X Trader Thailand

X Trader Thailand เพจนี้จำลองการลงทุน

X Trader Thailand ไม่มีนโยบายรับโอนเงินลงทุน ข้อความที่แสดงเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น และไม่มีเจตนาชักชวนหรือจูงใจให้ผู้อ่านดำเนินการใดๆ ผู้อ่านควรพิจารณาและตัดสินใจด้วยตนเองอย่างรอบคอบ

 #จุดเริ่มต้นและยุครุ่งโรจน์Leopold Aschenbrenner อดีตพนักงาน OpenAI ผู้เขียนงานวิจัยชื่อ Situational Awareness: The Dec...
03/08/2026

#จุดเริ่มต้นและยุครุ่งโรจน์

Leopold Aschenbrenner อดีตพนักงาน OpenAI ผู้เขียนงานวิจัยชื่อ Situational Awareness: The Decade Ahead ความยาว 165 หน้า อธิบายว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้า การแข่งขันด้าน AI จะไม่ได้ตัดสินกันเพียงโมเดล AI แต่จะตัดสินกันที่โครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ชิปประมวลผล Data Center พลังงาน ระบบไฟฟ้า และกำลังประมวลผลขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นรากฐานของการพัฒนา AGI

จากแนวคิดดังกล่าว เขาได้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Situational Awareness เพื่อลงทุนในบริษัทโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเน้นบริษัทที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของอุตสาหกรรม เช่น CoreWeave, Nebius Group, Micron, Sandisk รวมถึงการลงทุนในบริษัทเอกชนอย่าง Anthropic

ในช่วงครึ่งแรกของปี กองทุนสร้างผลตอบแทนได้ประมาณ 439 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้นแตะประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกในฐานะหนึ่งในผู้ที่มองอนาคตของ AI ได้แม่นยำที่สุด

#จุดเริ่มต้นของวิกฤต

ช่วงเดือนมิถุนายน ตลาดหุ้นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำของเกาหลีใต้เริ่มถูกเทขายอย่างหนัก ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากที่ใช้ Leverage หรือการกู้ยืมเงินมาลงทุนในหุ้น AI ถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม หรือ Margin Call

เมื่อไม่สามารถนำเงินมาเติมหลักประกันได้ นักลงทุนจึงจำเป็นต้องขายหุ้น AI ตัวอื่นในพอร์ต แม้ว่าหุ้นเหล่านั้นจะยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งก็ตาม

แรงขายดังกล่าวลุกลามไปยังหุ้น AI ทั่วโลก กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อราคาหุ้นในกลุ่มเดียวกัน หุ้นหลักที่กองทุนถือครอง เช่น Nebius Group, Sandisk, Micron และ CoreWeave ปรับตัวลดลงมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงประมาณ 1 เดือน

แม้กองทุนจะยังเชื่อมั่นในแนวโน้มระยะยาวของ AI แต่การใช้ Leverage ในระดับสูงทำให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มเผชิญแรงกดดันจากเจ้าหนี้และ Prime Broker

#วิกฤตภายใน 24 ชั่วโมง
ก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่วัน Leopold ยังส่งจดหมายถึงนักลงทุนเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม โดยยืนยันว่าการปรับฐานของหุ้น AI เป็นเพียงโอกาสในการเข้าซื้อเพิ่ม เพราะเขายังคงเชื่อมั่นว่าปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมไม่ได้เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงต่อเนื่อง ประกอบกับกองทุนใช้ Leverage จำนวนมาก โบรกเกอร์จึงเรียกหลักประกันเพิ่มเติม และเมื่อกองทุนไม่สามารถนำเงินมาวางได้ทันเวลา จึงถูกบังคับขายสินทรัพย์ หรือ Force Sell

กองทุนพยายามระดมเงินจากนักลงทุนเดิม แต่สถานการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป สุดท้ายจึงต้องเจรจากับผู้ซื้อรายใหญ่เพียงรายเดียว

ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง Citadel ของ Ken Griffin ร่วมกับ Prime Broker อย่าง Goldman Sachs และ JPMorgan เข้าซื้อสินทรัพย์จดทะเบียนในตลาดส่วนใหญ่ของกองทุนในราคาที่ต่ำกว่าปกติ เพื่อปิดความเสี่ยงและชำระหนี้

หลังการขายครั้งใหญ่ กองทุนแทบไม่เหลือสินทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เหลือเพียงการลงทุนในบริษัทเอกชน เช่น Anthropic ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีรายงานว่ากองทุนจะหันไปมุ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดมากขึ้น

#ผลลัพธ์และบทเรียนสำคัญ
หลังจากกองทุนถูก Force Sell และแรงขายจำนวนมหาศาลสิ้นสุดลง หุ้น AI หลายตัว เช่น Sandisk และ Nebius Group กลับฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะตลาดมองว่าแรงกดดันจากผู้ขายรายใหญ่หมดไปแล้ว ทำให้ราคาหุ้นเริ่มกลับเข้าสู่ระดับที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น

เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า Leopold มองทิศทางอุตสาหกรรม AI ได้ถูกต้อง และเลือกลงทุนในธีมที่มีศักยภาพระยะยาว แต่เขาไม่สามารถอยู่รอดในช่วงที่ตลาดผันผวนได้ เนื่องจากการใช้ Leverage ในระดับสูง ทำให้ถูกบังคับขายก่อนที่แนวคิดการลงทุนจะสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

Charlie Munger เคยกล่าวไว้ว่า "Smart men go broke 3 ways: Liquor, Ladies and Leverage"

คำพูดนี้สะท้อนเหตุการณ์ครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะ Leverage สามารถเร่งผลตอบแทนมหาศาลในช่วงตลาดขาขึ้น แต่เมื่อเกิดการปรับฐาน ก็สามารถเร่งการขาดทุนและนำไปสู่ Margin Call และ Force Sell ได้อย่างรวดเร็ว

บทเรียนสำคัญคือ การลงทุนไม่ได้วัดเพียงว่าเลือกหุ้นถูกหรือวิเคราะห์อนาคตได้แม่นยำเพียงใด แต่ต้องสามารถบริหารความเสี่ยงและรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอ เพื่ออยู่รอดในช่วงที่ตลาดผันผวน เพราะต่อให้มองอนาคตได้ถูกต้อง หากไม่สามารถอยู่ในตลาดได้นานพอ ก็ไม่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้

1️⃣ นักขายหุ้นระดับตำนานจอร์แดน เบลฟอร์ต ตั้งบริษัท Stratton Oakmont ใช้การโทรหาลูกค้าเสนอขาย Penny Stocks ที่ซื้อขายถูก...
25/07/2026

1️⃣ นักขายหุ้นระดับตำนาน
จอร์แดน เบลฟอร์ต ตั้งบริษัท Stratton Oakmont ใช้การโทรหาลูกค้าเสนอขาย Penny Stocks ที่ซื้อขายถูกกฎหมาย พูดเก่ง มั่นใจ สร้างความเชื่อถือ จนลูกค้าหลายคนซื้อหุ้นทั้งที่รู้ข้อมูลบริษัทแค่ผิวเผิน ยังไม่ได้วิเคราะห์พื้นฐานจริง

2️⃣ ปิดดีล ฉลองทันที
เมื่อลูกค้าตกลงซื้อ ทั้งออฟฟิศลุกขึ้นฉลอง
บริษัทได้เงินจากค่าคอมมิชชันและยอดขาย ไม่ใช่กำไรของลูกค้าในอนาคต ทุกคนแฮปปี้เมื่อปิดดีลได้สำเร็จ

3️⃣ ความจริงหลังลงทุน
ผ่านไปหลายเดือน นักลงทุนกลับมาอ่านงบการเงินและพื้นฐานบริษัท จึงรู้ว่าหุ้นถูกกฎหมายจริง แต่ธุรกิจพื้นฐานอ่อนแอ ผลประกอบการไม่ดี ราคาหุ้นร่วง
สุดท้ายขาดทุน

4️⃣ จุดจบของเบลฟอร์ต
ภายหลัง Stratton Oakmont ถูกสอบสวนคดีฉ้อโกงหลักทรัพย์และการปั่นราคาหุ้น เบลฟอร์ตรับสารภาพ ในปี 1999 และติดคุก ก่อนจะออกมาเป็นนักเขียนกับวิทยากร กลายเป็นบทเรียนว่า นักขายเก่ง ไม่ได้แปลว่าหุ้นดี และหุ้นถูกกฎหมาย ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นการลงทุนที่ดีเสมอไป.

24/07/2026

วิเคราะห์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในอีก 10 ปี (2026–2036

ภาพรวม

ตลอดเกือบ 100 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี และเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตดีที่สุดของโลก อย่างไรก็ตาม ทุกช่วงที่ผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยมักตามมาด้วยช่วงที่ผลตอบแทนลดลง จึงเกิดคำถามว่า ปี 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตจาก AI หรือเป็นจุดเริ่มต้นของทศวรรษที่ผลตอบแทนต่ำกว่าที่นักลงทุนคุ้นเคย

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

หลังวิกฤติปี 2008 ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดดอกเบี้ยลงใกล้ 0% และใช้นโยบาย QE อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินต่ำลง ขณะเดียวกันการเติบโตของ Smartphone, Cloud Computing, E-commerce และ AI ได้ผลักดันกำไรของบริษัทเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จน S&P 500 และ Nasdaq ทำจุดสูงสุดใหม่หลายครั้ง และบริษัทอย่าง Apple, Microsoft, Nvidia, Amazon และ Alphabet กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดของโลก

สิ่งที่แตกต่างในปี 2026

โครงสร้างตลาดปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน หุ้นเพียงประมาณ 10 บริษัทมีน้ำหนักเกือบ 40% ของ S&P 500 ทำให้ผลตอบแทนของทั้งดัชนีพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งมากกว่าที่เคย หากบริษัทเหล่านี้เติบโต ตลาดอาจปรับขึ้นต่อ แต่หากกำไรชะลอ ดัชนีก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีกำลังลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมหลายแสนล้านดอลลาร์ แม้กำไรยังเติบโต แต่ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่าการลงทุนเหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ หากรายได้จาก AI ต่ำกว่าคาด ราคาหุ้นอาจถูกปรับลดลง

อีกปัจจัยสำคัญคืออัตราดอกเบี้ยที่ยังสูงกว่าช่วงปี 2010–2021 ส่งผลให้ต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น และทำให้นักลงทุนยอมจ่าย Valuation ให้หุ้นน้อยลง ขณะเดียวกัน หนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำให้ต้องออกพันธบัตรจำนวนมาก หาก Bond Yield ยังอยู่ในระดับสูง เงินลงทุนบางส่วนอาจไหลจากหุ้นไปยังพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นและมีความเสี่ยงต่ำกว่า

วิเคราะห์อีก 10 ปีข้างหน้า

Bull Case (20%) หาก AI เพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจได้จริง บริษัทสามารถเปลี่ยนการลงทุนเป็นกำไร เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยราว 3% ต่อปี และ S&P 500 อาจให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10–12% ต่อปี

Base Case (60%) AI ยังสร้างการเติบโต แต่ราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังไปมากแล้ว แม้กำไรยังเพิ่มขึ้น แต่ Valuation ค่อย ๆ ลดลง ทำให้ตลาดยังเป็นขาขึ้นแต่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 5–8% ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ Vanguard และสถาบันการลงทุนหลายแห่ง

Bear Case (20%) หาก AI ไม่สามารถสร้างกำไรตามที่ตลาดคาด ดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง หนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้น และกำไรบริษัทเติบโตต่ำกว่าคาด ตลาดอาจเข้าสู่ช่วง Lost Decade คล้ายปี 2000–2010 โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 0–3% ต่อปี

บทสรุป

ในอีก 10 ปี ความท้าทายของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ "ราคาที่นักลงทุนยอมจ่าย" หาก AI สร้างกำไรได้มากกว่าคาด ตลาดยังมีโอกาสเติบโต แต่หากความคาดหวังสูงเกินพื้นฐาน ผลตอบแทนอาจต่ำกว่าช่วงหลังปี 2010 ดังนั้น นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการเติบโตของกำไร การประเมินมูลค่าหุ้น การกระจายความเสี่ยง และการลงทุนระยะยาว มากกว่าการไล่ตามกระแสของตลาด

22/07/2026

Michael Burry เตือนอะไรเกี่ยวกับ Index Fund?

หลายคนเข้าใจว่า Index Fund คือการลงทุนที่ "ปลอดภัยที่สุด" เพราะกระจายความเสี่ยงและลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่

แต่ Michael Burry มองว่า ความเสี่ยงในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวกองทุน แต่อยู่ที่ "เงินจำนวนมหาศาล" ที่ไหลเข้ากองทุนประเภทนี้พร้อมกัน

---

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 15–20 ปีที่ผ่านมา

• สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุน Passive และ ETF เติบโตจาก ไม่ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เป็น มากกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงทศวรรษ 2020

• ปัจจุบัน เงินลงทุนจำนวนมากในตลาดสหรัฐฯ ไหลเข้ากองทุนที่อ้างอิงดัชนี เช่น S&P 500 และ Nasdaq แทนการเลือกหุ้นรายตัว

• ในหลายช่วงเวลา เงินใหม่ที่เข้าตลาดส่วนใหญ่ถูกลงทุนผ่านกองทุน Passive มากกว่ากองทุนที่มีผู้จัดการเลือกหุ้น (Active Fund)

---

Michael Burry กังวลเรื่องอะไร?

เมื่อมีเงินไหลเข้ากองทุนดัชนี
➡️ กองทุนจะซื้อหุ้น "ตามน้ำหนักในดัชนี"

ไม่ใช่ซื้อเพราะบริษัทนั้นกำไรดีขึ้น หรือราคาถูก

ยิ่งบริษัทมีมูลค่าตลาด (Market Cap) ใหญ่

➡️ ยิ่งได้รับเงินลงทุนมาก
➡️ ราคาหุ้นยิ่งสูง
➡️ น้ำหนักในดัชนียิ่งเพิ่ม
➡️ กองทุนก็ต้องซื้อเพิ่มอีก

Burry มองว่านี่เป็น วงจรที่อาจทำให้ราคาหุ้นบางบริษัทสูงกว่าปัจจัยพื้นฐาน

---

ถ้าเกิดตลาดกลับทิศจะเกิดอะไร?
หากนักลงทุนเริ่มถอนเงินออกจาก Index Fund จำนวนมาก กองทุนก็ต้องขายหุ้นตามสัดส่วนของดัชนี

หมายความว่า หุ้นที่มีน้ำหนักมากที่สุด เช่น Apple, Microsoft, Nvidia หรือ Amazon อาจถูกขายออกมากที่สุด แม้ว่าพื้นฐานธุรกิจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลง
สิ่งนี้อาจทำให้แรงขายขยายตัวเร็วกว่าเดิม

---

Michael Burry เคยพูดเมื่อไร?

ในปี 2019 เขาให้สัมภาษณ์ว่า "การลงทุนแบบ Passive กำลังคล้ายกับฟองสบู่ของ CDO ก่อนวิกฤติปี 2008"

เขาไม่ได้บอกว่า Index Fund จะล้มเหลวทันที
แต่เตือนว่า เมื่อเงินจำนวนมากไหลเข้าสินทรัพย์เพียงเพราะอยู่ในดัชนี กลไกราคาของตลาดอาจบิดเบือน

---

สิ่งที่เขาไม่ได้พูด

1. ไม่ได้บอกให้เลิกลงทุน Index Fund
2. ไม่ได้บอกว่าตลาดจะพังในวันพรุ่งนี้

แต่เขาต้องการเตือนว่า
"อย่าคิดว่าการลงทุนแบบ Passive จะปลอดภัยในทุกสถานการณ์"

---

แหล่งอ้างอิง

- Bloomberg Interview (2019): Michael Burry กล่าวว่า Passive Investing มีลักษณะคล้าย "Bubble"
- Securities and Exchange Commission (SEC): รายงานโครงสร้างของ ETF และ Passive Investing
- Investment Company Institute (ICI): สถิติการเติบโตของกองทุนรวมและ ETF ในสหรัฐฯ
- S&P Dow Jones Indices: วิธีการคำนวณน้ำหนักของดัชนี S&P 500

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ X Trader Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์