเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อดอกเบี้ยสูงทำให้ต้นทุนเงินทุนเพิ่มขึ้น

🛢️ Commodities & FX

🔸น้ำมันล่วงหน้าปิดวันที่ 29 ก.ย. ลดลง หลังซาอุดีอาระเบียกลับมาขนส่งน้ำมันผ่านท่อ East-West และท่าเรือ Yanbu:
• Brent 102.59 ดอลลาร์/บาร์เรล −2.6%
• WTI 89.38 ดอลลาร์/บาร์เรล −3.5%

🔸อย่างไรก็ตาม เช้านี้น้ำมันกลับมาเพิ่มขึ้น หลัง Trump ปฏิเสธข่าวว่าจะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน โดย ณ 08.31 น. เวลาไทย Brent อยู่ที่ 103.73 ดอลลาร์ +1.11% และ WTI 89.72 ดอลลาร์ +0.38% จึงยังเร็วเกินไปที่จะมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงานคลี่คลายแล้ว

🎯มุมมองการลงทุน

🔸เรามองว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะที่ “การเติบโตยังมี แต่ต้นทุนของการเติบโตสูงขึ้น” โดย AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกำไรและการลงทุน แต่ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงทำให้ตลาดมีความอดทนน้อยลงต่อหุ้นที่ Valuation สูงแต่กระแสเงินสดยังไม่ชัดเจน

🔸ระยะสั้นจึงให้น้ำหนักกับ Selective Growth มากกว่าการเพิ่มความเสี่ยงทั้งตลาด โดยเฉพาะบริษัทในห่วงโซ่ AI Infrastructure ที่มีคำสั่งซื้อหรือรายได้รองรับชัดเจน มีความสามารถสร้างกระแสเงินสด และมี Pricing Power ขณะที่หุ้นที่ราคาสะท้อนการเติบโตในอนาคตไปมากแล้วอาจผันผวนมากขึ้นหาก Bond Yield ยังปรับสูงขึ้น

🔸ในภาพรวม AI Thesis ยังไม่เปลี่ยน แต่ตลาดจะให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเติบโตมากขึ้น — ฝั่งผู้ขายโครงสร้างพื้นฐานต้องสามารถเปลี่ยน Capex Cycle ให้เป็นรายได้และกำไร ขณะที่ฝั่ง Hyperscaler และ AI Platform ต้องพิสูจน์ว่า AI Revenue สามารถเติบโตได้เร็วพอที่จะรองรับ Capex และต้นทุนเงินทุนที่เพิ่มขึ้น

🔸คืนนี้ติดตาม PCE เดือน ส.ค. และ GDP ไตรมาส 2 ประมาณการครั้งที่ 3 เวลา 19.30 น. หากเงินเฟ้อผ่อนคลายและยีลด์หยุดขึ้น จะช่วยให้แรงซื้อกระจายกว้างขึ้น แต่หากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด หุ้นที่ราคาสะท้อนการเติบโตมากแล้วอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม

ข้อมูล หุ้นสหรัฐฯ ใช้ราคาปิดวันที่ 29 ก.ย. 2569

Source: CNBC, Bloomberg, Reuters, WSJ

✳️ เนื้อหาในบทความนี้อาจไม่เป็นปัจจุบันหากสภาวะตลาดและ/หรือกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การตัดสินใจใด ๆ จากบทความนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับบทความนี้ กรุณาสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโดยตรง
✳️ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน กองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และ/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนครั้งแรก

จับตาเงินเฟ้อ การจ้างงาน และงบ Micron ประเมินทิศทางตลาดในช่วงต้นไตรมาส 4- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัว นำโดยหุ้นเทคโนโลยี S&P ...
29/09/2026

จับตาเงินเฟ้อ การจ้างงาน และงบ Micron ประเมินทิศทางตลาดในช่วงต้นไตรมาส 4

- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัว นำโดยหุ้นเทคโนโลยี S&P 500 +1.2%, Nasdaq +2.1% และ Dow Jones +0.3% จากแรงหนุน AI และราคาน้ำมันที่ผ่อนคลาย ขณะที่ Russell 2000 -0.8% สะท้อนการฟื้นตัวยังไม่ทั่วตลาด สัปดาห์นี้จับตา PCE และตัวเลขการจ้างงาน เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยและตลาดช่วงต้นไตรมาส 4

- Muse AI หนุนความเชื่อมั่นต่อ AI และโครงสร้างพื้นฐาน การเติบโตของ AI Agent มีโอกาสเพิ่มความต้องการประมวลผลและหน่วยความจำสำหรับ Inference ขณะที่ต้องติดตามการใช้งานจริง การสร้างรายได้ และผลประกอบการ Micron เพื่อประเมินแนวโน้ม Memory และ HBM แนะนำกองทุน M-MEM*, M-GMEMORY, M-ASIASEMI, M-SEMI และ M-USEQ

- หุ้นธนาคารยุโรปยังมีแรงซื้อ โดยได้แรงหนุนจากภาวะดอกเบี้ยสูง แต่ต้องจับตาต้นทุนเงินฝาก คุณภาพสินเชื่อ และการตั้งสำรอง จึงเน้นธนาคารที่มีฐานเงินทุนแข็งแกร่งและบริหารสินเชื่อได้ดี แนะนำกองทุน M-EUBANK

- ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับขึ้น นำโดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และแรงซื้อเพื่อรับเงินปันผล โดย Nikkei 225 +2.07% และ TOPIX +0.92% สัปดาห์นี้จับตา Tankan และแนวโน้มอุตสาหกรรมชิป ซึ่งอาจช่วยหนุนตลาดต่อ แนะนำทยอยสะสม MJAPAN

- แนะนำ MGF เป็น Core Portfolio ที่รวม 5 จุดเด่นไว้ในกองเดียว ทั้ง Large Cap, Global, Growth, AI Leaders และ Quality เหมาะกับการลงทุนระยะยาวหรือ DCA เพื่อเติบโตไปกับเศรษฐกิจโลกควบคู่กับ MGTECH ที่กระจายลงทุนทั้งหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI

- สำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Income ควบคู่การเติบโตของพอร์ต แนะนำ MAUTOCALL ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนในรูปแบบ Coupon และกระแสผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ

- สำหรับนักลงทุนที่มองหา Income ควบคู่การเติบโต แนะนำกองทุน MAUTOCALL ที่มีโอกาสรับผลตอบแทนในรูปแบบคูปองอย่างสม่ำเสมอ

- แนะนำทยอยลงทุน MRENEW เพื่อรับโอกาสเติบโตจากธีมพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ที่ได้แรงหนุนจาก AI Adoption และ Energy Security

- เน้นรักษาสมดุลพอร์ต ด้วยการกระจายลงทุนหลาย Asset Class เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวน แนะนำกองทุน MGALL ที่กระจายลงทุนทั่วโลกทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และ Commodities

- Emerging Markets โดยเฉพาะเอเชีย มีจุดเด่นจากการเป็นฐานสำคัญของ AI Value Chain ตั้งแต่วัตถุดิบจนถึง AI Supply Chain แนะนำกองทุน M-FREEDOM และ M-ATECH

รายละเอียดเพิ่มเติ่ม:https://did-admin.mfcfund.com/Uploads//Website/avenue/b203c07c99a0.pdf

คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
*M-MEM (Not for Retail Investors) กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Technology) จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก

📉 เมื่อตลาดผันผวน หาโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลงทำความรู้จัก MAUTOCALL อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่มอ...
29/09/2026

📉 เมื่อตลาดผันผวน หาโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง
ทำความรู้จัก MAUTOCALL อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่มองหาโอกาสสร้าง Income ผ่านกลยุทธ์ Autocallable

🎯 จุดเด่นของ MAUTOCALL

1️⃣ เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงผลตอบแทนจากผลิตภัณฑ์ Autocallable Notes ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ซึ่งแต่เดิมเป็นผลิตภัณฑ์ Structured Notes สำหรับนักลงทุนรายใหญ่หรือสถาบันเท่านั้น แต่ CAIE ETF (กองทุนหลัก) ออกแบบมาให้นักลงทุนทั่วไป สามารถเข้าถึงได้ และซื้อขายได้ทุกวันทำการ

2️⃣ MAUTOCALL โอกาสรับผลตอบแทนอย่าง สม่ำเสมอ (ตามเงื่อนไขนโยบายกองทุน Auto Redemption ปีละไม่เกิน 12 ครั้ง) โดยกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์สร้างรายได้ ที่สม่ำเสมอ ด้วยการลงทุนอ้างอิงดัชนี MerQube US Large Cap Vol Advantage Autocallable Index

3️⃣ กลยุทธ์ของกองทุนหลักจะเข้าทำสัญญา Total Return Swap ที่สะท้อนการออก Autocallable Notes ทุกสัปดาห์ (กระจายการลงทุนกว่า 52+ Notes) ช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะลงทุน

4️⃣ กองทุนหลักบริหารจัดการโดย Calamos ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน Structure Income นอกจากนี้ กองทุนหลักยังมีความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของ 3 ผู้นำในอุตสาหกรรม โดย CALMOS ซึ่งเป็นผู้ออกและบริหารกองทุน ETF, JP Morgan คู่สัญญาและ MerQube ผู้จัดทำดัชนี

⚠️ กองทุน MAUTOCALL-H ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด/เกือบทั้งหมด และกองทุน MAUTOCALL-UH ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และ/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน

📢 MFC Morning Update: Bond Yield พุ่งกดดันหุ้น–ทองคำ น้ำมันกลับขึ้น ขณะที่ NVIDIA สวนตลาดจากแผนซื้อหุ้นคืน 🌎 Overnight M...
29/09/2026

📢 MFC Morning Update: Bond Yield พุ่งกดดันหุ้น–ทองคำ น้ำมันกลับขึ้น ขณะที่ NVIDIA สวนตลาดจากแผนซื้อหุ้นคืน

🌎 Overnight Markets

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนวันที่ 28 กันยายนปรับลง หลังราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นและแรงขายพันธบัตรผลักดัน Bond Yield สู่ระดับสูง กดดันทั้งต้นทุนเงินทุนและ Valuation โดยเฉพาะหุ้นเติบโต แม้ NVIDIA จะปรับขึ้นจากข่าวซื้อหุ้นคืน แต่ยังไม่เพียงพอประคองตลาดโดยรวม

🔻 Dow Jones -0.67% ปิดที่ 51,481.51 จุด
🔻 S&P 500 -0.77% ปิดที่ 7,683.69 จุด
🔻 Nasdaq Composite -0.92% ปิดที่ 26,820.38 จุด
🔻 Russell 2000 ประมาณ -0.7% ปิดที่ 2,817.91 จุด

หุ้น Consumer Staples มีผลตอบแทนดีที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมของ S&P 500 ขณะที่หุ้นเติบโตและหุ้นขนาดเล็กเผชิญแรงขาย สะท้อนการเพิ่มความระมัดระวังของนักลงทุน

🏦 Macro & Fed

US Treasury Yield อายุ 10 ปีอยู่บริเวณ 5.23–5.24% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ส่วนอายุ 2 ปีอยู่ประมาณ 4.92% จากความกังวลเงินเฟ้อและโอกาสที่ Fed จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

ความหวังต่อการคลี่คลายสถานการณ์ตะวันออกกลางลดลง หลังประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลต่ออุปทานพลังงาน

นัยต่อการลงทุน: น้ำมันที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนธุรกิจและค่าครองชีพ ขณะที่ Yield สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนกู้ยืมและลดมูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคต จึงเป็นแรงกดดันต่อหุ้นสองด้านพร้อมกัน

💼 Earnings & Corporate

🔺 NVIDIA +1.7% หลังเพิ่มวงเงินซื้อหุ้นคืนอีก 150,000 ล้านดอลลาร์ สู่ความสามารถในการซื้อคืนรวม 235,000 ล้านดอลลาร์

ในเชิงวิเคราะห์ แผนดังกล่าวช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นต่อการคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น แต่เป็นการอนุมัติวงเงิน ซึ่งจังหวะและจำนวนซื้อคืนจริงยังต้องติดตาม

🔻 MongoDB ลดลงประมาณ 18% หลังการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร สะท้อนว่าปัจจัยเฉพาะบริษัทยังสร้างความผันผวนได้มากในภาวะที่ตลาดระมัดระวังอยู่แล้ว

🤖 AI & Technology

การที่ NVIDIA สวนตลาด ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีอื่นอ่อนตัว ชี้ให้เห็นว่าตลาดเริ่มแยกแยะบริษัทตามปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวมากขึ้น

มุมมองต่อ AI Infrastructure: ในภาวะดอกเบี้ยสูง ควรให้น้ำหนักกับบริษัทที่มีคำสั่งซื้อ กระแสเงินสด และแหล่งเงินทุนชัดเจน เพราะการขยาย Data Center ต้องใช้เงินลงทุนต่อเนื่อง ทั้งชิปประมวลผล Memory, Networking ระบบไฟฟ้าและระบายความร้อน

สำหรับ Micron ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ตลาดติดตามก่อนรายงานผลประกอบการ ประเด็นสำคัญคือแนวโน้มรายได้ อัตรากำไร ราคาหน่วยความจำ และการส่งมอบ HBM เพื่อประเมินว่าการเติบโตจาก AI สามารถชดเชยแรงกดดันด้าน Valuation ได้เพียงใด

🛢️ Commodities & FX

🔺 Brent Futures +0.9% ราคาชำระที่ 105.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
🔻 Gold Futures -3.5% ราคาชำระที่ 4,168.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ทองคำถูกกดดันจาก Bond Yield และดอลลาร์ที่สูงขึ้น แม้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ เพราะผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำ

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ในช่วงที่ตลาดกังวลเงินเฟ้อและดอกเบี้ย หุ้นและทองคำสามารถปรับลงพร้อมกันได้ การกระจายพอร์ตจึงควรพิจารณาปัจจัยเสี่ยงร่วมของสินทรัพย์ด้วย

🎯 มุมมองการลงทุน

แรงกดดันรอบนี้มาจาก น้ำมันและต้นทุนเงินทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดต้องประเมินราคาหุ้นอย่างเข้มงวดขึ้น แม้บางบริษัทยังมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน

พิจารณาแบ่งจังหวะลงทุนในหุ้นคุณภาพที่มีกำไรและกระแสเงินสดรองรับ พร้อมรักษาสภาพคล่องบางส่วน สำหรับธีม AI–Semiconductor ควรติดตามผลประกอบการและคำสั่งซื้อจริงก่อนเพิ่มน้ำหนักหลังราคาปรับลง

ประเด็นสำคัญในสัปดาห์นี้คือ ข้อมูลการจ้างงานและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ผลประกอบการ Micron และความคืบหน้าตะวันออกกลาง หากน้ำมันอ่อนตัวและ Bond Yield เริ่มทรงตัว จะช่วยลดแรงกดดันต่อตลาด ขณะที่กำไรบริษัทจะเป็นตัวกำหนดว่าหุ้นกลุ่มใดมีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลดัชนีและราคาชำระสินค้าโภคภัณฑ์อ้างอิงวันที่ 28 กันยายน 2569 ส่วน Bond Yield เป็นระดับตามรายงานช่วงตลาดสหรัฐฯ จัดทำสำหรับเช้าวันที่ 29 กันยายน 2569 ตามเวลาไทย

Source: AP, Reuters, WSJ, Barron’s, Investor’s Business Daily

✳️ เนื้อหาในบทความนี้อาจไม่เป็นปัจจุบันหากสภาวะตลาดและ/หรือกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การตัดสินใจใด ๆ จากบทความนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับบทความนี้ กรุณาสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโดยตรง
✳️ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน กองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และ/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนครั้งแรก

28/09/2026

🇨🇳 จีนอาจไฟเขียวให้ Alibaba และ ByteDance ซื้อชิป Nvidia

📍 ประชุม Trump-Xi หนุนกระแสตลาดเกิดใหม่นอกจีนต่อเนื่อง 🔹 ประธานาธิบดี Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping พบกันในการประชุมส...
28/09/2026

📍 ประชุม Trump-Xi หนุนกระแสตลาดเกิดใหม่นอกจีนต่อเนื่อง

🔹 ประธานาธิบดี Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping พบกันในการประชุมสุดยอดด้านการค้าเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ซึ่งตลาดจับตามองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ-จีน หลังความตึงเครียดทางการค้าที่สะสมมาต่อเนื่อง

🔹 ผลลัพธ์ของการประชุมออกมาในลักษณะ "ซื้อเวลา" มากกว่าการบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม สื่อต่างประเทศรายงานว่าทั้งสองฝ่าย "ไม่มีใครสามารถรับความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าทางการค้าที่รุนแรงขึ้นได้ในจังหวะนี้" สะท้อนว่าเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดชั่วคราวมากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง

🔹 ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำแนวโน้มเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ที่กองทุนตลาดเกิดใหม่แบบไม่รวมจีน (ex-China) เริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าในครึ่งปีแรกของปี 2569 กองทุนตลาดเกิดใหม่โดยรวมมีเงินไหลเข้าสุทธิราว 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และกองทุนตลาดเกิดใหม่แบบไม่รวมจีนมีผลตอบแทนนำหน้ากองทุนตลาดเกิดใหม่ที่ยังถือครองหุ้นจีนอยู่มากในบางกรณี

🔹 ประโยชน์จากธีมโครงสร้างพื้นฐาน AI ในตลาดเกิดใหม่บางประเทศ เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกำไรบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มนี้ ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ยังคงเผชิญความท้าทายเฉพาะตัวจากปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดแรงงานที่ยืดเยื้อ ทำให้ผลประโยชน์จากกระแส AI ไม่กระจายตัวเข้าสู่ตลาดจีนอย่างเต็มที่เมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่อื่น

💡 มุมมองการลงทุนและปัจจัยสนับสนุน

🔹 มองว่าในระยะสั้น (ช่วง 0-3 เดือนข้างหน้า) ธีมตลาดเกิดใหม่แบบไม่รวมจีนน่าจะยังคงได้รับความสนใจต่อเนื่อง ตราบใดที่ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนยังอยู่ในภาวะ "ซื้อเวลา" มากกว่าการคลี่คลายอย่างแท้จริง เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมักมองหาการกระจายความเสี่ยงออกจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบายที่ผูกกับจีนโดยตรง

🔹 ปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างจากธีม AI ในไต้หวันและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีตลาดเกิดใหม่แบบไม่รวมจีน น่าจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนผลกำไรที่สำคัญของกลุ่มนี้ต่อเนื่องจากที่เห็นมาตั้งแต่ต้นปี

🔹 ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ พัฒนาการของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนหลังการประชุมครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากทิศทางนโยบายการค้าในระยะถัดไปจะเป็นตัวแปรสำคัญ

📌 กองทุนแนะนำ M-FREEDOM
ลงทุนใน Freedom 100 Emerging Markets ETF ซึ่งที่คัดเลือกและจัดสรรน้ำหนักรายประเทศตามคะแนนเสรีภาพส่วนบุคคลและเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ครอบคลุมตลาดเกิดใหม่ทั้งเอเชีย ละตินอเมริกา ยุโรปตะวันออก และแอฟริกาใต้ โดยไม่รวมจีนแผ่นดินใหญ่ในองค์ประกอบดัชนี เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเปิดรับตลาดเกิดใหม่แบบกระจายตัวหลายภูมิภาคโดยลดความเสี่ยงเฉพาะเจาะจงของจีน

⭐️ 5 จุดเด่นของกองทุน

✅ ลงทุนผ่านดัชนีที่จัดน้ำหนักรายประเทศตามคะแนนเสรีภาพส่วนบุคคลและเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (Freedom-Weighted) แทนการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดแบบดัชนีตลาดเกิดใหม่ทั่วไป ประเทศที่เสรีกว่าได้น้ำหนักมากกว่า และคัดประเทศที่มีคะแนนเสรีภาพต่ำออก เช่น จีนและซาอุดีอาระเบีย

✅ ลดความเสี่ยงเชิงนโยบาย 2 ชั้น ชั้นแรก คือ ไม่มีจีนแผ่นดินใหญ่ในพอร์ต จึงไม่ผูกกับนโยบายการค้าและกฎระเบียบของจีนโดยตรง ชั้นที่ 2 คือ คัดรัฐวิสาหกิจออกจากดัชนี เพื่อลดความเสี่ยงที่บริษัทจะถูกบริหารตามเป้าหมายของภาครัฐมากกว่าผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น

✅ เปิดรับโอกาสจากธีมโครงสร้างพื้นฐาน AI ผ่านเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็น 2 ประเทศน้ำหนักสูงสุดของดัชนี โดยมี Samsung Electronics, SK hynix, TSMC และ MediaTek เป็นหุ้นหลัก

✅ แตกต่างจากกองทุนตลาดเกิดใหม่แบบไม่รวมจีนทั่วไป ด้วยการลงทุนในละตินอเมริกาและยุโรปตะวันออก ผ่านชิลี (Banco de Chile, Falabella, LATAM Airlines) โปแลนด์ (Bank Pekao, LPP, Dino Polska) และบราซิล (Vale) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการบริโภคในประเทศและทิศทางดอกเบี้ยท้องถิ่นมากกว่าวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์ ช่วยลดการพึ่งพาธีมเดียวของพอร์ต

✅ กระจายการลงทุนราว 130 บริษัทใน 11 ประเทศ (ข้อมูลกองทุนหลัก ณ 30 มิ.ย. 2569) ครอบคลุมทั้งกลุ่มเทคโนโลยี การเงิน ค้าปลีก และวัตถุดิบ เหมาะเป็นส่วนเสริมสำหรับพอร์ตที่มีหุ้นจีนอยู่แล้ว เพื่อกระจายความเสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ให้ครบขึ้น

Source: ทีมกลยุทธ์การลงทุน บลจ.เอ็มเอฟซี I Bloomberg I Yahoo Finance I ETF Trends

✳️ เนื้อหาในบทความนี้อาจไม่เป็นปัจจุบันหากสภาวะตลาดและ/หรือกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การตัดสินใจใด ๆ จากบทความนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับบทความนี้กรุณาสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโดยตรง
✳️ กองทุนนี้มีความเสี่ยงระดับ6 ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน กองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และ/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนครั้งแรก

ที่อยู่

16F, 17F Tower 4, One
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:00
อังคาร 08:30 - 16:00
พุธ 08:30 - 16:00
พฤหัสบดี 08:30 - 16:00
ศุกร์ 08:30 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+6626492000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ MFC Asset Management โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง MFC Asset Management:

ทางลัด

แชร์