การเงินและภาษีในชีวิตประจำวัน

การเงินและภาษีในชีวิตประจำวัน ความรู้ด้านการเงินและภาษี

22/03/2022

คู่มือแนะนำการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คริปโทเคอร์เรนซี โทเคนดิจิทัล

ดาวน์โหลดได้ที่ https://bit.ly/3uhgdVw

#ภาษีคริปโท #ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

14/03/2022

สนทนาภาษาการเงิน
ตอน ขายหมู ไปซื้อควาย
🙎 ผม :
ขอปรึกษาหน่อยครับ คำว่า "ขายหมู ไปซื้อควาย" แปลว่าอะไรครับ ?
🧑‍💻 ที่ปรึกษาการเงิน :
แปลว่า.. ขายของดีที่กว่า แล้วไปซื้อของที่แย่กว่าเดิมครับ
ยกตัวอย่างเช่น
คนที่ขายหุ้นคุณภาพดี แต่ราคาถูก ซึ่งมีแนวโน้มว่าในอนาคตราคาจะเพิ่มขึ้นไปอีกเยอะ
แล้วนำเงินที่ได้รับ ไปซื้อหุ้นที่ความสามารถในการทำกำไรลดลงครึ่งนึง แต่ราคาหุ้นแพงขึ้นเป็นเท่าตัวครับ
🙎 ผม :
Oh! ที่บ้านผมมีควายหลายตัวเลยครับ T_T

26/02/2022

สนทนาภาษาการเงิน
ตอน คำแนะนำด้านการลงทุน
🙎 ผม :
ขอปรึกษาเรื่องการลงทุนหน่อยครับ ?
🧑‍💻 ที่ปรึกษาการเงิน :
ยินดีครับ เชิญถามมาได้เลย ?
🙎 ผม :
ผมเก็บเงินได้ 1 ล้านบาท
จะนำไปลงทุน หรือ คืนเจ้าของดีครับ
🧑‍💻 ที่ปรึกษาการเงิน :
เอ่อๆๆๆ 😅

20/02/2022

สนทนาภาษาการเงิน
ตอน อยากมีเงินเก็บจังเลยครับ
🙎 ผม :
อยากมีเงินเก็บจังเลย ทำไงดีครับ ?
🧑‍💻 ที่ปรึกษาการเงิน :
ถ้าอยากมีเงินเก็บ ก็เลิกกินเบียร์สิครับ
กินเบียร์แล้วได้อะไร ?
🙎 ผม :
ได้เสมอคร้าบบบ
🧑‍💻 ที่ปรึกษาการเงิน :
เอ้า.. ชนแก้ว 🍻

 #20✏️  Gen Y เกษียณลำบาก อายุก็ยืน ค่าครองชีพก็แพง- - - - -🟠  ตามนิยามของพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 มาตรา 3 “ผู้ส...
18/11/2021

#20
✏️ Gen Y เกษียณลำบาก อายุก็ยืน ค่าครองชีพก็แพง

- - - - -

🟠 ตามนิยามของพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 มาตรา 3

“ผู้สูงอายุ” หมายถึง “บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป”

และองค์การสหประชาชาติ ได้แบ่งสังคมผู้สูงอายุออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

ระดับที่ 1 :
• สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)
• ซึ่งมีสัดส่วนประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ≥ 10%

ระดับที่ 2 :
• สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society)
• ซึ่งมีสัดส่วนประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ≥ 20%

ระดับที่ 3 :
• สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society)
• ซึ่งมีสัดส่วนประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ≥ 28%

โดยประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับที่ 1 ตั้งแต่ พ.ศ.2548

และคาดว่าจะเข้าสู่ระดับที่ 2 และ 3 ในปี พ.ศ.2565 และ พ.ศ.2576 ตามลำดับ

- - - - -

🟠 Gen Y คือ ผู้ที่เกิดในช่วง พ.ศ.2523-2537 (ปัจจุบันอายุ 27-41 ปี)

โดย Gen Y จะกลายเป็นผู้สูงอายุวัย 60 ปี ในช่วง พ.ศ.2583-2597 (อีก 19-33 ปีข้างหน้า)

ซึ่งตรงกับช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด หรือ ระดับที่ 3 นั่นเอง

และในอนาคตการเกษียณอายุอย่างสุขสบายของคน Gen Y อาจจะเป็นเรื่องยาก

ด้วยเหตุผล 2 ประการ ดังนี้

1️⃣ ประการที่ 1 : อายุ

การแพทย์ที่เจริญก้าวหน้าขึ้น ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น

ดังนั้น จำนวนเงินที่ต้องใช้เมื่อยามเกษียณอายุ จึงมากขึ้นตามไปด้วย

และคาดการณ์ว่า..

• คน Gen Y ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 31-36 ปี (เกิดในปี พ.ศ.2528-2533)
• โดยจะเกษียณอายุและมีอายุครบ 60 ปี ในอีก 24-29 ปีข้างหน้า (เกษียณอายุในปี พ.ศ.2588-2593)

🔺 ผู้ชาย
• จะมีอายุขัยเฉลี่ย 80 ปี
• ดังนั้น ระยะเวลาใช้เงินยามเกษียณเฉลี่ย จึงเท่ากับ 20 ปี (อายุขัยเฉลี่ย 80 ปี - อายุเกษียณ 60 ปี)

🔺 ผู้หญิง
• จะมีอายุขัยเฉลี่ย 84 ปี
• ดังนั้น ระยะเวลาใช้เงินยามเกษียณเฉลี่ย จึงเท่ากับ 24 ปี (อายุขัยเฉลี่ย 84 ปี - อายุเกษียณ 60 ปี)

2️⃣ ประการที่ 2 : ค่าครองชีพ

เงินเฟ้อ (Inflation) คือ ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการในตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของเงินลดลง เพราะอำนาจการซื้อที่น้อยลงไป กล่าวคือ มีเงินเท่าเดิม แต่สามารถซื้อของได้น้อยลง

และเมื่อเงินเฟ้อเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี

ดังนั้น ค่าครองชีพในยามเกษียณอายุจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

🔺 ซึ่งสถิติอัตราเงินเฟ้อในอดีต ตั้งแต่ พ.ศ.2522-2563 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.69% ต่อปี

🔺 แสดงว่าระยะเวลา 42 ปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าและบริการ หรือ ค่าครองชีพ เพิ่มขึ้นจาก 100% เป็น 457%

- - - - -

🟠 ด้วยสาเหตุ 2 ประการนี้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอายุยืน จากการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้าขึ้น

หรือ เรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น จากอัตราเงินเฟ้อ

ล้วนทำให้การเกษียณอายุของคน Gen Y ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

แต่เรื่องการเกษียณอายุ ยังมีประเด็นสำคัญต่างๆอีกมากมาย ที่ผมไม่ได้กล่าวถึง อาทิ
• การคำนวณจำนวนเงิน สำหรับการเกษียณอายุ
• การลงทุน สำหรับการเกษียณอายุ
• ความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยง สำหรับการเกษียณอายุ ฯลฯ

สุดท้ายนี้..

ผมมีประโยคๆหนึ่ง ซึ่งผมไม่สามารถค้นหาได้ว่าผู้ใดเป็นคนคิดขึ้นมา จึงมิสามารถอ้างอิงชื่อของท่าน

และผมขอลาทุกท่านด้วยประโยคนี้ครับ

🔺 ที่สุดแห่งความเสียดาย คือ ตายแล้วยังใช้เงินไม่หมด

🔺 แต่ที่สุดแห่งความสลด คือ เงินหมดแล้วยังไม่ตาย

- - - - -

🟠 อ้างอิง :
• นิยามผู้สูงอายุ, พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 มาตรา 3
• การแบ่งระดับสังคมผู้สูงอายุ, องค์การสหประชาชาติ
• ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป, ธนาคารแห่งประเทศไทย
• อายุคาดเฉลี่ยเมื่อ 60 ปี, สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2553 หน้าที่ 19 มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย
• สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย, สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2561 หน้าที่ 38 มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย
• สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย, สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2562 หน้าที่ 56 มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย

- - - - -

👨‍💼 อาจารย์ เดียร์
👨‍💼 ณัฐธงชัย เหมยากร, AFPT™
📋 #การเงินและภาษีในชีวิตประจำวัน
📋
📅 เขียนเมื่อ 18 พฤจิกายน 2564

 #19✏️  ก้าวแรกแห่งความสำเร็จ เริ่มต้นที่ความคิด- - - - -🟠 มีคนเคยกล่าวว่า..ความสำเร็จจะเกิดขึ้น 2 ครั้งเสมอครั้งแรกเกิด...
08/09/2021

#19
✏️ ก้าวแรกแห่งความสำเร็จ เริ่มต้นที่ความคิด

- - - - -

🟠 มีคนเคยกล่าวว่า..
ความสำเร็จจะเกิดขึ้น 2 ครั้งเสมอ
ครั้งแรกเกิดขึ้นใน "ความคิด"
ครั้งที่สองเกิดขึ้นใน "ความเป็นจริง"

- - - - -

🟠 ถ้าคุณคิดว่าสามารถทำสิ่งต่างๆ
ให้ประสบความสำเร็จได้ คุณจะ..

ลงมือทำ

\/

ผ่านปัญหา เจออุปสรรค
ล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน

\/

ทุกครั้งที่ลุกขึ้นมาใหม่
ความสามารถเพิ่มพูนขึ้นเสมอ

\/

ขยับเข้าใกล้ความสำเร็จขึ้นเรื่อยๆ

- - - - -

🟠 แต่ถ้าคุณคิดว่าไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ
ให้ประสบความสำเร็จได้ เพราะมันยากเกินไป
เหนื่อยเกินไป ลำบากเกินไป คุณจะ..

ไม่ลงมือทำ

\/

ไม่เคยผ่านปัญหา
ไม่เคยเจออุปสรรค
ไม่เคยล้มเหลวแม้สักครั้ง

\/

ความสามารถเท่าเดิม
แต่โลกพัฒนาขึ้นทุกวัน

\/

ชีวิตเหมือนเดินย่ำอยู่กับที่
ความสำเร็จไกลออกไปเรื่อยๆ

- - - - -

🟠 ดังนั้น ก้าวแรกของความสำเร็จ
จึงเริ่มต้นจากความคิดที่ว่า “เราสามารถทำได้”

สุดท้ายนี้ ผมขอจากลาด้วยประโยคคลาสสิคที่ว่า..
”ความคิดมีตัวตน และคนจะเป็นดั่งความคิด” ครับ

- - - - -

👨‍💼 อาจารย์ เดียร์
👨‍💼 ณัฐธงชัย เหมยากร, AFPT™
📋 #การเงินและภาษีในชีวิตประจำวัน
📋
📅 เขียนเมื่อ 8 กันยายน 2564

 #18✏️  ถ้า "ผู้รับประโยชน์" เสียชีวิตก่อน "ผู้เอาประกันภัย" จะเกิดอะไรขึ้น ?- - - - -🟠  ในการทำประกันชีวิต หาก “ผู้รับป...
21/08/2021

#18
✏️ ถ้า "ผู้รับประโยชน์" เสียชีวิตก่อน "ผู้เอาประกันภัย" จะเกิดอะไรขึ้น ?

- - - - -

🟠 ในการทำประกันชีวิต

หาก “ผู้รับประโยชน์” เสียชีวิตก่อน “ผู้เอาประกันภัย”

และผู้เอาประกันภัย มิได้ แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์

ในเวลาต่อมาเมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ผลลัพธ์จะเป็นดังนี้

- - - - -

1️⃣ กรณีที่ 1 : มีผู้รับประโยชน์คนเดียว

จำนวนเงินเอาประกันภัย จะตกแก่ "กองมรดก” ของผู้เอาประกันภัย

🔺 ตัวอย่างที่ 1.1

นาย Z เป็นผู้เอาประกันภัย มีจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท โดยระบุนาง A ซึ่งเป็นมารดาให้เป็นผู้รับประโยชน์

เมื่อนาง A เสียชีวิตก่อนนาย Z แต่นาย Z มิได้แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์

ในเวลาต่อมาเมื่อนาย Z เสียชีวิต จำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท จะตกแก่กองมรดกของนาย Z

🔺 ตัวอย่างที่ 1.2

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 821/2554

ผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัทประกันชีวิต โดยระบุภริยาเป็นผู้รับประโยชน์ ปรากฎว่าภริยาผู้ตายถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย บริษัทประกันชีวิตสั่งจ่ายตั๋วแลกเงินระบุชื่อภริยาผู้ตายเป็นผู้รับเงิน ดังนี้ เงินตามสัญญาประกันชีวิตมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตายจึงไม่ใช่มรดกของผู้ตาย ส่วนภริยาผู้ตายซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ย่อมไม่อยู่ในฐานะผู้รับประโยชน์ที่จะได้รับเงินตามสัญญาประกันชีวิต สิทธิของภริยาผู้ตายที่จะได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยยังไม่เกิดขึ้น เงินตามตั๋วแลกเงินจึงไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของภริยาผู้ตาย

แม้เงินตามตั๋วแลกเงินจะมิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายแต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะมรดกเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในอันที่จะใช้บังคับแก่เงินตามสัญญาประกันชีวิต เงินตามตั๋วแลกเงินจึงควรตกแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดก

- - - - -

2️⃣ กรณีที่ 2 : มีผู้รับประโยชน์หลายคน แต่เสียชีวิตก่อนทั้งหมด

จำนวนเงินเอาประกันภัย จะตกแก่ "กองมรดก” ของผู้เอาประกันภัย

🔺 ตัวอย่างที่ 2.1

นาย X เป็นผู้เอาประกันภัย มีจำนวนเงินเอาประกันภัย 2,000,000 บาท โดยระบุนาย B และนาง C ซึ่งเป็นบิดามารดาให้เป็นผู้รับประโยชน์คนละ 50%

เมื่อนาย B และนาง C เสียชีวิตก่อนนาย X แต่นาย X มิได้แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์

ในเวลาต่อมาเมื่อนาย X เสียชีวิต จำนวนเงินเอาประกันภัย 2,000,000 บาท จะตกแก่กองมรดกของนาย X

- - - - -

3️⃣ กรณีที่ 3 : มีผู้รับประโยชน์หลายคน แต่เสียชีวิตก่อนแค่บางส่วน

จำนวนเงินเอาประกันภัยในส่วนของผู้รับประโยชน์คนที่ตายก่อน จะตกแก่ "ผู้รับประโยชน์ที่เหลืออยู่” คนละเท่าๆกัน

🔺 ตัวอย่างที่ 3.1

นาย Y เป็นผู้เอาประกันภัย มีจำนวนเงินเอาประกันภัย 2,000,000 บาท โดยระบุให้บุตรทั้ง 3 คนของตน เป็นผู้รับประโยชน์ ดังนี้
• นาย D บุตรชายคนโต เป็นผู้รับประโยชน์ 50% หรือ 1,000,000 บาท
• นาย E บุตรชายคนกลาง เป็นผู้รับประโยชน์ 10% หรือ 200,000 บาท
• นางสาว F บุตรสาวคนเล็ก เป็นผู้รับประโยชน์ 40% หรือ 800,000 บาท

เมื่อนาย D เสียชีวิตก่อนนาย Y แต่นาย Y มิได้แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์

ในเวลาต่อมาเมื่อนาย Y เสียชีวิต จำนวนเงินเอาประกันภัยในส่วนของนาย D 1,000,000 บาท จะตกแก่นาย E และนางสาว F คนละเท่าๆกัน ดังนี้
• นาย E ได้รับจำนวนเงินเอาประกันภัย 700,000 บาท (ส่วนของตนเอง 200,000 บาท + ส่วนของนาย D 500,000 บาท)
• นางสาว F ได้รับจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,300,000 บาท (ส่วนของตนเอง 800,000 บาท + ส่วนของนาย D 500,000 บาท)

- - - - -

📖 อ้างอิง

• คู่มือปฏิบัติงานสำหรับตัวแทนประกันชีวิต (ตช.0)
• หลักสูตรขอรับใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิต พ.ศ.2556
• โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
• หน้าที่ 26 ข้อ 5 ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย
• https://www.tlaa.org/download/file/คู่มือหลักสูตรขอรับฯ.pdf

- - - - -

👨‍💼 อาจารย์ เดียร์
👨‍💼 ณัฐธงชัย เหมยากร, AFPT™
📋 #การเงินและภาษีในชีวิตประจำวัน
📋
📅 เขียนเมื่อ 21 สิงหาคม 2564

 #16✏️  11 ส.ค. 64 ลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก เหลือ 1 ล้านบาท- - - - -🟠  สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) คือใคร ?🔺  สถาบันคุ้มค...
09/08/2021

#16
✏️ 11 ส.ค. 64 ลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก เหลือ 1 ล้านบาท

- - - - -

🟠 สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) คือใคร ?

🔺 สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) เป็นนิติบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตาม พรบ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551

ทำหน้าที่คุ้มครองเงินฝาก ทั้งผู้ฝากเงินที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

โดยคุ้มครองเฉพาะ..
เงินฝากที่เปิดไว้ที่สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก (ปัจจุบันมีจำนวน 35 แห่ง) ซึ่งต้องเป็นเงินสกุลบาทและเป็นบัญชีเงินฝากภายในประเทศ (ปัจจุบันมีจำนวน 5 ประเภท)

- - - - -

🟠 คุ้มครองอะไร ?

🔺 5 ผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ได้รับความคุ้มครอง ได้แก่

• เงินฝากกระแสรายวัน
• เงินฝากออมทรัพย์
• เงินฝากประจำ
• บัตรเงินฝาก
• ใบรับฝากเงิน

🔺 และถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างอื่น ที่อยู่นอกเหนือจาก 5 ประเภทนี้ “จะไม่ได้รับความคุ้มครอง” อาทิ

• เงินฝากประเภทที่เป็นเงินตราต่างประเทศ
• เงินฝากในสหกรณ์
• เงินลงทุนในตราสารต่างๆ เช่น พันธบัตร, หุ้นกู้, หน่วยลงทุน SSF หรือ RMF
• แคชเชียร์เช็ค ตั๋วแลกเงิน
• เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money)
• สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency)

- - - - -

🟠 คุ้มครองที่ไหน ?

🔺 35 สถาบันการเงินที่ได้รับความคุ้มครอง ได้แก่

ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ
จำนวน 19 แห่ง
• ธ. กรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
• ธ. กรุงไทย จำกัด (มหาชน)
• ธ. กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
• ธ. กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
• ธ. ทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)
• ธ. ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)
• ธ. ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
• ธ. สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน)
• ธ. ยูโอบี จำกัด (มหาชน)
• ธ. ทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
• ธ. เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
• ธ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
• ธ. ไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน)
• ธ. ไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน)
• ธ. เมกะ สากลพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
• ธ. แห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน)
• ธ. เอเอ็นแซด (ไทย) จำกัด (มหาชน)
• ธ. ซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ (ไทย) จำกัด (มหาชน)
• ธ. ธนชาต จำกัด (มหาชน)

สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
จำนวน 11 แห่ง
• ธ. เจพีมอร์แกน เชส
• ธ. โอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด
• ธ. ซิตี้แบงก์
• ธ. อาร์ เอช บี จำกัด
• ธ. แห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอสโซซิเอชั่น
• ธ. ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด
• ธ. ดอยซ์แบงก์
• ธ. มิซูโฮ จำกัด
• ธ. บีเอ็นพี พารีบาส์
• ธ. ซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น
• ธ. อินเดียน โอเวอร์ซีส์

บริษัทเงินทุน
จำนวน 2 แห่ง
• บง. ศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน)
• บง. แอ็ดวานซ์ จำกัด (มหาชน)

บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
จำนวน 3 แห่ง
• บค. เอสเบ จำกัด
• บค. เวิลด์ จำกัด
• บค. แคปปิตอล ลิ้งค์ จำกัด

โดยสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองเหล่านี้ จะต้องนำส่งเงินเข้า “กองทุนคุ้มครองเงินฝาก” ซึ่งดูแลโดยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) เป็นประจําทุกปี เพื่อใช้เป็นหลักประกันให้ผู้ฝากเงิน

🔺 ส่วนสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น อาทิ
• ธ. ออมสิน
• ธ. อิสลามแห่งประเทศไทย
• ธ. อาคารสงเคราะห์
• ธ. เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA)

แต่การคุ้มครองเงินฝากจะขึ้นอยู่กับ “นโยบายของรัฐบาล” ในช่วงเวลานั้นๆ

- - - - -

🟠 วงเงินคุ้มครองเงินฝาก ลดเหลือเท่าไร ?

🔺 ในวันที่ 11 สิงหาคม 2564 นี้ วงเงินคุ้มครองเงินฝากจะลดลงเหลือแค่ 1,000,000 บาท

โดยมีหลักการคุ้มครอง ดังนี้
• ได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติทันทีที่เปิดบัญชีเงินฝาก โดยผู้ฝากไม่ต้องดำเนินการใดๆ และไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง
• คุ้มครองเงินต้นและดอกเบี้ยตามที่มีอยู่จริง แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อ สถาบันการเงิน 1 แห่ง ต่อ ผู้ฝากเงิน 1 ราย
• หากสถาบันการเงินปิดกิจการ สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะคืนเงินฝากภายใน 30 วัน
- โดยจ่ายคืนเงินผ่านระบบ PromptPay ที่ผูกบัญชีกับเลขบัตรประชาชนหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล
- หากไม่ได้ลงทะเบียน PromptPay จะจ่ายคืนด้วยเช็คโดยส่งไปยังที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน
- หรือ จ่ายคืนด้วยวิธีการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

🔺 ยกตัวอย่างเช่น

กรณีที่ 1 :
• นาย A มีเงินฝากในธนาคารสีม่วง จำนวน 3 บัญชี ใน 3 สาขา บัญชีละ 150,000 บาท รวมทั้งสิ้น 450,000 บาท
• เมื่อสถาบันการเงินปิดกิจการ นาย A จะได้รับการคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวน 450,000 บาท

กรณีที่ 2 :
• นาย B มีเงินฝากในธนาคารสีเขียว จำนวน 2 บัญชี ใน 2 สาขา บัญชีละ 1,000,000 บาท รวมทั้งสิ้น 2,000,000 บาท
• เมื่อสถาบันการเงินปิดกิจการ นาย B จะได้รับการคุ้มครองเงินฝากเพียงแค่ 1,000,000 บาท

กรณีที่ 3 :
• นาย C มีเงินฝากในธนาคารสีเหลือง 1,000,000 บาท และธนาคารสีน้ำเงิน 1,000,000 บาท รวมทั้งสิ้น 2,000,000 บาท
• เมื่อสถาบันการเงินทั้ง 2 แห่งปิดกิจการ นาย C จะได้รับการคุ้มครองเงินฝากธนาคารละ 1,000,000 บาท รวมทั้งสิ้น 2,000,000 บาท

- - - - -

🟠 ใครคือผู้มีความเสี่ยง ?

🔺 ผู้มีความเสี่ยง คือ ผู้มีเงินฝากมากกว่า 1,000,000 บาท ต่อ สถาบันการเงิน 1 แห่ง

🔺 โดยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) เปิดเผยข้อมูลว่า..

ผู้ฝากที่ได้รับความคุ้มครองเงินฝาก “เต็มจำนวน”

เพราะมีเงินฝากไม่เกิน 1,000,000 บาท ต่อ สถาบันการเงิน 1 แห่ง

• มีจำนวน 82.07 ล้านราย
• คิดเป็น 98.03% ของผู้ฝากทั้งระบบ
• และถือเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

🔺 จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่า..

มีผู้ฝากซึ่งได้รับความคุ้มครองเงินฝาก “ไม่เต็มจำนวน”

เพราะมีเงินฝากมากกว่า 1,000,000 บาท ต่อ สถาบันการเงิน 1 แห่ง

• คิดเป็น 1.97% ของผู้ฝากทั้งระบบ
• ซึ่งถือว่าเป็นประชาชนส่วนน้อยของประเทศ

- - - - -

🟠 วิธีบริหารความเสี่ยง ทำได้อย่างไร ?

🔺 กระจายเงินฝากไปยัง “ธนาคารพาณิชย์” หลายแห่ง

โดยในแต่ละแห่ง ควรมีเงินฝากไม่เกิน 1,000,000 บาท

อาทิ
• มีเงินฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์แห่งเดียว 5,000,000 บาท
• ควรกระจายไปยังธนาคารพาณิชย์อย่างน้อย 5 แห่งๆละไม่เกิน 1,000,000 บาท

🔺 หรืออาจพิจารณากระจายเงินฝากไปยัง “ธนาคารของรัฐ”

แต่ก็ต้องดูว่าในขณะนั้น รัฐบาลมีนโยบายคุ้มครองเงินฝากให้แก่ธนาคารของรัฐเช่นไร เพื่อเป็นการประกอบการตัดสินใจครับ

ยกเว้น “ธ.ออมสิน” ซึ่งมีกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า.. คุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวน

โดยอ้างอิงมาตรา 21 ตาม พรบ.ธนาคารออมสิน พ.ศ.2489 ในการคืนต้นเงิน และชำระดอกเบี้ยเงินฝาก ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงก็ดี และในการจ่ายเงินประเภทอื่นๆ ตามข้อผูกพันก็ดี รัฐบาลเป็นประกันทั้งสิ้น

- - - - -

👨‍💼 อาจารย์ เดียร์
👨‍💼 ณัฐธงชัย เหมยากร, AFPT™
📋 #การเงินและภาษีในชีวิตประจำวัน
📋
📅 เขียนเมื่อ 9 สิงหาคม 2564

 #15✏️ ได้รับหุ้นมาแบบฟรีๆ หรือ ถูกกว่าราคาตลาด ต้องเสียภาษีไหม ?- - - - -🟠 Q  :  ถ้าได้รับหุ้นมาแบบฟรีๆ หรือ ถูกกว่าราค...
29/07/2021

#15
✏️ ได้รับหุ้นมาแบบฟรีๆ หรือ ถูกกว่าราคาตลาด ต้องเสียภาษีไหม ?

- - - - -

🟠 Q : ถ้าได้รับหุ้นมาแบบฟรีๆ หรือ ถูกกว่าราคาตลาด ต้องเสียภาษีไหม ?

🟠 A : ผมขอแบ่งการตอบคำถามออกเป็น 2 ข้อนะครับ คือ

1. บุคคลธรรมดาได้รับหุ้นมาแบบฟรีๆ ต้องเสียภาษีไหม ?

2. บุคคลธรรมดาได้รับหุ้นมา โดยการซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ต้องเสียภาษีไหม ?

- - - - -

🟠 1. บุคคลธรรมดาได้รับหุ้นมาแบบฟรีๆ ต้องเสียภาษีไหม ?

“หุ้น” ถือเป็น “สังหาริมทรัพย์” ชนิดหนึ่ง

และการได้รับสังหาริมทรัพย์มาแบบฟรีๆ ก็ถือเป็น “เงินได้” ของ “ผู้รับ”

แต่เงินได้ดังกล่าว “ได้รับการยกเว้นภาษี” สูงสุด 20 ล้านบาทต่อปีภาษี

ซึ่งอ้างอิงตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (27) และ (28)

โดยมีเนื้อหา ดังนี้

มาตรา 42 เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(27) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น

(28) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้ จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรสเฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินสิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น

📝 สรุปคือ

1️⃣ กรณีที่ 1 : ได้รับหุ้นมาแบบฟรีๆ จากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส

จะถือเป็นเงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะ หรือจากการให้โดยเสน่หา

และได้รับยกเว้นภาษี ในส่วน 20 ล้านบาทแรก

แต่ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ไม่ได้รับยกเว้นภาษี ต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษี

โดยสามารถเลือกเสียภาษีได้ 2 วิธี

• ยื่น ภ.ง.ด.90 และเลือกเสียภาษีในอัตราคงที่ 5% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับเฉพาะส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท

ซึ่งอ้างอิงตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (6) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกินยี่สิบล้านบาท โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 ( 8 ) ที่ได้รับจากการอุปการะ หรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ที่ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (27)

• ยื่น ภ.ง.ด.90 และเลือกนำมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับเฉพาะส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ไปรวมคำนวนกับเงินได้ประเภทอื่นๆ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งคิดภาษีในอัตราก้าวหน้า 5-35%

ตัวอย่างเช่น

• พ่อโอนหุ้นให้ลูกแบบฟรีๆ จำนวน 15 ล้านบาทในปี 2563 และ 16 ล้านบาทในปี 2564

กรณีนี้ ลูกซึ่งเป็นผู้ได้รับหุ้น จะได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากเงินได้นั้นไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี

• แม่โอนหุ้นให้ลูกแบบฟรีๆ จำนวน 35 ล้านบาทในปี 2563

กรณีนี้ ลูกซึ่งเป็นผู้ได้รับหุ้น จะได้รับการยกเว้นภาษีในส่วน 20 ล้านบาทแรก

แต่ต้องนำส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงิน 15 ล้านบาท ไปคำนวณเพื่อเสียภาษี

2️⃣ กรณีที่ 2 : ได้รับหุ้นมาแบบฟรีๆ จากบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส

ผู้รับจะได้รับยกเว้นภาษี 10 ล้านบาทแรก

แต่ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท ไม่ได้รับยกเว้นภาษี ต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษี

แต่การให้นั้นจะได้รับยกเว้นภาษี ก็ต่อเมื่อเข้าลักษณะ ดังนี้

2.1 เป็นเงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา

เช่น การให้บุตรบุญธรรม เพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดู (บุตรบุญธรรม มิใช่ ผู้สืบสันดานโดยสายโลหิตที่แท้จริง) เป็นต้น

2.2 เป็นเงินได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

เช่น การให้สินสอดในพิธีแต่งงาน, การให้อั่งเปาในวันตรุษจีน, การให้เนื่องจากวันปีใหม่ เป็นต้น

โดยสามารถเลือกเสียภาษีได้ 2 วิธี

• ยื่น ภ.ง.ด.90 และเลือกเสียภาษีในอัตราคงที่ 5% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับเฉพาะส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท

ซึ่งอ้างอิงตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (7) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกินสิบล้านบาท โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ที่ได้รับจากการอุปการะ โดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีทั้งนี้ จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ที่ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (28)

• ยื่น ภ.ง.ด.90 และเลือกนำมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับเฉพาะส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท ไปรวมคำนวนกับเงินได้ประเภทอื่นๆ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งคิดภาษีในอัตราก้าวหน้า 5-35%

หมายเหตุ : การโอนหุ้นให้แก่กัน โดยไม่เป็นไปตาม 2.1 และ 2.2 ถ้าตีความตามกฎหมายตามมาตรา 42 (28) แห่งประมวลรัษฎากร การให้นั้นอาจไม่ถือเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี

- - - - -

🟠 2. บุคคลธรรมดาได้รับหุ้นมา โดยการซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ต้องเสียภาษีไหม ?

ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายข้อใดที่ระบุว่า “การที่บุคคลธรรมดาซื้อสังหาริมทรัพย์ ได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด จะต้องเสียภาษี”

อาทิ การซื้อรถยนต์มือสองซึ่งมีราคาตลาด 300,000 บาทต่อจากเพื่อน ซึ่งเพื่อนได้ขายให้แบบถูกๆในราคา 200,000 บาท

ดังนั้น การซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด จึงไม่ถึงเป็นเงินได้ของผู้ซื้อ และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

🔺 แต่จะถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ในกรณีที่ขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ฯและมีกำไร โดยจะต้องนำกำไรที่ได้รับมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ซึ่งอ้างอิงตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ช) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วน โอนหน่วยลงทุน หรือโอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตรหรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก รวมทั้งเงินได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นกองทุนรวม ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

🔺 แต่ในกรณีที่ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯและมีกำไร กำไรที่ได้รับจะถือเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ซึ่งอ้างอิงตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 2 (23)

โดยมีเนื้อหา ดังนี้

ข้อ 2 ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร

(23) เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ไม่รวมถึงเงินได้จากการขายหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นกู้หรือพันธบัตร

📝 สรุปคือ

1️⃣ กรณีที่ 1 : การซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2️⃣ กรณีที่ 2 : การขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯแล้วได้กำไร ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

3️⃣ กรณีที่ 3 : การขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ฯแล้วได้กำไร จะต้องนำกำไรมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เช่น ซื้อหุ้นมาราคา 1,000,000 บาท แต่ขายไปในราคา 1,500,000 บาท จะต้องนำกำไร 500,000 บาท มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

- - - - -

🟠 แต่ก็มีบางกรณีที่ต้องเสียภาษีนะครับ

ซึ่งก็คือ “กรณีได้รับหุ้นจากบริษัทที่เราทำงานอยู่” นั้นเอง

เพราะกรณีนี้ จะไม่ถือเป็นการให้โดยเสน่หา แต่ถือเป็นเงินได้ที่บริษัทจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้แก่พนักงาน

โดยผมขออ้างอิงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การเสียภาษีในกรณีได้รับแจกหุ้น หรือได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดตามข้อตกลงพิเศษ

กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำหุ้นไปแจกให้พนักงานลูกจ้าง กรรมการ ที่ปรึกษา หรือบุคคลผู้รับทำงานให้ในลักษณะทำนองเดียวกัน หรือนำหุ้นไปขายให้กับบุคคลดังกล่าวตามข้อตกลงพิเศษในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด กรณีย่อมถือได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว จึงต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษีที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้นไม่ว่าหุ้นดังกล่าวจะมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายจ่ายโอน และไม่ว่าหุ้นดังกล่าวจะเป็นหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมิน ให้ถือตามมูลค่าหุ้น ดังนี้

1. ในวันที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้นดังกล่าว เป็นหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

( 1 ) หากหุ้นดังกล่าวมีราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป (Public Offering)ให้ถือมูลค่าหุ้นเท่ากับราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป

( 2 ) หากหุ้นดังกล่าวไม่มีราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป (Public Offering) ให้ถือมูลค่าหุ้นเท่ากับราคาเฉลี่ยในตลาดหลักทรัพย์ในเดือนที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้น

2. ในวันที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้นดังกล่าว เป็นหุ้นที่ไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

( 1 ) หากหุ้นดังกล่าวมีราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป (Public Offering) ให้ถือมูลค่าหุ้นเท่ากับราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป

( 2 ) หากหุ้นดังกล่าวไม่มีราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป (Public Offering) ให้ถือมูลค่าหุ้นเท่ากับมูลค่าทางบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้น

กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจะเสนอหุ้นให้พนักงาน ลูกจ้างกรรมการ ที่ปรึกษา หรือบุคคลผู้รับทำงานให้ในลักษณะทำนองเดียวกัน โดยมีเงื่อนไขเกี่ยวกับหุ้นดังกล่าว และประสงค์ที่จะทำความตกลงเกี่ยวกับการคำนวณมูลค่าหุ้นเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีของบุคคลดังกล่าว ให้ยื่นคำขอต่อกรมสรรพากรเพื่อเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป

📝 สรุปคือ

1️⃣ กรณีที่ 1 : ถ้าพนักงาน, ลูกจ้าง, กรรมการ, ที่ปรึกษา, บุคคลผู้รับทำงานให้ในลักษณะทำนองเดียวกัน

ได้รับหุ้นมาแบบฟรีๆ จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตนเองทำงานอยู่

จะต้องนำมูลค่าหุ้นที่ได้รับมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2️⃣ กรณีที่ 2 : ถ้าพนักงาน, ลูกจ้าง, กรรมการ, ที่ปรึกษา, บุคคลผู้รับทำงานให้ในลักษณะทำนองเดียวกัน

ได้รับหุ้นมาในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตนเองทำงานอยู่

ต้องนำมูลค่าหุ้นเฉพาะที่เป็นส่วนต่างระหว่างราคาตลาดและราคาซื้อ มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เช่น ได้รับหุ้นซึ่งมีมูลค่าตามราคาตลาด 100,000 บาท มาในราคา 60,000 บาท จากบริษัทนายจ้าง จะต้องนำส่วนต่างระหว่างราคาตลาดและราคาซื้อ ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

- - - - -

👨‍💼 อาจารย์ เดียร์
👨‍💼 ณัฐธงชัย เหมยากร, AFPT™
📋 #การเงินและภาษีในชีวิตประจำวัน
📋
📅 เขียนเมื่อ 28 กรกฎาคม 2564

 #14✏️  นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก "ได้รับเงินอัดฉีด" ต้องเสียภาษีไหม ?- - - - -🟠 ก่อนอื่นผมต้องขอกล่าวแสดงความยินดีกับ น้...
27/07/2021

#14
✏️ นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก "ได้รับเงินอัดฉีด" ต้องเสียภาษีไหม ?

- - - - -

🟠 ก่อนอื่นผมต้องขอกล่าวแสดงความยินดีกับ น้องเทนนิส พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ

นักเทควันโดสาว เจ้าของเหรียญทอง โอลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020

ซึ่งเหรียญทองนี้ ถือเป็นเหรียญทองแรกของประวัติศาสตร์กีฬาเทควันโดไทยในโอลิมปิกเกมส์เลยครับ

- - - - -

🟠 จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันโอลิมปิกครั้งใด

ต้องมีข่าวคราวและเรื่องราวของ “เงินอัดฉีด” ที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้มอบให้แก่ฮีโร่ของประเทศ ซึ่งสร้างผลงานคว้าเหรียญทอง เหรียญเงิน หรือเหรียญทองแดง กลับมาให้แก่แผ่นดินไทย

โดยวันนี้.. ผมจะมาไขข้อข้องใจในเรื่อง “นักกีฬาโอลิมปิกได้รับเงินอัดฉีด ต้องเสียภาษีไหม ?”

- - - - -

🟠 แต่ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาหลัก

ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่า..

✅ รายได้ทุกประเภท ของบุคคลธรรมดา จากทุกอาชีพ

ไม่ว่ารายได้ดังกล่าว จะได้รับเป็น
• เงิน
• ทรัพย์สิน หรือ
• ประโยชน์อย่างอื่น

จะต้องนำมาคำนวณและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งสิ้น

❎ ยกเว้น รายได้บางประเภท ที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ซึ่งรายได้ที่ได้รับการ “ยกเว้นภาษี” เหล่านี้ จะระบุไว้ใน
• มาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 29 ข้อ และ
• ข้อ 2 ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 จำนวน 103 ข้อ

ตัวอย่างเช่น
• เงินได้ของชาวนาที่ได้จากการขายข้าว อันเกิดจากกสิกรรมที่ตนและหรือครอบครัวได้ทำเอง ตามมาตรา 42 (15) แห่งประมวลรัษฎากร
• เงินได้จากการจำหน่าย หรือส่วนลดจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งของรัฐบาล ตามข้อ 2 (2) ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 เป็นต้น

👨🏻‍💻 สรุปคือ

รายได้ทุกอย่างที่เราได้รับ ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งสิ้น

แต่ก็มีรายได้บางอย่าง ซึ่งกฎหมายได้กำหนดเอาไว้ ว่าไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

- - - - -

🟠 ทีนี้เรามาเข้าสู่เนื้อหาหลักกันดีกว่า

รายได้จาก “เงินอัดฉีด” ของนักกีฬาโอลิมปิก

ถือเป็นรายได้ที่ได้รับการ “ยกเว้นภาษี” ตามกฎหมาย 2 ข้อนี้ คือ

📖 มาตรา 42 (28) แห่งประมวลรัษฎากร

เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้ จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น

📖 ข้อ 2 (93) ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 126

เงินได้ที่นักกีฬาและผู้ฝึกสอนกีฬาได้รับจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาส แห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เพื่อเป็นรางวัลอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการแข่งขันรายการมหกรรมกีฬาและรายการแข่งขันกีฬาสมัครเล่นระดับนานาชาติ เฉพาะส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

👨🏻‍💻 สรุปคือ

💵 เงินอัดฉีด 10 ล้านบาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี ตามมาตรา 42 (28) แห่งประมวลรัษฎากร

เพราะเป็นเงินได้จากการให้โดยเสน่หา เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

💵 และเงินอัดฉีดในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท ได้รับการยกเว้นภาษี ตามข้อ 2 (93) ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 126

เพราะเป็นเงินได้จากการเข้าร่วมการแข่งขันรายการมหกรรมกีฬาและรายการแข่งขันกีฬาสมัครเล่นระดับนานาชาติ

- - - - -

👨‍💼 อาจารย์ เดียร์
👨‍💼 ณัฐธงชัย เหมยากร, AFPT™
📋 #การเงินและภาษีในชีวิตประจำวัน
📋
📅 เขียนเมื่อ 26 กรกฎาคม 2564

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ การเงินและภาษีในชีวิตประจำวันผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท