Bella Financial Planner คุยเรื่องประกันกับเบลล่า

Bella Financial Planner คุยเรื่องประกันกับเบลล่า ประกันชีวิตAIA
รหัสตัวแทน 571442
ผู้จัดการหน่วย รหัสหน่วย 21922
เลขที่ใบอนุญาติตัวแทน :5901088541
Ic complex 1 ผู้แนะนำการลงทุน : 090818

สนใจอยากวางแผนการเงิน....
การวางแผนภาษี (Tax planning)
การวางแผนการลงทุน (Investment Planning)
การวางแผนการศึกษาบุตร (Education plan)
การวางแผนการประกัน (Insurance Planning)
การวางแผนเพื่อวัยเกษียณ (Retirement Planning)
การวางแผนภาษีและมรดก (Tax and Estate Planning)

ใกล้สิ้นปี อย่าลืมวางแผนภาษี พร้อมสร้างเงินเก็บ 💰✨จ่ายเบี้ย 15 ปี✅ มีเงินคืนทุกปี✅ ครบสัญญารับเงินก้อน✅ พร้อมความคุ้มครอ...
10/09/2026

ใกล้สิ้นปี อย่าลืมวางแผนภาษี พร้อมสร้างเงินเก็บ 💰✨

จ่ายเบี้ย 15 ปี
✅ มีเงินคืนทุกปี
✅ ครบสัญญารับเงินก้อน
✅ พร้อมความคุ้มครองชีวิต
✅ ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์

สนใจวางแผน
คลิกที่ลิ้งได้เลยค้า https://line.me/ti/p/cp9NpGb7pg
เบลล่าAiA
0994149356

#วางแผนภาษี #วางแผนเงินออม
#สะสมทรัพย์

ส่งมอบอีกหนึ่งความอุ่นใจ 💕ประกันสุขภาพเหมาจ่าย วงเงินค่ารักษาสูงสุด 5 ล้านบาทต่อปี 🏥✨ขอบคุณที่ไว้วางใจให้เบลล่าดูแลนะคะ ...
09/09/2026

ส่งมอบอีกหนึ่งความอุ่นใจ 💕
ประกันสุขภาพเหมาจ่าย
วงเงินค่ารักษาสูงสุด 5 ล้านบาทต่อปี 🏥✨

ขอบคุณที่ไว้วางใจให้เบลล่าดูแลนะคะ 🙏🏻
สนใจวางแผน
ติดต่อเบลล่าได่เลยนะคะ

#ประกันสุขภาพเหมาจ่าย #วางแผนค่ารักษา
#เบลล่าประกันสัญจร #ตัวแทนประกันชีวิต

วันนี้มาส่งมอบกรมธรรม์พร้อมทุนประกันชีวิต 3 ล้านบาทให้กับหัวหน้าครอบครัวค่ะ 🙏🏻💕เพราะความอุ่นใจ เริ่มต้นจากการวางแผนที่ดี...
07/09/2026

วันนี้มาส่งมอบกรมธรรม์
พร้อมทุนประกันชีวิต 3 ล้านบาท
ให้กับหัวหน้าครอบครัวค่ะ 🙏🏻💕

เพราะความอุ่นใจ เริ่มต้นจากการวางแผนที่ดี
เพื่อให้คนที่เรารักยังมีหลักประกัน ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น 🥰

ขอบคุณที่ไว้วางใจให้เบลล่าได้ดูแลนะคะ

ติดต่อเบลล่า ยินดีให้คำแนะนำค่ะ 🧸👩🏻‍💻
📞 099-414-9356
💚 Line:

#ที่ปรึกษาด้านประกันชีวิตและการเงิน
#วางแผนมรดก
#เบลล่าประกันสัญจร
#ตัวแทนประกันชีวิต

06/09/2026

เมื่อก่อน เบี้ยประกันสุขภาพทุก 100 บาทที่คนไทยจ่าย
บริษัทประกันจ่ายค่ารักษาคืนเฉลี่ย 64 บาท

ปีนี้ตัวเลขนั้นขยับมาเป็น 89 บาทแล้วครับ
บางบริษัทเกิน 100 ด้วยซ้ำ คือรับเบี้ยมา 100 แต่จ่ายเคลมมากกว่านั้น

ฟังดูเหมือนเรื่องของบริษัทประกันใช่มั้ยครับ
แต่นี่แหละคือเหตุผลที่ช่วงนี้เราเห็นข่าว "เลิกขายประกันเหมาจ่าย" เต็มฟีดเลย

วันนี้ขอเล่าให้ฟังแบบง่ายที่สุด ว่าเกิดอะไรขึ้น
แล้วคนที่มีประกันอยู่ กับคนที่กำลังจะซื้อ ต้องรู้อะไรบ้างครับ

📌 "เหมาจ่ายบาทแรก" คืออะไร

คือแผนที่นอนโรงพยาบาลแล้วประกันจ่ายให้ตั้งแต่บาทแรก
เราแทบไม่ต้องควักเงินเอง ยื่นบัตรแล้วกลับบ้านได้เลย
ช่วงปี 62-67 แผนแบบนี้ฮิตมาก เพราะมันสบายจริงครับ

แต่พอค่ารักษาแพงขึ้นปีละสิบกว่าเปอร์เซ็นต์
บวกกับบางคนใช้เกินจำเป็น ป่วยนิดเดียวก็ขอนอนโรงพยาบาล เพราะยังไงก็ไม่เสียเงิน
ต้นทุนเลยพุ่งจนระบบเริ่มรับไม่ไหวครับ

ผลคือปีนี้บริษัทใหญ่บางเจ้าเริ่มหยุดขายแผนเหมาจ่ายบาทแรกบางตัว
แล้วออกแผนแบบ "ร่วมจ่าย" มาแทนที่กันมากขึ้น

📌 ร่วมจ่ายมี 2 แบบหลัก

Copayment (โคเพย์) คือเราร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษา
เช่น โคเพย์ 30% ค่ารักษา 100,000 เราจ่าย 30,000 ประกันจ่าย 70,000

Deductible (รับผิดส่วนแรก) คือเราจ่ายก้อนแรกเองตามที่ตกลงไว้
เช่น ตกลงไว้ 30,000 ค่ารักษา 100,000 เราจ่าย 30,000 แรก ที่เหลือประกันจ่าย

ข้อแลกเปลี่ยนคือเบี้ยถูกลงกว่าแผนเหมาจ่ายพอสมควรครับ
ถูกลงแค่ไหนขึ้นอยู่กับแผนและเงื่อนไขของแต่ละบริษัท

📌 เรื่องที่คนเข้าใจผิดกันเยอะสุด

หลายคนอ่านข่าวแล้วตกใจ นึกว่าต่อไปนี้ซื้อประกันใหม่ต้องจ่ายเอง 30-50% ทุกเคสทุกครั้ง

จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้นครับ

กรมธรรม์ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 20 มี.ค. 68 จะมี "เงื่อนไขโคเพย์ตอนต่ออายุ" ติดมาด้วย
แปลว่าปีแรกเราเคลมได้ปกติ แต่ถ้าปีไหนเคลมเข้าเกณฑ์ ปีต่ออายุถัดไปถึงจะต้องร่วมจ่ายครับ

เกณฑ์มี 3 กรณี (ตามเงื่อนไขกรมธรรม์)

กรณี 1: เคลมนอนโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่ไม่จำเป็นต้องนอนจริงๆ
เช่น หวัด ท้องเสียทั่วไป ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อปี และยอดเคลมรวมตั้งแต่ 200% ของเบี้ยขึ้นไป
ปีต่ออายุถัดไปร่วมจ่าย 30%

กรณี 2: เคลมโรคทั่วไป (ไม่นับโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่)
ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อปี และยอดเคลมรวมตั้งแต่ 400% ของเบี้ยขึ้นไป
ปีต่ออายุถัดไปร่วมจ่าย 30%

กรณี 3: เข้าเกณฑ์ทั้งสองกรณีในปีเดียวกัน
ปีต่ออายุถัดไปร่วมจ่าย 50%

ลองดูตัวอย่างให้เห็นภาพครับ
สมมติเบี้ยปีละ 20,000 แล้วปีนั้นขอแอดมิทด้วยไข้หวัด ท้องเสีย รวม 3 ครั้ง
ยอดเคลมรวม 45,000 คือเกิน 200% ของเบี้ยไปแล้ว แบบนี้เข้ากรณี 1
ปีต่ออายุถัดไปต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาทุกครั้ง

แต่มี 3 จุดที่หลายคนไม่รู้ แล้วมันเปลี่ยนความรู้สึกไปเลย

หนึ่ง โคเพย์ไม่ได้ติดตัวตลอดไป เขาพิจารณาใหม่ทุกปี
ปีไหนเคลมกลับมาปกติ ปีถัดไปก็กลับมาคุ้มครองเต็มเหมือนเดิมครับ

สอง โรคร้ายแรงกับการผ่าตัดใหญ่ไม่ถูกนับในเกณฑ์นี้
ตอนป่วยหนักจริง ประกันยังทำหน้าที่ของมันเต็มที่ (ตามเงื่อนไขกรมธรรม์)

สาม คนที่เคลมตามจำเป็น ปีนึงนอนโรงพยาบาลสักครั้งนึงเพราะป่วยจริง
โอกาสเข้าเกณฑ์นี้ต่ำมากครับ เกณฑ์นี้ออกแบบมาจับพฤติกรรมเคลมถี่ผิดปกติมากกว่า

ส่วนแผนที่มีโคเพย์หรือ deductible "ตั้งแต่บาทแรก" อันนั้นคนละเรื่องกันนะครับ
คือแผนที่เราเลือกเองตอนซื้อ เพื่อแลกกับเบี้ยที่ถูกลง

และข่าวดีสำหรับคนที่มีประกันอยู่แล้ว
กรมธรรม์ที่ซื้อก่อน 20 มี.ค. 68 ยังคุ้มครองตามเงื่อนไขเดิมของกรมธรรม์ครับ

📌 แล้วเราควรทำยังไงต่อ

1. มีประกันอยู่แล้ว: เก็บไว้ให้ดี ต่ออายุให้ต่อเนื่อง อย่าปล่อยขาด
เพราะแผนเดิมหลายตัวตอนนี้ไม่มีขายแล้วครับ

2. กำลังจะซื้อใหม่: อย่าเลือกแค่เบี้ยถูกสุด
ดูให้ชัดว่าเงื่อนไขร่วมจ่ายเป็นแบบไหน แล้วถามตัวเองว่าถ้าต้องควักส่วนนั้นจริง เราไหวมั้ย

3. ใช้สิทธิ์ที่มีเป็นฐาน: ประกันสังคมหรือบัตรทองคือฐานที่ดีอยู่แล้ว
ประกันเอกชนคือส่วนเสริม เลือกให้พอดีกับความเสี่ยงและกระเป๋าของเราครับ

ยุคที่ซื้อประกันโดยไม่ต้องอ่านเงื่อนไขมันจบไปแล้วจริงๆ ครับ
ยุคนี้คนที่เข้าใจกติกา คือคนที่ได้แผนเหมาะกับตัวเองที่สุด

ใครอ่านแล้วยังงงตรงไหน หรืออยากรู้ว่ากรมธรรม์ที่ถืออยู่โดนผลกระทบมั้ย
คอมเมนต์หรือทักมาถามได้เลยนะครับ ตอบให้ก่อน ไม่ต้องซื้ออะไร 🙂

#ประกันสุขภาพ #วางแผนการเงิน

Australia calling 🇦🇺🐨🦘เบลล่า เดินทางไปสัมมนาวิชาการ MDRT Global Conference 2026, Sydney AUSTRALIA งานนี้คืองานสัมมนาที่ต...
20/08/2026

Australia calling 🇦🇺🐨🦘
เบลล่า เดินทางไปสัมมนาวิชาการ MDRT Global Conference 2026, Sydney AUSTRALIA

งานนี้คืองานสัมมนาที่ตัวแทนประกันชีวิตจากทั่วโลก เพื่อมาเรียนรู้ ส่งต่อ แลกเปลี่ยน เพื่อกลับมาพัฒนาการดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น
เบลล์จะเก็บบรรยายกาศ และ ประสบการณ์ดีดีมาฝากนะคะ

📌ระหว่างนี้ลูกค้าทุกท่านยังสามารถติดต่อเบลล์ ได้ทุกช่องทาง Messenger Facebook ได้ตลอด 24 ชม.นะค้าา


#ทีมเบลล่าประกันสัญจร


#ตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงิน

🙏🏻ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านจากใจ ❤️

เงินต่างที่ทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน 💙ตั้งแต่บริษัทออกสินค้าทางการเงินกลุ่ม Elite incomeเบลล์มองเห็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการช่...
18/08/2026

เงินต่างที่ทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน 💙

ตั้งแต่บริษัทออกสินค้าทางการเงินกลุ่ม Elite income
เบลล์มองเห็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการช่วยลูกค้าวางแผนให้เงินทำงาน
ลูกค้าสามารถที่จะวางแผนด้วยเงินหลักล้านหรือหลักสิบล้าน
และสร้างโอกาสรับ Passive Income ในระยะยาว

เคสนี้เป็นลูกค้าของเบลล์เอง
เริ่มต้นวางแผนที่ 500,000 บาท

ลูกค้าเลือกให้เงินก้อนนี้ทำงานตามเป้าหมายที่วางไว้ ผ่าน AIA Elite Income Prestige

สิ่งหนึ่งที่เบลล์ได้เรียนรู้จากการดูแลลูกค้าเงินก้อน คือ
“เงินก้อนนี้จะทำหน้าที่อะไร”
“ตอบโจทย์เป้าหมายอะไร”
และ “เหมาะกับแผนการเงินของตัวเองหรือเปล่านะ

เพราะแผนที่ดีที่สุดสำหรับเรา
คือแผนที่เหมาะกับเป้าหมายทางการเงินของเรา และเป็นแผนที่เราเริ่มต้นได้จริง
มาเริ่มต้นการวางแผนการเงินกันนะคะ

เบลล์ขอขอบคุณลูกค้าที่ไว้วางใจให้เบลล์ได้เป็นส่วนหนึ่งในการวางแผนนะคะ 💙
🙏🏻❤️🙏🏻



#วางแผนการเงิน

17/08/2026

คนรวยใช้ “ประกันชีวิต” วางแผน “มรดก” อย่างไร? ให้ไม่เสียภาษีมรดกเลย หรือเสียน้อยลง
Benjamin Franklin เคยกล่าวไว้ว่า “ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เว้นเสียแต่ความตายและภาษี”
จริงอยู่ว่าทั้ง 2 เรื่องนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถ “บริหารจัดการ” มันได้ โดยเฉพาะเรื่อง “ภาษีมรดก” ที่เกิดขึ้นหลังจากความตาย ที่แม้จะจัดเก็บจากทรัพย์สินมูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป ในอัตราเริ่มต้น 5% แต่ลองคิดดูว่า 5% ของเงินก้อนโต ก็คิดเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย
วันนี้ The Money Trends จะพาไปเจาะวิธีที่ “คนรวย” นิยมใช้เป็นทางเลือกหนึ่ง นั่นก็คือ “ประกันชีวิต” เข้ามาช่วยบริหารภาษี เพื่อส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลาน โดยเน้นไปที่การจ่ายภาษีให้น้อยที่สุด หรืออาจไม่ต้องเสียเลยสักบาทเดียว
[ มรดกเท่าไหร่ ถึงต้องเริ่มเสียภาษี? ]
จริงๆ แล้วภาษีมรดกไม่ได้เก็บทันทีตั้งแต่บาทแรก แต่จะคิดเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป และหน้าที่การจ่ายภาษีจะตกเป็นของ “ทายาทผู้รับมรดก” โดยแบ่งอัตราภาษีตามความสัมพันธ์ ดังนี้
เสียภาษี 5% : สำหรับทายาทสายเลือดตรง เช่น พ่อ-แม่, ลูก หรือหลาน
เสียภาษี 10% : สำหรับทายาทกลุ่มอื่น เช่น พี่น้อง, ลุง ป้า น้า อา หรือคนนอก
ตัวอย่าง คุณพ่อมอบมรดกเป็นที่ดินและเงินฝากรวม 150 ล้านบาท ให้ลูก
100 ล้านบาทแรก ได้รับยกเว้นภาษี
ส่วนที่เกินมา 50 ล้านบาท นำมาคิดภาษี 5%
ผลลัพธ์ คือ ทายาทต้องเตรียมเงินสดไปจ่ายภาษีมรดกสูงถึง 2.5 ล้านบาท
[ ทางเลือกในการรับมือกับ “ภาษีมรดก” ]
ต้องบอกว่า การบริหารจัดการภาษีมรดกนั้น ทำได้หลายวิธี เช่น
1. ทยอยยกทรัพย์สินให้ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิต

วิธีนี้นับเป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งจะยกเว้นภาษี กรณีมอบให้ลูกไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี แต่ข้อเสีย คือ เจ้าของมรดกจะสูญเสียสิทธิ์ในการควบคุมทรัพย์สินชิ้นนั้นในทางกฏหมายไปทันที
2. แปลงเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องจดทะเบียน

เช่น เงินสด, ทองคำแท่ง, เพชร หรือของสะสมโบราณ ทรัพย์สินเหล่านี้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ทางราชการจึงไม่เข้าเกณฑ์เสียภาษีมรดกตามกฏหมาย แต่ข้อเสียคือ อาจไม่สร้างดอกผล มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และเสี่ยงต่อการสูญหายหรือถูกโจรกรรม
3. ส่งต่อผ่าน “ประกันชีวิต”

เป็นวิธีที่นักธุรกิจและคนรวยนิยม เพราะมีความชัดเจนในการส่งต่อมรดกได้ตามที่คาดหวัง และยังคงอำนาจในการควบคุมการส่งมอบทรัพย์สินได้ค่อนข้างแน่นอน
[ 2 วิธีในการใช้ “ประกันชีวิต” บริหารภาษีมรดก ]

1. ตั้งใจ "ไม่เสียภาษีมรดกเลยสักบาท”
วิธีนี้เหมาะกับคนที่ต้องการส่งต่อเงินสดก้อนโตให้ลูกหลานแบบเต็มๆ เพราะตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “เงินค่าสินไหมทดแทนจากประกันชีวิต” ไม่ถือเป็นมรดก เพราะเป็นเงินที่เกิดขึ้นหลังจาก เจ้าของกรมธรรม์เสียชีวิตแล้ว และมีการระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน เงินก้อนนี้จึง ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก 100%

ตัวอย่าง สมมติมีเงินฝากในธนาคาร 150 ล้านบาท หากปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทแรก (คือ 50 ล้านบาท) จะต้องถูกนำไปคิดภาษีมรดก และลูกต้องหาเงินสดมาจ่ายภาษีถึง 2.5 ล้านบาท
สิ่งที่คนรวยนิยมทำ คือการย้ายเงินส่วนเกิน 100 ล้านบาทนี้ ไปเก็บไว้ในรูปแบบ “ประกันชีวิต” แทน ซึ่งเลือกบริหารได้ 2 ทางหลักๆ ตามความต้องการ
1.1 ตั้งเป้าทุนประกัน 50 ล้านบาท (เน้นประหยัดเงิน)
วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องจ่ายเบี้ยประกันเต็ม 50 ล้านบาท แต่อาจจ่ายจริงเพียงประมาณ 30–50% ของทุนประกันเท่านั้น (เช่น จ่ายเบี้ยรวมราวๆ 15–25 ล้านบาท) ผลคือ ทายาทได้รับเงินสด 50 ล้านบาทเต็มๆ แบบปลอดภาษี แถมเรายังมี “เงินส่วนต่างที่เหลือ” เอาไปวางแผนการเงินหรือลงทุนต่อในด้านอื่นๆ ได้อีก
1.2 ตั้งใจใส่เงินเต็ม 50 ล้านบาททำประกัน (เน้นต่อยอดมรดกให้โตขึ้น)
หากเลือกนำเงินส่วนเกินทั้ง 50 ล้านบาทมาใส่ในประกันทั้งหมด ผลลัพธ์ที่ได้คือ “ทุนประกันจะสูงกว่า 50 ล้านบาทแน่นอน” (เพราะเบี้ยประกันมักคิดเป็นแค่ 30–50% ของทุน) เท่ากับว่าเราสามารถขยายกองมรดกส่วนเกินจาก 50 ล้านบาท ให้กลายเป็น 100 ล้านบาทหรือมากกว่านั้น ส่งต่อให้ลูกหลานได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องเสียภาษีมรดกเลยแม้แต่บาทเดียว
จุดเด่นเพิ่มเติม ของวิธีนี้ คือ ทายาทจะได้รับเงินสดก้อนนี้เร็วมาก ปกติราวๆ 15–30 วัน โดยไม่ต้องรอตั้งผู้จัดการมรดก ไม่ต้องรอคำสั่งศาล และไม่เสี่ยงต่อการโดนทายาทคนอื่นฟ้องร้องแย่งชิง เพราะระบุชื่อไว้ชัดเจนตั้งแต่แรก
2. “ยอมเสียภาษี แต่จ่ายจริงน้อยลง”
ในความเป็นจริง ทรัพย์สินของมรดกส่วนใหญ่มักไม่ได้อยู่ในรูปเงินฝากอย่างเดียว แต่เป็น อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน หุ้น ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่หลีกเลี่ยงภาษีได้ยาก และ "เปลี่ยนเป็นเงินสดมาจ่ายภาษีได้ยากเช่นกัน"
หากวันหนึ่งทายาทได้รับมรดกที่ดินมูลค่ามหาศาล แต่ไม่มีเงินสดในมือไปจ่ายภาษีหลักล้าน สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือ ต้อง “จำใจขายที่ดินหรือหุ้นในราคาถูกกว่าตลาด” เพียงเพื่อเร่งหาเงินสดไปจ่ายภาษีให้ทันกำหนด
คนรวยจึงใช้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือ “สร้างเงินสดสำรองไว้จ่ายภาษี” แทน
ตัวอย่าง เจ้ามรดกมีที่ดินและหุ้นรวม 200 ล้านบาท ตั้งใจจะยกให้ลูก (เสียภาษี 5%)
ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท = 100 ล้านบาท
ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย = 5 ล้านบาท
การแก้ปัญหา คือ เจ้ามรดกทำประกันชีวิตทุน 5 ล้านบาท ไว้ล่วงหน้า โดยระบุชื่อหลานเป็นผู้รับประโยชน์ สมมติว่าจ่ายเบี้ยประกันรวมตลอดสัญญาไปทั้งหมด 2.5 ล้านบาท
ผลลัพธ์ คือ เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต หลานจะได้รับเงินสด 5 ล้านบาท จากประกันทันทีแบบปลอดภาษี แล้วนำเงินก้อนนี้ไปจ่ายภาษีมรดกเพื่อรับมอบที่ดินและหุ้น 200 ล้านบาทได้ทันที โดยไม่ต้องขายทรัพย์สินกิน และเท่ากับว่า ต้นทุนค่าภาษีจริงที่ครอบครัวจ่ายไป มีเพียงแค่ราคาเบี้ยประกันเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่ามรดกของเราจะมีมูลค่าหลักสิบล้านหรือหลักร้อยล้าน การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันที่เรายังมีสุขภาพแข็งแรง คือสิ่งสำคัญที่สุดครับ เพราะนอกจากจะเป็นหัวใจในการส่งต่อทรัพย์สินที่เราเพียรสร้างมาทั้งชีวิต ให้ถึงมือคนที่เรารักได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ปลอดภัย และไร้ข้อขัดแย้งแล้ว…ที่สำคัญที่สุด มันยังสร้างความสุขสงบในใจได้ เพราะรู้ว่าในวันที่เราไม่อยู่ ทุกอย่างที่เราตั้งใจไว้ จะถูกจัดการอย่างเรียบร้อยที่สุด
#ประกันชีวิต #มรดก #วางแผนมรดก #ภาษีมรดก

ที่อยู่

สี่พระยา
Bangkok

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bella Financial Planner คุยเรื่องประกันกับเบลล่าผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Bella Financial Planner คุยเรื่องประกันกับเบลล่า:

ทางลัด

แชร์

ประเภท