12/05/2026
NBIS จาก Sanction สู่ผลตอบแทน 6 เท่าใน 1 ปี
ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หุ้นตัวหนึ่งบน NASDAQ ขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ $27.20 ไปทำ all-time high ที่ $197.89 พุ่งขึ้นกว่า 600% แต่ใครจะเชื่อว่าเบื้องหลังหุ้นตัวนี้ คือผู้ชายคนหนึ่งที่เคยถูกแบนจากยุโรป ถูกบังคับให้ลาออกจากบริษัทที่ตัวเองสร้างมา 22 ปี และต้องขายกิจการรัสเซียออกไปในราคาที่ถูกบังคับลดครึ่ง
หุ้นตัวนั้นคือ Nebius Group (NASDAQ: NBIS) และผู้ชายคนนั้นคือ Arkady Volozh
เขาเปลี่ยนซากของ Yandex ให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัท AI infrastructure ที่ร้อนแรงที่สุดในโลกได้อย่างไร?
ย้อนไปปี 2011 Yandex ซึ่งถูกเรียกว่า “Google ของรัสเซีย” เข้า IPO บน NASDAQ ระดมทุนได้ $1.3 พันล้าน Anthony Moro ผู้อำนวยการตลาดเกิดใหม่ของ BNY Mellon เคยพูดไว้ว่า “Yandex really is the ‘Google’ of Russia” และมันก็เป็นแบบนั้นจริง Yandex กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย ครอบคลุมตั้งแต่ search engine ไปจนถึง ride-hailing, food delivery, autonomous driving และ cloud computing
Volozh สร้าง Yandex มาตั้งแต่ยุค 90 เป็น CEO ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2022 แต่ทุกอย่างพลิกผันในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เมื่อรัสเซียบุกยูเครน
สหภาพยุโรปใส่ชื่อ Volozh ลงในรายชื่อ sanctions ด้วยข้อกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนการรุกรานของรัสเซีย เขาต้องลาออกจากตำแหน่ง CEO ทันที
คนที่สร้างบริษัทมา 22 ปี หมดสิทธิ์แตะบริษัทของตัวเองชั่วข้ามคืน
แต่ Volozh ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาออกมาประณามการรุกรานของรัสเซียอย่างเปิดเผย และต่อสู้เพื่อให้ EU ถอดชื่อเขาออกจากรายชื่อ sanctions ในเดือนมีนาคม 2024 เขาทำสำเร็จ
แต่ระหว่างที่ Volozh ต่อสู้เรื่อง sanctions สถานการณ์ภายใน Yandex ก็เปลี่ยนไปอย่างไม่มีทางย้อนกลับ
ต้องเข้าใจก่อนว่า Yandex มีโครงสร้างเป็น 2 ชั้น ข้างบนคือ Yandex NV บริษัทจดทะเบียนในเนเธอร์แลนด์ เป็น holding company ที่จดทะเบียนใน NASDAQ เป็นเจ้าของธุรกิจ Yandex ทั้งหมดทั่วโลก ข้างล่างคือธุรกิจในรัสเซีย ตั้งแต่ search engine, ride-hailing, food delivery, e-commerce, fintech ไปจนถึง cloud computing ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 95% ของรายได้ทั้งกลุ่ม
หลัง sanctions กดดัน Yandex NV ไม่สามารถบริหารธุรกิจในรัสเซียได้ตามปกติอีกต่อไป ขณะเดียวกันรัฐบาลรัสเซียก็ไม่ต้องการให้บริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศถูกควบคุมโดยนิติบุคคลต่างชาติ ทางออกเดียวคือ “หย่า” แยกธุรกิจรัสเซียออกจาก Yandex NV อย่างถาวร
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2024 Yandex NV ประกาศว่าจะขายธุรกิจรัสเซียทั้งหมดให้กับกลุ่ม Consortium.First ซึ่งนำโดยผู้บริหารระดับสูงของ Yandex รัสเซียเอง ร่วมกับนักลงทุนชาวรัสเซียอีก 4 ราย รวมถึงกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ LukOil ไม่มีผู้ซื้อรายใดอยู่ในรายชื่อ sanctions ของตะวันตก
มูลค่าธุรกรรมอยู่ที่ 475,000 ล้านรูเบิล หรือประมาณ $5.2 พันล้าน ฟังดูเยอะ แต่ต้องเข้าใจว่า ณ เวลานั้น market cap ของ Yandex NV ทั้งกลุ่มอยู่ที่ประมาณ $10.2 พันล้าน และธุรกิจที่ขายคิดเป็น 95% ของรายได้ นั่นแปลว่ามูลค่ายุติธรรมของธุรกิจรัสเซียน่าจะอยู่ที่ราว $9.7 พันล้าน แต่มีปัญหาอยู่ หลังสงครามเริ่ม รัฐบาลรัสเซียออกกฎใหม่ขึ้นมาว่า ถ้าบริษัทจากประเทศที่รัสเซียจัดว่า “ไม่เป็นมิตร” อยากจะขายกิจการในรัสเซียแล้วเอาเงินออกไป ก็ได้ แต่ต้องยอมขายในราคาลดครึ่ง ห้ามขายราคาเต็ม เนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นที่จดทะเบียนของ Yandex NV ก็อยู่ในรายชื่อประเทศ “ไม่เป็นมิตร” ด้วย
พูดง่ายๆ ว่ารัสเซียบังคับให้ Volozh ขายของดีในราคาครึ่งเดียว ถ้าไม่ยอม ก็เอาเงินออกไม่ได้
การขายแบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรกเดือนพฤษภาคม 2024 ขายหุ้น 68% รอบที่สองเดือนกรกฎาคม 2024 ขายส่วนที่เหลือ 28% รวมมูลค่าทั้งหมดประมาณ $5.4 พันล้าน ถือเป็นการถอนตัวจากรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
สิ่งที่ Volozh เดินออกมาพร้อมคือ ส่วนที่เหลือ 5% ของ Yandex เดิม ได้แก่ data center ในฟินแลนด์ ทีมวิศวกรประมาณ 1,300 คนที่เลือกจะออกจากรัสเซีย แพลตฟอร์ม AI cloud ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ Yandex Cloud เทคโนโลยี autonomous driving (Avride) และ transitional licenses สำหรับเทคโนโลยีบางส่วน แต่สิ่งที่ Volozh ต้องทิ้งไว้คือชื่อ “Yandex” search engine ที่มีผู้ใช้หลายร้อยล้านคน ธุรกิจ ride-hailing, food delivery, fintech และพนักงานอีกหลายหมื่นคน
เดือนสิงหาคม 2024 Yandex NV เปลี่ยนชื่อเป็น Nebius Group NV อย่างเป็นทางการ ตุลาคม 2024 กลับมาเทรดบน NASDAQ ในชื่อ ticker NBIS
ตอนนั้น Nebius มีอะไรบ้าง? data center 2 แห่ง พนักงานประมาณ 1,300 คน เงินสดราว $2 พันล้าน และ supercomputer ISEG ในฟินแลนด์ที่เคยติดอันดับ 16 ของโลก
Volozh ให้สัมภาษณ์กับ TechCrunch ว่า “It’s like a startup because we are ‘starting up,’ but it’s an unusually big one”
แต่สิ่งที่ Nebius มีเหนือ startup ทั่วไป คือทีมวิศวกรจาก Yandex ที่ใช้เวลาหลายสิบปีสร้าง distributed systems ขนาดใหญ่ Volozh เคยพูดว่า “When ChatGPT emerged, we realized our assets, our people, and their talents were perfectly suited for this new era”
นั่นแปลว่า Nebius ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ มันมี DNA ของบริษัทที่เคยเป็นลูกค้า Nvidia รายใหญ่ที่สุดนอก US และจีนมาก่อน
และ Nvidia ก็มองเห็นสิ่งเดียวกัน
ธันวาคม 2024 Nebius ระดมทุน $700 ล้านผ่าน private placement โดย Nvidia และ Accel เป็นผู้ร่วมลงทุนหลัก นั่นเป็นสัญญาณแรกที่ตลาดเริ่มสนใจ
แต่สัญญาณจริงมาในเดือนกันยายน 2025 เมื่อ Microsoft ลงนามสัญญา 5 ปี กับ Nebius มูลค่าสูงสุด $19.4 พันล้าน เพื่อใช้ GPU compute จาก data center ของ Nebius ในนิวเจอร์ซีย์
ลองคิดดู Microsoft เจ้าของ Azure cloud platform ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กลับมาเช่า GPU จากบริษัทที่เพิ่งเกิดใหม่ไม่ถึงปี
ตัวเลขรายได้ยืนยันว่าเกิดอะไรขึ้น Q1 2024 Nebius มีรายได้ $11.4 ล้าน Q4 2024 โตเป็น $35.2 ล้าน พอถึง Q4 2025 รายได้กระโดดเป็น $227.7 ล้าน เพิ่มขึ้น 547% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 56% จากไตรมาสก่อนหน้า
จาก $11.4 ล้าน ไปเป็น $227.7 ล้าน ภายใน 7 ไตรมาส
รายได้ทั้งปี 2025 อยู่ที่ $529.8 ล้าน เพิ่มขึ้น 479% จากปีก่อน แต่ตัวเลขที่ผู้บริหารภูมิใจที่สุดคือ annualized run-rate revenue (ARR) ณ สิ้นปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ $1.25 พันล้าน สูงกว่า guidance เดิมที่ตั้งไว้ $900 ล้าน
และที่สำคัญ ธุรกิจ AI cloud หลักของ Nebius เริ่มมี adjusted EBITDA margin ที่ 24% ในไตรมาส 4 ไม่ใช่บริษัทที่เผาเงินอย่างเดียวอีกต่อไป Dado Alonso CFO ของ Nebius กล่าวในงาน earnings call ว่า “2025 really was a fantastic year with great ex*****on and delivery. We exceeded the targets we set, outperforming our ARR guidance, and achieved positive EBITDA at the group level”
ในแง่กำลังการผลิต Nebius ออกจากปี 2025 ด้วย connected power 170 MW เทียบกับ 25 MW ตอนสิ้นปี 2024
แต่เรื่องยังไม่จบ
เดือนมีนาคม 2026 เหตุการณ์ 3 อย่างเกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์
วันที่ 11 มีนาคม 2026 Nvidia ประกาศลงทุนเพิ่มอีก $2 พันล้าน ในรูปแบบ strategic partnership Jensen Huang CEO ของ Nvidia กล่าวว่า “Nebius is building an AI cloud designed for the agentic era, fully integrated from silicon to software and powered by NVIDIA’s next-generation accelerated compute” หุ้น NBIS พุ่ง 16% ในวันเดียว
5 วันหลังจากนั้น Meta ลงนามสัญญา 5 ปี มูลค่าสูงสุด $27 พันล้าน แบ่งเป็น $12 พันล้านสำหรับ dedicated capacity และอีก $15 พันล้านสำหรับ compute เพิ่มเติม ระบบจะใช้ชิป Nvidia Vera Rubin รุ่นใหม่ล่าสุด เริ่มส่งมอบต้นปี 2027
มูลค่าสัญญาจาก Meta ตัวเดียว ใหญ่กว่า market cap ของ Nebius ทั้งบริษัทในตอนนั้น
รวมกับ Microsoft แล้ว Nebius มี contracted backlog เกือบ $50 พันล้าน ผู้บริหารบอกว่า ARR เป้าหมาย $7-9 พันล้านสิ้นปี 2026 นั้น มากกว่าครึ่งถูก contract ไว้แล้ว
ตัวเลข backlog $50 พันล้าน นั้นเป็นมูลค่ารวมสูงสุดของสัญญาทั้งหมด (Microsoft + Meta ทั้ง 2 ฉบับ + ลูกค้าอื่น) แต่ตัวเลขที่ตรวจสอบทางบัญชีได้ชัดกว่าคือ RPO (Remaining Performance Obligations) จาก 20-F ที่เพิ่งเผยแพร่ปลายเมษายน 2026
ณ สิ้นปี 2025 RPO ของ Nebius อยู่ที่ $21.33 พันล้าน หมายความว่า นี่คือรายได้ที่ถูก contract ไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ recognize เข้างบ โดย 28% จะถูก recognize ภายใน 24 เดือน (ราว $5.97 พันล้าน ภายในสิ้นปี 2027), 39% ใน 25-48 เดือนถัดไป และที่เหลือหลังจากนั้น
RPO $21.33 พันล้าน นี้เป็นส่วนหนึ่งของ backlog $50 พันล้าน ไม่ใช่ตัวเลขที่แยกบวกกันได้ เหตุที่ RPO ต่ำกว่า backlog เพราะ 20-F ใช้ข้อมูล ณ สิ้นปี 2025 ซึ่งยังไม่รวมสัญญา Meta ฉบับที่สอง (มูลค่าสูงสุด $27 พันล้าน) ที่เพิ่งลงนามในเดือนมีนาคม 2026 ถ้ารวม Meta ฉบับที่สองเข้าไป RPO จะขยับเข้าใกล้ backlog $50 พันล้าน
นอกจากนี้ สัญญา Microsoft ที่สื่อรายงานว่ามูลค่า “สูงสุด $19.4 พันล้าน” นั้น 20-F ระบุมูลค่าที่ $17.4 พันล้าน ซึ่งอาจเป็นมูลค่าขั้นต่ำที่ผูกพัน ส่วน $19.4 พันล้านรวมส่วนที่เป็น option เพิ่มเติม
สิ่งที่น่าสนใจคือ RPO ราว $1 พันล้าน มาจากลูกค้ารายอื่นที่ไม่ใช่ Microsoft หรือ Meta ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะในระยะยาว Nebius ต้องกระจายฐานลูกค้าให้มากกว่านี้ ไม่งั้นถ้า capacity crunch คลายลงในปี 2028-2029 hyperscaler อาจไม่ต่อสัญญา
20-F ยังเปิดเผยว่าสัญญา Microsoft มูลค่า $17.4 พันล้าน แบ่งเป็น 9 tranches โดย Nebius จะได้รับ prepayment 40% ของมูลค่าสัญญาทั้งหมด หรือราว $6.96 พันล้าน ($773 ล้านต่อ tranche) ส่ง tranche แรกแล้วในเดือนพฤศจิกายน 2025 และ tranche ที่สองในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เงิน prepayment ที่เหลืออีกราว $5.39 พันล้าน คาดว่าจะเข้ามาภายในปีนี้
เดือนเดียวกัน Nebius ระดมทุนเพิ่มอีก $4 พันล้าน ผ่าน convertible notes เพื่อเตรียมขยาย data center
ตอนสิ้นปี 2024 Nebius มี data center 2 แห่ง ตอนสิ้นปี 2025 เพิ่มเป็น 7 แห่ง และเป้าหมายสิ้นปี 2026 คือ 16 แห่ง ใน 7 ประเทศ (รวมถึง Missouri, Alabama, Oklahoma, Minnesota ในสหรัฐ และ France, Israel, UK ในยุโรป) Nebius ยังเพิ่ม contracted power target จาก 2.5 GW เป็นมากกว่า 3 GW สิ้นปี 2026 โดยคาดว่าจะมี connected power ที่ใช้งานจริง 800 MW ถึง 1 GW
ตัวเลข guidance ปี 2026 ที่ผู้บริหารให้ไว้คือ รายได้ $3-3.4 พันล้าน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 500% จากปี 2025 โดย ARR เป้าหมายสิ้นปีอยู่ที่ $7-9 พันล้าน นักวิเคราะห์คาดว่ารายได้จะเกิน $10 พันล้านภายในปี 2027
แต่ก่อนจะตื่นเต้นเกินไป ต้องมองตัวเลขอีกด้านด้วย
Q4 2025 Nebius มีรายจ่ายลงทุน (capex) สูงถึง $2.06 พันล้านในไตรมาสเดียว เพิ่มขึ้นจาก $417.5 ล้านในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เกือบทั้งหมดเป็นการซื้อ GPU และสร้าง data center ผลคือ net loss ไตรมาสนั้นอยู่ที่ $249.6 ล้าน EPS ติดลบที่ -$0.68
ดูงบดุลแล้ว เงินสดสิ้นปี 2025 อยู่ที่ $3.7 พันล้าน แต่หนี้สินอยู่ที่ $4.89 พันล้าน debt-to-equity ratio 1.08 operating margin ติดลบที่ -115%
แต่มีตัวเลขหนึ่งที่หลายคนมองข้าม operating cash flow ของ Q4 อยู่ที่ $834 ล้าน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจาก customer prepayments ที่ Nebius ได้รับจากสัญญากับ Microsoft และ Meta สะท้อนออกมาใน deferred revenue บนงบดุลที่ $1.57 พันล้าน ณ สิ้นปี 2025
นั่นแปลว่า capex $16-20 พันล้านที่วางแผนไว้สำหรับปี 2026 นั้น ผู้บริหารบอกว่ามากกว่า 60% จะได้รับการสนับสนุนจาก cash flow ที่ได้จากเงื่อนไขสัญญาระยะยาวกับ Microsoft และ Meta ไม่ใช่เงินที่ต้องหามาใหม่ทั้งหมด ส่วนที่ยังหาไม่ครบราว 40% ก็ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา
ในแง่ความสามารถในการทำกำไร gross margin ของ Nebius อยู่ที่ 70% ธุรกิจ AI cloud หลักมี adjusted EBITDA margin 24% ในไตรมาส 4 และ guidance ปี 2026 ตั้งเป้า adjusted EBITDA margin ที่ประมาณ 40% แต่ EBIT จะยังติดลบตลอดปี เพราะค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจากหนี้ก้อนใหญ่
ถามว่าทำไม hyperscaler อย่าง Microsoft และ Meta ที่มี data center ของตัวเอง ถึงต้องมาเช่า GPU จากบริษัทที่เพิ่งเกิดใหม่?
คำตอบอยู่ที่สิ่งที่วงการเรียกว่า capacity constraint หรือปัญหาขาดแคลนพลังประมวลผล AI ที่รุนแรง Bernstein ประเมินว่ากำลังการผลิต data center จะไม่คลายตัวจนกว่าปี 2028-2029 แปลว่า ต่อให้ hyperscaler สร้าง data center ของตัวเองเต็มที่ ก็ยังไม่พอกับความต้องการ พวกเขาจึงต้องหา capacity จากภายนอก Amy Hood CFO ของ Microsoft เคยบอกนักลงทุนว่าบริษัทจะยังอยู่ในสภาพ “capacity constrained” ไปจนสิ้นปี 2025
แต่ Nebius ไม่ใช่แค่บริษัทที่มี GPU ให้เช่า สิ่งที่ทำให้ Nebius แตกต่างจาก neocloud ทั่วไปคือการควบคุม full-stack ตั้งแต่ล่างจนบน Nebius ออกแบบ server racks, ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (liquid cooling), networking architecture และ software orchestration layer ด้วยตัวเอง ไม่ได้ซื้อ server จาก Dell มาวางแล้วปล่อยเช่า
Volozh เคยพูดไว้ตั้งแต่ปี 2024 ว่า “We produce the full stack — data centers, motherboards, servers, racks, connectivity — everything is our own”
ผลลัพธ์คือ GPU utilization rate สูงถึง 90% เทียบกับ cloud ทั่วไป Nebius ยังจ้าง SemiAnalysis ทำการศึกษา total cost of ownership (TCO) เปรียบเทียบกับผู้ให้บริการรายอื่นใน 3 สถานการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็น large LLM pre-training, multimodal RL research หรือ production inference ผลออกมาว่า Nebius ให้ TCO ต่ำที่สุดในทุกกรณี
เหนือกว่านั้น Nebius ยังมี software layer ที่คู่แข่งส่วนใหญ่ไม่มี Aether ทำหน้าที่จัด scheduling และจัดการ capacity, Papyrax จัดการ distributed training ขนาดใหญ่, และ Token Factory ที่เพิ่งเสริมแกร่งด้วยการซื้อ Eigen AI มูลค่า $643 ล้าน ทำหน้าที่ optimize inference workload
FinancialContent เรียก Nebius ว่าอยู่ใน “Goldilocks zone” คือเฉพาะทางกว่า hyperscaler แต่มี track record และ scale มากกว่า startup ทั่วไป
และยังมี asset ที่ซ่อนอยู่ Nebius ถือหุ้น 28% ใน ClickHouse ซึ่งถูก value ไว้ที่ $2 พันล้านในรอบระดมทุนล่าสุด มี Avride ที่ทำ autonomous driving ร่วมมือกับ Uber และ TripleTen ที่เป็น edtech platform สินทรัพย์เหล่านี้สามารถขายเพื่อระดมทุนได้โดยไม่ต้อง dilute หุ้น
คู่แข่งก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ CoreWeave ซึ่งเพิ่ง IPO มี contracted backlog $66.8 พันล้าน ใหญ่กว่า Nebius และ IREN ก็เพิ่งได้สัญญา $9.7 พันล้านจาก Microsoft
ถามว่าหุ้น NBIS แพงไหม? ณ วันนี้เว็บไซต์การเงินส่วนใหญ่ระบุ market cap ที่ประมาณ $45 พันล้าน แต่ 20-F เปิดเผยว่า fully diluted share count (รวม warrants ของ Nvidia, stock options, RSUs และ convertible bonds ที่เข้าเงื่อนไขแปลงสภาพแล้ว) อยู่ที่ราว 325 ล้านหุ้น ไม่ใช่ 256 ล้านหุ้นตามที่รายงานกัน ณ ราคาประมาณ $177 market cap จริงๆ อยู่ที่ $57.6 พันล้าน ไม่ใช่ $45 พันล้านอย่างที่หลายคนอ้างอิง dilution จากหุ้นกู้แปลงสภาพและ warrants ทำให้ส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นเดิมลดลงมากกว่าที่เห็นจากตัวเลข basic shares
ถ้ามองจาก trailing revenue ปี 2025 ที่ $530 ล้าน EV/Revenue อยู่ที่ประมาณ 88 เท่า แพงมากเมื่อเทียบกับ cloud company ทั่วไป แต่ถ้ามองจาก forward revenue ตาม guidance กลางปี 2026 ที่ $3.2 พันล้าน EV/Revenue forward จะลดลงเหลือราว 14-15 เท่า และถ้าใช้ ARR เป้าหมาย $7-9 พันล้านสิ้นปี 2026 ตัวเลข EV/ARR จะอยู่ที่ 5-7 เท่า
FinancialContent ประเมินว่า Nebius เทรดที่ประมาณ 8.5 เท่าของ estimated revenue ปี 2026 ซึ่งแพงกว่า cloud provider ทั่วไป แต่ถูกกว่า CoreWeave ที่มี ex*****on risk สูงกว่า นักวิเคราะห์จาก Seeking Alpha ประเมินว่าเท่ากับ “roughly 1x peak revenue and 6–8x earnings” ถือว่า reasonable สำหรับ growth story ระดับนี้
analyst consensus ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ $163 ซึ่งต่ำกว่าราคาปัจจุบัน แต่ก็มี bull case ที่มองไปถึง $291 จาก 12 นักวิเคราะห์ที่ให้คะแนน “Strong Buy” ส่วน Wolfe Research เพิ่งเริ่ม coverage ด้วย “Peer Perform” โดยระวังเรื่อง ex*****on risk
ผมว่าตัวเลขเหล่านี้บอกอะไร? ถ้า Nebius deliver ได้ตาม guidance หุ้นไม่ได้แพงเกินไปเมื่อเทียบกับ growth แต่ “ถ้า” ตัวนี้ใหญ่มาก
แล้วกลับมาตอบคำถามที่ถามไว้ตอนต้น Arkady Volozh เปลี่ยนซากของ Yandex ให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัท AI ที่ร้อนแรงที่สุดในโลกได้อย่างไร?
คำตอบไม่ใช่เรื่องโชค แต่เป็นการรวมกันของ 3 สิ่ง ทีมวิศวกรระดับโลกที่เลือกจะเดินตาม Volozh ออกจากรัสเซีย, จังหวะเวลาที่พอดีกับ AI boom, และความสัมพันธ์กับ Nvidia ที่สะสมมาตั้งแต่สมัยเป็น Yandex
ผมว่าเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก บริษัทที่เกือบจะหายไปจากแผนที่ กลับมามี contracted backlog $50 พันล้านภายในไม่ถึง 2 ปี มันพิสูจน์ว่าในโลกเทคโนโลยี สิ่งที่สำคัญกว่าตัวบริษัท คือคนและ know-how ที่อยู่ข้างใน
แต่คำถามต่อไปคือ Nebius จะเปลี่ยน backlog $50 พันล้านและ ARR target $7-9 พันล้านให้เป็นรายได้จริงได้หรือไม่ ในขณะที่ยังต้องลงทุนอีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์และหาเงินมาปิดช่องว่างที่ยังขาดอยู่
คำตอบจะเริ่มชัดขึ้นพรุ่งนี้ 13 พฤษภาคม 2026 เมื่อ Nebius ประกาศผลประกอบการ Q1 consensus จาก Wall Street คาดว่ารายได้จะอยู่ที่ $317-389 ล้าน (เพิ่มขึ้น 600% YoY จาก $55.3 ล้านใน Q1 2025) ขาดทุน EPS ที่ -$0.77 ถึง -$0.86 ผู้บริหารเคยบอกว่า capacity ถูกจองเต็มตลอด Q1 แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตามากกว่ารายได้คือ guidance สำหรับ Q2 และทั้งปี 2026 ว่าจะ raise, maintain หรือ lower ถ้า raise แปลว่าสัญญาลูกค้ากำลัง convert เป็นรายได้เร็วกว่าแผน ถ้า lower หุ้นที่เทรดอยู่ใกล้ all-time high ย่อมรับ disappointment ไม่ได้