Bkk cash สินเชื่อที่ ผู้ประกอบการ ไว้ใจ ฝาก บริษัท BKK.Cash ในเครือ บริษัทไทยนครไว้ด้วยนะค่ะ

13/06/2022
10/06/2022

โด ควอน โอนเงิน 2,700 ล้าน ออกจากบริษัททุกเดือน ก่อน LUNA และ UST ล่มสลาย
โดยเป็นการรายงานจาก Naver และ JTBC สื่อท้องถิ่นประเทศเกาหลีใต้ว่าในช่วงไม่กี่เดือนก่อนที่ LUNA และ UST จะถูกโจมตี

Terraform Labs ของโด ควอน ได้มีการโอนเงินออกจากกองทุนของบริษัท “ทุกเดือน”
มูลค่าราว 100,000 ล้านวอน หรือ 2,700 ล้านบาท ไปยังบัญชีที่แตกต่างกัน
และบันทึกรายการนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Operating Expenses
หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ..

โดยผู้ที่มาเปิดเผยข้อมูลชุดนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
แต่เป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในบริษัทของโด ควอน
แถมยังมีการระบุเพิ่มเติมว่าการโอนเงินออกจากบริษัทของโด ควอน เป็นการกระทำด้วยตนเอง และไม่ได้ถูกอนุมัติจากบริษัท

เรื่องดังกล่าว ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนของ SEC หรือ ก.ล.ต. สหรัฐอเมริกา
ซึ่งหากเป็นเรื่องจริง ก็จะเข้าข่ายผิดกฎหมายการฟอกเงิน

รวมถึงก่อนหน้านี้ โด ควอน ก็ยังมีคดีกับ ก.ล.ต. สหรัฐอเมริกา ในความผิดฐานละเมิดกฎหมายหลักทรัพย์ ที่มีบริการให้สามารถซื้อขายหุ้นสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากเป็นจริง โด ควอน ก็จะถูกดำเนินคดีทางกฎหมายเป็น 2 เด้งในสหรัฐอเมริกาด้วย..
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - ลงทุนแมน
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
Reference
-https://n-news-naver-com.translate.goog/mnews/article/088/0000761820?sid=101&_x_tr_sl=auto&_x_tr_tl=en&_x_tr_hl=es

03/06/2022

AIS ยืนยัน ลิซ่า BLACKPINK ไม่ต่อสัญญา เพราะมีดีลกับคู่แข่งรายใหญ่ - MarketThink

วันนี้ทาง AIS ได้จัดงานแถลงข่าวพิเศษ เพื่อเผยแพร่กลยุทธ์การตลาดของบริษัทหลังจากนี้ ภายใต้แคมเปญ “TEAM AIS”
แต่ที่น่าสนใจคือ ภายในงานแถลงนี้ ทาง AIS ยังได้เปิดเผยถึงเรื่องของพรีเซนเตอร์คนดังของแบรนด์ “ลิซ่า วง BLACKPINK”

ผู้บริหารของ AIS ได้ชี้แจงว่า หลังจากที่ลิซ่า ได้ทำสัญญามาเป็นพรีเซนเตอร์ให้แบรนด์มากว่า 3 ปี ซึ่งก็ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งบนโซเชียลมีเดียและแฟนคลับ
แต่ปีนี้สัญญากับลิซ่าได้หมดลงไป ซึ่ง AIS ก็มีความต้องการที่จะทำสัญญาต่ออีก 1 ปี

ซึ่งในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา AIS จึงได้ยื่นข้อเสนอกับทางค่าย YG ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อต่อสัญญากับลิซ่า

อย่างไรก็ตาม ทางค่าย YG กลับตอบ “ปฏิเสธ" การต่อสัญญา โดยให้เหตุผลว่า ทางค่ายมีดีลใหม่กับรายใหญ่ ซึ่งมี Conflict of Interest กับทาง AIS เลยไม่สามารถให้ลิซ่า เป็นพรีเซนเตอร์ของ AIS ต่อได้

แม้ว่าจะน่าเสียดาย แต่ทาง AIS ก็บอกว่าเคารพการตัดสินใจของทาง YG

สรุปแล้ว ต้องรอติดตามกันต่อไปว่า “ลิซ่า BLACKPINK” จะมาเป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่ให้กับแบรนด์อะไร
แต่อย่างที่รู้กันดีว่า แบรนด์ที่มี Conflict of Interest กับ AIS
ก็คงเดากันได้ว่า อาจเป็นแบรนด์คู่แข่งที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรืออาจเป็นอุตสาหกรรมอื่น ที่มีความเกี่ยวข้องกัน นั่นเอง..


#ลิซ่า

29/05/2022

ย้อนกลับไปในอดีต เพื่อน ๆ อาจจะจำเหตุการณ์นี้ได้ จากกรณีที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ที่โดนปลดออกจากตำแหน่ง เหตุเพราะเป็นพิธีกรในรายการทำอาหาร

เรื่องราวเป็นมาอย่างไร? เราจะมาเล่าให้เพื่อน ๆ ได้อ่านแบบคร่าว ๆ กันครับ...

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2551 หลังจากนายกฯ สมัครขึ้นรับตำแหน่งได้ 7 เดือน ระหว่างนั้นท่านก็รับหน้าที่เป็นพิธีกรในรายการ "ชิมไปบ่นไป"

เรื่องนี้เป็นประเด็นขึ้นมาเพราะ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. สรรหา พร้อมคณะ ส.ว. ไปยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

โดยอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ห้ามนายกฯ มีตำแหน่งใด ๆ ในห้างหุ้นส่วนบริษัท หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด

หากมีการกระทำตามมาตรานี้ จะทำให้สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7)

แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินว่านายกฯ สมัครมีความผิด และพ้นจากตำแหน่งนายกฯ รัฐมนตรี เนื่องจากพิจารณาถึงพยานและหลักฐานต่าง ๆ ที่มีแล้วก็พบว่าเข้าข่ายมีความผิด

สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดการพิพากษาแบบเต็ม ๆ ได้ที่นี่ : https://www.matichonweekly.com/featured/article_18922

เรียบเรียงโดย #เหมียวหง่าว

ภาพจาก : Workpoint Today

27/05/2022

แม้ว่า Johnny Depp จะถูกปลดจากภาพยนตร์เรื่องดังหลายๆ เรื่อง และถูกวงการฮอลลีวูดคว่ำบาตร แต่แบรนด์หนึ่งที่ยังคงอยู่เคียงข้างป๋า Depp มาตลอดก็คือ Dior นั่นเอง

Depp เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับน้ำหอม Dior’s Sauvage มานานหลายปี ซึ่งทางแบรนด์และตัวเขาเองเคยโดนกระแสต่อต้านในช่วงที่อดีตภรรยา Amber Heard ออกมาอ้างว่าถูกทำร้าย แต่ Dior ก็ยังคงสนับสนุนเขาเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน

จน Depp ยื่นฟ้องร้องหมิ่นประมาทและยืนกรานว่าตนไม่เคยทำร้ายผู้หญิงคนไหน ทำให้ยอดขายน้ำหอม Sauvage กลับมาพุ่งขึ้นในปี 2020

ล่าสุดเดือนมกราคม 2022 ทางเว็บไซต์ Marie Claire ได้ออกมาเผยรายชื่อน้ำหอมที่ขายดีเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2021

และข่าวนี้ทำเอาหลายคนเซอร์ไพรส์สุดๆ เพราะตำแหน่งน้ำหอมผู้ชายที่มียอดขายทั่วโลกสูงสุดก็คือ Dior’s Sauvage ที่มี Depp เป็นพรีเซนเตอร์

ที่เซอร์ไพรส์ไปกว่านั้นก็คือมีรายงานว่าน้ำหอม Dior’s Sauvage ถูกขายออกไปทุกๆ 3 วินาที

โดย 1 ขวดราคาอยู่ที่ 160 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 5,400 บาท) หากรวมในหนึ่งวัน Dior’s Sauvage ถูกขายได้สูงกว่า 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 153 ล้านบาท) เลยทีเดียว

ไม่รู้ว่าที่น้ำหอมขายดีขนาดนี้เป็นเพราะป๋าหรือเปล่า แต่บอกได้เลยว่ายอดของเขาสุดปังจริงๆ ค่ะ


เรียบเรียงโดย #เหมียวนานะ


ที่มา:
- https://www.marieclaire.co.uk/news/beauty-news/dior-sauvage-bestselling-perfume-763046

- https://twitter.com/JohnPompliano/status/1529211042890498050

24/05/2022

จากพนักงานประจำ สู่ เจ้าของร้านกาแฟ และบริษัทเทคโนโลยีพันล้าน /โดย ลงทุนเกิร์ล
“อยากลาออก แล้วมาเปิดร้านกาแฟ”
ประโยคนี้น่าจะตรงกับความฝันของใครหลายคน
แต่เมื่อออกมาทำจริง เรื่องราวก็มักจะไม่ได้สวยงามอย่างที่วาดฝันไว้

และถึงแม้ว่าร้านจะขายดี จนสามารถขยายสาขาได้
เราก็ยังสามารถประสบปัญหาได้อยู่ดี

เช่นเดียวกับคุณ Keith Tan ที่ตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อมาสร้างธุรกิจของตัวเอง

ซึ่งแม้ธุรกิจของเขาจะดูไปได้สวย
แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต่างออกไปคือ
เขาสามารถต่อยอดปัญหานี้ ให้กลายเป็นบริษัทมูลค่าพันล้านบาทขึ้นมาได้

เส้นทางชีวิตของคุณ Keith Tan น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง

คุณ Keith Tan คืออดีตผู้จัดการฝ่ายบริหารความมั่งคั่ง ที่อยากสร้างอะไรสักอย่าง ที่เป็นของตัวเอง เขาจึงตัดสินใจลาออกในปี 2015 และเปิดร้านขายกาแฟในสิงคโปร์

แต่ขณะที่ขยายสาขามาได้ถึงร้านที่ 4 ธุรกิจก็เริ่มสะดุด จากปัญหา “การขาดแรงงาน”

ทั้ง ๆ ที่คุณ Keith Tan มองว่าธุรกิจนี้ยังเติบโตไปได้อีกมาก
นี่เอง จึงเป็นจุดเริ่มต้น ให้เขาพยายามหาทางออกให้กับเรื่องนี้

และคำตอบที่ได้ ก็คือ “เทคโนโลยี”

ในปี 2018 คุณ Keith Tan จึงได้ก่อตั้งสตาร์ตอัปชื่อ Crown Digital เพื่อสร้างเทคโนโลยีอัจฉริยะ สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มโดยเฉพาะ

และเทคโนโลยีแรกที่ Crown Digital สร้างก็คือ “Ella” หุ่นยนต์บาริสตาตัวแรกของสิงคโปร์
ที่สามารถทำกาแฟได้หลากหลายเมนู จนแทบไม่ต่างจากบาริสตาที่เป็นมนุษย์

โดย Ella เป็นหุ่นยนต์แขนกล ที่ติดตั้งอยู่ภายในตู้โปร่งใส เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นกระบวนการชงกาแฟ โดยใช้พื้นที่ในการติดตั้งตู้ ประมาณ 5 ตารางเมตร หรือขนาดใหญ่กว่าโต๊ะปิงปองเล็กน้อย และอาศัยการสั่งเครื่องดื่มผ่านแอปพลิเคชัน รวมถึงชำระเงินผ่าน e-wallet

ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบัน Crown Digital สามารถทำข้อตกลงกับบริษัทรถไฟของญี่ปุ่นอย่าง East Japan Railway ซึ่งมีเครือข่ายสถานีรถไฟกว่า 1,657 แห่งในญี่ปุ่น ในการนำ Ella ไปติดตั้งที่บางสถานีรถไฟในโตเกียว

รวมถึง มีแผนที่จะติดตั้ง Ella ตามสถานีรถไฟในสิงคโปร์ อีก 30 แห่ง ซึ่งดูแลโดยบริษัท SMRT

โดยบริษัทขนส่งทั้งสองแห่งนี้ ยังลงทุนใน Crown Digital เป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท
ทำให้ในปัจจุบัน บริษัทถูกประเมินมูลค่าไว้ที่ 1,200 ล้านบาท

ถึงแม้ Ella จะเป็นหุ่นยนต์บาริสตาตัวแรกของสิงคโปร์ แต่ก็ไม่ใช่ตัวแรกของโลก
แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้เจ้าหุ่นยนต์นี้ ยังน่าสนใจ ในสายตาของนักลงทุน ?

หากเราลองสังเกตดูดี ๆ จะพบว่า ยุคนี้คือยุคของการนำหุ่นยนต์มาใช้งาน เพื่อแก้ปัญหาทั้งเรื่องต้นทุน ลดเวลาในการทำงาน รวมถึงลดความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์

อย่างในปัจจุบัน เราก็จะพบเห็นได้ทั้งหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร, หุ่นยนต์ในโรงงาน หรือหุ่นยนต์ส่งของ เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน Ella ยังมีความคล้ายกับ “ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ”

ซึ่งมีข้อดีหลายประการ ทั้งประหยัดพื้นที่มากกว่า และมีค่าบำรุงรักษาที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับการเปิดร้าน ที่ใช้คนในการทำงาน

นอกจากนั้น Ella ยังสามารถชงกาแฟได้ 200 แก้วต่อชั่วโมง
และเสิร์ฟกาแฟได้หลายรูปแบบ ไม่ต่างจากบาริสตาจริง ๆ เลย

ที่สำคัญคือ ราคากาแฟต่อแก้วจาก Ella จะตกอยู่ที่ประมาณ 70 บาท
ในขณะที่ร้านอื่น ๆ ของสิงคโปร์ จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100 บาทต่อแก้ว

ซึ่งความน่าสนใจของ Ella ยังไม่หมดเพียงเท่านี้

เพราะปัจจุบัน อีกหนึ่งเทรนด์พฤติกรรมที่กำลังเติบโต ก็คือ Grab and Go
โดยมีที่มาจากสถานการณ์โรคระบาด ที่ทำให้หลายคนทานข้าวในร้านอาหารนอกบ้านน้อยลง

รวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่อำนวยความสะดวกสบาย จนคนยุคนี้รู้สึกไม่อยาก “รอ” อีกต่อไป

ซึ่ง Ella ก็ตอบโจทย์ในข้อนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะลูกค้าสามารถสั่งเครื่องดื่มผ่านช่องทางออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือได้
และเมื่อมาถึง Ella ก็สามารถรับสินค้าได้เลยทันที ด้วยการสแกน QR Code เพื่อเปิดช่องรับสินค้า ป้องกันการหยิบเครื่องดื่มผิด

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจนึกถึงตู้เต่าบินของบ้านเรา ที่ก็ได้รับความนิยมจากลูกค้าไม่แพ้กัน เพราะให้ทั้งความสะดวก ให้บริการ 24 ชั่วโมง แถมราคาก็ค่อนข้างถูกกว่าราคาเฉลี่ยของร้านกาแฟทั่วไป ที่ตั้งอยู่ในเมือง

ดังนั้น Ella และตู้เต่าบิน จึงเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า Grab and Go ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตามอง

ซึ่งนอกจากการชงกาแฟแล้ว ตอนนี้ทาง Crown Digital ก็กำลังเพิ่มฟีเชอร์ “Bytes Station” ให้กับ Ella

โดยลูกค้าจะสามารถสั่งเมนูอาหารสุขภาพได้ เช่น แซนด์วิชเซียบัตตา, เบเกอรี, โปรตีนบาร์ ไปจนถึงสมูททีที่ผสมโปรตีน

เห็นอย่างนี้ ก็คงมีคนเริ่มกังวลแล้วว่า ในอนาคตหุ่นยนต์จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์หรือไม่ ?

สำหรับเรื่องนี้ The World Economic Forum ได้ประมาณการว่าภายในปี 2025
หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์กว่า 85 ล้านตำแหน่ง
แต่ในขณะเดียวกัน หุ่นยนต์ก็จะช่วยสร้างงานให้มนุษย์อีก 97 ล้านตำแหน่งเช่นกัน

อย่างกรณีของ Ella ก็ยังต้องมีผู้คุม ที่คอยดูแลเครื่องจักรผ่านวิดีโอออนไลน์
และยังต้องอาศัยคน ในการเติมวัตถุดิบต่าง ๆ ภายในเครื่อง

สุดท้าย ถึงแม้ว่าหุ่นยนต์จะช่วยตอบโจทย์ให้ได้มากกว่า ในเรื่องของการทำงานแบบไม่ต้องพัก

แต่สำหรับมนุษย์บางคน ก็ยังคงโหยหาการได้พูดคุยกับใครสักคน
แม้จะเป็นแค่การได้พูดคุยระหว่างการรับกาแฟก็ยังดี..

References:
-https://www.cnbc.com/2021/12/10/crown-digital-keith-tan-has-3-tips-for-starting-your-own-business.html
-https://www.cnbc.com/2021/12/09/crown-digital-ceo-ex-financier-builds-singapore-robot-barista-ella.html
-https://www.crowndigital.io/about-us
-https://www.hubert.com/content/infographic-grab-and-go
-https://processsolutions.com/the-benefits-of-industrial-robotic-automation/

21/05/2022

รู้จัก ศิลปินผู้อยู่เบื้องหลัง “CRYBABY” ของเล่นสะสมหลักแสน ฝีมือคนไทย /โดย ลงทุนเกิร์ล
ทำไมคนเราถึงต้องแสดงความสุข ให้ผู้อื่นเห็นเพียงด้านเดียว ? แล้วหากรู้สึกเศร้าหรืออ่อนแอ เราต้องซ่อนความรู้สึกเหล่านี้ไว้เหรอ ?

วันนี้ลงทุนเกิร์ลจะพาไปพบกับนิทรรศการ “Cry Me A River” งานศิลปะที่เต็มไปด้วยน้ำตา ที่จะทำให้เรารู้จักกับความเศร้าหลายรูปแบบ รวมถึงรู้สึกว่า ร้องไห้บ้างก็ไม่เป็นไร

ซึ่งคนที่อยู่เบื้องหลังนิทรรศการนี้ ก็คือคุณมด-นิสา ศรีคำดี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “คุณมอลลี่” ผู้สร้างสรรค์ผลงาน “ของเล่นสะสมไทย” ให้ดังไกลถึงเมืองนอก

โดยคุณมอลลี่ มีชื่อเสียงในวงการของเล่นสะสม ในระดับเอเชียเลยทีเดียว

เรื่องราวของคุณมอลลี่ น่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง

คุณมอลลี่ เป็นศิลปินผู้ผลิตของเล่นสะสม ที่มีแครักเตอร์หลัก คือ “CRYBABY” หรือ เด็กน้อยที่ทำหน้าตาเศร้าสร้อย ที่มาพร้อมกับหยดน้ำตาคลอเบ้าตลอดเวลา

หลาย ๆ คนมักสงสัยว่าทำไมแครักเตอร์นี้ถึงต้องมีน้ำตา ?

คำตอบก็คือ จริง ๆ แล้ว คุณมอลลี่เป็นคนที่ชอบมูฟเมนต์ของ “น้ำตา” และมักจะจดบันทึกเรื่องราวความเศร้าไว้ในไดอารีเสมอมา

ดังนั้น “น้ำตา” จึงเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างแครักเตอร์ของเธอ

นอกจากนั้นเธอยังคิดว่า การหลั่งน้ำตาออกมาหนึ่งครั้ง ต้องผ่านกระบวนการคิดหลากหลายมิติ

ซึ่งบางครั้ง น้ำตาก็ไม่ได้เกิดขึ้น แค่ตอนที่เราเศร้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจหลั่งออกมาพร้อมกับความตื้นตัน ดีใจ รวมถึงตอนที่มีความสุขได้เช่นกัน

ดังนั้น การร้องไห้ จึงไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอเสมอไป
และถึงแม้ว่าเราจะอ่อนแอจริง ๆ การแสดงด้านนั้นออกมา ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด

ซึ่งในนิทรรศการ “Cry Me A River” ตัวแครักเตอร์ CRYBABY นี้ ก็ถูกใช้เป็นตัวแสดงหลักในงานด้วยเช่นกัน

โดยมาพร้อมคอนเซปต์ “พื้นที่สำหรับทุกคน ได้มาแชร์ความเศร้า และร้องไห้ไปด้วยกัน” ผ่านการจัดแสดงผลงานภาพวาด, รูปปั้น และของสะสมแครักเตอร์ CRYBABY ในท่าทางต่าง ๆ เกือบ 20 ชิ้น

ที่น่าสนใจก็คือผลงานเหล่านี้ ถูกจับจองเกือบหมด ภายในเวลาไม่ถึงนาที หลังจากเปิดตัวนิทรรศการ โดยแต่ละชิ้นงานก็มีมูลค่าตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านบาท

และหากเราลองคำนวณคร่าว ๆ ผลงานทั้งหมดในนิทรรศการนี้ จะมีมูลค่ารวมกัน มากกว่าสิบล้านบาทเลยทีเดียว

ที่สำคัญงานนี้ ยังเป็นการจัดนิทรรศการเดี่ยว ครั้งแรกของคุณมอลลี่อีกด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ถือว่าคุณมอลลี่เป็นหนึ่งในศิลปินของเล่นสะสม ที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จเลยทีเดียว

แต่รู้หรือไม่ว่า คุณมอลลี่เพิ่งเริ่มต้นสร้าง CRYBABY ได้เพียง 5 ปี และก่อนหน้านั้น งานที่เธอทำก็ไม่ได้เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ของเล่นอีกด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีก่อน หลังจากที่คุณมอลลี่เรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์

คุณมอลลี่ ได้เลือกไปทำงานทางสายออกแบบและกราฟิกดีไซน์ ของบริษัทวางแผนจัดการสำหรับงานแต่ง

ซึ่งเธอทำงานตรงนี้มานานกว่า 7 ปี จนกระทั่งช่วงปี 2559 ที่ต้องงดงานรื่นเริงทุกประเภท เพื่อร่วมแสดงความไว้อาลัยแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้งานแต่งและงานอิเวนต์ ที่เป็นหัวใจหลักของบริษัท ถูกยกเลิกทั้งหมด

แม้เหตุการณ์นี้ จะทำให้คุณมอลลี่ ต้องหยุดพักจากงาน และขาดรายได้หลักไป แต่ช่วงเวลานี้เอง ที่เธอได้หันกลับมาให้เวลากับตัวเอง และงานอดิเรกที่เธอรักมากขึ้น

นั่นก็คือการสร้างสรรค์ “งานคราฟต์” และ “งานปั้น” ที่เธอชอบทำมาตั้งแต่เด็ก

ซึ่งจริง ๆ แล้ว เธอก็โหยหาอยากกลับไปทำงานเหล่านั้นตลอดมา เพียงแต่ไม่มีเวลาได้ลงมือทำเสียที

จุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ CRYBABY ของเล่นสะสมชิ้นแรกจึงเริ่มต้นขึ้น โดยที่เธอก็ไม่รู้เลยว่า งานชิ้นนี้ จะกลายเป็นประตูสู่อาชีพใหม่ในอนาคตของเธอ

หลังจากว่างงานเป็นเวลาเกือบ 2 เดือนเต็ม คุณมอลลี่ได้ลองปั้นตุ๊กตา CRYBABY และโพสต์ลงบนบัญชีอินสตาแกรมส่วนตัวเล่น ๆ โดยไม่ได้หวังจะทำเป็นธุรกิจ

แต่ผลงานชิ้นนี้กลับไปถูกใจนักสะสมของเล่นชาวจีน ที่ต้องการซื้อผลงานของเธอ ทั้ง ๆ ที่ผลงานชิ้นนี้ เป็นเพียงงานต้นแบบ หรืองานโปรโตไทป์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในตอนแรกคุณมอลลี่ไม่ได้คิดที่จะขายผลงานชิ้นนี้ เพราะเธอทำขึ้นจากความหลงใหลในของเล่นเท่านั้น รวมทั้งเธอยังไม่มีความรู้ในตลาดของเล่นสะสม

แต่ลูกค้าคนนี้ก็ไม่ย่อท้อ และตามตื๊อขอซื้อผลงานของเธอนานเกือบเดือน จนวันหนึ่งเมื่อคุณมอลลี่พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่วงการของเล่นสะสม เธอจึงตัดสินใจขายผลงานชิ้นแรก

หลังจากนั้น ผลงานชิ้นที่สอง สาม และสี่ก็ตามมาเรื่อย ๆ
จนในปี 2560 CRYBABY คอลเลกชันแรก จึงได้คลอดออกมาอย่างเป็นทางการ

ปัจจุบัน CRYBABY กลายเป็นสินค้าที่รู้จักในวงการของเล่นสะสมในหลายประเทศ โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะมาจากทางแถบเอเชีย เช่น ประเทศจีน, ฮ่องกง, ไต้หวัน และสิงคโปร์

ทำให้คุณมอลลี่ผ่านประสบการณ์จัดแสดงผลงานศิลปะ ทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายต่อหลายครั้ง

และล่าสุดในปี 2564 ที่ผ่านมา คุณมอลลี่ก็สามารถก่อตั้งบริษัทของตัวเอง ในชื่อว่า บริษัท มอลลี่ แฟ็กทอรี่ จำกัด

โดยสินค้าที่ผลิตในบริษัทนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท นั่นก็คือ

1. Mass Production หรือสินค้าจำนวนมากที่ผลิตจากโรงงาน

2. Handmade ซึ่งเป็นสินค้างานคราฟต์ทำมือทุกชิ้น ที่จะผลิตครั้งละไม่กี่ชิ้น และเปิดเพียงไม่กี่รอบต่อปี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยทุก ๆ รอบที่เปิดขาย สินค้าก็จะหมดตั้งแต่นาทีแรกเสมอ

นอกจากสินค้าที่ดูแลโดยบริษัทของเธอเองแล้ว คุณมอลลี่ยังได้ร่วมงานกับ POPMART บริษัทขายของเล่นแบบกล่องสุ่ม ชื่อดังจากประเทศจีน

ซึ่งการเซ็นสัญญาร่วมงานกับ POPMART ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะศิลปินที่ผลิตงานกับทางบริษัทนี้ จะต้องเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง และมีกระแสในตลาดนักสะสม

โดยคุณมอลลี่ ถือเป็นศิลปินไทยคนแรกและคนเดียว ที่ได้เซ็นสัญญากับทาง POPMART และมีผลงานลิขสิทธิ์จำหน่ายกับแบรนด์นี้ นั่นก็คือ CRYBABY แครักเตอร์ที่มีฐานแฟนคลับที่ประเทศจีนอยู่แล้ว

สำหรับการร่วมงานกับ POPMART ศิลปินจะมีหน้าที่เพียงแค่ออกแบบผลงานเท่านั้น ส่วนหน้าที่ในการโปรโมตสินค้า และวางแผนการตลาดก็จะเป็นหน้าที่ของบริษัท

ดังนั้น จึงเรียกได้ว่า นี่คือใบเบิกทางสู่สายตานักสะสมของเล่นทั่วโลก

แล้วคุณมอลลี่เพิ่มมูลค่า และสร้างแบรนด์ของ CRYBABY อย่างไร ?

อันดับแรกคือ ศึกษาตลาดของเล่นสะสม

การสร้างสรรค์ผลงานของคุณมอลลี่ ส่วนใหญ่เริ่มต้นมาจากแรงบันดาลใจ และความชอบส่วนตัวในการขับเคลื่อนผลงาน

แต่นอกจากเรื่องความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินแล้ว การวิเคราะห์ตลาดก็สำคัญไม่แพ้กัน

ดังนั้น แครักเตอร์ของเธอในแต่ละคอลเลกชัน จึงมาจากการวิเคราะห์ความชื่นชอบของกลุ่มลูกค้า และตลาด ควบคู่ไปด้วย

ต่อมาสิ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ “คุณภาพ”

ถ้าขึ้นชื่อว่ามาจากมอลลี่ แฟ็กทอรี่แล้ว สินค้าทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานคราฟต์ หรือสินค้าแมส โปรดักต์จะต้องเนี้ยบ สวยงาม และถูกควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน

และเมื่อสินค้าเป็นที่ต้องการในตลาด มีคนให้คุณค่า
มูลค่าของสินค้าก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ซึ่งในปัจจุบันเราต้องยอมรับว่า คนไทยหลาย ๆ คนเริ่มหันมาซื้อของเล่นสะสมกันมากขึ้น ทั้งสะสมด้วยความชอบ และสะสมไว้เพื่อเก็งกำไร ทำให้ในบางครั้งราคาของเล่น ก็มีราคาสูงไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว

เหมือนอย่างผลงาน CRYBABY ของคุณมอลลี่ ที่บางคอลเลกชัน ก็ถูกนำไปขายรีเซล ในราคาสูงถึงหลักแสนบาท

โดยหากถามว่า อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จนี้
คำตอบสำหรับกรณีของคุณมอลลี่ ก็คงไม่ซับซ้อน
และนั่นคือ การลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ นั่นเอง..

สำหรับใครที่ต้องการไปเยี่ยมชมงานนิทรรศการ “Cry Me A River” ก็สามารถแวะไปชมได้ที่ 333 Anywhere ในโครงการ Warehouse 30 ได้จนถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2565

ซึ่งงานนี้ก็ไม่ได้แค่นำ CRYBABY มาตั้งโชว์เฉย ๆ เท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกกันตลอดทั้งเดือนอีกด้วย

Reference:
-สัมภาษณ์โดยตรงกับคุณมด-นิสา ศรีคำดี

20/05/2022

“Generation Rent” กลุ่มคนสิ้นหวัง ที่แทบไม่มีโอกาสซื้อบ้านของตัวเอง /โดย ลงทุนเกิร์ล
สมมติว่า เราอยากซื้อบ้านหลังละ 5 ล้านบาท
เราจะต้องมีเงินสำหรับ “วางเงินดาวน์” ประมาณ 250,000-1,000,000 บาท
และยังต้อง “ผ่อน” อีกปีละประมาณ 287,000-341,000 บาทต่อปี เป็นเวลากว่า 30 ปี

นี่จึงไม่แปลกที่หลายคนจะรู้สึกว่า
การครอบครองบ้านสักหลัง เป็นเรื่องที่ยากจะเอื้อมถึง
แม้ว่าพวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม

ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่คนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น
แต่ผู้คนทั่วโลก ต่างก็ประสบปัญหานี้กันเป็นจำนวนมาก
จนมีชื่อ ที่เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “Generation Rent”

แล้ว Generation Rent คืออะไร และทำไมคนกลุ่มนี้ถึงมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง

Generation Rent คือ คำที่ใช้เรียกกลุ่มคน ช่วงประมาณรุ่นมิลเลนเนียลส์ (อายุ 28-41 ปี) และ Gen Z (อายุ 13-27 ปี) ที่จำเป็นต้อง “เช่าที่อยู่อาศัย” เนื่องจากมีโอกาสน้อยมาก ที่คนเหล่านี้จะสามารถเป็นเจ้าของบ้านสักหลังได้

ซึ่งจริงอยู่ว่า ในทุกยุคทุกสมัย ก็ต้องมีกลุ่มคนที่ไม่สามารถซื้อบ้านได้อยู่แล้ว

แต่เหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึง จนมีการตั้งชื่อว่า Generation Rent ก็เพราะ คนกลุ่มมิลเลนเนียลส์ และกลุ่ม Gen Z กำลังประสบปัญหานี้มากขึ้น จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องพฤติกรรมการเงิน และพฤติกรรมการบริโภคที่ต่างจากคนรุ่นก่อน ๆ

โดยต้นตอของปัญหานี้มาจาก “โครงสร้างทางสังคม” ที่หลายประเทศประสบคล้าย ๆ กัน

อย่างเรื่องแรก คือ “ช่องว่าง” ระหว่างรายได้ และราคาบ้าน ที่ห่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในขณะที่ราคาบ้าน ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ กำลังสูงขึ้น
แต่ค่าแรงของคนเหล่านี้ กลับเติบโตตามราคาสินทรัพย์เหล่านั้นไม่ทัน
จนทำให้ช่องว่างระหว่างรายได้และราคาบ้านกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

และความเป็นจริงที่โหดร้ายคือ แม้ว่าจะประหยัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง ค่ากาแฟ, ค่าอาหาร หรือค่าเครื่องสำอาง มันก็ไม่ได้ช่วยให้คนกลุ่มนี้มีเงินมากพอที่จะไปซื้อที่อยู่อาศัยได้อยู่ดี

ซึ่งเราจะเห็นปัญหานี้ได้ชัดเจนจากหลาย ๆ พื้นที่ทั่วโลก เช่น

สหราชอาณาจักร

กลุ่มคนอายุ 35-44 ปี มีแนวโน้มที่จะเช่าบ้าน ระยะยาวกว่า 20 ปี มากขึ้นถึง 3 เท่า
เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ GDP ต่อหัวของประชากร มีแนวโน้มที่ลดลงมาตั้งแต่ปี 2007

ซึ่งถ้าพิจารณาตั้งแต่ปี 2007-2021 ราคาที่อยู่อาศัยในสหราชอาณาจักรมีราคาเพิ่มขึ้น 43%
ในขณะที่ GDP ต่อหัวของประชากร ตั้งแต่ปี 2007-2020 ลดลง 19%

ถัดมาที่ประเทศเกาหลีใต้

โดยประชากรที่เป็นเจ้าของบ้านมีเพียง 14.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 28.4% ของประชากรทั้งหมด
และถ้าหากเรามองให้ลึกเข้าไปในกลุ่มนี้ ก็จะพบว่า วัยที่ถือครองที่อยู่อาศัย มากสุด 3 อันดับแรก คือ

อันดับ 1 คนอายุ 50-59 ปี
อันดับ 2 คนอายุ 40-49 ปี
อันดับ 3 คนอายุ 60-69 ปี

ซึ่งรวม ๆ กันแล้ว คนทั้งสามกลุ่มนี้ จะคิดเป็นเกือบ 70% ของกลุ่มเลยทีเดียว

และสุดท้าย “ฮ่องกง” ดินแดนที่มีตลาดที่อยู่อาศัย “แพงสุดในโลก”
โดยราคาอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกง เฉลี่ยอยู่ที่ 43 ล้านบาท

ในขณะเดียวกัน ค่าครองชีพที่ฮ่องกงก็สูงจนถึงขนาดที่ว่า ในปี 2021 ฮ่องกงติดอันดับ “เมืองที่มีค่าครองชีพสูง เป็นอันดับที่ 5 ของโลก”

แปลว่า นอกจากราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว
ค่าใช้จ่ายแทบทุกสิ่งในชีวิตก็สูงมากด้วยเช่นกัน

ดังนั้น สำหรับบางคนแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะประหยัดมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถเก็บเงินได้มากพอสำหรับซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองได้

สุดท้าย ก็กลายเป็นการบีบให้พวกเขาต้องไปเช่าที่อยู่อาศัย
หรือในอีกกรณีคือ เลือกที่จะไปอาศัยใน “Public Housing” ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยที่รัฐบาลฮ่องกงสร้างไว้ สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งในปัจจุบัน มีชาวฮ่องกงกว่า 45% ที่อาศัยอยู่ใน Public Housing

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่เราได้เล่าไปข้างต้นนี้ เป็นเพียงหนึ่งในแรงกระตุ้นที่ทำให้เกิด Generation Rent
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นอยู่อีกมาก และแต่ละประเทศก็จะมีต้นตอที่แตกต่างกันไป

ยกตัวอย่างเช่น

- ภาวะเงินเฟ้อ ที่ทำให้ราคาที่อยู่อาศัย และดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้น
- การเผชิญ “วิกฤติเศรษฐกิจโลก” หลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะวิกฤติโควิด 19 ที่เกิดขึ้นในช่วงที่คนกลุ่มนี้อยู่ในวัยสร้างเนื้อสร้างตัว
- อสังหาริมทรัพย์ และที่ดินส่วนใหญ่ ตกอยู่ในมือมหาเศรษฐีรุ่นเก่ากลุ่มเล็ก ๆ
- อัตราการจ้างงาน ที่มีน้อยกว่าจำนวนคนจบใหม่มาก จนทำให้คนรุ่นใหม่ประสบปัญหาทางการเงิน

นอกจากนี้ พฤติกรรมของกลุ่ม Generation Rent ก็ยังไม่ได้เกี่ยวข้องกับแค่เรื่องการเช่าที่อยู่อาศัยเท่านั้น
แต่มันยังส่งผลต่อพฤติกรรมต่าง ๆ ของคนเหล่านี้อีกด้วย

อย่างเช่น ในเกาหลีใต้ คนกลุ่มนี้มักจะนิยมใช้เงินไปกับสินค้าฟุ่มเฟือย, แบรนด์หรู และมีไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เนื่องจากพวกเขารู้ว่าคงจะไม่มีทางเก็บเงินซื้อบ้านได้ไหว

ดังนั้น พวกเขาจึงเลือกใช้เงินไปกับการซื้อสินค้าเหล่านี้
เพื่อเติมเต็มความต้องการอย่างอื่นในชีวิตแทน..

References:
-Worldwide Cost of Living 2021 report by Economist Intelligence Unit (EIU)
-https://theconversation.com/generation-rent-is-a-myth-housing-prospects-for-millennials-are-determined-by-class-108996
-https://www.economicshelp.org/blog/15804/housing/generation-rent/
-https://www.theguardian.com/business/2022/may/06/uk-house-prices-rise-but-cost-of-living-crisis-will-cool-market-says-halifax
-https://www.statista.com/statistics/1010545/south-korea-number-of-householders/
-https://www.scmp.com/business/article/3169642/subsidised-homes-hong-kongs-young-couples-would-help-solve-housing-crisis
-https://www.statista.com/statistics/1040698/most-expensive-property-markets-worldwide/
-https://www.statista.com/statistics/629802/hong-kong-population-by-type-of-housing/
-https://data.worldbank.org/indicator/SP.POP.TOTL?locations=KR
-https://www.theguardian.com/money/2020/feb/10/home-ownership-ons-rent
-http://kostat.go.kr/portal/eng/pressReleases/7/3/index.board?bmode=download&bSeq=&aSeq=415425&ord=1

18/05/2022

อาชีพบ้าน ๆ แต่โกยเงินเหมือนสร้างบ้าน
พามารู้จัก 4 อาชีพที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน แต่สร้างรายได้ที่ไม่ธรรมดา ทำเป็นอาชีพหลักเลี้ยงครอบครัว ปลูกบ้านเองก็ยังได้!
1. ปลูกถั่วงอก
คุณธนกร อังกูรภัคธรรม (กร) ปลูกถั่วงอกเป็นอาชีพเสริม ใช้พื้นที่เล็ก ๆ บริเวณข้างบ้านในการปลูกถั่วงอก ปลูกด้วยวิธีระบบน้ำวน และใส่ปุ๋ย จากเมล็ดถั่วงอก 1 กิโลกรัม สามารถปลูกถั่วงอกได้ 10 กิโลกรัม/5 วัน ซึ่งคุณกรสามารถผลิตได้ 100 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถั่วงอกหมดทุกวัน สร้างรายได้วันละ 2,000 บาท ทำมาแล้วกว่า 3 ปี นอกจากนี้ยังสอนวิธีปลูกพร้อมจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นปลูก

รับชมเนื้อหาฉบับเต็ม : https://youtu.be/uQeY_S7j3Lk
2. ร้านขนมไทย
คุณชนิตา ศิริวัชรภัสสรณ์ (เดียร์) สาวอายุ 22 ปี ปิ้งไอเดียขายขนมไทย ที่เป็นธุรกิจของครอบครัว ชื่อร้าน “ขนมไทยยายปู “ ในตลาด แล้วมาสานต่อธุรกิจ เปลี่ยนขนมไทยที่เคยขายในราคา 50 - 60 บาท มาใส่ในกระทงชิ้นเล็ก ๆ ขายชิ้นละ 10 บาท จนขายดี มีคนรอคิวซื้อตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด กลายเป็นร้านขนมไทยขายส่งและขายปลีก เดือนละ 80,000 ชิ้นต่อเดือน

รับชมเนื้อหาฉบับเต็ม : https://youtu.be/IHnDfy2wsoo
3. ฟาร์มปูนา
ศรีเพ็ญ พงศ์ทรัพย์เจริญ (ศรี) เจ้าของธุรกิจฟาร์มปูนาน้ำใส CRAB HOUSE ฟาร์มขยายพันธุ์ปู รวมถึงแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งขายทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น ปูนาทอด ที่สามารถขายได้กิโลกรัมละ 1,000 บาท จนทำให้การเลี้ยงฟาร์มปูเป็นธุรกิจที่น่าจับตา เพราะลงทุนหลักหมื่น สามารถสร้างรายได้หลักล้าน

รับชมเนื้อหาฉบับเต็ม : https://youtu.be/nZjsf76wy1k
4.ขายส่งกางเกงใน
ภาวิดา อาจยุทธิ์ (ใหม่) เจ้าของธุรกิจ Wow Underwear ร้านขายส่งกางเกงใน และชุดชั้นในราคาหลักสิบ ขายทางออนไลน์ที่มียอดสั่งซื้อกว่า วันละ 3,000 ออเดอร์ เช่น กางเกงในชาย 10 ตัว/แพ็ก ราคา 390 บาท สร้างรายได้กว่าเดือนละ 35,000,000 บาท ด้วยเทคนิคการขายและวิธีการยิงโฆษณาทางออนไลน์

รับชมเนื้อหาฉบับเต็ม : https://youtu.be/E8FaYUKCpYw

#อายุน้อยร้อยล้าน #ธุรกิจ #ถั่วงอก #ขนมไทย #ขนมไทยยายปู #ฟาร์มปูนา #ขายส่งกางเกงใน

16/05/2022

ล่าสุด กองทุน LFG ประกาศว่า ได้ใช้เงินพยุง LUNA UST ไปจนเหลือแค่ 313 บิตคอยน์
- โดยก่อนหน้านี้ กองทุน LFG มี 80,394 บิตคอยน์ หรือประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่ตอนนี้เหลือ 313 บิตคอยน์ หรือประมาณ 300 ล้านบาทเท่านั้น

- ส่วนที่หายไป ก็เพราะเอาไปซื้อ 200 ล้าน LUNA และ 1,800 ล้าน UST ซึ่งหมายความว่าที่ผ่านมากองทุนนี้ได้พยายามต่อสู้แล้ว ตอบกลับคำถามของ CZ ผู้ก่อตั้ง Binance ที่ถามว่าทำไมไม่ใช้เงินสำรองสู้

มาวันนี้กองทุน LFG เลยตอบว่า สู้แล้ว สู้จนเกือบหมดแล้ว..

https://www.facebook.com/493203527817609/posts/1407726193032000/
16/05/2022

https://www.facebook.com/493203527817609/posts/1407726193032000/

รู้จัก FIRE กลุ่มคนที่โหมเก็บเงิน เพื่อหวังจะเกษียณตอนอายุ 30-40 ปี /โดย ลงทุนเกิร์ล
สำหรับ “FIRE” ในบริบทนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคำว่า “ไฟ” แบบที่เราคุ้นเคยกันดี แต่มันถูกย่อมาจาก “Financial Independence, Retire Early”

ซึ่งคำนี้ใช้เรียกกลุ่มคนที่แสวงหา “อิสรภาพทางการเงิน” เพื่อที่จะได้ไปทำในสิ่งที่รัก มากกว่าสิ่งที่ต้องทำ อย่างเช่น “งาน”

ดังนั้น พวกเขาจึงมีพฤติกรรมที่ทุ่มเทให้กับการออมเงินและการลงทุนอย่างสุดโต่ง เพื่อที่จะมีเงินมากพอให้สามารถเกษียณออกจากงานได้ก่อนกำหนด

ซึ่งบางรายอาจถึงขั้น ตั้งเป้าเกษียณในช่วงอายุ 30-40 ปีเลยทีเดียว

แล้ว FIRE มีที่มาจากอะไร ?
และคนกลุ่มนี้มีการวางแผนการเงินอย่างไร ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง

พฤติกรรมแบบ FIRE ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือขายดี อย่าง “Your Money or Your Life” ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1992 หรือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

โดยพฤติกรรมการเงินของคนกลุ่ม FIRE จะมีเป้าหมายที่การเกษียณก่อนกำหนด หรือก็คือ การลาออกจากงานก่อนวัย 65 ปี

ดังนั้นในช่วงทำงาน สำหรับบางคนอาจจะเก็บออมเงินถึง 70% ของรายได้

และเพื่อให้มีเงินเก็บมากพอสำหรับให้ตัวเองมีอิสรภาพทางการเงินในยามเกษียณ คนเหล่านี้จะถอนเงินออกจากบัญชีเงินเก็บเล็กน้อยมาก ๆ ซึ่งบางราย อาจถึงขั้นถอนออกมาเพียง 3-4% ของยอดคงเหลือในบัญชีต่อปี

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนของเงินออม และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย

โดยรูปแบบพฤติกรรมแบบ FIRE สามารถแบ่งแยกย่อยออกเป็นอีก 3 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้

1. Fat FIRE
กลุ่มที่ไม่ต้องการลดมาตรฐานการใช้ชีวิตในปัจจุบัน
แต่ก็ยังเก็บเงินในสัดส่วนที่สูงกว่ามนุษย์เงินเดือนทั่วไป

ดังนั้น ถ้าหากอยากเก็บเงินให้ได้ก้อนโตจนสามารถเกษียณได้ก่อนกำหนด
ก็ควรจะต้องเน้นการลงทุน และเก็บออมเงินอย่างแข็งขันถึงจะได้ผล

2. Lean FIRE
กลุ่มที่เน้นการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย (Minimalist) และเก็บเงินแบบสุดขีด
ดังนั้น ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้จะถูกตีกรอบด้วยเรื่องของ “เงิน” เป็นหลัก

3. Barista FIRE
กลุ่มที่มีพฤติกรรมอยู่ระหว่าง Lean FIRE และ Fat FIRE

โดยพวกเขาต้องการจะใช้ชีวิตแบบ Less-Than-Minimalist
หรือก็คือ การใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่อาจไม่มากเท่ากับกลุ่ม Lean FIRE

ดังนั้น พวกเขาจะใช้วิธีหารายได้เสริมจากงานพาร์ตไทม์หรือฟรีแลนซ์ ควบคู่ไปกับการออมเงิน
เพื่อให้ไลฟ์สไตล์ของพวกเขาไม่ต้องประหยัดมากจนเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีเงินเหลือไว้เก็บออมไปพร้อม ๆ กัน

ถึงแม้ว่า FIRE ทั้ง 3 กลุ่มจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป
แต่เป้าหมายที่ทั้ง 3 กลุ่มนี้มีเหมือนกัน ก็คือ “การแสวงหาอิสรภาพทางการเงิน เพื่อที่จะได้เกษียณก่อนกำหนด”

ซึ่งไม่จำเป็นว่า เราจะต้องไปให้ถึงเป้าหมายของ FIRE ให้ได้ภายในอายุ 30-40 ปี

เพราะจริง ๆ แล้ว เป้าหมายในการประหยัดเงินของ FIRE คือ อิสระจากการได้เกษียณเร็วขึ้น เพื่อที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้ โดยไม่ต้องรอจนถึงอายุ 65 ปี

แต่คำถามสำคัญคือ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเกษียณเมื่อไร ?

คำตอบก็คือ เมื่อพวกเขามีเงินเก็บมากถึง 25-30 เท่าของค่าใช้จ่ายรายปี ก็จะลาออก

ยกตัวอย่างเช่น
นาย A มีค่าใช้จ่ายรายปีอยู่ที่ 500,000 บาทต่อปี
ดังนั้น เขาจะต้องเก็บเงินให้ได้ประมาณ 12.5 ล้านบาท หรือ 15.0 ล้านบาท เพื่อให้เพียงพอสำหรับวัยเกษียณ

อย่างไรก็ตาม การจะประเมินว่า เราต้องใช้เงินเท่าไรในวัยเกษียณ ก็ควรคำนึงถึงเรื่องเป้าหมายในชีวิตหลังเกษียณของเราด้วย อย่างเช่น

บางคนต้องการ ใช้เงินในวัยเกษียณมากกว่าตอนทำงาน เพราะวางแผนออกเดินทางท่องเที่ยว
หรือบางคน อาจใช้เงินน้อยลง เพราะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องที่อยู่อาศัยลงได้ เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ในตัวเมือง เพื่อทำงานแล้ว

และอีกประเด็นสำคัญ ก็คือ วางแผนการถอนเงินออกมาใช้

ในกรณีปกติที่เกษียณตอนอายุ 65 ปี
ผู้คนมักจะวางแผนการนำเงินเก็บออกมาใช้อยู่ที่ปีละ 4% ของจำนวนเงินทั้งหมด

แต่สำหรับการเกษียณก่อนกำหนด เราอาจจะต้องเขยิบตัวเลขลงเป็น 3.5% ต่อปี

ส่วนในกรณีของคนที่จะเกษียณตั้งแต่อายุ 30-40 ปี
อาจจะต้องมีการวางแผนเรื่องการใช้เงินหลังเกษียณ และการนำเงินไปลงทุนให้รอบคอบมากกว่ากรณีอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินใช้เพียงพอ แม้ในช่วงที่ไม่ได้ทำงานแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การมุ่งมั่นเก็บสะสมเงินอย่างสุดโต่งก็มีข้อเสียเช่นกัน
เพราะบางครั้งมันก็นำมาซึ่งความเครียด และอาจลุกลามไปถึงการทำลายความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
หรือบางรายก็ประหยัดเงิน จนไม่ยอมใช้จ่ายกับเรื่องจำเป็น อย่างเช่น การไปหาหมอ เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย

ดังนั้น เราต้องไม่ลืมว่า เป้าหมายของการเก็บเงิน
คือ เพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตแบบที่ต้องการ
ไม่ใช่การเพิ่มจำนวนตัวเลขในบัญชีให้ได้สูง ๆ

เพราะไม่เช่นนั้น
เราอาจจะไม่ทันได้อยู่ใช้เงินก้อนนั้นที่อุตส่าห์เก็บสะสมมา ก็เป็นได้..

References:
-https://www.investopedia.com/terms/f/financial-independence-retire-early-fire.asp
-https://www.forbes.com/advisor/retirement/the-forbes-guide-to-fire/
-https://edition.cnn.com/2022/05/02/business/money/how-to-reach-financial-independence-retire-early-fire/index.html

ที่อยู่

กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10250

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bkk cashผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์