หุ้นเปลี่ยนโลก

หุ้นเปลี่ยนโลก เพิ่มทางเลือกการลงทุนให้คนไทย

คำเตือน: โพสต์ทั้งหมด ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนแต่อย่างใด

26/05/2026

“You can outsource thinking, but you CANT outsource Understanding.” Andrej Karpathy บอกไว้ในยุคของ AI

12/05/2026

NBIS จาก Sanction สู่ผลตอบแทน 6 เท่าใน 1 ปี

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หุ้นตัวหนึ่งบน NASDAQ ขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ $27.20 ไปทำ all-time high ที่ $197.89 พุ่งขึ้นกว่า 600% แต่ใครจะเชื่อว่าเบื้องหลังหุ้นตัวนี้ คือผู้ชายคนหนึ่งที่เคยถูกแบนจากยุโรป ถูกบังคับให้ลาออกจากบริษัทที่ตัวเองสร้างมา 22 ปี และต้องขายกิจการรัสเซียออกไปในราคาที่ถูกบังคับลดครึ่ง

หุ้นตัวนั้นคือ Nebius Group (NASDAQ: NBIS) และผู้ชายคนนั้นคือ Arkady Volozh

เขาเปลี่ยนซากของ Yandex ให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัท AI infrastructure ที่ร้อนแรงที่สุดในโลกได้อย่างไร?

ย้อนไปปี 2011 Yandex ซึ่งถูกเรียกว่า “Google ของรัสเซีย” เข้า IPO บน NASDAQ ระดมทุนได้ $1.3 พันล้าน Anthony Moro ผู้อำนวยการตลาดเกิดใหม่ของ BNY Mellon เคยพูดไว้ว่า “Yandex really is the ‘Google’ of Russia” และมันก็เป็นแบบนั้นจริง Yandex กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย ครอบคลุมตั้งแต่ search engine ไปจนถึง ride-hailing, food delivery, autonomous driving และ cloud computing

Volozh สร้าง Yandex มาตั้งแต่ยุค 90 เป็น CEO ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2022 แต่ทุกอย่างพลิกผันในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เมื่อรัสเซียบุกยูเครน

สหภาพยุโรปใส่ชื่อ Volozh ลงในรายชื่อ sanctions ด้วยข้อกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนการรุกรานของรัสเซีย เขาต้องลาออกจากตำแหน่ง CEO ทันที

คนที่สร้างบริษัทมา 22 ปี หมดสิทธิ์แตะบริษัทของตัวเองชั่วข้ามคืน

แต่ Volozh ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาออกมาประณามการรุกรานของรัสเซียอย่างเปิดเผย และต่อสู้เพื่อให้ EU ถอดชื่อเขาออกจากรายชื่อ sanctions ในเดือนมีนาคม 2024 เขาทำสำเร็จ

แต่ระหว่างที่ Volozh ต่อสู้เรื่อง sanctions สถานการณ์ภายใน Yandex ก็เปลี่ยนไปอย่างไม่มีทางย้อนกลับ

ต้องเข้าใจก่อนว่า Yandex มีโครงสร้างเป็น 2 ชั้น ข้างบนคือ Yandex NV บริษัทจดทะเบียนในเนเธอร์แลนด์ เป็น holding company ที่จดทะเบียนใน NASDAQ เป็นเจ้าของธุรกิจ Yandex ทั้งหมดทั่วโลก ข้างล่างคือธุรกิจในรัสเซีย ตั้งแต่ search engine, ride-hailing, food delivery, e-commerce, fintech ไปจนถึง cloud computing ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 95% ของรายได้ทั้งกลุ่ม

หลัง sanctions กดดัน Yandex NV ไม่สามารถบริหารธุรกิจในรัสเซียได้ตามปกติอีกต่อไป ขณะเดียวกันรัฐบาลรัสเซียก็ไม่ต้องการให้บริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศถูกควบคุมโดยนิติบุคคลต่างชาติ ทางออกเดียวคือ “หย่า” แยกธุรกิจรัสเซียออกจาก Yandex NV อย่างถาวร

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2024 Yandex NV ประกาศว่าจะขายธุรกิจรัสเซียทั้งหมดให้กับกลุ่ม Consortium.First ซึ่งนำโดยผู้บริหารระดับสูงของ Yandex รัสเซียเอง ร่วมกับนักลงทุนชาวรัสเซียอีก 4 ราย รวมถึงกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ LukOil ไม่มีผู้ซื้อรายใดอยู่ในรายชื่อ sanctions ของตะวันตก

มูลค่าธุรกรรมอยู่ที่ 475,000 ล้านรูเบิล หรือประมาณ $5.2 พันล้าน ฟังดูเยอะ แต่ต้องเข้าใจว่า ณ เวลานั้น market cap ของ Yandex NV ทั้งกลุ่มอยู่ที่ประมาณ $10.2 พันล้าน และธุรกิจที่ขายคิดเป็น 95% ของรายได้ นั่นแปลว่ามูลค่ายุติธรรมของธุรกิจรัสเซียน่าจะอยู่ที่ราว $9.7 พันล้าน แต่มีปัญหาอยู่ หลังสงครามเริ่ม รัฐบาลรัสเซียออกกฎใหม่ขึ้นมาว่า ถ้าบริษัทจากประเทศที่รัสเซียจัดว่า “ไม่เป็นมิตร” อยากจะขายกิจการในรัสเซียแล้วเอาเงินออกไป ก็ได้ แต่ต้องยอมขายในราคาลดครึ่ง ห้ามขายราคาเต็ม เนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นที่จดทะเบียนของ Yandex NV ก็อยู่ในรายชื่อประเทศ “ไม่เป็นมิตร” ด้วย

พูดง่ายๆ ว่ารัสเซียบังคับให้ Volozh ขายของดีในราคาครึ่งเดียว ถ้าไม่ยอม ก็เอาเงินออกไม่ได้

การขายแบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรกเดือนพฤษภาคม 2024 ขายหุ้น 68% รอบที่สองเดือนกรกฎาคม 2024 ขายส่วนที่เหลือ 28% รวมมูลค่าทั้งหมดประมาณ $5.4 พันล้าน ถือเป็นการถอนตัวจากรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

สิ่งที่ Volozh เดินออกมาพร้อมคือ ส่วนที่เหลือ 5% ของ Yandex เดิม ได้แก่ data center ในฟินแลนด์ ทีมวิศวกรประมาณ 1,300 คนที่เลือกจะออกจากรัสเซีย แพลตฟอร์ม AI cloud ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ Yandex Cloud เทคโนโลยี autonomous driving (Avride) และ transitional licenses สำหรับเทคโนโลยีบางส่วน แต่สิ่งที่ Volozh ต้องทิ้งไว้คือชื่อ “Yandex” search engine ที่มีผู้ใช้หลายร้อยล้านคน ธุรกิจ ride-hailing, food delivery, fintech และพนักงานอีกหลายหมื่นคน

เดือนสิงหาคม 2024 Yandex NV เปลี่ยนชื่อเป็น Nebius Group NV อย่างเป็นทางการ ตุลาคม 2024 กลับมาเทรดบน NASDAQ ในชื่อ ticker NBIS

ตอนนั้น Nebius มีอะไรบ้าง? data center 2 แห่ง พนักงานประมาณ 1,300 คน เงินสดราว $2 พันล้าน และ supercomputer ISEG ในฟินแลนด์ที่เคยติดอันดับ 16 ของโลก

Volozh ให้สัมภาษณ์กับ TechCrunch ว่า “It’s like a startup because we are ‘starting up,’ but it’s an unusually big one”

แต่สิ่งที่ Nebius มีเหนือ startup ทั่วไป คือทีมวิศวกรจาก Yandex ที่ใช้เวลาหลายสิบปีสร้าง distributed systems ขนาดใหญ่ Volozh เคยพูดว่า “When ChatGPT emerged, we realized our assets, our people, and their talents were perfectly suited for this new era”

นั่นแปลว่า Nebius ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ มันมี DNA ของบริษัทที่เคยเป็นลูกค้า Nvidia รายใหญ่ที่สุดนอก US และจีนมาก่อน

และ Nvidia ก็มองเห็นสิ่งเดียวกัน

ธันวาคม 2024 Nebius ระดมทุน $700 ล้านผ่าน private placement โดย Nvidia และ Accel เป็นผู้ร่วมลงทุนหลัก นั่นเป็นสัญญาณแรกที่ตลาดเริ่มสนใจ

แต่สัญญาณจริงมาในเดือนกันยายน 2025 เมื่อ Microsoft ลงนามสัญญา 5 ปี กับ Nebius มูลค่าสูงสุด $19.4 พันล้าน เพื่อใช้ GPU compute จาก data center ของ Nebius ในนิวเจอร์ซีย์

ลองคิดดู Microsoft เจ้าของ Azure cloud platform ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กลับมาเช่า GPU จากบริษัทที่เพิ่งเกิดใหม่ไม่ถึงปี

ตัวเลขรายได้ยืนยันว่าเกิดอะไรขึ้น Q1 2024 Nebius มีรายได้ $11.4 ล้าน Q4 2024 โตเป็น $35.2 ล้าน พอถึง Q4 2025 รายได้กระโดดเป็น $227.7 ล้าน เพิ่มขึ้น 547% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 56% จากไตรมาสก่อนหน้า

จาก $11.4 ล้าน ไปเป็น $227.7 ล้าน ภายใน 7 ไตรมาส

รายได้ทั้งปี 2025 อยู่ที่ $529.8 ล้าน เพิ่มขึ้น 479% จากปีก่อน แต่ตัวเลขที่ผู้บริหารภูมิใจที่สุดคือ annualized run-rate revenue (ARR) ณ สิ้นปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ $1.25 พันล้าน สูงกว่า guidance เดิมที่ตั้งไว้ $900 ล้าน

และที่สำคัญ ธุรกิจ AI cloud หลักของ Nebius เริ่มมี adjusted EBITDA margin ที่ 24% ในไตรมาส 4 ไม่ใช่บริษัทที่เผาเงินอย่างเดียวอีกต่อไป Dado Alonso CFO ของ Nebius กล่าวในงาน earnings call ว่า “2025 really was a fantastic year with great ex*****on and delivery. We exceeded the targets we set, outperforming our ARR guidance, and achieved positive EBITDA at the group level”

ในแง่กำลังการผลิต Nebius ออกจากปี 2025 ด้วย connected power 170 MW เทียบกับ 25 MW ตอนสิ้นปี 2024

แต่เรื่องยังไม่จบ

เดือนมีนาคม 2026 เหตุการณ์ 3 อย่างเกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์

วันที่ 11 มีนาคม 2026 Nvidia ประกาศลงทุนเพิ่มอีก $2 พันล้าน ในรูปแบบ strategic partnership Jensen Huang CEO ของ Nvidia กล่าวว่า “Nebius is building an AI cloud designed for the agentic era, fully integrated from silicon to software and powered by NVIDIA’s next-generation accelerated compute” หุ้น NBIS พุ่ง 16% ในวันเดียว

5 วันหลังจากนั้น Meta ลงนามสัญญา 5 ปี มูลค่าสูงสุด $27 พันล้าน แบ่งเป็น $12 พันล้านสำหรับ dedicated capacity และอีก $15 พันล้านสำหรับ compute เพิ่มเติม ระบบจะใช้ชิป Nvidia Vera Rubin รุ่นใหม่ล่าสุด เริ่มส่งมอบต้นปี 2027

มูลค่าสัญญาจาก Meta ตัวเดียว ใหญ่กว่า market cap ของ Nebius ทั้งบริษัทในตอนนั้น

รวมกับ Microsoft แล้ว Nebius มี contracted backlog เกือบ $50 พันล้าน ผู้บริหารบอกว่า ARR เป้าหมาย $7-9 พันล้านสิ้นปี 2026 นั้น มากกว่าครึ่งถูก contract ไว้แล้ว

ตัวเลข backlog $50 พันล้าน นั้นเป็นมูลค่ารวมสูงสุดของสัญญาทั้งหมด (Microsoft + Meta ทั้ง 2 ฉบับ + ลูกค้าอื่น) แต่ตัวเลขที่ตรวจสอบทางบัญชีได้ชัดกว่าคือ RPO (Remaining Performance Obligations) จาก 20-F ที่เพิ่งเผยแพร่ปลายเมษายน 2026

ณ สิ้นปี 2025 RPO ของ Nebius อยู่ที่ $21.33 พันล้าน หมายความว่า นี่คือรายได้ที่ถูก contract ไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ recognize เข้างบ โดย 28% จะถูก recognize ภายใน 24 เดือน (ราว $5.97 พันล้าน ภายในสิ้นปี 2027), 39% ใน 25-48 เดือนถัดไป และที่เหลือหลังจากนั้น

RPO $21.33 พันล้าน นี้เป็นส่วนหนึ่งของ backlog $50 พันล้าน ไม่ใช่ตัวเลขที่แยกบวกกันได้ เหตุที่ RPO ต่ำกว่า backlog เพราะ 20-F ใช้ข้อมูล ณ สิ้นปี 2025 ซึ่งยังไม่รวมสัญญา Meta ฉบับที่สอง (มูลค่าสูงสุด $27 พันล้าน) ที่เพิ่งลงนามในเดือนมีนาคม 2026 ถ้ารวม Meta ฉบับที่สองเข้าไป RPO จะขยับเข้าใกล้ backlog $50 พันล้าน

นอกจากนี้ สัญญา Microsoft ที่สื่อรายงานว่ามูลค่า “สูงสุด $19.4 พันล้าน” นั้น 20-F ระบุมูลค่าที่ $17.4 พันล้าน ซึ่งอาจเป็นมูลค่าขั้นต่ำที่ผูกพัน ส่วน $19.4 พันล้านรวมส่วนที่เป็น option เพิ่มเติม

สิ่งที่น่าสนใจคือ RPO ราว $1 พันล้าน มาจากลูกค้ารายอื่นที่ไม่ใช่ Microsoft หรือ Meta ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะในระยะยาว Nebius ต้องกระจายฐานลูกค้าให้มากกว่านี้ ไม่งั้นถ้า capacity crunch คลายลงในปี 2028-2029 hyperscaler อาจไม่ต่อสัญญา

20-F ยังเปิดเผยว่าสัญญา Microsoft มูลค่า $17.4 พันล้าน แบ่งเป็น 9 tranches โดย Nebius จะได้รับ prepayment 40% ของมูลค่าสัญญาทั้งหมด หรือราว $6.96 พันล้าน ($773 ล้านต่อ tranche) ส่ง tranche แรกแล้วในเดือนพฤศจิกายน 2025 และ tranche ที่สองในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เงิน prepayment ที่เหลืออีกราว $5.39 พันล้าน คาดว่าจะเข้ามาภายในปีนี้

เดือนเดียวกัน Nebius ระดมทุนเพิ่มอีก $4 พันล้าน ผ่าน convertible notes เพื่อเตรียมขยาย data center

ตอนสิ้นปี 2024 Nebius มี data center 2 แห่ง ตอนสิ้นปี 2025 เพิ่มเป็น 7 แห่ง และเป้าหมายสิ้นปี 2026 คือ 16 แห่ง ใน 7 ประเทศ (รวมถึง Missouri, Alabama, Oklahoma, Minnesota ในสหรัฐ และ France, Israel, UK ในยุโรป) Nebius ยังเพิ่ม contracted power target จาก 2.5 GW เป็นมากกว่า 3 GW สิ้นปี 2026 โดยคาดว่าจะมี connected power ที่ใช้งานจริง 800 MW ถึง 1 GW

ตัวเลข guidance ปี 2026 ที่ผู้บริหารให้ไว้คือ รายได้ $3-3.4 พันล้าน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 500% จากปี 2025 โดย ARR เป้าหมายสิ้นปีอยู่ที่ $7-9 พันล้าน นักวิเคราะห์คาดว่ารายได้จะเกิน $10 พันล้านภายในปี 2027

แต่ก่อนจะตื่นเต้นเกินไป ต้องมองตัวเลขอีกด้านด้วย

Q4 2025 Nebius มีรายจ่ายลงทุน (capex) สูงถึง $2.06 พันล้านในไตรมาสเดียว เพิ่มขึ้นจาก $417.5 ล้านในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เกือบทั้งหมดเป็นการซื้อ GPU และสร้าง data center ผลคือ net loss ไตรมาสนั้นอยู่ที่ $249.6 ล้าน EPS ติดลบที่ -$0.68

ดูงบดุลแล้ว เงินสดสิ้นปี 2025 อยู่ที่ $3.7 พันล้าน แต่หนี้สินอยู่ที่ $4.89 พันล้าน debt-to-equity ratio 1.08 operating margin ติดลบที่ -115%

แต่มีตัวเลขหนึ่งที่หลายคนมองข้าม operating cash flow ของ Q4 อยู่ที่ $834 ล้าน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจาก customer prepayments ที่ Nebius ได้รับจากสัญญากับ Microsoft และ Meta สะท้อนออกมาใน deferred revenue บนงบดุลที่ $1.57 พันล้าน ณ สิ้นปี 2025

นั่นแปลว่า capex $16-20 พันล้านที่วางแผนไว้สำหรับปี 2026 นั้น ผู้บริหารบอกว่ามากกว่า 60% จะได้รับการสนับสนุนจาก cash flow ที่ได้จากเงื่อนไขสัญญาระยะยาวกับ Microsoft และ Meta ไม่ใช่เงินที่ต้องหามาใหม่ทั้งหมด ส่วนที่ยังหาไม่ครบราว 40% ก็ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา

ในแง่ความสามารถในการทำกำไร gross margin ของ Nebius อยู่ที่ 70% ธุรกิจ AI cloud หลักมี adjusted EBITDA margin 24% ในไตรมาส 4 และ guidance ปี 2026 ตั้งเป้า adjusted EBITDA margin ที่ประมาณ 40% แต่ EBIT จะยังติดลบตลอดปี เพราะค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจากหนี้ก้อนใหญ่

ถามว่าทำไม hyperscaler อย่าง Microsoft และ Meta ที่มี data center ของตัวเอง ถึงต้องมาเช่า GPU จากบริษัทที่เพิ่งเกิดใหม่?

คำตอบอยู่ที่สิ่งที่วงการเรียกว่า capacity constraint หรือปัญหาขาดแคลนพลังประมวลผล AI ที่รุนแรง Bernstein ประเมินว่ากำลังการผลิต data center จะไม่คลายตัวจนกว่าปี 2028-2029 แปลว่า ต่อให้ hyperscaler สร้าง data center ของตัวเองเต็มที่ ก็ยังไม่พอกับความต้องการ พวกเขาจึงต้องหา capacity จากภายนอก Amy Hood CFO ของ Microsoft เคยบอกนักลงทุนว่าบริษัทจะยังอยู่ในสภาพ “capacity constrained” ไปจนสิ้นปี 2025

แต่ Nebius ไม่ใช่แค่บริษัทที่มี GPU ให้เช่า สิ่งที่ทำให้ Nebius แตกต่างจาก neocloud ทั่วไปคือการควบคุม full-stack ตั้งแต่ล่างจนบน Nebius ออกแบบ server racks, ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (liquid cooling), networking architecture และ software orchestration layer ด้วยตัวเอง ไม่ได้ซื้อ server จาก Dell มาวางแล้วปล่อยเช่า

Volozh เคยพูดไว้ตั้งแต่ปี 2024 ว่า “We produce the full stack — data centers, motherboards, servers, racks, connectivity — everything is our own”

ผลลัพธ์คือ GPU utilization rate สูงถึง 90% เทียบกับ cloud ทั่วไป Nebius ยังจ้าง SemiAnalysis ทำการศึกษา total cost of ownership (TCO) เปรียบเทียบกับผู้ให้บริการรายอื่นใน 3 สถานการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็น large LLM pre-training, multimodal RL research หรือ production inference ผลออกมาว่า Nebius ให้ TCO ต่ำที่สุดในทุกกรณี

เหนือกว่านั้น Nebius ยังมี software layer ที่คู่แข่งส่วนใหญ่ไม่มี Aether ทำหน้าที่จัด scheduling และจัดการ capacity, Papyrax จัดการ distributed training ขนาดใหญ่, และ Token Factory ที่เพิ่งเสริมแกร่งด้วยการซื้อ Eigen AI มูลค่า $643 ล้าน ทำหน้าที่ optimize inference workload

FinancialContent เรียก Nebius ว่าอยู่ใน “Goldilocks zone” คือเฉพาะทางกว่า hyperscaler แต่มี track record และ scale มากกว่า startup ทั่วไป

และยังมี asset ที่ซ่อนอยู่ Nebius ถือหุ้น 28% ใน ClickHouse ซึ่งถูก value ไว้ที่ $2 พันล้านในรอบระดมทุนล่าสุด มี Avride ที่ทำ autonomous driving ร่วมมือกับ Uber และ TripleTen ที่เป็น edtech platform สินทรัพย์เหล่านี้สามารถขายเพื่อระดมทุนได้โดยไม่ต้อง dilute หุ้น

คู่แข่งก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ CoreWeave ซึ่งเพิ่ง IPO มี contracted backlog $66.8 พันล้าน ใหญ่กว่า Nebius และ IREN ก็เพิ่งได้สัญญา $9.7 พันล้านจาก Microsoft

ถามว่าหุ้น NBIS แพงไหม? ณ วันนี้เว็บไซต์การเงินส่วนใหญ่ระบุ market cap ที่ประมาณ $45 พันล้าน แต่ 20-F เปิดเผยว่า fully diluted share count (รวม warrants ของ Nvidia, stock options, RSUs และ convertible bonds ที่เข้าเงื่อนไขแปลงสภาพแล้ว) อยู่ที่ราว 325 ล้านหุ้น ไม่ใช่ 256 ล้านหุ้นตามที่รายงานกัน ณ ราคาประมาณ $177 market cap จริงๆ อยู่ที่ $57.6 พันล้าน ไม่ใช่ $45 พันล้านอย่างที่หลายคนอ้างอิง dilution จากหุ้นกู้แปลงสภาพและ warrants ทำให้ส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นเดิมลดลงมากกว่าที่เห็นจากตัวเลข basic shares

ถ้ามองจาก trailing revenue ปี 2025 ที่ $530 ล้าน EV/Revenue อยู่ที่ประมาณ 88 เท่า แพงมากเมื่อเทียบกับ cloud company ทั่วไป แต่ถ้ามองจาก forward revenue ตาม guidance กลางปี 2026 ที่ $3.2 พันล้าน EV/Revenue forward จะลดลงเหลือราว 14-15 เท่า และถ้าใช้ ARR เป้าหมาย $7-9 พันล้านสิ้นปี 2026 ตัวเลข EV/ARR จะอยู่ที่ 5-7 เท่า

FinancialContent ประเมินว่า Nebius เทรดที่ประมาณ 8.5 เท่าของ estimated revenue ปี 2026 ซึ่งแพงกว่า cloud provider ทั่วไป แต่ถูกกว่า CoreWeave ที่มี ex*****on risk สูงกว่า นักวิเคราะห์จาก Seeking Alpha ประเมินว่าเท่ากับ “roughly 1x peak revenue and 6–8x earnings” ถือว่า reasonable สำหรับ growth story ระดับนี้

analyst consensus ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ $163 ซึ่งต่ำกว่าราคาปัจจุบัน แต่ก็มี bull case ที่มองไปถึง $291 จาก 12 นักวิเคราะห์ที่ให้คะแนน “Strong Buy” ส่วน Wolfe Research เพิ่งเริ่ม coverage ด้วย “Peer Perform” โดยระวังเรื่อง ex*****on risk

ผมว่าตัวเลขเหล่านี้บอกอะไร? ถ้า Nebius deliver ได้ตาม guidance หุ้นไม่ได้แพงเกินไปเมื่อเทียบกับ growth แต่ “ถ้า” ตัวนี้ใหญ่มาก

แล้วกลับมาตอบคำถามที่ถามไว้ตอนต้น Arkady Volozh เปลี่ยนซากของ Yandex ให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัท AI ที่ร้อนแรงที่สุดในโลกได้อย่างไร?

คำตอบไม่ใช่เรื่องโชค แต่เป็นการรวมกันของ 3 สิ่ง ทีมวิศวกรระดับโลกที่เลือกจะเดินตาม Volozh ออกจากรัสเซีย, จังหวะเวลาที่พอดีกับ AI boom, และความสัมพันธ์กับ Nvidia ที่สะสมมาตั้งแต่สมัยเป็น Yandex

ผมว่าเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก บริษัทที่เกือบจะหายไปจากแผนที่ กลับมามี contracted backlog $50 พันล้านภายในไม่ถึง 2 ปี มันพิสูจน์ว่าในโลกเทคโนโลยี สิ่งที่สำคัญกว่าตัวบริษัท คือคนและ know-how ที่อยู่ข้างใน

แต่คำถามต่อไปคือ Nebius จะเปลี่ยน backlog $50 พันล้านและ ARR target $7-9 พันล้านให้เป็นรายได้จริงได้หรือไม่ ในขณะที่ยังต้องลงทุนอีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์และหาเงินมาปิดช่องว่างที่ยังขาดอยู่

คำตอบจะเริ่มชัดขึ้นพรุ่งนี้ 13 พฤษภาคม 2026 เมื่อ Nebius ประกาศผลประกอบการ Q1 consensus จาก Wall Street คาดว่ารายได้จะอยู่ที่ $317-389 ล้าน (เพิ่มขึ้น 600% YoY จาก $55.3 ล้านใน Q1 2025) ขาดทุน EPS ที่ -$0.77 ถึง -$0.86 ผู้บริหารเคยบอกว่า capacity ถูกจองเต็มตลอด Q1 แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตามากกว่ารายได้คือ guidance สำหรับ Q2 และทั้งปี 2026 ว่าจะ raise, maintain หรือ lower ถ้า raise แปลว่าสัญญาลูกค้ากำลัง convert เป็นรายได้เร็วกว่าแผน ถ้า lower หุ้นที่เทรดอยู่ใกล้ all-time high ย่อมรับ disappointment ไม่ได้

เรากำลังอยู่ในช่วงที่ตลาดหุ้นฟื้นตัวเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ จากสถิติที่ตลาดหุ้นเคยตกหนักเกิน -10% และกว่าจะใช้เวลา...
07/05/2026

เรากำลังอยู่ในช่วงที่ตลาดหุ้นฟื้นตัวเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ

จากสถิติที่ตลาดหุ้นเคยตกหนักเกิน -10% และกว่าจะใช้เวลาฟื้นกลับมาที่จุดเดิมได้ รอบนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 11 วัน เท่านั้น เรียกได้ว่าเป็น Fastest V-Shaped Recovery เลยทีเดียว และไม่ใช่แค่ฟื้นกลับมาจุดเดิม แต่มันดันพุ่งไปทำ All Time High อีกต่างหาก

ปู่ Warren Buffett ให้สัมภาษณ์ว่า “หุ้นยังไม่ถูก” พร้อมกับถือเงินสดเกือบ 4 แสนล้านดอลลาร์

ด้าน Paul Tudor Jones ก็เตือนว่าตอนนี้ Market Cap to GDP ของอเมริกาอยู่ที่ “252%” สูงกว่าวิกฤตปี 1929 ถึง 4 เท่า และสูงกว่าตอนฟองสบู่ดอทคอม 1.5 เท่า

นี่มันสัญญาณฟองสบู่หรือเปล่า ลองมาดูตัวเลขที่น่าสนใจกันครับ

1. เงินในระบบมันเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ทุกคนน่าจะรู้แล้วว่าตอนเกิดวิกฤต Covid-19 ได้เกิดการอัดฉีดเงินมหาศาลเข้ามา ถ้าย้อนกลับไปช่วงก่อนเกิดวิกฤต เงินในระบบ Money Market Fund อยู่ในระดับ 3-4 ล้านล้านดอลลาร์ แต่หลังจากวิกฤตจนถึงตอนนี้มีเงินในระบบถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ภายใน 5 ปี

ถึงแม้ว่าจะมีการพยายามถึงเงินออกจากระบบแต่มันก็ทำได้เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินที่เพิ่มเข้ามา และเงินเหล่านี้ก็พร้อมที่จะไหลเข้ามาสู่ตลาดหุ้นเมื่อมีผลตอบแทนที่น่าดึงดูดมากพอ

2. ผลประกอบการและอัตรากำไรของบริษัทสูงขึ้น

หากเราย้อนดูประกอบการณ์ของบริษัทใน S&P 500 ก็จะพบว่า Net incom/Revenue ขยับตัวเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วง 1990s ขึ้นมาเกือบ 2 เท่าแล้ว ในขณะที่หุ้นกลุ่ม SaaS ถูกปรับ Multiple ลงมาอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นมันอาจจะขึ้นอยู่กับว่าเรามองที่จุดไหนว่าตลาดตอนนี้ถูกหรือแพงเกินไป

3. Semis มาก่อน ส่วน Software ตามมาทีหลัง

Cycle ของ AI ตอนนี้อาจเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา
หากย้อนกลับไปยุคก่อนหน้าก็จะพบ Pattern ซ้ำๆกัน

ยุค Internet (1990s–2000s)

Infrastructure : บริษัท Telecom และ Fiber Optic ทุ่มเงินหลายแสนล้านปู Bandwidth ทั่วโลก
Platform layer: Cisco, Sun Microsystems เปรียบเสมือนขายจอบขายเสียมให้คนขุดทอง
Application layer : Google, Amazon, Facebook

ยุค Mobile (2010–2015)

Infrastructure : บริษัท Semis อย่าง Qualcomm และ Arm ผลิตชิปที่ต้องใช้ในโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
Platform layer : Apple, Samsung ผลิตโทรศัพท์มือถือออกมาให้ทุกคนใช้
Application layer : Google, Amazon และ Software

สังเกตุว่ากลุ่มที่เป็น Infrastructure จะบูมก่อนในช่วงแรก พอหลังจากนั้นก็กลายเป็นกลุ่ม Software ที่จะเข้ามาคลองตลาดในตอนท้าย และดูเหมือนแต่ละรอบจะใช้เวลาลดลงเรื่อยๆ ยุค Internet ใช้เวลา 10 ปี, ยุค Mobile ใช้เวลา 5 ปี

แล้วยุค AI นี้จะใช้เวลาน้อยกว่านั้นไหม ตอนนี้อาจยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

ยุค AI
Infrastructure : Nvidia (และบริษัทอื่นที่ยังขยับตามมา)
Platform layer : Hyperscaler Cloud & Data center (Google, Amazon, Microsoft)
Foundation model layer : Open AI, Anthropic, Gemini MuseSpark, XAi ฯลฯ
Application layer : ???

ย้อนกลับไปดู รอบนี้เริ่มจากกลุ่ม Semis นำโดย GPUs ของ Nvidia และต่อมาก็เป็น Cloud ของ Hyperscaler ที่กำลังมี Backlogs สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ฝั่ง Semis เองก็ดูเหมือนจะยังไม่จบรอบ ยังคงมีบริษัท CPUs และบริษัท Memory ที่โตตามมาอีกมากมาย

ส่วน Layer สุดท้ายนี้มีจุดที่น่าสนใจคือ ในรอบยุค Mobile นั้น Application และ SaaS ใช้เวลาไปประมาณ 5 ปี ถึงจะเริ่มทำกำไรได้เพราะต้องรอให้คนมี Hardware หรือ Smartphone กันเยอะๆก่อน

แต่ในรอบยุค AI นี้ เราสามารถใช้ Hardware ที่มีอยู่แล้วไปใช้งาน AI ได้เลยทันที เปรียบเสมือน Aplication layer เดิมมีการ Scaling ขึ้นมาเพิ่มจากรอบยุค Mobile นั่นเอง สิ่งนี้ทำให้บรรดา Application ต่างๆ ที่ถึงแม้จะยังไม่มีกำไร แต่รายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน

และรอบนี้ตลาดหุ้นอาจจะมองเห็นการเติบโตของบริษัทเหล่านี้ได้ยากเพราะส่วนใหญ่ยังคงเป็น Private Company กันอยู่ เช่น ChatGPT, Claude Code, Gemini, Cursor, Perplexity, Harvey, Glean, ElevenLabs ฯลฯ บริษัทเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่ามี Use Case จริง แต่เรื่องกำไรและ Valuation ยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน

อีกหนึ่งความยากในการมองให้ออกรอบนี้คือ Barrier ของ Application layer นั้นแทบไม่มี จะเห็นว่าพวกที่อยู่ชั้น Platform layer อย่าง Google และ Foundation model layer อย่าง OpenAI, Anthropic เองก็ทำ Application ออกมาแข่งกันอย่างดุเดือด การจะมองให้ออกว่าสุดท้ายใครเป็นผู้ชนะบ้างยังเป็นเรื่องยาก

อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยรอบยุค AI นี้ก็แสดงให้เห็นว่า

ความต้องการฝั่ง Infrastructure มีจริงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

มี Use Case เกิดขึ้นจริง มีรายได้เกิดขึ้นจริง แต่กำไรและ Valuation ยังไม่ชัดเจน

บวกกับเงินในระบบที่กองอยู่มหาศาลที่พยายามหาผลตอบแทนสูงๆ

ทุก Bubble ในประวัติศาสตร์มีของจริงอยู่ข้างใน คำถามไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกไหม แต่คือตอนนี้คุณกำลังจ่ายในราคาที่สมเหตุสมผลไหม เป็นเรื่องที่ต้องรอตลาดเฉลยกันต่อไปครับ

Source : a16z

//แอดเติ้ล

04/05/2026

หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก TPU Ecosystem ครับ
ชอบตัวไหนลองศึกษากันดูครับ มีตั้งแต่ Compute ไปจนจบที่ Interconnect Hardware

TPU ของ Google ไม่ใช่ Product ที่ทำกำไรจากการขายตัวชิปโดยตรงครับ

เพราะเป้าหมายหลักของ Hyperscaler คือการสร้างความได้เปรียบด้าน Economics ในธุรกิจ Cloud ของตัวเอง ตัวชิปจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือลดต้นทุนและสร้างความแตกต่างเพื่อดึงดูดลูกค้าให้ใช้ Ecosystem ของ Google ต่อไป

รายได้จริงๆ จึงไปปรากฏอยู่ในส่วนของ Cloud usage มากกว่าการขายฮาร์ดแวร์ ประกอบกับความสามารถในการประมวลผลหรือ Compute มักจะกลายเป็นสินค้า Commodity ที่ถูกกดดันเรื่องราคาอยู่ตลอดเวลา ทำให้การรักษาอำนาจในการตั้งราคาในระดับชิปทำได้ยากครับ

ในทางกลับกัน กำไรที่ยั่งยืนและสูงกว่ามักจะไปตกอยู่กับกลุ่ม Bottleneck หรือคอขวดของระบบอย่าง Advanced Packaging, HBM, ระบบจัดการพลังงาน และ Optical Interconnect ครับ

พื้นที่เหล่านี้มี Supply ที่จำกัดมากและลูกค้าเปลี่ยนใจไปใช้รายอื่นได้ยากกว่า ทำให้บริษัทในกลุ่มนี้รักษา Margin ได้แข็งแกร่งมากครับ นานแค่ไหนผมคงตอบไม่ได้ แต่คิดว่าในระยะ 1-2 ปีน่าจะ Maintain ได้

ถ้าดู Ecosystem ของ TPU จะพบว่า Google เน้นการทำ Vertical Integration แบบเบ็ดเสร็จครับ ตั้งแต่การออกแบบชิปไปจนถึง Workload ปลายทางอย่าง Gemini หรือ Search การควบคุมทุกอย่างเองทำให้เกิด Demand ที่สอดประสานกันทั้ง Supply Chain ไม่ว่าจะเป็นหน่วยความจำ HBM4 ที่เริ่ม Mass Production ในช่วงต้นปี 2026 นี้ หรือระบบระบายความร้อนที่ต้องขยายตัวไปพร้อมกันครับ โครงสร้างแบบนี้จึงทำให้เกิด Alpha zones หรือจุดที่ทำกำไรได้สูงมากในบริเวณที่เป็นคอขวดที่ชัดเจนครับ หุ้นสายคอขวดในปีนี้เลยวิ่งกันกระจาย

ส่วน AWS Trainium นั้นมีโมเดลธุรกิจที่ต่างออกไปครับ โดยเน้นเป็น Platform ที่ขับเคลื่อนตามความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายในระบบ Multi-tenant Cloud ไม่ว่าจะเป็น Anthropic หรือ Enterprise ต่างๆ ครับ แม้จะใช้ Supply Chain ชุดเดียวกัน แต่ Demand ของ Trainium จะกระจายตัวมากกว่าและไม่มีทิศทางที่รวมศูนย์เท่า TPU จึงไม่เกิดการ Bottleneck ชัดเจนเท่า และกำไรในส่วนนี้จะกระจายตัวไปตาม Infrastructure ของ AI แทนที่จะพุ่งเป้าไปที่จุดใดจุดหนึ่งอย่างรุนแรง

สรุปง่ายๆ คือโมเดลของ TPU ช่วยสร้างผู้ชนะจาก Bottleneck ที่คาดการณ์ได้ชัดเจนกว่า ขณะที่ Trainium สร้าง Demand ที่กว้างและหลากหลายกว่าใน AI Infrastructure stack ครับ

การเข้าใจความต่างของระบบปิดและระบบเปิดแบบนี้เป็นเรื่องจำเป็นมากครับ เพื่อให้เราสามารถเลือกลงทุนในบริษัทที่อยู่ถูกที่ถูกเวลาในห่วงโซ่อุปทานนี้ได้ครับ

Credit: venkatp

04/05/2026

คอร์ส Thai VI Global เปิดรับสมัครครับ!

แนวคิดการลงทุนของ VC ชื่อดัง Marc Andreessen แห่ง a16z 1. การเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตอาจไม่ได้ดีเสมอไป  :  ในมุมมองข...
12/04/2026

แนวคิดการลงทุนของ VC ชื่อดัง Marc Andreessen แห่ง a16z

1. การเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตอาจไม่ได้ดีเสมอไป : ในมุมมองของ Marc แบ่งความผิดพลาดได้เป็น 2 แบบคือ ความผิดพลาดจากการลงทุนแล้วขาดทุนหนัก กับ ความผิดพลาดจากการปล่อยโอกาสใหญ่ให้หลุดมือ หากนักลงทุนเคยขาดทุนไปกับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง อาจทำให้พวกเขามีอคติและปฏิเสธที่จะลงทุนบริษัทในอุตสาหกรรมนั้นอีก การจำฝังใจเช่นนี้จะทำให้นักลงทุนพลาดโอกาสครั้งใหญ่เมื่อมีบริษัทที่ดีเกิดโผล่ขึ้นมาในภายหลัง เขาบอกว่าการลงทุนพลาดมันอาจจะขาดทุนแค่หลักสิบล้านดอลลาร์ แต่ถ้าพลาดโอกาสใหญ่ เช่น การไม่ได้ลงทุนใน Google จะสร้างความเสียหายด้านค่าเสียโอกาสในระดับแสนล้านดอลลาร์ เขาจึงเน้นย้ำกับนักลงทุนในทีมว่าให้ปล่อยวางอารมณ์จากความผิดพลาดในอดีตเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสที่อยู่ตรงหน้า


2. เน้นทีมผู้บริหารมากกว่าแผนธุรกิจ : Marc บอกว่าควรโฟกัสไปที่ประวัติและตัวตนของ Founder รวมถึงทีมบริหารมากกว่าการดูแผนธุรกิจและ Pitch deck เพราะหากเจอผู้บริหารที่ยอดเยี่ยม พวกเขาจะสามารถสร้างผลตอบแทนมหาศาลจนสามารถทะลายกฎเกณฑ์หรือแบบแผนเดิมๆได้ทุกข้อ ในขณะที่แผนธุรกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกแต่บริหารโดยทีมระดับกลางสุดท้าย ก็จะถูกทีมที่ยอดเยี่ยมกว่าแซงหน้าไปอยู่ดี

3. คุณสมบัติของ Founder ที่ยอดเยี่ยมในมุมมองของ Marc

1) มี IQ ระดับสูง ถือเป็นคุณสมบัติพื้นฐาน ถ้าหากว่า Marc ถึงขั้นต้องหยิบสมุดโน้ตขึ้นมาจดเลคเชอร์เพื่อเรียนรู้ตามที่ Founder พูด ถือว่าพวกเขาฉลาดและรู้จักธุรกิจตัวเองดี

2) มีความกล้าหาญ การเป็นคนฉลาด IQ สูงเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ แต่ต้องเป็นคนที่กล้าที่จะยอมรับความลำบากได้ และกล้านำพาทีมเผชิญกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย

3) มี Ambition หรือแรงขับเคลื่อนภายในที่มุ่งมั่นทะเยอทะยาน โดยเฉพาะความรู้สึกที่อยากจะสร้างอะไรเป็นของตัวเองเพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าพวกเขาทำอะไรได้บ้าง ซึ่งเราสามารถดูได้จากประวัติของคนนั้นในอดีตว่าเขาเคยสร้างผลงานอะไรมาบ้างตั้งแต่ยังอายุน้อย

Marc เสริมว่ามันมักจะมีทฤษฎีที่เชื่อว่า Founder ที่ยิ่งใหญ่ทุกคนล้วนมีปมในวัยเด็กมาก่อน ความเจ็บปวดในอดีตจะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งและเป็นตัวผลักดันให้พวกเขาต่อสู้ในธุรกิจได้ดี แต่ก็มีตัวอย่าง Founder ที่เติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นและสมบูรณ์แต่สามารถสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ได้ เช่น Mark Zuckerberg และ Bill Gates ซึ่งก็แปลว่าบางคนก็เกิดมาพร้อมกับความมุ่งมั่นโดยธรรมชาติได้

4. ไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนกันกับ Founder : Marc เชื่อว่านักลงทุนไม่จำเป็นต้องชื่นชอบ Founder เป็นการส่วนตัว เพราะ CEO เก่งๆ บางคนก็ไม่ได้น่าคบหาด้วย แต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบการทำงานแบบมืออาชีพ ที่สามารถสร้างมูลค่าให้บริษัทได้ ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้และเวิร์คเสมอ

5. ทำไม VC ถึงต้องลงทุนตั้งแต่ Early Stage : Marc เปรียบเทียบการลงทุนในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจว่าเหมือนกับการอบเค้ก ซึ่งคุณต้องใส่ส่วนผสมบางอย่างลงไปตั้งแต่แรก ไม่สามารถที่จะใส่ไปทีหลังตอนที่เค้กเสร็จแล้วได้ เช่น การตัดสินใจในช่วงแรกทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์ วัฒนธรรมองค์กร และทีมงาน จะส่งผลต่อเนื่องไปอีกหลาย 10 ปี

6. จงเลือกลงทุนแต่เพชรแท้ ไม่ใช่เพชรในตม : นักลงทุนหลายคนอาจเชื่อว่าตัวเองต้องเป็นคนหาบริษัทยอดเยี่ยมที่ยังไม่มีคนสนใจให้เจอเป็นคนแรกถึงจะได้ผลตอบแทนมหาศาล แต่ Marc มองว่านั่นเป็นเพียงอีโก้ที่นักลงทุนอยากจะพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง แต่ความเป็นจริงคือหากบริษัทนั้นมีศักยภาพพอที่จะลงทุนได้ มักจะต้องมีนักลงทุนที่ฉลาดและต้องการผลตอบแทนสูงจำนวนมากรุมล้อมอยู่แล้ว กลับกันหากคุณไปเจอบริษัทที่คิดว่าเป็นเพชรในตม นั่นหมายความว่ามันอาจจะเกิดจากปัญหาโครงสร้างของบริษัทเอง หรือตัว Founder มีนิสัยไม่ดีจนมีปัญหากับนักลงทุนรายใหญ่หรือสถาบันต่างๆ ได้

ผมสรุปมาแค่ส่วนของมุมมองการลงทุน แต่ในคลิปเต็มมีพูดถึงเรื่องอื่นอีกหลายประเด็น เพื่อนๆคนไหนสนใจตามไปฟังกันได้เลยครับ

/แอดเติ้ล

06/04/2026

วอร์เรน บัฟเฟตต์เพิ่งให้สัมภาษณ์กับ CNBC ไป เป็นการให้สัมภาษณ์อีกครั้งที่ผมได้เรียนรู้เรื่องการลงทุน การเมือง และการใช้ชีวิต ดังนี้

✅ บัฟเฟตต์นำการประมูลเพื่อทานอาหารกลางวันกับเขากลับมาอีกครั้งในปีนี้ หลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2022 ที่ระดมทุนได้ถึง 19 ล้านดอลลาร์ เขาบอกว่าที่หยุดไปเพราะว่ารู้สึกเหนื่อยเพราะตอนนั้นอายุ 93 แล้ว นอกจากนี้เขายังมีกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ทำมาทุกปีเลยตั้งแต่อายุ 21 จนถึง 88 ก็คือการสอนการลงทุน แต่ก็หยุดไปแล้วเหมือนกัน

✅ ครั้งนี้เป็นสัมภาษณ์ครั้งแรกของบัฟเฟตต์กับ CNBC หลังจากก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ของ Berkshire Hathaway ชีวิตเขายังเหมือนเดิมทุกอย่าง ยังคงไปที่ออฟฟิศ เขาถ่อมตนว่าชีวิตไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมาย บัฟเฟตต์ชม Greg ที่เป็น CEO คนใหม่ ว่าเข้าถึงผู้บริหารของบริษัทในเครือที่มีมากถึง 200 แห่ง โดยส่วนมากบัฟเฟตต์ จะติดต่อกับคนเหล่านี้โดยการเขียนจดหมายประจำปี แต่ Greg เข้าถึงคนเหล่านี้ได้อย่างทั่วถึงกว่ามาก เขายังมีส่วนร่วมในการตัดสินใจลงทุนแต่เขาจะไม่ทำอะไรที่ Greg ไม่เห็นด้วย

✅ Berkshire เพิ่งซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกาไป $17B ปัจจุบัน Berkshire เป็นผู้ถือพันธบัตรรายใหญ่ที่สุดในตลาด มีเงินสดในมือ $350B รอเกิดวิกฤต แล้วค่อยลงทุน

✅ เขาบ่นเสียดายแบบถ่อมตนว่าขายหุ้น Apple เร็วเกินไป (แต่ก็ทำกำไรไป $100B ก่อนภาษี) 😆 แต่ก็พูดว่าจริงๆก็ซื้อมาได้เร็วกว่าคนอื่นเหมือนกัน เขาเปรียบเทียบหุ้น Apple กับธุรกิจรถไฟที่ถืออยู่ ในธุรกิจรถไฟจะอยู่รอดไปอีก50-100 ปี ดูแล้วมั่นคงกว่า Apple แต่อัตราผลตอบแทนต่อการลงทุน (ROIC) ของ Apple ก็ดีกว่าเยอะ

✅ บัฟเฟตต์จะไม่ขายหุ้นออกไปง่ายๆเพราะเขาซื้อแล้วถือครองยาวเลย เขาถือ American Express มา 30 ปี ส่วน Coca Cola ก็ประมาณ 40 ปี ล่าสุดเค้าได้ซื้อ Occidental Chemical ก็ตั้งใจถือมันไปในอีก 50 ปีข้างหน้า ไม่ได้ซื้อมาเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น

✅ Apple ยังเป็นหุ้นตัวใหญ่ที่สุดที่ถือครอง เขาอธิบายว่า Steve Job คือผู้สร้างและผู้ที่มีวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยม เขาเป็นคนส่งมอบธุรกิจแอปเปิ้ลที่ยอดเยี่ยมให้กับ Tim Cook มาบริหารต่อ บัฟเฟตต์กล่าวว่า Tim สามารถบริหารธุรกิจได้ดีกว่า Steve Job เสียอีก Tim เป็นผู้จัดการที่ยอดเยี่ยม เขาสามารถเข้ากับคนได้อย่างดี ซึ่งทั้งบัฟเฟตต์และมังเกอร์ไม่มีทักษะนี้เท่าเขา

✅ เมื่อโดนถามว่ามีความกังวลเกี่ยวกับบิ๊กเทคที่โดนเล่นงานทางกฎหมายหรือไม่ เขาตอบว่าไม่กังวลเลยว่าแอปเปิ้ลจะโดนเล่นงาน เพราะมันเป็นสินค้าที่รักของประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งนักการเมืองเองก็ใช้มัน เขาไม่คิดว่าสินค้าและบริการที่ยอดเยี่ยมของ Apple จะต้องโดนกฎหมายเล่นงาน

✅ เมื่อโดนถามว่ากลับเข้าไปซื้อหุ้นแล้วหรือยัง หลังจากไตรมาสนี้หุ้นอเมริกาทำผลงานได้แย่สุดในรอบสี่ปีที่ผ่านมา หรือหุ้นลงมาอยู่ในช่วงระดับที่ถูกแล้วหรือยัง บัฟเฟตต์ตอบว่าหุ้นยังไม่ถูกพอ เขายังไม่สนใจที่จะกลับเข้ามาซื้อหุ้นในช่วงนี้ เขามองว่าตลาดมันลงมาแค่ 5-6% เท่านั้นเอง ตลาดยังไม่เลวร้ายเหมือนที่เขาเคยผ่านเหตุการณ์ Black Monday ที่ตลาดหุ้นลดลง 21% ในวันเดียว และยังไม่แย่เท่าที่หุ้น Berkshire เลยมาลง 50% ถึง 3 ครั้งในช่วงชีวิตเขา ผมคิดว่าบัฟเฟตต์เป็นนักลงทุนที่ต่อรองราคาเพื่อความปลอดภัยมากๆ สุดยอด

✅ บัฟเฟตต์กล่าวชื่นชม Jorome Powell ประธาน FED ว่าตัดสินใจได้เด็ดขาดในช่วงวิกฤตโควิดปี 2020 ซึ่งช่วยให้ประเทศป้องกันหายนะครั้งยิ่งใหญ่ไว้ได้ เมื่อถูกถามว่ากังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือสภาพตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลงมากกว่า เขาตอบว่าเขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายเงินเฟ้อที่ 2% ของ FED เพราะเมื่อเวลาผ่านไปมันจะทบต้น (Compound) จนทำให้มูลค่าเงินลดลงอย่างมหาศาล แถมประชาชนยังต้องเสียภาษีอีก เขาปิดท้ายด้วยว่าหน้าที่หลักของ Fed คือการรักษาเสถียรภาพของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลก

✅ บัฟเฟตต์มีความกังวลเกี่ยวกับระบบธนาคาร หลังจากอ่านรายงานประจำปีของ JP Morgan ที่ระบุว่าธนาคารมีมูลค่าธุรกรรมรายวันสูงถึง $10T หรือ 10 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน โดยธุรกรรมส่วนมากจะเป็นแบบ Unsecured หรือแบบไม่มีหลักประกันวางไว้รองรับความเสี่ยง ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าธนาคาร A ต้องโอนเงินให้ธนาคาร B จำนวน $100 ล้านในช่วงบ่ายสอง แต่ธนาคาร A ยังไม่มีเงินสด จะใช้วงเงินสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันระหว่างธนาคารเพื่อให้ธนาคาร A สามารถโอนเงินไปได้ก่อน แล้วตอนสิ้นวันค่อยมาเคลียร์กัน เพื่อให้สภาพคล่องมันหมุนไปได้ เขามองว่าธนาคารเชื่อมต่อกันหมด ถ้าธนาคารใดติดขัดขึ้นมาเมื่อไหร่ อาจจะพังทั้งระบบได้

✅ ด้วยเหตุนี้ทาง Berkshire จึงเน้นแต่ถือพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก Berkshire ไม่ได้ถือกองทุนในตลาดเงินหรือตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนเลย เพราะเขากังวลเรื่องความเสี่ยงของคู่สัญญาจึงเลือกถือของรัฐบาลเท่านั้น เห็นได้ว่าบัฟเฟตต์มองว่าวิกฤตอาจจะเกิดขึ้นได้อีก ต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอ

✅ บัฟเฟตต์เล่าว่าตอนที่ไปฮันนีมูนที่ Las Vegas ปี 1952 เขาเห็นคนที่ฉลาดแต่งตัวดียอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อไปโยกตู้สล็อต ซึ่งมีโอกาสชนะต่ำมากตามหลักคณิตศาสตร์ จึงทำให้เขารู้ว่านี่แหละคือโอกาสทำเงินของเขา เพราะคนจำนวนมากชอบทำเรื่องโง่ๆกับเงินเช่นขายหุ้นดีเพียงเพราะหุ้นมันราคาตกลงมา หรือไล่ราคาหุ้นเพราะราคามันสูงขึ้นเรื่อยๆ

✅ ตอนเด็กตอนเขาเรียนหนังสือ คุณครูสอนว่าดวงอาทิตย์จะให้พลังงานไปอีก 4.5 พันล้านปีซึ่งเขาคิดว่ามันนานจนไม่ต้องกังวล แต่ถ้าการเกิดขึ้นของระเบิดนิวเคลียร์ และความไม่แน่นอนของโลกจากนี้ไป โลกอาจจะอยู่ไม่ถึง 500 ปีด้วยซ้ำ เพราะถ้าผู้นำของประเทศใดบ้าบิ่นกดระเบิดขึ้นมา มันก็ไม่สามารถย้อนหลังกลับมาแก้ไขได้อีกเลย

✅ บัฟเฟตต์เล่าว่าเขาเคยพูดกับประธานาธิบดีคนหนึ่งของอเมริกาแต่ไม่ระบุชื่อ ว่าถ้ารัสเซียยิงระเบิดนิวเคลียร์มาที่ประเทศอเมริกา แล้วนายพลเรียกประธานาธิบดีตอนกลางดึกให้รีบตัดสินใจภายใน 10 นาที ว่าจะยิงสวนกลับหรือไม่ การยิงสวนกลับไม่ได้เป็นการหยุดจรวดนิวเคลียร์จากรัสเซีย แต่เป็นการแก้แค้นยิงกลับไปที่ประเทศศัตรู สุดท้ายแล้วระเบิดอาจทำลายล้างผู้คนจำนวนมหาศาล ประธานาธิบดีท่านนั้นตอบกลับมาว่ายังไงก็ต้องยิงสวน เพราะมันคือกฎของประเทศ ถ้าเราไม่มีกฎยิงสวน มันก็จะไม่มีใครประเทศไหนที่กลัวที่จะโจมตีเราเลย

✅ สุดท้ายเขาไม่ได้ติดต่อกับ Bill Gates เลยนับตั้งแต่มีประเด็นเรื่องของ Epstein เพราะเขาไม่อยากรู้เห็นจนต้องเป็นพยานในคดีนี้ด้วย โดนถามว่ายังบริจาคเงินเข้ากับมูลนิธิของ Bill Gates ในทุกๆเดือนมิถุนายนหรือไม่ เขาตอบว่าขอดูหลักฐานและเหตุการณ์ที่กำลังคลี่คลายก่อนตัดสินใจอีกครั้ง

โดยสรุปบัฟเฟตต์ยังเฉียบขาด แหลมคม ความจำยังดีมาก แนวคิดการเป็นวีไอยังอยู่ในตัวท่านเสมอมา และขอขอบคุณที่ช่วยให้นักลงทุนที่ติดตามท่าน ลงทุนด้วยความรู้และประสบความสำเร็จกันครับ #บัฟเฟตต์

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66999999999

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หุ้นเปลี่ยนโลกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์