HONOR HUB บริการรับจัดหาแหล่งเงินทุน ที่เชื่อได้

HONOR HUB บริการรับจัดหาแหล่งเงินทุน ที่เชื่อได้ บริการรับจัดหาแหล่งเงินทุน สำหรับผู้ประกอบการ ที่เชื่อถือได้ ไม่มีการโอนมัดจำก่อน100%

[สำหรับธุรกิจที่รอธนาคาร] ปิดจบไปอีกหนึ่งธุรกิจ ร้านขายอาหารสัตว์ ขอบคุณที่มั่นใจใช้สินเชื่อ ของบริษัทHONOR HUB หากท่านใ...
10/09/2024

[สำหรับธุรกิจที่รอธนาคาร] ปิดจบไปอีกหนึ่งธุรกิจ ร้านขายอาหารสัตว์ ขอบคุณที่มั่นใจใช้สินเชื่อ ของบริษัทHONOR HUB
หากท่านใดสนใจ แหล่งเงินทุนที่เชื่อถือได้ ถูกกฎหมาย รายเดือน ต้องบริษัท HONOR HUB เท่านั้น

ติดต่อทางinboxหรือ
เบอร์โทร 096-125-2419
LINE 0961252419

ทางบริษัทไม่มีโอนก่อนทุกกรณี

#ธุรกิจsme
#ผู้ประกอบการ
#บริษัททุกประเภท
#สินเชื่อ #ที่ปรึกษาการเงิน #ดอกเบี้ยต่ำ #ดอกเบี้ยถูก #เงินทุน #เงิน #เงินทุนหมุนเวียน #สินเชื่อระยะยาว #ธนาคาร #บริษัทถูกกฎหมาย #ไม่มีโอนก่อน #กู้เงินถูกกฏหมาย

22/08/2024

รู้จัก The Standard เชนโรงแรมที่แสนสิริ ขายหุ้นให้ Hyatt ในราคา 10,000 ล้าน /โดย ลงทุนแมน
เช้านี้มีข่าวใหญ่ในวงการธุรกิจ โดยบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่องการขายหุ้น Standard International Holdings ที่บริษัทถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 71%

ให้กับกลุ่ม Hyatt เชนโรงแรมยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ
ด้วยมูลค่าดีลรวมไม่เกิน 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 12,100 ล้านบาท

ซึ่งแบ่งเป็น
-ค่าตอบแทนเริ่มแรก (Upfront) 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะชำระเมื่อธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์

-ค่าตอบแทนตามผลการดำเนินงาน (Earnout) ไม่เกิน 175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโรงแรมและโครงการที่พักอาศัยแห่งใหม่ ภายใต้แบรนด์ของ SIM และ Bunkhouse ซึ่งจะชำระเมื่อโครงการใหม่ ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด

-ค่าตอบแทนพิเศษตามผลการดำเนินงาน (Earnout Bonus) ไม่เกิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

-ค่าตอบแทนการใช้แบรนด์ของ SIM และ Bunkhouse

และคาดว่า ดีลนี้จะเสร็จสมบูรณ์ ในเดือนกันยายน 2567

โดยหลังจากประกาศขายธุรกิจ The Standard ออกไป และรับทรัพย์กว่าหมื่นล้านบาท
วันนี้ ราคาหุ้นของ SIRI ก็ปรับตัวขึ้นทันที 4.3%

ทีนี้ บางคนน่าจะสงสัยว่า โรงแรม The Standard คือใคร
เมื่อเห็นชื่อ The Standard หลายคนอาจจะคิดว่า เครือโรงแรมแห่งนี้ มีความเกี่ยวข้องกับสำนักข่าวออนไลน์ในไทยที่ชื่อเดียวกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่

เพราะแบรนด์โลโกกลับหัว The Standard ที่จะเล่าถึงในวันนี้ เป็นเครือโรงแรมสไตล์บูทีกจากสหรัฐอเมริกา ที่เคยมีคุณลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ เป็นผู้ร่วมลงทุน
และมีผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย อย่าง แสนสิริ

โรงแรม The Standard มีความเป็นมาอย่างไร
แล้วทำไมโลโกของโรงแรมแห่งนี้ถึงกลับหัว ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

จุดเริ่มต้นของโรงแรม The Standard นั้น แรกเริ่มเดิมที เป็นโรงแรมที่ชื่อว่า “Thunderbird” ที่ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ในปี 1962 หรือราว 62 ปีก่อน

โดยโรงแรมแห่งนี้ มีความโดดเด่นด้านการออกแบบรูปทรงอาคารที่ทันสมัย รวมถึงการออกแบบผนังอาคารให้โค้ง ลักษณะเป็นคลื่นที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

และในช่วงกลางทศวรรษ 1970 ก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Golden Crest แถมยังถูกปรับเปลี่ยนการให้บริการ กลายไปเป็นบ้านพักสำหรับคนวัยเกษียณ

กระทั่งปี 1999 คุณ Andre Balazs นักธุรกิจชาวอเมริกัน ได้ตัดสินใจเข้าซื้อโรงแรมนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเข้าซื้อด้วยเงินส่วนตัวแล้ว เขาก็ยังมีผู้ร่วมลงทุนเป็นดาราฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง คุณลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ และคุณคาเมรอน ดิแอซ รวมถึงศิลปินในวงการอีกหลายคนอีกด้วย

จนในที่สุด ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “The Standard” อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
พร้อมกับโลโกกลับหัว ซึ่งเป็นที่สงสัยของใครหลายคน

ทีนี้ เรามาดูกันว่าโลโกกลับหัว มีที่มาจากอะไร ?

แม้ว่าโรงแรมแห่งนี้จะมีชื่อว่า The Standard ที่แปลว่ามาตรฐาน
แต่โลโกที่ถูกออกแบบโดยคุณ Tibor Kalman นี้ กลับเป็นไปตามแนวคิดที่ว่า “Anything but Standard”
ซึ่งหมายความว่า “อะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่มาตรฐาน”

นั่นก็เพราะคุณ Balazs ที่เป็นเจ้าของ มองว่าโดยปกติแล้ว ธุรกิจโรงแรมจะดำเนินธุรกิจโดยใช้มาตรฐานเป็นที่ตั้ง แต่สำหรับ The Standard นั้น อยากจะทำสิ่งที่แตกต่างออกไปสักหน่อย

โดยความแตกต่างที่ว่านั้น ก็เช่น
ครั้งหนึ่งเขาเคยมีความคิดที่จะให้ล็อบบี้ ไปอยู่บนชั้นดาดฟ้า เหมือนห้องเพนต์เฮาส์ หรือแม้แต่การนำล็อบบี้เช็กอินไปไว้ในลิฟต์ แต่ท้ายที่สุดความคิดสุดแปลกนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ด้วยความที่ The Standard เริ่มต้นจากความคิดที่ว่าจะให้ความสำคัญอย่างมากกับงานดิไซน์
คุณ Balazs จึงคิดต่อไปอีกว่า แล้วทำไมถึงไม่นำร้านอาหาร รวมถึงไนต์คลับเจ๋ง ๆ มาไว้ในโรงแรมด้วยเลย

แนวคิดเหล่านี้ จึงได้ถูกสะท้อนออกมาเป็นเชนโรงแรมสไตล์บูทีก ที่จะมาพร้อมกับสระว่ายน้ำสีฟ้าอ่อน ห่วงยางสีชมพู มีเก้าอี้ และเตียงสระน้ำสีขาว ตัดกับพื้นหญ้าเทียมสีน้ำเงินสดรอบสระว่ายน้ำ อันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมแห่งนี้

ซึ่ง The Standard ก็ยังได้คุณ Shawn Hausman นักออกแบบฉากภาพยนตร์ มาช่วยตกแต่งพื้นที่ภายในของโรงแรมอีกด้วย

นอกจากนั้น ยังมีร้านอาหารที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง มีไนต์คลับ และวงดนตรีตลอดทุกวัน
จนทำให้ The Standard กลายมาเป็นหนึ่งในแหล่งพบปะของเหล่าคนดัง และคนที่รักในกิจกรรมยามค่ำคืนทันที

หลังจากนั้น The Standard ก็ได้เปิดตัวในที่อื่น ๆ ตามมา โดยรูปแบบธุรกิจจะเป็นการเข้าไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เก่า และนำมารีโนเวตด้วยดิไซน์เฉพาะตัว

- The Standard แห่งแรกใน Hollywood เป็นบ้านพักสำหรับคนวัยเกษียณมาก่อน
- The Standard, Downtown LA เป็นอาคารสำนักงานเก่าของบริษัทน้ำมันชื่อ Superior Oil
และได้เปลี่ยนอาคาร 12 ชั้นที่ประดับด้วยหินอ่อน ให้มีสระว่ายน้ำอยู่บนชั้นดาดฟ้า พร้อมลานเบียร์และบูทดีเจสำหรับปาร์ตี
- The Standard Miami ก็เป็นชุมชนอะพาร์ตเมนต์ สำหรับคนวัยเกษียณอีกเช่นกัน แถมยังอยู่ในทำเลที่ไม่มีใครคิดจะสร้างโรงแรมด้วยซ้ำ
- The Standard East Village ก็เกิดจากการควบรวมกับโรงแรม Cooper Square ในแมนแฮตตัน นครนิวยอร์ก

โดย The Standard ทุกแห่งจะมีการดิไซน์และตกแต่งด้วยสีสันสดใส ประกอบไปด้วยไนต์คลับ ร้านอาหาร และบาร์เครื่องดื่ม จึงเป็นโรงแรมบูทีกที่ให้ความรู้สึกสนุกสนาน รวมถึงเป็นที่จัดปาร์ตีริมสระว่ายน้ำสำหรับบางแห่งอีกด้วย

สำหรับแห่งที่ห้าในชื่อ The Standard High Line ก็ตั้งอยู่ในแมนแฮตตันเช่นกัน
ซึ่งที่นี่เป็น The Standard แห่งแรกที่สร้างขึ้นใหม่ ไม่เหมือนกับที่อื่น ๆ ที่ซื้อมารีโนเวต
แต่ก็ยังคงความโดดเด่นในด้านการออกแบบเช่นเคย

ด้วยเอกลักษณ์ของโรงแรมและการมีหุ้นส่วนจากวงการฮอลลีวูด ทำให้ The Standard ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในฉากรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่อง เช่น S*x and the City, Ocean’s Twelve, Gossip Girl และอีกหลาย ๆ เรื่อง

ต่อมาในปี 2013 คุณ Balazs ขายหุ้น 80% ของบริษัท ให้กับ Standard International นำไปบริหารต่อและได้ขยายสาขาเพิ่มเติม

ก่อนที่ในปี 2017 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอย่าง แสนสิริ จะเข้าซื้อบริษัทแห่งนี้ด้วยมูลค่า 2,000 ล้านบาท แลกกับหุ้น 35%
หมายความว่า ตอนนั้น แสนสิริ ประเมินมูลค่าธุรกิจ The Standard ไว้ราว 5,700 ล้านบาท

ซึ่งหลังจากนั้น แสนสิริ ก็ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็น 71%

และมาวันนี้ แสนสิริ ได้ขายหุ้นทั้งหมดที่ถือ ออกไปให้กับกลุ่ม Hyatt จากสหรัฐฯ
โดยบริษัทแจ้งเหตุผลที่ขายว่า ดีลนี้สร้างประโยชน์ให้กับบริษัท เพราะจะช่วยเสริมสร้างสถานะทางการเงิน ด้วยมูลค่าดีลที่น่าพอใจ และบริษัทสามารถนำเงินทุนไปใช้เพื่อการพัฒนาโครงการใหม่ที่น่าสนใจอื่น ๆ ตามเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของบริษัทได้

ทั้งนี้ โรงแรม 2 แห่งแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็น The Standard นั้น จำเป็นต้องปิดตัวลงไป
โดยแห่งแรกคือ The Standard Hollywood ปิดตัวไปในปี 2021 เนื่องจากไม่สามารถตกลงเรื่องค่าเช่าที่ ที่ปรับตัวสูงขึ้นได้

ส่วนแห่งที่สองคือ The Standard, Downtown LA ปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 และปิดถาวรไปเมื่อต้นปี 2022 ที่ผ่านมา

ทำให้จนถึงปัจจุบัน The Standard มีอยู่ทั้งหมด 8 แห่ง ในนิวยอร์ก, ไมแอมี, ลอนดอน, มัลดีฟส์ รวมถึงที่อิบิซา เกาะของประเทศสเปน ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่เป็นสวรรค์ของนักปาร์ตี และอีก 2 แห่งในประเทศไทย

สำหรับ The Standard ในประเทศไทย เปิดตัวแห่งแรกที่หัวหิน เมื่อปลายปี 2021 ที่ผ่านมา และแห่งที่สองคือที่ตึก คิง เพาเวอร์ มหานคร ในปี 2022

ซึ่ง Standard International นอกจากจะมีเครือโรงแรม “The Standard” แล้ว
ก็ยังมีเครือโรงแรมประเภท Motel และร้านกาแฟในชื่อว่า “Bunkhouse”
รวมถึงมีแอปพลิเคชันสำหรับจองโรงแรม ในชื่อว่า “One Night”

แม้ว่าในตอนเริ่มต้นของ The Standard จะมีดาราฮอลลีวูดและศิลปินในวงการบันเทิง เป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุน ทำให้โรงแรมแห่งนี้ กลายมาเป็นที่รู้จักได้โดยง่าย

แต่ด้วยเอกลักษณ์ ตัวตน และการฉีกกฎเกณฑ์ของมาตรฐานโรงแรมแบบเดิม ๆ
ก็ได้ทำให้ The Standard เป็นโรงแรมบูทีกของคนรักสีสัน จนขยายสาขาไปทั่วโลก
ดังเช่นแนวคิดที่ว่า Anything but Standard หรือ อะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่มาตรฐาน นั่นเอง..

สรุปแบรนด์ Oakley สุดยอดแบรนด์แว่นตา ที่นักกีฬาระดับโลก ชอบใส่กัน | HONOR HUB-ถ้าพูดถึงแว่นตาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแ...
05/08/2024

สรุปแบรนด์ Oakley สุดยอดแบรนด์แว่นตา ที่นักกีฬาระดับโลก ชอบใส่กัน | HONOR HUB
-ถ้าพูดถึงแว่นตาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแบรนด์หนึ่งในวงการกีฬา เราต้องพูดถึงชื่อ “Oakley”
แว่นตาของ Oakley คือแว่นตาที่นักกีฬาชื่อดังระดับโลกหลายคนเลือกใช้ เช่น
- ไมเคิล จอร์แดน อดีตนักบาสเกตบอลชาวอเมริกันระดับตำนานของทีม ชิคาโกบูลส์
- คีเลียน เอ็มบัปเป นักฟุตบอลชาวฝรั่งเศส ที่ตอนนี้เพิ่งเปิดตัวกับยอดทีม เรอัล มาดริด
- มาร์ก คาเวนดิช นักปั่นจักรยานเสือภูเขาชาวอังกฤษ เจ้าของสถิติชนะ Tour de France 35 สมัย และเหรียญเงินโอลิมปิก 1 สมัย
- อันเดร เด กราสเซ นักวิ่งระยะสั้นชาวแคนาดา ผู้ชนะเหรียญทองโอลิมปิก 6 สมัย
เหตุผลใดกันที่ทำให้ Oakley กลายเป็นแบรนด์แว่นตาชั้นนำ ซึ่งเป็นสุดยอดแบรนด์ ที่นักกีฬาระดับโลกเลือกใช้ ?
HONOR HUB สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
Oakley เป็นแบรนด์สปอร์ตไลฟ์สไตล์สัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1975 หรือ 49 ปีที่แล้ว
Oakley เป็นผู้ผลิตและออกแบบอุปกรณ์กีฬาคุณภาพดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แว่นตา เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า นาฬิกา
สินค้าทีเด็ดของ Oakley คือแว่นตาสำหรับเล่นกีฬา หรือกิจกรรมกลางแจ้ง
แต่จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำแว่นตามาตั้งแต่แรก แต่กลับเป็นการผลิตปลอกแฮนด์สำหรับมอเตอร์ไซค์วิบาก
โดยคุณจิม เจนนาร์ด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Oakley เป็นแฟนคลับตัวยงของรายการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบาก และมองเห็นว่า แฮนด์ของรถมอเตอร์ไซค์ในตอนนั้นหุ้มด้วยพลาสติก
ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือ นักกีฬาต้องเจออุปสรรคจากความลื่นของแฮนด์ เมื่อเปียกหรือเปื้อนโคลน
คุณเจนนาร์ด จึงได้ออกแบบปลอกแฮนด์ The Oakley Grip ด้วยวัสดุยางแบบพิเศษ Unobtanium ที่มีความทนทานสูง
รวมถึงมีการออกแบบลวดลายที่เน้นการยึดเกาะมากกว่าเดิม ทำให้ปลอกแฮนด์ของ Oakley กลายมาเป็นต้นแบบของแฮนด์ของมอเตอร์ไซค์ และจักรยานอย่างในปัจจุบัน
หลังจากประสบความสำเร็จกับ The Oakley Grip ไปแล้ว ในเวลาต่อมาคุณเจนนาร์ดได้หันมาบุกเบิกตลาดแว่นตาสำหรับเล่นกีฬาอย่างจริงจัง ทว่าในช่วงแรกกลับไม่ได้รับการตอบรับที่ดีเท่าไรนัก
โดยคุณไมค์ เบลล์ นักกีฬามอเตอร์ไซค์วิบาก ซึ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Oakley ในตอนนั้น ได้เคยวิจารณ์แว่นตาของ Oakley ว่ามีคุณภาพแย่
เนื่องจากตัวเลนส์นั้นอยู่ใกล้หน้ามากเกินไป อีกทั้งตัวเลนส์ยังเป็นฝ้าง่าย จนทำให้ไม่เหมาะสำหรับการสวมใส่เพื่อแข่งกีฬา
อย่างไรก็ตาม คุณเจนนาร์ดก็ไม่ได้ยอมแพ้ โดยได้มีการปรับปรุงแว่นตาจากฟีดแบ็กของการใช้งานจากนักกีฬามาอย่างต่อเนื่อง
จนได้แว่นตารุ่น Factory Pilot Eyeshades ซึ่งกลายเป็นแว่นตาที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
โดยเป็นแว่นตาที่คุณเกรก เลอมอนด์ นักปั่นจักรยานชาวอเมริกัน สวมใส่ในการแข่งขัน Tour de France ปี 1985 จนคว้าอันดับที่สองในการแข่งขันครั้งนั้นมาได้
นับตั้งแต่นั้นมาแบรนด์แว่นตา Oakley จึงได้กลายเป็นที่รู้จักในฐานะ สุดยอดแบรนด์แว่นตาสำหรับนักกีฬา
จุดแข็งของแบรนด์ Oakley คือการวิจัยและพัฒนาแว่นตาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้แว่นตาที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด และตอบโจทย์ต่อการแข่งขันกีฬาแทบทุกประเภท
รวมไปถึงการมีดิไซน์ที่สวยงาม ทันสมัย และผสมผสานกับเทคโนโลยี จนมีการจดสิทธิบัตรมากกว่า 575 ฉบับ
โดยเทคโนโลยีที่เป็นจุดเด่นของ Oakley คือตัวเลนส์ทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่
- เลนส์ HDO (Oakley High Definition Optics) เลนส์ที่ให้ความคมชัด กระจ่างใส และวิสัยทัศน์ที่แม่นยำที่สุด
- เลนส์ HD Polarized เลนส์ที่ผลิตด้วยกระบวนการพิเศษ ลดการใช้กาวและเลนส์ซ้อน เพื่อช่วยป้องกันแสงสะท้อนที่อาจทำให้แสบตาและเกิดอุบัติเหตุ
- เลนส์ PRIZM เป็นเทคโนโลยีที่ทำขึ้นเพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นรายละเอียดและสีสันต่าง ๆ รอบตัวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อนักกีฬากลางแจ้ง
นอกจากนี้ Oakley ยังมีการนำเอาเทคโนโลยี Unobtainium ที่ใช้สร้าง The Oakley Grip มาใช้เป็นส่วนประกอบของขาแว่น และแผ่นรองจมูก
เทคโนโลยีนี้ ช่วยเพิ่มความคงทน ยึดเกาะได้ดี และเพิ่มความทนทานของเลนส์แว่น ด้วยวัสดุ Plutonite ที่มีความเหนียวและทนทานสูง
ทำให้แว่นตาของ Oakley ไม่หลุดออกระหว่างทำกิจกรรมต่าง ๆ
นวัตกรรมเหล่านี้จึงกลายเป็นจุดแข็งสำคัญของแว่นตา Oakley ที่นอกจากจะเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬาแล้ว ยังมีการนำวัสดุต่าง ๆ ที่มีความทนทานไปประยุกต์ใช้งานในกองทัพสหรัฐอเมริกาด้วย
จะเห็นว่าความสำเร็จของ Oakley ส่วนสำคัญมาจากการเรียนรู้ และทำความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้งานในทุก ๆ ด้าน
โดยการรับฟังฟีดแบ็กจากนักกีฬาผู้ใช้งานจริง และมีการทดลอง ทดสอบ พัฒนาสินค้าให้สามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้มากที่สุด
อย่างที่บอกว่า Oakley เป็นแบรนด์สปอร์ตไลฟ์สไตล์สัญชาติอเมริกัน
แต่ตอนนี้ Oakley อยู่ภายใต้เครือ EssilorLuxottica บริษัทยักษ์ใหญ่ในยุโรป สัญชาติอิตาลี-ฝรั่งเศส
โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา EssilorLuxottica มีรายได้ 904,000 ล้านบาท กำไร 82,000 ล้านบาท เลยทีเดียว..

ธุรกิจรีเทลของ MK สุกี้มาแรง ขายน้ำจิ้มไปแล้ว 4,300,000 ขวด ในเวลาไม่ถึงปี รู้ไหมว่า ตั้งแต่ที่ทาง MK เริ่มจำหน่ายน้ำจิ้...
31/07/2024

ธุรกิจรีเทลของ MK สุกี้มาแรง ขายน้ำจิ้มไปแล้ว 4,300,000 ขวด ในเวลาไม่ถึงปี

รู้ไหมว่า ตั้งแต่ที่ทาง MK เริ่มจำหน่ายน้ำจิ้มสุกี้ MK เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2566
ตอนนี้สามารถขายได้ไปแล้วกว่า 4,300,000 ขวด
ซึ่งก็สะท้อนถึงความสำเร็จในการแตกไลน์ไปทำธุรกิจรีเทลของบริษัทได้เป็นอย่างดี
แล้วจุดเด่นของธุรกิจรีเทล ภายในเครือ MK สุกี้คืออะไร ?
ทำไม MK สุกี้ถึงให้ความสำคัญกับธุรกิจกลุ่มนี้มากขึ้น
BrandCase จะพามาวิเคราะห์ผ่านโปรดักต์ชูโรงอย่าง น้ำจิ้ม MK สุกี้กัน
อย่างแรกต้องบอกว่า เมื่อคิดถึง MK สุกี้ สิ่งแรก ๆ ที่หลาย ๆ คนน่าจะนึกถึงกันก็คือเรื่องของน้ำจิ้ม ที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์
แต่ทีนี้โจทย์คือ จากเดิมที่ทานได้แค่ที่ร้านเท่านั้น ทำอย่างไร ถึงจะทำให้น้ำจิ้ม MK สุกี้นั้น สามารถไปได้ไกลกว่านี้ เก็บได้นานกว่านี้ และกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องปรุงติดบ้านของผู้บริโภค
ทาง MK สุกี้จึงได้พัฒนาจนได้มาเป็นน้ำจิ้มขวด MK สุกี้ ที่เริ่มเปิดตัวครั้งแรกเมื่อช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา
แล้ว MK สุกี้ มีการพัฒนาอะไรบ้าง กว่าที่จะได้มาเป็นน้ำจิ้มขวดนี้ ?
1. ทดลองและพัฒนาด้วยนวัตกรรมทางอาหาร เพื่อขยาย Shelf life ช่วยให้เก็บได้นานขึ้น
โดยการยืดอายุของน้ำจิ้มขวดนี้ ต้องไม่ใส่สารกันเสีย และตัวน้ำจิ้มขวดนี้ ต้องสามารถเก็บได้นานถึง 1 ปี หากยังไม่เปิดขวด
2. คิดค้นแพ็กเกจจิง ที่ใส่ใจในหลาย ๆ รายละเอียด
เช่น มีระบบฝาเซฟตี ช่วยลดปัญหามือเปื้อน ป้องกันเชื้อโรคได้ และสามารถดึงเครื่องปรุงให้ไหลกลับเข้าไปในขวดอีกครั้งเมื่อใช้เสร็จ
3. ออกแบบให้มี 2 ขนาด ทั้ง 350 กรัม และ 830 กรัม
ให้เหมาะกับการใช้ตามโอกาส และเหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่มีหลากหลายความต้องการ
ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้ก็แสดงให้เห็นว่า กว่าที่จะมาเป็นน้ำจิ้มสุกี้ขวดที่เราเห็นกันนั้น
ต้องผ่านกรรมวิธีและขั้นตอนการออกแบบ อย่างละเอียดมาก่อนแล้ว
และการออกแบบพัฒนาทั้งหมดนี้ ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า รสชาติน้ำจิ้มในขวดจะต้องมีรสชาติเหมือนกับทานที่ร้านเป๊ะ ๆ ต้องให้ความรู้สึกเหมือนได้กิน MK อยู่ที่บ้านนั่นเอง
ทีนี้เมื่อสินค้าพร้อมทุกอย่างแล้ว ก็ถึงเวลาในการที่จะกระจายสินค้าต่าง ๆ ออกไป
และด้วยความที่ MK สุกี้ เป็นแบรนด์ที่มีประสบการณ์มานานกว่า 38 ปี
ทำให้แบรนด์สามารถนำสินค้าเข้าจำหน่ายยังช่องทางต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
โดยปัจจุบัน ลูกค้าสามารถซื้อน้ำจิ้ม MK สุกี้ได้ทุกที่ทั่วไทย
ไม่ว่าจะเป็นในร้านค้าชั้นนําอย่าง 7-Eleven, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, แม็คโคร, โลตัส, บิ๊กซี และในร้าน MK Restaurants ทุกสาขา
รวมไปถึงช่องทางร้านค้าออนไลน์ทุกช่องทางของ MK Restaurants และ MK Wellness
นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังได้มีการส่งออกน้ำจิ้มขวดไปยังประเทศเกาหลีใต้, อังกฤษ, แคนาดา, สหรัฐอเมริกา และในอนาคตก็มีแผนการจะกระจายสินค้าไปทั่วโลกอีกด้วย
ลองคิดคร่าว ๆ ว่า สมมติว่าส่งออกน้ำจิ้มขวดใหญ่ราคาขวดละ 119 บาท
ปัจจุบันทำยอดขายไปแล้วกว่า 4,300,000 ขวด
ก็เท่ากับว่าปัจจุบัน MK ทำรายได้จากน้ำจิ้มขวดไปแล้ว 512,000,000 บาท ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี
ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้เห็นว่า ธุรกิจรีเทลของ MK นั้นก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจใหม่ที่เติบโตได้ดีภายในเครือ
เพราะอย่าลืมว่า นอกจากจะเจาะกลุ่มคนในประเทศได้แล้ว
น้ำจิ้มขวด MK ยังสามารถเจาะกลุ่ม ชาวต่างชาติที่ชื่นชอบอาหารไทย รวมถึงคนไทยในต่างแดน ได้อีกด้วย
อย่างที่หลายคนทราบกันอยู่แล้วว่า จำนวนคนที่ชื่นชอบอาหารไทยนั้นมีอยู่มากมายทั่วโลก และยังมีคนไทยในต่างแดนอีกหลายล้านคน ที่รักและคิดถึงรสชาติอาหารไทย
พอมีน้ำจิ้มแบบขวด ที่มีอายุการเก็บรักษาที่นานก็น่าจะทำให้ น้ำจิ้ม MK สุกี้ ขวดนี้สามารถเดินทางไปได้ทั่วโลก และสามารถเข้าถึงทุกคนที่ชื่นชอบรสชาติน้ำจิ้ม MK สุกี้แบบไทย ๆ นี้ได้
ซึ่งนี่จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่น่าจะผลักดันให้ธุรกิจรีเทลของ MK สุกี้นั้นเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต
ทั้งหมดนี้ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจของ MK ที่ได้มีการนำเอาสินค้าเรือธง ที่ไม่มีใครเหมือนของแบรนด์ มาทำให้กลายเป็นสินค้าใหม่ ที่สามารถเพิ่มการเติบโตของบริษัทได้อีกในอนาคต
ทำให้บริษัทที่จากเดิมมีรายได้จากหน้าร้านเพียงอย่างเดียวก็จะมีรายได้จากส่วนของสินค้ารีเทลเพิ่มขึ้นมาอีก
ซึ่งก็ไม่แน่ว่าในอนาคตนั้นเราอาจจะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ จากแบรนด์ MK อีกก็เป็นได้ ไม่ว่าจะเป็น สินค้า Signature ที่แบรนด์ถนัด
หรืออาจจะเป็นสินค้าจากนวัตกรรมใหม่ ๆ ของแบรนด์ ที่จะมาทำให้ MK ไม่ได้เป็นแค่ธุรกิจร้านอาหารเท่านั้น แต่เป็นแบรนด์สินค้ารีเทลที่มาช่วยส่งเสริมธุรกิจหลักมากขึ้นด้วย

29/07/2024

อยากขายของดีขึ้น ต้องรู้จักเทคนิคนี้ “Market Basket Analysis” | BrandCase

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางร้านหรือบางห้าง ถึงทำให้เราหยิบซื้อของอื่นเพิ่มได้ แม้ว่าในตอนแรกเราจะไม่ได้ตั้งใจไปซื้อของชิ้นนั้นเลย

หรือเคยสงสัยไหมว่า ทำไมพวกแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee, Lazada
ถึงมีแถบสินค้าแนะนำ เช่น “Just for you” ที่แนะนำสินค้าให้เราสนใจ จนบางครั้งต้องกดซื้อ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจอยากจะซื้อมาก่อน

จริง ๆ แล้วการแนะนำสินค้าลักษณะนี้ มีหลักการที่อธิบายได้
และใครที่ขายอะไรอยู่ตอนนี้ ก็สามารถนำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้ได้เหมือนกัน

มันคือหลักการที่ชื่อว่า Market Basket Analysis หรือหลักการ “วิเคราะห์ตะกร้าสินค้า”

ซึ่ง BrandCase สรุปให้อ่านกัน แบบเข้าใจง่าย ๆ แชร์เก็บไว้อ่านกันได้เลย

Market Basket Analysis คือ การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภค ผ่านการซื้อสินค้าในแต่ละครั้ง

โดยทุก ๆ ครั้งที่มีการซื้อสินค้า ก็จะมีการเก็บข้อมูลเอาไว้
เช่น เก็บข้อมูลผ่านระบบบัตรสมาชิก, เก็บข้อมูลจากใบเสร็จ
หรือฐานข้อมูลของแพลตฟอร์มซื้อขายของออนไลน์ ว่าเราซื้อของอะไรไปบ้าง

ซึ่งข้อมูลพวกนี้ ก็จะถูกนำไปวิเคราะห์และประมวลผลต่อไป

โดยหลักการคือ
จะเปรียบการซื้อสินค้าแต่ละครั้ง เป็นตะกร้าหนึ่งใบ ที่มีสินค้าหลายอย่าง
แล้วตะกร้าสินค้าเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าด้วยกัน

โดยเป้าหมายของการวิเคราะห์นี้ก็เพื่อหาว่า ลูกค้ามีพฤติกรรมในการซื้อของอย่างไร
และพยายามหาความสัมพันธ์ของสินค้าในตะกร้าแต่ละใบ

แล้วหลักการนี้มีวิธีการวิเคราะห์อย่างไร ?

การวิเคราะห์ตะกร้าสินค้า มี 3 ขั้นตอนเบื้องต้นคร่าว ๆ คือ
1. วิเคราะห์ว่าสินค้าใดที่ขายดี-ขายไม่ดี
2. วิเคราะห์ว่าสินค้าใดที่ลูกค้ามีแนวโน้มจะซื้อไปด้วยกัน
3. วิเคราะห์ว่าสินค้าที่ซื้อไปด้วยกันนั้น ซื้อไปด้วยความบังเอิญ หรือซื้อไปด้วยความตั้งใจจริง ๆ

เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ลองมาดูตัวอย่างประกอบกัน

สมมติว่ามีตะกร้าสินค้าทั้งหมด 4 ใบ และมีรายการสินค้าให้เลือกคือ
- ใบที่ 1 : เสื้อยืด, กางเกง, ลิปสติก
- ใบที่ 2 : เสื้อยืด, กางเกง
- ใบที่ 3 : เสื้อยืด, ลิปสติก
- ใบที่ 4 : ลิปสติก, เคสโทรศัพท์

ขั้นแรก : คือการหาว่าสินค้าอะไรที่ขายดี-ขายไม่ดี ซึ่งการทำแบบนี้เรียกว่า การหาค่า Support

เช่น ถ้าเราสนใจเสื้อยืดว่าขายดีแค่ไหน สามารถวิเคราะห์ได้จาก จำนวนตะกร้าที่มีเสื้อยืด หารด้วย จำนวนตะกร้าทั้งหมด

ซึ่งถ้าจากตัวอย่างตะกร้าด้านบน จะได้ = 3/4 หรือประมาณ 75%

หมายความว่า เราจะเจอเสื้อยืดถึง 3 ตะกร้า จากทั้งหมด 4 ตะกร้า หรือประมาณ 75% นั่นเอง

ในขณะที่เคสโทรศัพท์จะเจอเพียง 1 ตะกร้า จาก 4 ตะกร้า หรือก็คือ 25% เท่านั้น

นั่นก็แสดงว่า เสื้อยืดเป็นสินค้าที่ค่อนข้างขายดี ขณะที่เคสโทรศัพท์เป็นสินค้าที่ขายไม่ค่อยดี ในร้านของเรา

แล้วเราจะนำข้อมูลตรงนี้ไปทำอะไรต่อได้ ?

ตัวเลขนี้เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น เคสโทรศัพท์ที่ขายไม่ค่อยดี เราอาจจะจัดให้มีโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม หรือให้โคดส่งฟรี เพื่อเพิ่มยอดขาย

ส่วนเสื้อยืดและลิปสติก อาจจะไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะสินค้าก็ขายดีอยู่แล้ว

ขั้นที่สอง : หาว่าสินค้าอะไร มีแนวโน้มที่คนจะซื้อไปด้วยกัน

ซึ่งการทำแบบนี้ ภาษาทางการหน่อย ๆ เราจะเรียกว่า การหาค่า Confidence

เช่น ถ้าเราสนใจว่าคนที่ซื้อเสื้อยืด มีแนวโน้มจะซื้อกางเกงไปด้วยหรือไม่ สามารถวิเคราะห์ได้จาก

จำนวนตะกร้าที่มีทั้งเสื้อยืดและกางเกง หารด้วย จำนวนตะกร้าที่มีเสื้อยืด
ซึ่งผลลัพธ์จะเท่ากับ 2/3

หมายความว่า คนที่ซื้อเสื้อยืดมี 3 ตะกร้า และใน 3 ตะกร้านั้น มีคนที่ซื้อกางเกงไปด้วย 2 ตะกร้า หรือคิดเป็นค่า Confidence เท่ากับ 67% นั่นเอง

ซึ่งจากข้อมูลที่ได้เหล่านี้ สามารถนำไปต่อยอดวางแผนกลยุทธ์ เพื่อทำการตลาดให้ถูกใจผู้บริโภคได้

ยกตัวอย่างเช่น

- จัดวางสินค้าที่คาดว่าลูกค้าจะซื้อคู่กันไว้ใกล้กัน เพื่อเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าอีกชิ้นไปด้วย

- ใช้ประกอบการจัดโปรโมชันซื้อสินค้าเป็นคู่ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าจ่ายเงินเพิ่ม

- ถ้าทำธุรกิจ E-Commerce ก็สามารถใช้ข้อมูลที่ได้ไปยิงโฆษณา หรือแนะนำสินค้า ที่คาดว่าลูกค้าจะซื้อคู่กันได้

อย่างไรก็ตาม มันก็มีข้อควรระวัง
เพราะการเชื่อข้อมูลตรงนี้เพียงอย่างเดียว อาจนำไปสู่การสรุปข้อมูลที่ผิดพลาดได้เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น

ค่า Confidence ของเสื้อยืดและลิปสติกก็เท่ากับ 2 ใน 3 หรือ 67% เหมือนกับเสื้อยืดและกางเกง

แต่เราอาจจะไม่สามารถสรุปได้ว่า
คนที่ซื้อเสื้อยืด มีโอกาสสูงที่จะหยิบลิปสติกใส่ตะกร้าไปพร้อมกันเหมือนกางเกง

เพราะลิปสติกอาจเป็นสินค้าที่ถูกซื้อค่อนข้างบ่อยในทุกตะกร้าอยู่แล้ว
ต่างจากกางเกงที่เจอเฉพาะในตะกร้าที่มีเสื้อยืดเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการวิเคราะห์อีกขั้นตอน เพื่อตรวจสอบว่า คนที่ซื้อสินค้าคู่นั้น ซื้อไปด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจซื้อคู่กันจริง ๆ

การตรวจสอบที่ว่านี้ เราเรียกว่า “การหาค่า Lift” เพื่อตรวจสอบว่าคนที่ซื้อเสื้อยืด ตั้งใจจะซื้อลิปสติกไปด้วยจริงหรือไม่

โดยการตรวจสอบหาค่า Lift เป็นการเปรียบเทียบความน่าจะเป็น
ว่าลูกค้าหยิบลิปสติกหลังจากหยิบเสื้อยืด คิดเป็นกี่เท่า เทียบกับความน่าจะเป็นที่ลูกค้าซื้อลิปสติกอยู่แล้ว ตามปกติ

วิธีหาค่า Lift ที่ว่านี้ สูตรคือ นำค่า “Confidence” ของเสื้อยืดและลิปสติก หารด้วย ค่า “Support” ของลิปสติก

ถ้าสมมติโจทย์เดียวกับด้านบน คือมีตะกร้าสินค้าทั้งหมด 4 ใบ และมีรายการสินค้าให้เลือกคือ
ใบที่ 1 : เสื้อยืด, กางเกง, ลิปสติก
ใบที่ 2 : เสื้อยืด, กางเกง
ใบที่ 3 : เสื้อยืด, ลิปสติก
ใบที่ 4 : ลิปสติก, เคสโทรศัพท์

- Confidence ของเสื้อยืดและลิปสติก จะเท่ากับ 2/3

- Support ของลิปสติก จะเท่ากับ 3/4

เพราะฉะนั้น ค่า Lift ของตรงนี้ คือ 8/9 หรือ 0.89

ถ้าค่า Lift มากกว่า 1 ตีความหมายได้ว่า ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าทั้งสองชิ้นนั้นไปด้วยกันจริง ๆ

ถ้าค่า Lift น้อยกว่า 1 ตีความหมายได้ว่า ลูกค้าไม่ได้มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าสองชิ้นนั้นด้วยกัน

ถ้าค่า Lift เท่ากับ 1 ตีความหมายได้ว่า สินค้าสองชิ้นนั้น ถูกซื้อไปด้วยความบังเอิญ มากกว่าจะเป็นความตั้งใจที่จะซื้อ

เพราะฉะนั้นจากเคสนี้ ก็หมายความว่า ลูกค้าที่ซื้อเสื้อยืด ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะซื้อลิปสติกไปด้วย นั่นเอง..

สรุปอีกทีก็คือ Market Basket Analysis
คือหลักการวิเคราะห์ตะกร้าสินค้า เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราใช้ข้อมูลยอดขายที่มีอยู่ มาวิเคราะห์ แล้วทำการตลาดให้แม่นยำขึ้นได้

ซึ่งสรุปคำศัพท์สำคัญ 3 คำ จากเรื่องนี้อีกทีก็คือ

1. ค่า Support เอาไว้ดูว่า สินค้าอะไรที่ขายดี-ขายไม่ดี ในร้านของเรา

2. ค่า Confidence เอาไว้ดูว่า สินค้าอะไร มีแนวโน้มที่คนจะซื้อไปด้วยกัน

3. ค่า Lift เอาไว้เช็กว่า คนที่ซื้อของบางอย่างคู่กัน ซื้อเพราะความตั้งใจ หรือความบังเอิญ

References
-https://bigdata.go.th/big-data-101/what-is-association-rule/
-https://web.facebook.com/photo/?fbid=709634157402870&set=pcb.709635164069436
-https://www.simplilearn.com/what-is-market-basket-analysis-article
-https://www.forbes.com/forbes/1998/0406/6107128a.html?sh=d8cdfa36260f

สยามพิวรรธน์ เจ้าของ สยามพารากอน ปีเดียวกำไร 1,200 ล้าน | HONOR HUBกลุ่มสยามพิวรรธน์ คือเจ้าของศูนย์การค้าตระกูลสยาม ไม่...
27/07/2024

สยามพิวรรธน์ เจ้าของ สยามพารากอน ปีเดียวกำไร 1,200 ล้าน | HONOR HUB
กลุ่มสยามพิวรรธน์ คือเจ้าของศูนย์การค้าตระกูลสยาม ไม่ว่าจะเป็น
- สยามพารากอน (ร่วมทุนกับ เดอะมอลล์กรุ๊ป)
- สยามเซ็นเตอร์
- สยามดิสคัฟเวอรี่
- ไอคอนสยาม (ร่วมทุนกับ กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ และกลุ่ม MQDC)
- ICS (ร่วมทุนกับ กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ และกลุ่ม MQDC)
- สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ (ร่วมทุนกับ Simon Property Group)
นอกจากนี้ กลุ่มสยามพิวรรธน์ ก็ยังเป็นเจ้าของ อาคารสำนักงาน สยามพิวรรธน์ทาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านบนศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่
ถ้าเราไปดูรายได้และกำไรของ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ในแต่ละปี
ปี 2562 มีรายได้ 3,824 ล้านบาท กำไร 1,195 ล้านบาท
ปี 2563 มีรายได้ 3,007 ล้านบาท กำไร 634 ล้านบาท
ปี 2564 มีรายได้ 2,591 ล้านบาท กำไร 268 ล้านบาท
ปี 2565 มีรายได้ 4,114 ล้านบาท กำไร 1,330 ล้านบาท
ปี 2566 มีรายได้ 4,277 ล้านบาท กำไร 1,288 ล้านบาท
จะเห็นว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่นับช่วงล็อกดาวน์
กลุ่มสยามพิวรรธน์ สามารถทำรายได้อยู่ที่ราว ๆ 3,000-4,000 ล้านบาท ต่อปี และทำกำไรได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท ต่อปี
และถ้าเราไปดูอัตรากำไร เราจะเห็นได้ว่า รายได้ของศูนย์การค้าของสยามพิวรรธน์
ทุก ๆ 100 บาท จะคิดเป็นกำไรถึง 30 บาท
ซึ่งถือว่าเป็นอัตรากำไรที่ค่อนข้างสูง ซึ่งน่าจะเพราะว่า ศูนย์การค้าของกลุ่มสยามพิวรรธน์ล้วนอยู่ในทำเลทองของกรุงเทพมหานคร ทำให้สามารถเก็บค่าเช่าที่ได้แพง และขายสินค้าได้ในราคาสูง
โดยเฉพาะศูนย์การค้าสยามพารากอน และไอคอนสยาม
ที่มีแบรนด์ลักชัวรีมากมายหลายแบรนด์ อย่างเครือ Louis Vuitton, GUCCI, CHANEL หรือ Hermès มาเช่าพื้นที่ด้านหน้าของศูนย์การค้า และสามารถเก็บค่าเช่าที่ได้สูงกว่าร้านค้าแบรนด์อื่น ๆ
และกลุ่มสยามพิวรรธน์ มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บมจ.เอ็ม บี เค หรือกลุ่ม MBK เจ้าของศูนย์การค้า MBK Center และเจ้าของแบรนด์ข้าวมาบุญครอง
โดยกลุ่ม MBK ถือหุ้นกลุ่มสยามพิวรรธน์ ในสัดส่วน 48.7%

อธิบายโมเดลธุรกิจ โรงหนัง MAJOR ทำไมรายได้กว่าครึ่ง ไม่ได้มาจาก ขายตั๋วหนัง | HONOR HUBรู้หรือไม่ ? บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็...
26/07/2024

อธิบายโมเดลธุรกิจ โรงหนัง MAJOR ทำไมรายได้กว่าครึ่ง ไม่ได้มาจาก ขายตั๋วหนัง | HONOR HUB
รู้หรือไม่ ? บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป หรือ MAJOR เจ้าของโรงภาพยนตร์อย่าง Major Cineplex, EGV, Paragon Cineplex และ MEGA Cineplex
บริษัทนี้ มีรายได้มาจากการขายตั๋วหนัง เพียงครึ่งเดียว ของรายได้บริษัท..
ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง มาจากธุรกิจอื่น ที่เกี่ยวข้องกับโรงภาพยนตร์
เช่น รายได้จากพ็อปคอร์น-เครื่องดื่ม โฆษณา และให้เช่าพื้นที่
โดยในปี 2566 รายได้ทุก ๆ 100 บาทของ MAJOR มาจากธุรกิจเหล่านี้ถึง 49 บาท
แล้วทำไมโมเดลรายได้ ของธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือ MAJOR
ถึงมีรายได้เกือบครึ่งหนึ่ง มาจากธุรกิจอย่างอื่นที่ไม่ใช่การขายตั๋วหนัง
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
หากพูดถึงเฉพาะธุรกิจหลักของ MAJOR นั่นคือ การฉายหนังในโรงภาพยนตร์
ก็ต้องบอกว่า ในการฉายหนัง 1 รอบ ก็มีต้นทุนเกิดขึ้นหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนค่าไฟ ค่าฟิล์มหนัง และค่าพนักงาน
ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ก็จะถือเป็น Fixed Cost
ที่ไม่ว่าจะมีคนเข้าไปดูหนัง 1-2 คน หรือเข้าไปดูหนังเต็มโรง ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นสม่ำเสมอ ระหว่างการฉายภาพยนตร์
นอกจากนี้ รายได้ทุกบาททุกสตางค์จากการฉายภาพยนตร์
ก็ต้องมีการแบ่งรายได้จากการฉาย ไปให้กับบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์อีกด้วย
จากต้นทุนดังกล่าวก็จะเห็นว่า ในการฉายภาพยนตร์ 1 รอบ
หากมีคนเข้ามาดูหนังเพียงน้อยนิด ก็จะทำให้โรงภาพยนตร์มีโอกาสขาดทุนสูงนั่นเอง
ดังนั้น ธุรกิจโรงภาพยนตร์ จึงต้องหาทางทำอย่างไรก็ได้
ให้การฉายภาพยนตร์ 1 รอบ มีคนเข้ามาดูได้มากที่สุด เพื่อให้เลยจุดคุ้มทุน จนกลายมาเป็นกำไรให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น
- การฉายภาพยนตร์เรื่องใหม่ในวันพฤหัสบดีเป็นวันแรก เพื่อดึงคนให้เข้ามาดูหนังเรื่องใหม่ ๆ ในวันธรรมดาได้
- ทำโปรโมชัน มูฟวี่ เดย์ ที่ลดราคาดูหนังทุกวันพุธ เพื่อดึงคนให้เข้ามาดูหนังกลางสัปดาห์
- ลดรอบฉายภาพยนตร์ที่ไม่ค่อยทำเงิน และโปรโมตหนังชนโรง ซึ่งก็คือหนังที่คาดว่าจะมีคนดูเยอะ
เพื่อดึงคนให้เข้ามาดูหนังในโรงภาพยนตร์มากขึ้น
- เป็นพาร์ตเนอร์กับค่ายบัตรเครดิต ธนาคาร และบริษัทต่าง ๆ เพื่อนำรหัสมาแลกรับเป็นส่วนลดในการดูหนัง
- ทำบัตรสมาชิกสำหรับดูหนังแบบบุฟเฟต์ อย่างบัตร MPass แล้วเก็บค่าสมาชิกรายเดือน
ไปจนถึงการอัปราคาที่นั่ง ถ้าอยากมีประสบการณ์ดูหนังแบบพรีเมียม อย่างที่นั่งแบบ Honeymoon Seat, Privilege Chair
หรือจอภาพยนตร์แบบ Ultra Screen และจอยักษ์ IMAX
นอกจากกลยุทธ์ดังกล่าว จะทำให้คนเข้ามาดูหนังในโรงภาพยนตร์มากขึ้น
แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยให้ MAJOR มีเม็ดเงินที่ไหลลงมาเป็นกำไรมากขึ้น นั่นก็คือ
ธุรกิจขายอาหารและเครื่องดื่ม อย่างพ็อปคอร์นและน้ำอัดลม
ก็ต้องบอกว่าธุรกิจขายพ็อปคอร์นภายในโรงภาพยนตร์นั้น
มีจุดเริ่มต้นมาจากสหรัฐอเมริกาเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่มีพ่อค้าหรือแม่ค้านิยมขายพ็อปคอร์นหน้าโรงภาพยนตร์
ซึ่งต่อมาพ็อปคอร์นหน้าโรงภาพยนตร์ ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก
ด้วยความเป็นขนมกรุบกรอบ แต่มีรสชาติไม่จัดจ้านมากนัก และสามารถทานได้ง่ายในขณะดูหนัง
แถมพ็อปคอร์น มีวัตถุดิบมาจากข้าวโพด ซึ่งสามารถหาได้ง่ายและมีราคาถูก
จนทำให้การทานพ็อปคอร์นในโรงภาพยนตร์ กลายเป็นวัฒนธรรมที่แพร่หลายไปทั่วโลก
เมื่อการทานพ็อปคอร์นในโรงภาพยนตร์เป็นที่นิยม
ทำให้โรงภาพยนตร์หลายแห่ง เริ่มมองเห็นจุดที่จะทำกำไรให้กับธุรกิจได้
โดยการนำพ็อปคอร์นมาขายในขณะชมภาพยนตร์ ในราคาที่สูงกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป
ซึ่งเราจะเห็นได้จากโรงภาพยนตร์ Major Cineplex หรือ SF Cinema
ที่นิยมขายพ็อปคอร์นในราคาเริ่มต้นเกือบ 100 บาทขึ้นไป
และขายชุดพ็อปคอร์นกับน้ำอัดลม ในราคาต่อเซตไม่ต่ำกว่า 150 บาท
นอกจากนี้ทั้ง Major และ SF ก็ยังมีการจำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ ร่วมด้วย
อย่างเช่น น้ำอัดลม กาแฟ ขนมขบเคี้ยว และฮอตด็อก
โดยขายในราคาโรงภาพยนตร์ คือเป็นราคาที่สูงกว่าร้านทั่วไป
แถมทางโรงภาพยนตร์ ก็มีกฎเหล็กไม่ให้นำอาหารและเครื่องดื่มจากร้านข้างนอก
เข้ามาทานภายในโรงภาพยนตร์ด้วย
นอกจากนี้ MAJOR ก็ยังนำพ็อปคอร์น ไปขายข้างนอกโรงภาพยนตร์ในแบรนด์ของตัวเอง
โดยไปขายตามตู้ Kiosk หรือร้านเล็ก ๆ ในศูนย์การค้า
และขายตามร้านค้าปลีกต่าง ๆ อย่าง 7-Eleven, Villa Market และ Gourmet Market
จากกลยุทธ์การขายอาหารและเครื่องดื่มของ MAJOR
ทำให้ในปี 2566 MAJOR มีรายได้เฉพาะส่วนของอาหารและเครื่องดื่ม มากถึง 2,340 ล้านบาท
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 27% ของรายได้เครือ MAJOR ทั้งหมด
และที่น่าสนใจคือ รายได้จากการขายอาหารและเครื่องดื่ม อย่างพ็อปคอร์นทุก ๆ 100 บาท
เมื่อหักต้นทุนอย่างค่าวัตถุดิบแล้ว จะไหลลงมากลายเป็นกำไรขั้นต้น มากถึง 58 บาท เลยทีเดียว
เท่านั้นยังไม่พอ ธุรกิจโรงภาพยนตร์อย่าง MAJOR
ก็ยังมีรายได้จากอีกขาหนึ่ง นั่นคือ รายได้จากโฆษณา
ซึ่งธุรกิจโฆษณาของ Major ก็จะประกอบไปด้วย
- โฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์ ประมาณ 20-30 นาที
- โฆษณาตอนช่วงทดสอบเสียง อย่าง Digital Soundcheck Presented by ………..
- โฆษณาตอนให้ปิดโทรศัพท์มือถือก่อนภาพยนตร์เริ่มฉาย
- โฆษณาตามป้ายบิลบอร์ด หรือจอ LCD ที่อยู่ตามจุดจำหน่ายตั๋ว
ไปจนถึงด้านหน้าทางเข้าโรงภาพยนตร์
- Naming Sponsor โดยให้มีชื่อสปอนเซอร์ตามโรงภาพยนตร์
อย่าง Krungsri Imax ที่ Paragon Cineplex
จะเห็นว่าเราจะเจอสื่อโฆษณาต่าง ๆ ของโรงภาพยนตร์
ตั้งแต่ตอนที่เดินเข้าไปซื้อตั๋ว ไปจนถึงตอนที่ภาพยนตร์เริ่มฉายเลยทีเดียว..
นอกจากนี้ Major ก็ยังมีธุรกิจที่ทำเงินเพิ่มเติมอีก นั่นคือ
- ธุรกิจบันเทิง อย่างลานโบว์ลิงและคาราโอเกะ Blu-O และลานสเกต Sub-Zero ของเครือ MAJOR
ที่น่าสนใจคือ ธุรกิจบันเทิงอย่างโบว์ลิง สามารถทำกำไรให้ MAJOR ได้เป็นกอบเป็นกำ
โดยรายได้จากธุรกิจบันเทิงทุก ๆ 100 บาท คิดเป็นกำไรขั้นต้นมากถึง 49 บาทเลยทีเดียว
- ธุรกิจปล่อยพื้นที่ให้เช่า ทั้งพื้นที่ภายในโรงภาพยนตร์ Major
และพื้นที่ศูนย์การค้า Major รูปแบบสแตนด์อะโลน อย่าง เมเจอร์สุขุมวิท เมเจอร์รัชโยธิน และเมเจอร์รังสิต
- ธุรกิจสื่อภาพยนตร์ หรือ Movies Content
ซึ่งเป็นธุรกิจผลิต และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ เพื่อฉายในโรงภาพยนตร์, Free TV และระบบสตรีมมิง
จะเห็นว่า ทั้งธุรกิจขายอาหารและเครื่องดื่ม โฆษณา มาจนถึงธุรกิจบันเทิง อย่างโบว์ลิง
ล้วนเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ และช่วยเสริมกำไร ให้กับธุรกิจโรงภาพยนตร์เครือ MAJOR นั่นเอง
ซึ่งถ้าเราไปดูรายได้และกำไร ของโรงภาพยนตร์เครือ MAJOR ปี 2566 ก็จะเห็นว่า
มีรายได้ 8,734 ล้านบาท
กำไร 1,042 ล้านบาท
แล้วมาดูกันอีกที ว่ารายได้ของ Major ในปี 2566 ทุก ๆ 100 บาทนั้น มาจากอะไรบ้าง
สรุปคือมาจาก
1. ธุรกิจโรงภาพยนตร์ และบัตรสมาชิก 51 บาท
2. ธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โรงภาพยนตร์ 49 บาท ซึ่งประกอบไปด้วย
- ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เช่น พ็อปคอร์น และน้ำอัดลม 27 บาท
- ธุรกิจสื่อโฆษณา อย่างเช่น โฆษณาก่อนหนังฉาย 12 บาท
- ธุรกิจโบว์ลิงและคาราโอเกะ 5 บาท
- ธุรกิจให้เช่าพื้นที่ 3 บาท
- ธุรกิจสื่อภาพยนตร์ หรือ Movies Content 2 บาท
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นภาพรวมธุรกิจทั้งหมดของ Major
ที่รายได้เกือบครึ่งหนึ่ง มากธุรกิจอื่นที่ไม่ได้มาจากการ ขายตั๋วหนัง นั่นเอง..

Starbucks ประเทศไทย กำไรปีเดียว 1,000 ล้าน | HONOR HUB-ปี 2562 รายได้ 8,184 ล้านบาท กำไร 875 ล้านบาท-ปี 2563 รายได้ 1,77...
25/07/2024

Starbucks ประเทศไทย กำไรปีเดียว 1,000 ล้าน | HONOR HUB
-ปี 2562 รายได้ 8,184 ล้านบาท กำไร 875 ล้านบาท
-ปี 2563 รายได้ 1,778 ล้านบาท กำไร 135 ล้านบาท
-ปี 2564 รายได้ 6,136 ล้านบาท กำไร 165 ล้านบาท
-ปี 2565 รายได้ 8,390 ล้านบาท กำไร 833 ล้านบาท
-ปี 2566 รายได้ 9,847 ล้านบาท กำไร 1,029 ล้านบาท
นี่คือผลประกอบการของ บริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ รีเทล จำกัด บริษัทที่บริหารธุรกิจ Starbucks ในประเทศไทย
ถ้าไม่นับปีที่มีโรคระบาดหนัก ๆ อย่างปี 2563-2564 จะเห็นว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Starbucks ในไทย มีรายได้ระดับ 8,000-9,000 ล้านบาท และมีอัตรากำไรในระดับประมาณ 10%
จริง ๆ แล้ว Starbucks เข้ามาในไทย ตั้งแต่ปี 2541 โดยในตอนนั้นเป็นบริษัทแม่ Starbucks มาลงทุนเอง ตั้งบริษัทเอง เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลชิดลม
ก่อนที่ในปี 2562 ทางบริษัทแม่ Starbucks บอกว่า จะหันไปโฟกัส ตลาดจีนและสหรัฐอเมริกามากขึ้น
และ Starbucks ในไทย ถูกเปลี่ยนผู้ดูแลเป็น บริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ รีเทล จำกัด
โดยที่ บริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ รีเทล จำกัด คือบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท F&N Retail Connection ในเครือของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี กับบริษัท Maxim’s Caterers Limited จากฮ่องกง
ปัจจุบัน Starbucks ในไทย มีประมาณมากกว่า 400 สาขา
และปี 2566 มีรายได้ 9,847 ล้านบาท กำไร 1,029 ล้านบาท

ที่อยู่

Bangkok
10240

เบอร์โทรศัพท์

+66971352414

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ HONOR HUB บริการรับจัดหาแหล่งเงินทุน ที่เชื่อได้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์