CashcarePlus : SME OD

CashcarePlus : SME OD บริการสินเชื่อ Sme สำหรับผู้ประกอบกา?

เมื่อไรที่ "คิดไม่ออก"ใช้ 4S Method นี้ต่อให้ข้อมูลไม่ครบก็ได้คำตอบดีๆ ได้ลองนึกถึงครั้งล่าสุดที่คุณเจอปัญหาในงาน สิ่งแร...
27/03/2026

เมื่อไรที่ "คิดไม่ออก"
ใช้ 4S Method นี้
ต่อให้ข้อมูลไม่ครบ
ก็ได้คำตอบดีๆ ได้
ลองนึกถึงครั้งล่าสุดที่คุณเจอปัญหาในงาน สิ่งแรกที่ทำคืออะไร?
สำหรับคนส่วนใหญ่ คำตอบคือ "คิดหาทางแก้ทันที"
จนไม่ทันได้หยุดถามตัวเองว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไรกันแน่
นั่นอาจเป็น คือ จุดเริ่มต้นที่ผิดพลาดในการแก้ไขปัญหา
พาไปดูกรณีของ Ron Johnson ผู้เคยเป็นอัจฉริยะด้านค้าปลีกที่ทำให้ Apple Store กลายเป็นร้านค้า ที่มียอดขายต่อตารางเมตรสูงที่สุดในโลก
ด้วยประวัติงานไม่ธรรมดานี้ วันที่เขาได้รับแต่งตั้งเป็น
CEO ของ JC Penney หุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 18% ในวันเดียว
แต่ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี เขาก็ถูกปลดออก และบริษัทสูญเสียรายได้มหาศาล
ทำไมถึงเป็นแบบนั้นได้?
Corey Phelps คณบดีจากวิทยาลัยธุรกิจ Penn State บอกว่า
สิ่งที่เขาทำผิดไม่ใช่การขาดประสบการณ์
แต่เป็นการสมมติว่าปัญหาของ JC Penney เหมือนกับปัญหาที่เขาเคยแก้ที่ Apple และนั่นคือ
"กับดักที่เกิดขึ้นกับผู้นำระดับสูงทั่วโลกอยู่ทุกวันนี้"
จากงานวิจัยของ Daniel Kahneman ในหนังสือ Thinking, Fast and Slow ได้เปิดเผยว่า สมองมนุษย์ถูกออกแบบมาให้คิดเร็ว รับข้อมูลเพียงเล็กน้อย แล้วสร้างเรื่องราวที่ดูสมเหตุสมผลก่อนกระโดดไปหาคำตอบทันที ปัญหาคือสิ่งที่เรียกว่า System 1 Thinking นี้มักพาเราไปผิดทาง
วิธีแก้ที่ Phelps เสนอคือกระบวนการแก้ปัญหาที่เรียกว่า 4S Method
ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน
1. ระบุปัญหาให้ชัดก่อนเสมอ
หลายองค์กรข้ามขั้นนี้โดยไม่รู้ตัว เพราะทุกคนอยากรีบเข้าสู่โหมดแก้ไข แต่ถ้าไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร การแก้ก็คือการเดาทั้งนั้น
2. วิเคราะห์โครงสร้างของปัญหา
ขั้นนี้คือการหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่แค่อาการที่มองเห็น เครื่องมืออย่าง Design Thinking มีประโยชน์มากตรงนี้ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่รู้ว่าต้นเหตุคืออะไร การออกไปคุยและสังเกตพฤติกรรมผู้ใช้จริงช่วยสร้างทฤษฎีจากข้อมูลจริง แทนที่จะสมมติเอาเอง
3. สร้างและทดสอบทางออก
ขั้นนี้สนุกที่สุดจึงเป็นขั้นที่คนมักข้ามไปทำก่อน แต่หากไม่ผ่านสองขั้นแรก ทางออกที่ได้ก็อาจแก้ปัญหาที่ไม่มีอยู่จริง Phelps เตือนด้วยว่าการ Brainstorm แบบกลุ่มมักทำให้คนเซ็นเซอร์ไอเดียตัวเองจากความกลัวคำตัดสินของคนอื่น
4. ขายไอเดียให้คนที่ต้องอนุมัติ
แม้แก้ปัญหาได้ แต่ถ้าไม่มีคนเห็นด้วยและให้ทรัพยากร ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง ทักษะการสื่อสารและโน้มน้าวจึงสำคัญไม่แพ้ทักษะวิเคราะห์
Phelps ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า "คนที่แก้ปัญหาเก่งจริงไม่ใช่คนที่คิดเร็วที่สุด แต่คือคนที่มีระเบียบวิธีในการคิดมากที่สุด" เพราะในโลกธุรกิจ การรีบแก้ปัญหาที่ผิดนั้นแพงกว่าการช้าลงเพื่อแก้ปัญหาที่ใช่เสมอ

อะไรก็เป็นทรัพย์สินได้ถ้ามี ”มูลค่า”การ์ดโปเกมอนราคา 540 ล้านบาทเวลาที่พูดถึงการลงทุนใน ‘สินทรัพย์’ ซึ่งก็คือทรัพย์สินที...
25/03/2026

อะไรก็เป็นทรัพย์สินได้ถ้ามี ”มูลค่า”
การ์ดโปเกมอนราคา 540 ล้านบาท
เวลาที่พูดถึงการลงทุนใน ‘สินทรัพย์’ ซึ่งก็คือทรัพย์สินที่มีมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ หลายๆ คนจะนึกถึงบ้าน คอนโด ที่ดิน หรือการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม
ซึ่งการซื้อสินทรัพย์นั้นถือว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เพราะมันสามารถที่จะเปลี่ยนเป็นเงินและเพิ่มมูลค่าในอนาคตได้
สินทรัพย์เป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าให้เราได้ มีหลายประเภท ให้เราได้ใช้วิจารณญาณและข้อมูลประกอบในการลงทุน เพื่อผลตอบแทนในระยะยาว
แต่จะมีใครคิดถึง ‘การ์ดเกมโปเกมอน’ ในฐานะสินทรัพย์ที่น่าลงทุนบ้าง เรื่องนี้น่าสนใจมาก
การ์ดเกมมักจะถูกมองเป็นของที่ไร้สาระและสิ้นเปลืองในสายตาของบางคน ตอนเราเป็นเด็กเวลาขอให้พ่อแม่ซื้อพวกการ์ดเกมเหล่านี้ให้ ก็จะถูกมองว่าไม่มีประโยชน์ แถมเวลาเอาไปเล่นกับเพื่อนยังถูกคุณครูยึดเอาไปอีก
แต่คุณรู้ไหมว่า การ์ดเกมโปเกมอนที่เราเคยเล่นสมัยเด็กๆ นั้น ปัจจุบันมีการประมูลซื้อขายกันในราคา ‘หลักล้าน ไปจนถึงหลักร้อยล้าน’ กันเลยทีเดียว
โดยการ์ดระดับตำนานอย่าง ‘Pikachu Illustrator promo card’ ซึ่งเป็นการ์ดที่ถูกทำขึ้นมาเพื่อเป็นรางวัลให้แก่ผู้ที่ชนะการประกวดวาดภาพการ์ตูนในญี่ปุ่นในปี 1998 ถือเป็นการ์ดที่หายากสุดๆ ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 การ์ดใบนี้ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด เพิ่งถูกประมูลโดยยูทูบเบอร์ชื่อดัง Logan Paul ไปในราคาสูงถึง 16.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 540 ล้านบาท ทำลายสถิติโลก Guinness World Records ไปเรียบร้อย
จริงๆ แล้วยังมีการ์ดโปเกมอนที่ขายในราคาสูงอีกหลายใบ ขึ้นอยู่กับความหายากและสภาพของการ์ด เช่น การ์ดยอดฮิตอย่าง Charizard รุ่นพิมพ์ครั้งแรก (1st Edition Shadowless ปี 1999) ในสภาพสมบูรณ์แบบ ก็มีการประมูลซื้อขายกันในราคาพุ่งสูงถึง 400,000 - 500,000 ดอลลาร์ (14-17 ล้านบาท)
ในกลุ่มนักสะสมการ์ด ยิ่งการ์ดอยู่ในสภาพดีและเป็นลิมิเต็ดอิดิชันมากเท่าไร ราคายิ่งพุ่งขึ้นไปสูงมากขึ้นเท่านั้น เพราะ Pokemon เป็นการ์ตูนที่เป็นตำนาน และผู้ที่ชื่นชอบย่อมเห็นการ์ดเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ช่วยสะท้อนความทรงจำวัยเด็กได้
‘Roy Raftery’ ผู้จัดการร้าน Sneak Attack Games ร้านขายการ์ดเกมในลอนดอน กล่าวว่าการ์ดที่ผลิตออกมาครั้งแรกๆ นั้นจะมีมูลค่ามาก
แน่นอนว่าการ์ดที่ถูกผลิตออกมาในชุดแรกเมื่อปี 1996 (ซึ่งก็คือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว) เด็กวัยรุ่นในตอนนั้นได้กลายเป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบัน ในตอนที่การ์ดออกมาแรกๆ อาจมีข้อจำกัดเรื่องเงินดึงดูดทำให้ไม่สามารถซื้อเก็บไว้ได้
แต่เมื่อเด็กๆ เหล่านี้โตขึ้น มีกำลังซื้อและรายได้มากพอที่จะเติมเต็มสิ่งที่ตัวเองต้องการ พวกเขาก็พร้อมทุ่มไม่อั้นเพื่อทำฝันในวัยเด็กให้เป็นจริง ดังนั้นจึงมีการ์ดโปเกมอนหลายใบที่มีมูลค่ามหาศาล และมูลค่าก็เพิ่มขึ้นตามกาลเวลาและค่านิยม
จริงๆ แล้วสินทรัพย์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอะไรเลย อะไรที่มีมูลค่าและเป็นที่ต้องการ ก็สามารถนำมาตีราคาและสร้างรายได้ได้ทั้งนั้น
โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์ที่เรา ‘รู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี’ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้พอสมควร เพราะเราจะรู้ว่า ‘คุณค่า’ ที่แท้จริงของสิ่งนั้นคืออะไร เข้าใจว่า ‘กลุ่มเป้าหมาย’ คือใคร และในที่สุดก็จะสามารถทำกำไรจากสินทรัพย์นั้นได้
เพราะสิ่งของแต่ละอย่างล้วนมีคุณค่าอยู่ในตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าเรามองเห็นโอกาส และมีความรู้มากพอที่จะพลิกแพลงสร้างรายได้จากสิ่งเหล่านั้นยังไง

สร้าง Personal Bandingโดย ใช้เนื้อหาจาก AIแบบที่คนไม่รู้ว่าใช้ AIจากนักการตลาด HubSpotRamona Sukhraj นักการตลาดจาก HubSp...
23/03/2026

สร้าง Personal Banding
โดย ใช้เนื้อหาจาก AI
แบบที่คนไม่รู้ว่าใช้ AI
จากนักการตลาด HubSpot
Ramona Sukhraj นักการตลาดจาก HubSpot เล่าว่าครั้งแรกที่เธอสัมผัส AI คือแชทบอตชื่อ "SmarterChild" ในยุคต้น 2000s มันตอบได้ มันเล่าเรื่องตลกได้ แต่มันก็รู้สึก... หุ่นยนต์มากเกินไป จนเธอเบื่อและหยุดคุยในที่สุด วันนี้ AI ฉลาดขึ้นมาก แต่ปัญหาเดิมยังอยู่ และมันกำลังซ่อนตัวอยู่ในคอนเทนต์ที่นักการตลาดโพสต์ทุกวัน
ข้อมูลวิจัยจาก HubSpot พบว่า 86% ของนักการตลาดที่ใช้ AI ยังคงแก้ไขและปรับแต่งเนื้อหาก่อนเผยแพร่เสมอ เพราะรู้ดีว่าเนื้อหาที่ออกมาตรงๆ จาก AI นั้นขาดความเป็นมนุษย์ที่ทำให้คนอยากอ่าน อยากแชร์ และอยากซื้อ
วิธีทำให้เนื้อหา AI ดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น
1. เนื้อหาดูเป็นมนุษย์ขึ้นทันที เมื่อบอก AI ให้ชัด
ว่าคุณเป็นใคร คุยกับใคร และอยากได้โทนแบบไหน
แทนที่จะสั่ง AI แบบกว้างๆ ให้บอกตัวตนของผู้เขียน บอกว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร อยากได้โทนแบบไหน และมีตัวอย่างงานที่ชอบให้ดูด้วย Anum Hussain หัวหน้าฝ่าย Content ของ Ashby บอกว่าการฝึก AI ก็เหมือนการ Onboard พนักงานใหม่ ต้องให้ตัวอย่าง ต้องแก้งาน และต้องบอกสิ่งที่ต้องการอย่างชัดเจน
2. ไม่มีใครลอกเลียนเนื้อหาของคุณได้
เมื่อใส่ประสบการณ์จริงที่มีเพียงคุณคนเดียวที่รู้ลงไปในทุกชิ้นงาน
AI ดึงข้อมูลจาก Internet แต่ดึงความทรงจำและบทเรียนชีวิตของคุณไม่ได้ การเพิ่มเรื่องเล่าส่วนตัว ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง หรือมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ คือสิ่งที่ทำให้เนื้อหาของคุณไม่สามารถหาได้จากที่อื่น
3. คนอ่านรู้สึกอยากติดตามต่อ เมื่อเขียนในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง
แทนที่จะปล่อยให้เนื้อหาฟังดูเป็นกลางจนไม่มีตัวตน
Jamie Juviler นักเขียนจาก HubSpot เล่าว่าเขาใช้ ChatGPT ช่วยแปลงประโยค Third Person ให้กลายเป็น First Person และปรับชื่อบทความให้ฟังดูเป็นเสียงของผู้เขียนจริงๆ เพราะคนมีแนวโน้มคลิกอ่านมากกว่า เมื่อรู้สึกว่ามีคนจริงๆ กำลังพูดกับพวกเขา
4. ความน่าเชื่อถือไม่พังในชั่วข้ามคืน
เมื่อตรวจสอบทุกข้อมูลที่ AI สร้างขึ้น
ก่อนที่มันจะถูกเผยแพร่ออกไป
AI มักสร้างข้อมูลที่ฟังดูน่าเชื่อถือ แต่อาจผิดหรือล้าสมัย แม้แต่ ChatGPT เองยังมีข้อความเตือนว่า "อาจเกิดข้อผิดพลาด กรุณาตรวจสอบข้อมูลสำคัญ" การ Fact-check ทุกตัวเลขและทุก Quote จึงเป็นเรื่องที่ข้ามไม่ได้
ถ้าต้องการทางลัด ลองใช้เครื่องมือช่วย Humanize เช่น QuillBot ที่มีระบบเขียนใหม่หลายโหมด หรือ Jounce ที่รองรับตัวอักษรสูงถึง 12,000 ตัวและมีเทมเพลตการตลาดกว่า 70 แบบ ทั้งสองมีให้ใช้ฟรี
สิ่งที่ทำให้คอนเทนต์ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ว่า AI เขียนเร็วแค่ไหน แต่คือความจริง ความเป็นตัวตน และประสบการณ์ที่มีเพียงคุณคนเดียวที่มี AI เป็นแค่เครื่องมือ คนที่กุมชัยชนะคือคนที่รู้จักใช้มันให้ถูกวิธี

สรุป 6 ระดับของการสร้างรายได้ที่โคตรดี เห็นภาพเลยจาก Alex HormoziAlex Hormozi นักธุรกิจและนักลงทุนที่สร้างพอร์ตโฟลิโอบริ...
21/03/2026

สรุป 6 ระดับของ
การสร้างรายได้
ที่โคตรดี เห็นภาพเลย
จาก Alex Hormozi
Alex Hormozi นักธุรกิจและนักลงทุนที่สร้างพอร์ตโฟลิโอบริษัทมูลค่ารวมกว่า 8,250 ล้านบาทต่อปี เล่าว่าปัญหาหลักของคนส่วนใหญ่ที่หารายได้ได้น้อย ไม่ใช่การขาดความพยายาม แต่คือการไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในระดับไหน และควรจะขยับไปยังระดับถัดไปอย่างไร
นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Robert Kiyosaki เคยบอกว่า "คนจนและคนชั้นกลางทำงานเพื่อเงิน คนรวยให้เงินทำงานแทนตัวเอง" ซึ่งสะท้อนหลักการเดียวกับที่ Hormozi นำมาอธิบายเป็น 6 ระดับที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง
6 ระดับของการสร้างรายได้ที่ Hormozi อธิบายไว้

ระดับที่ 1 : แลกเวลากับเงิน
รายได้หยุดเมื่อคุณหยุดทำงาน
นี่คือจุดเริ่มต้นของคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำหรือฟรีแลนซ์ คุณได้รับเงินก็ต่อเมื่อลงแรงทำงาน และเมื่อหยุดพัก รายได้ก็หยุดตามไปด้วย
ข้อจำกัดของระดับนี้คือ "เพดาน" ที่ชัดเจน เพราะวันหนึ่งมีแค่ 24 ชั่วโมง และร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหน รายได้ก็ไม่สามารถเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่ร่างกายรับได้

ระดับที่ 2 : ขายผลลัพธ์ ไม่ใช่ขายเวลา
มูลค่าไม่ได้วัดจากชั่วโมง แต่วัดจากผลที่ได้
เมื่อคุณเปลี่ยนจากการคิดราคาตามชั่วโมง มาเป็นการคิดราคาตาม "ผลลัพธ์" ที่ลูกค้าได้รับ รายได้จะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างเช่น นักการตลาดที่คิดค่าบริการต่อชั่วโมงจะได้เงินน้อยกว่านักการตลาดที่บอกว่า "ฉันจะช่วยให้ธุรกิจคุณโตขึ้น 30% ภายใน 90 วัน" แม้เวลาที่ใช้จริงจะเท่ากัน แต่มูลค่าที่ตั้งราคาได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ระดับที่ 3 : ต่อขยายตัวเองผ่านคนอื่น
เวลาของคุณคูณด้วยคนที่คุณบริหาร
ระดับนี้คือการเริ่มสร้างทีม คุณไม่ได้ทำทุกอย่างคนเดียวอีกต่อไป แต่ใช้ความสามารถในการบริหารคนเพื่อขยายผลงานออกไป
Hormozi บอกว่านี่คือจุดที่หลายคนสะดุด เพราะการบริหารคนต้องใช้ทักษะใหม่ที่แตกต่างจากการทำงานคนเดียว และหลายคนไม่ยอมลงทุนเรียนรู้ทักษะนี้ จึงติดอยู่ที่ระดับ 2 ตลอดไป

ระดับที่ 4 : สร้างระบบที่ทำงานแทนคุณ
ธุรกิจที่แท้จริงเดินได้แม้คุณไม่อยู่
ความแตกต่างระหว่างเจ้าของธุรกิจกับคนทำธุรกิจคนเดียว คือ "ระบบ" ในระดับนี้ คุณสร้างกระบวนการที่ทำซ้ำได้ สอนคนอื่นได้ และดำเนินต่อไปได้แม้ไม่มีคุณอยู่
Michael Ge**er เจ้าของหนังสือ The E-Myth Revisited เคยบอกว่า ธุรกิจที่ดีควรทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งตัวคุณ ถ้าคุณหยุดไปแล้วธุรกิจล้ม นั่นไม่ใช่ธุรกิจ นั่นคืองานที่คุณสร้างให้ตัวเอง

ระดับที่ 5 : รายได้ที่เกิดขึ้นซ้ำโดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง
ขายครั้งเดียว แต่เก็บเงินได้ต่อเนื่อง
นี่คือพลังของ Recurring Revenue หรือรายได้แบบสมัครสมาชิก แทนที่จะต้องหาลูกค้าใหม่ทุกเดือน คุณสร้างโครงสร้างรายได้ที่ลูกค้าจ่ายเงินให้คุณซ้ำๆ โดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างที่ Hormozi ยกคือโมเดลของ Starbucks ที่ไม่ได้แค่ขายกาแฟ แต่ขายนิสัยและความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า บริษัทที่มีโมเดลแบบนี้จะมีมูลค่าสูงกว่าบริษัทที่ขายแบบ One-time อย่างมาก

ระดับที่ 6 : เงินลงทุนที่งอกเงยโดยไม่ต้องใช้แรงงาน
ทรัพย์สินทำงานแทนเวลาของคุณ
ระดับสูงสุดคือการที่เงินหรือทรัพย์สินของคุณสร้างผลตอบแทนโดยไม่ต้องพึ่งแรงงานของคุณโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือการถือหุ้นในธุรกิจที่มีทีมบริหารเอง
Hormozi เล่าว่า Acquisition .com ที่เขาก่อตั้งขึ้น คือโมเดลของระดับนี้ที่ชัดเจนที่สุด เพราะพวกเขาลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ แล้วปล่อยให้ระบบและทีมงานขับเคลื่อนต่อไป
Hormozi ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า ไม่มีใครเริ่มต้นที่ระดับ 6 และไม่มีใครควรรู้สึกผิดที่ยังอยู่ในระดับ 1 หรือ 2 สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ตำแหน่งที่ยืนอยู่ตอนนี้ แต่คือการรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ระดับไหน และกำลังทำอะไรเพื่อขยับขึ้นไปยังระดับถัดไป
คนที่หาเงินได้มากไม่ได้ฉลาดกว่า แต่พวกเขาเข้าใจว่า "ระดับที่อยู่" กำหนด "เพดานที่ไปได้" และพวกเขาเลือกที่จะทุบเพดานนั้นอย่างมีระบบ ไม่ใช่แค่ทำงานหนักขึ้นในกล่องเดิม

อาชีพแรกที่ทำ อาจไม่ใช่"อาชีพที่ทำตลอดไป"จาก C-level องค์กรใหญ่มาเปิดธุรกิจตัวเองตอนนี้โตกว่า 2,310 ลบ.เรื่องราวของ Loui...
20/03/2026

อาชีพแรกที่ทำ อาจไม่ใช่
"อาชีพที่ทำตลอดไป"
จาก C-level องค์กรใหญ่
มาเปิดธุรกิจตัวเอง
ตอนนี้โตกว่า 2,310 ลบ.
เรื่องราวของ Louisa Serene Schneider ผู้จัดการกองทุน Hedge Fund ระดับ C-Level บน Wall Street ที่มีรายได้สูงมาก แต่เธอกลับเลือกทิ้งงานนั้น และลาออกเพื่อมาเปิดธุรกิจ "เจาะหู"
ธุรกิจเจาะหูในสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ตลาดนี้แทบไม่เคยถูก disrupt มาหลายสิบปี ห้างสรรพสินค้าและร้านเครื่องประดับยังคงให้บริการในรูปแบบเดิม โดยไม่มีมาตรฐานทางการแพทย์รองรับอย่างจริงจัง เธอใช้เวลาทำงานประเมินมูลค่าห้างที่กำลังจะล้มละลาย และมองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองข้ามไป
Louisa บอกว่าจุดเริ่มต้นของทุกอย่างคือการมองหาสถานที่เจาะหูให้ลูกสาว เธอเคยมีประสบการณ์เจาะหูที่ไม่ดีมาก่อน และไม่อยากให้ลูกต้องเจอแบบเดียวกัน "กุมารแพทย์ของเราไม่ได้ให้บริการเจาะหู และฉันก็ไม่อยากพาลูกไปใช้บริการตามห้างหรือร้านเครื่องประดับทั่วไป"
พ่อแม่ของเธอทั้งคู่เป็นแพทย์ เธอจึงมองการเจาะหูว่าเป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ต้องทำอย่างปลอดภัย ไม่ใช่แค่บริการเสริมสวยทั่วไป ความคิดนั้นคือจุดกำเนิดของ Rowan
ปี 2017 เธอได้เริ่มธุรกิจจากห้องใต้หลังคาบ้านที่ Larchmont รัฐนิวยอร์ก โดยไม่มีเงินพอสร้างร้านค้า เธอจึงเริ่มจากบริการ Concierge ส่งพยาบาลไปเจาะหูถึงบ้านลูกค้า
คนที่ช่วยสร้างเครือข่ายพยาบาลในช่วงแรกคือเพื่อนที่สอนอยู่ที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย Columbia ควบคู่กันนั้นเธอยังขาย Subscription Box ต่างหูแบบ Hypoallergenic ในราคาคู่ละ 660 บาท ให้ลูกค้าได้ต่างหูใหม่ทุกเดือน
Louisa และเพื่อนร่วมก่อตั้ง Sarah Fraser ใช้เงินออมส่วนตัวทั้งหมดในการเริ่มต้นธุรกิจนี้ขึ้นมา
ปีต่อมา ได้มีการจ้าง Digital Creator ชื่อ Beth Chappo โปรโมท Subscription Box ต่างหูช่วงเทศกาล ผลลัพธ์ที่ได้คือยอดสั่งซื้อหลักร้อยกล่องในเวลาไม่กี่นาที
หลังจากกระแสตอบรับจากลูกค้าดีขึ้นเรื่อยๆ Louisa เริ่มขอทุนจากนักลงทุน แต่กลับเจอแต่คำว่า "ไม่" นักลงทุนบอกว่าคุณโง่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วเธอก็ต้องลุกขึ้นมาบอกตัวเองว่า ฉันโง่ไหม? ไม่ ฉันรู้ว่านี่มันถูกต้อง ฉันทำได้
ด้วยความพยายาม สุดท้ายตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2021 Rowan ระดมทุน Seed ได้ 165 ล้านบาท ตามด้วย Series A ในต้นปี 2021 และ Series B อีก 660 ล้านบาท ในปลายปีเดียวกัน
ความดังของ Rowan ทำให้ห้างอย่าง Target ติดต่อขอร่วมงาน ทำให้ Rowan มีจุด Pop-up Piercing มากกว่า 300 แห่งทั่วสหรัฐฯ
ถึงแม้ปี 2020 ช่วง COVID-19 ที่ทุกอย่างปิดตัว Rowan ยังคงส่งพยาบาลไปให้บริการตามบ้าน เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องพลาด Milestone สำคัญในชีวิต
ปลายปีเดียวกันเปิดร้านแบบ Brick-and-Mortar แห่งแรกที่นิวยอร์กซิตี้ จนถึงปี 2022 เมื่อ Studio ของตัวเองทำกำไรได้ดีกว่า เธอจึงยุติความร่วมมือกับ Target
ปัจจุบัน Rowan มีสาขาทั่วสหรัฐฯ ถึง 90 แห่ง พนักงานกว่า 800 คน โดยมากกว่าครึ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ผ่านการอบรมหลักสูตรเฉพาะของ Rowan และได้รับค่าจ้าง 760–990 บาท ต่อชั่วโมงพร้อม Tips
ธุรกิจมีรายได้เกิน 2,310 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา และเพิ่งทำกำไรได้ตั้งแต่ปี 2023 โดยไม่ต้องระดมทุนเพิ่มอีกเลย พร้อมตั้งเป้าขยายครบ 100 สาขา และรายได้ 4,950 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2025
ธุรกิจที่ดูเล็กน้อยในสายตาคนอื่น อาจเป็น Opportunity ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตก็ได้ ถ้าคุณมองเห็นปัญหาที่ยังไม่มีใครแก้ได้จริงๆ "ทุกครั้งที่ฉันเห็นรอยยิ้มหลังการเจาะหู เห็นเสียงปรบมือและความสุขของครอบครัว นั่นแหละคือความสำเร็จของเราแล้วจริงๆ"

จดบันทึกชีวิตทุกวันแล้วคุณจะพบว่า"ตัวเองต้องการอะไรกันแน่"Tracee Ellis Ross นักแสดงรางวัลระดับโลกและผู้ร่วมก่อตั้ง Patte...
19/03/2026

จดบันทึกชีวิตทุกวัน
แล้วคุณจะพบว่า
"ตัวเองต้องการอะไรกันแน่"
Tracee Ellis Ross นักแสดงรางวัลระดับโลกและผู้ร่วมก่อตั้ง Pattern Beauty แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่เธอสร้างขึ้นในปี 2019 ไม่ได้ประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน
เธอใช้เวลากว่า 10 ปีกว่าจะเปลี่ยนไอเดียในหัวออกมาวางบนชั้นวางสินค้าได้จริง และตลอดเส้นทางนั้น เธอสะสมบทเรียนที่หาค่าไม่ได้เอาไว้มากมาย
Ross ในวัย 53 ปี นั่งคุยกับ Emma Grede ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Good American ในพอดแคสต์ Aspire ตอนที่ชื่อว่า "Become the CEO of Your Own Life" และบอกว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่พลาดไปคือการมุ่งไล่ตามสิ่งที่อยากได้ โดยลืมใส่ใจการเป็นในแบบที่ตัวเองเป็น
Ross เล่าว่า "คนมักพูดถึงวิธีได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ แต่ฉันคิดว่าสิ่งสำคัญกว่าคือการเรียนรู้ที่จะเป็นตัวเอง โลกรอบข้างจะสร้างตัวเองขึ้นมาจากสิ่งนั้น"
เครื่องมือ 3 อย่างที่จะทำให้คุณเป็นซีอีโอของชีวิตตัวเอง
1. ฝันใหญ่ได้ แต่ต้องรู้ว่างานนั้นตกอยู่กับใคร
Ross เติบโตมาพร้อมกับแม่ที่ชื่อ Diana Ross นักบันเทิงระดับตำนาน เธอสังเกตมาตั้งแต่เด็กว่าแม่ไม่เคยพลาดมื้อเช้ากับลูกๆ และเลือกอัดเพลงในช่วงดึกหลังจากที่ทุกคนหลับแล้ว บทเรียนนั้นสอนให้เธอเข้าใจว่า ความฝันที่ยิ่งใหญ่ต้องการแรงขับที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
"คนมักบอกให้ฝันให้ใหญ่ แต่สิ่งที่ฉันเรียนรู้ในวัยเด็กคือ ฝันให้ใหญ่ แต่รู้ไว้ว่าคนที่จะต้องลงมือทำทุกอย่างนั้นคือตัวคุณ"
2. จดบันทึกชีวิตทุกวัน แล้วคุณจะพบว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่
ลองบันทึกความคิดและสะท้อนตัวเองทุกวันติดต่อกันหนึ่งถึงสองสัปดาห์ โดยถามตัวเองในแต่ละวันว่า
- วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง
- ฉันให้เกียรติตัวเองในวันนี้ไหม
- อะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล
- มีอะไรที่รู้สึกกลัวหรือยังคาใจอยู่บ้าง
- มีอะไรที่รู้สึกขอบคุณ
เมื่อได้คำตอบแล้ว ให้กลับไปอ่านทบทวนพร้อมปากกาและปากกาเน้นข้อความ วงคำหรือ theme ที่ปรากฏซ้ำๆ จดลงกระดาษอีกแผ่น แล้วเริ่มถามต่อว่า "ความรู้สึกแบบไหนที่ฉันอยากได้จากชีวิต และอะไรในชีวิตที่มีอยู่แล้วที่ให้ความรู้สึกนั้น"
จากนั้นค่อยถามต่อว่า มีงานที่สร้างจากสิ่งนั้นได้ไหม มีชีวิตที่สร้างจากสิ่งนั้นได้ไหม หรือมีบริษัทที่สร้างจากสิ่งนั้นได้บ้าง
3. ทุกครั้งที่โดนปฏิเสธ คือโอกาสที่จะขัดเงาไอเดียให้คมขึ้น
Ross ใช้เวลา 10 ปีกว่าที่สินค้าของ Pattern Beauty จะได้วางจำหน่ายในร้านจริง ระหว่างนั้นเธอโดนปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วน แต่เธอไม่ได้มองมันเป็นความพ่ายแพ้ "สิ่งที่ฉันเรียนรู้คือ เมื่อถูกปฏิเสธ ให้รับรู้มันไว้ก่อน รู้สึกผิดหวังได้ และเมื่อความรู้สึกนั้นเบาลงแล้ว ถึงค่อยถามตัวเองต่อ"
คำถามที่ควรถามหลังโดนปฏิเสธมีดังนี้
1. ไอเดียของเราไม่แข็งแกร่งพอจริงๆ ไหม
2. ถ้าไอเดียดีอยู่แล้ว ทำไมถึงโดนปฏิเสธ
3. คนหรือบริษัทที่ปฏิเสธเราใช่คนที่ควรช่วยสร้างวิสัยทัศน์นี้หรือเปล่า
4. เราสื่อสารไอเดียได้ชัดเจนและมีพลังพอแล้วหรือยัง
"ทุกครั้งที่ตอบคำถามเหล่านี้ คุณจะชัดขึ้นเรื่อยๆ ทุกคำว่าไม่ พาฉันเข้าใกล้ความสำเร็จขึ้นทีละนิด"
ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการตามหาสิ่งที่ต้องการ แต่เกิดจากการรู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้ง ฝันในระดับที่คุณพร้อมจะทุ่มเท บันทึกและสะท้อนตัวเองทุกวัน และมองทุกคำปฏิเสธเป็นเชื้อเพลิงสำหรับก้าวต่อไป

เหมือนมีเวลาเพิ่ม วันละ 2 ชั่วโมงเทคนิคจัดการเวลาที่ผู้นำธุรกิจใช้ถ้าพูดถึง "การบริหารเวลา" อาจเป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวง...
18/03/2026

เหมือนมีเวลาเพิ่ม วันละ 2 ชั่วโมง
เทคนิคจัดการเวลาที่ผู้นำธุรกิจใช้
ถ้าพูดถึง "การบริหารเวลา" อาจเป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวงสำหรับผู้ประกอบการและคนทำงานในยุคปัจจุบัน เพราะทุกคนมีเวลาเท่ากันคือ 24 ชั่วโมงต่อวัน แต่ทำไมบางคนถึงทำงานได้มากกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น
จากการศึกษาของ Harvard Business Review พบว่า ผู้บริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จมักใช้เทคนิคบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมีความแตกต่างถึง 500% ในผลิตภาพระหว่างผู้บริหารที่บริหารเวลาได้ดีเยี่ยมกับผู้บริหารทั่วไป
Renzo Costarella นักธุรกิจและที่ปรึกษาให้กับบริษัทสตาร์ทอัพชั้นนำกล่าวไว้ว่า "ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่คุณทำงานหนักแค่ไหน แต่อยู่ที่คุณใช้เวลาในแต่ละวันอย่างชาญฉลาดเพียงใด" การบริหารเวลาที่ดีจึงเป็นทักษะสำคัญที่จะทำให้คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจและชีวิตส่วนตัวมากขึ้น
จากการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้นำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ พบว่ามีเทคนิคการบริหารเวลา 11 ประการที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการจัดลำดับความสำคัญของงาน การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และการสร้างระบบทำงานที่เป็นระเบียบ
11 วิธีนี้จะมีอะไรบ้าง ดูตามภาพได้เลย

วิธีหาลูกค้า 100 คนแรกเริ่มจากหาเหตุผลที่ทำให้ 10 คนยอมจ่ายเงินให้คุณแล้วเอา "เหตุผลนั้น" ไปใช้ซ้ำ ๆFounder หลายคนเริ่มต...
17/03/2026

วิธีหาลูกค้า 100 คนแรก
เริ่มจากหาเหตุผลที่ทำให้ 10 คน
ยอมจ่ายเงินให้คุณ
แล้วเอา "เหตุผลนั้น" ไปใช้ซ้ำ ๆ
Founder หลายคนเริ่มต้นธุรกิจด้วยคำถามว่า
“จะหาเงินล้าน ต้องมีลูกค้าจำนวนมากๆที่สุด จะยิ่งดี" จนต้องทำหลายอย่าง
และถอดใจไปซะก่อนในหลาย ๆ ครั้ง
แต่ในความเป็นจริง การเติบโตของธุรกิจมักเริ่มจากคำถามที่เล็กกว่านั้นมาก
คุณหาลูกค้า 10 คนแรกที่ยอมจ่ายเงินจริงได้ยังไง?
Joseph Lee ผู้ก่อตั้ง Supademo ที่ตอนนี้เติบโต
กลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประมาณ 7–8 ล้านบาทต่อเดือน
ได้แชร์ แนวคิดว่าอย่าเริ่มจากการหาคนจำนวนมาก
ให้เริ่มจากการเข้าใจว่า
"อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ 10 คนแรกยอมจ่ายเงินให้คุณ"
เค้าบอกว่า ก่อนจะสร้างโปรดักต์ หลายธุรกิจเริ่มจากการไปคุยกับลูกค้าที่มีปัญหาจริงก่อน เพื่อยืนยันว่าปัญหานั้นมีอยู่จริง ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดไปเอง จากนั้นจึงเริ่มหาลูกค้ากลุ่มแรกด้วยวิธีง่าย ๆ ที่โฟกัสไปที่ “คนที่มีปัญหาอยู่แล้ว” ตัวอย่างแนวทางที่ใช้ได้กับหลายธุรกิจ เช่น
1. ไปอยู่ในที่ที่ลูกค้าของคุณอยู่แล้ว
เช่น กลุ่ม Facebook, Instagram, คอมมูนิตี้ออนไลน์ หรือกลุ่มเฉพาะทางต่าง ๆ เพราะที่นั่นคือที่ที่คนกำลังพูดคุย แลกเปลี่ยน และมองหาคำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาของเขา
2. ให้คนได้ลองสัมผัสคุณค่าของสิ่งที่คุณทำ
อาจเป็นตัวอย่างงาน ทดลองใช้ บริการเล็ก ๆ ฟรี หรือคอนเทนต์ที่ช่วยแก้ปัญหาบางส่วน เพื่อให้คนเห็นคุณค่าก่อนที่จะตัดสินใจจ่ายเงินจริง
3. ทำสิ่งที่ยังไม่ต้องสเกล เพื่อให้ได้ลูกค้าจริงก่อน
ช่วงแรกอาจต้องทำแบบ Manual เช่น ทักไปคุยกับลูกค้าเอง เสนอทดลองใช้กับคนกลุ่มเล็ก ๆ หรือช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าเป็นรายคน เพื่อให้เกิดเคสจริง
วิธีเหล่านี้อาจไม่ได้ทำให้คุณได้ลูกค้าจำนวนมากทันที
แต่จะช่วยให้คุณเริ่มมี ลูกค้าที่จ่ายเงินจริง
และบทเรียนสำคัญที่สุดคือ
Founder มือใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเป้าหมายใหญ่ เช่น ต้องได้ลูกค้า 10,000 คน
เป้าหมายแรกคือหาลูกค้า 10 คนที่ยอมจ่ายเงินจริงให้ได้ก่อน
แล้วถามตัวเองให้ชัดว่า
๐ เขาเจอคุณจากที่ไหน
๐ เขาตัดสินใจซื้อเพราะอะไร
๐ อะไรทำให้เขาเชื่อว่าสิ่งที่คุณทำช่วยแก้ปัญหาได้
เมื่อคุณเข้าใจเหตุผลนั้นแล้ว
วิธีหาลูกค้า 100 คนแรก คือการเอาเหตุผลเดียวกันนั้นไปทำซ้ำ ๆ
ถ้า 10 คนแรกมาจากกลุ่ม Facebook
ก็เข้าไปช่วยคนในกลุ่มนั้นให้มากขึ้น
ถ้า 10 คนแรกมาจาก Instagram
ก็สร้างคอนเทนต์ให้คนเห็นคุณค่ามากขึ้น
เพราะการเติบโตช่วงแรกของธุรกิจ
มักไม่ได้มาจากการลองทุกอย่าง
แต่เกิดจากการ ค้นหาสิ่งที่ทำให้ 10 คนแรกยอมจ่าย แล้วทำสิ่งนั้นซ้ำ
จนกลายเป็นลูกค้า 100 คนแรก และต่อยอดไปจากจุดนั้นจนสำเร็จตามที่คุณต้องการได้

อายุ 41 ปี มาเริ่มทำ ธุรกิจขายเสื้อผ้ามือสองยอดขาย 6.5 ล้าน ต่อปีและนี้คือวิธีที่คุณก็ทำตามได้ปี 2008 ริก เซนโก เป็นพ่อเ...
12/03/2026

อายุ 41 ปี มาเริ่มทำ ธุรกิจขายเสื้อผ้ามือสอง
ยอดขาย 6.5 ล้าน ต่อปี
และนี้คือวิธีที่คุณก็ทำตามได้
ปี 2008 ริก เซนโก เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่เพิ่งตกงาน มีลูกชายวัย 5 ขวบต้องเลี้ยงดู และไม่มีเงินพอแม้แต่จะซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่
เขาเข้าไปหาซื้อโทรศัพท์มือสองใน eBay แล้วพบว่ารุ่นเดียวกันนั้นขายอยู่ใน Craigslist ในราคาถูกกว่าครึ่ง นั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง เขาซื้อมาในราคา 1,155 บาท แล้วขายต่อได้ 2,310 บาท และตัดสินใจทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อย ๆ ทุกวัน
ตลาดสินค้ามือสองทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยรายงานจาก ThredUp ระบุว่าตลาด Resale ทั่วโลกมีมูลค่าสูงกว่า 2.3 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะโตเป็นสองเท่าภายในปี 2028
สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจขายของมือสองไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่หลายคนยังมองข้าม
เซนโกเริ่มต้นจากการขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มือสอง ก่อนจะเปลี่ยนมาโฟกัสที่เสื้อผ้าในช่วงราวปี 2010 เพราะสินค้าประเภทนี้ไม่มีความเสี่ยงเรื่องของแตกหักในการจัดส่ง และมีโอกาสทำกำไรสูงในแบบที่คนทั่วไปมองไม่เห็น
เขาบอกว่าเสื้อ Polo Ralph Lauren บางตัวอาจมีมูลค่าสูงกว่าเครื่องเล่นเกมส์ แต่ส่วนใหญ่มักถูกทิ้งกองอยู่บนพื้นตลาดนัด เขาออกจากบ้านก่อนฟ้าสว่างทุกวัน เดินหาของตามตลาดนัด ร้านมือสอง และงานขายของหน้าบ้าน ทำงานหนักถึง 20 ชั่วโมงต่อวัน และไม่หยุดพักนานเกือบ 20 ปี
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2023 เมื่อเซนโกรู้สึกว่าตัวเองเริ่มชนเพดาน เขาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการขายทีละชิ้นใน eBay มาเป็นการขายส่งให้กับนักขายมืออาชีพรายอื่น
โดยตั้งธุรกิจชื่อ Technsports ที่จำหน่ายเสื้อผ้ามือสองได้สูงถึง 5,000 ชิ้นต่อวัน ลูกค้าบางรายซื้อมากถึง 1,000 ชิ้นต่อสัปดาห์ แล้วนำไปคัดและขายต่อเอง ผลลัพธ์คือรายได้รวมปี 2024 ทะลุ 214.5 ล้านบาท พร้อมอัตรากำไรต่อชิ้นอยู่ที่ราว 50% ในขณะที่รายได้จาก eBay ของเขาในปี 2023 อยู่ที่กว่า 82.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 16.5 ล้านบาทในปี 2017
สิ่งที่ทำให้เรื่องของเซนโกน่าจดจำไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือแนวคิดที่เขายึดถือมาตลอด เขาบอกว่า "คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินมาก คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้มาก คุณแค่ต้องเริ่ม"
และการที่เขา "ไม่หยุดพักเลยตลอดเกือบ 20 ปี" ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เพราะเขาค้นพบว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนเงิน 165 บาทให้กลายเป็น 825 บาทได้ด้วยความรู้และความพยายาม และนั่นทำให้เขาหยุดไม่ได้

กระทรวงพาณิชย์เปิดหลักสูตร TIJ #3 ปั้น SME ไทยสู่ CEO Influencerดันยอดขายดิจิทัลทะลุพันล้านกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าต่อเนื่...
11/03/2026

กระทรวงพาณิชย์
เปิดหลักสูตร TIJ #3 ปั้น SME ไทย
สู่ CEO Influencer
ดันยอดขายดิจิทัลทะลุพันล้าน
กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 กับหลักสูตร "ปั้นเจ้าของธุรกิจให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์" รุ่นที่ 3 หรือ TIJ #3 โดยมีคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดหลักสูตร ในงานที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้ประกอบการสนใจสมัครเข้าร่วมกว่า 2,000 ราย
หลักสูตรนี้รวมวิทยากรและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาถ่ายทอดประสบการณ์ตรงถึง 8 ท่าน ได้แก่ คุณอิน สาริน รณเกียรติ (เจ้าของแบรนด์ทาร์ตไข่ YOLK และขนม Holiday Pastry) คุณโอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ (ผู้บริหารค่ายเพลง Gene Lab)คุณนัท นิสามณี เลิศวรพงศ์ (เจ้าของเครื่องสำอางแบรนด์ Lip it) คุณแต๋ง กฤษฏิ์กุล ชุมแก้ว (ผู้ก่อตั้งร้าน After Yum) คุณจูดี้ จารุกิตติ์ ศรีสวัสดิ์ คุณแพรรี่ ไพรวัลย์ วรรณบุตร (อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง)คุณซันนี่ จาวลา (ยูทูปเบอร์ด้านเทคโนโลยีเจ้าของช่อง Sunnylogy) และคุณปุ้ย ปริวรรตน์ อรุโณทยานันท์ (เจ้าของและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ moodata .me)”
สิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้รับคือทักษะการสร้างคอนเทนต์ ไลฟ์ขายสินค้า และสร้างแบรนด์บนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมืออาชีพ โดยหลังจากเรียนรู้แล้ว ผู้ประกอบการ 150 รายที่ถูกคัดเลือกจะได้ลงสนามจริงในกิจกรรม Live Marathon บน Shopee LIVE และ TikTok LIVE ระหว่างวันที่ 1–10 เมษายน 2569
จากนั้น 30 คนสุดท้ายจะได้เข้าค่าย Influencer Bootcamp ติวเข้มแบบเจาะลึก 3 วัน 2 คืน กับผู้เชี่ยวชาญกว่า 10 ท่าน อาทิ คุณมอสมัดจุก ครีเอเตอร์สายเอนเตอร์เทน, คุณบีม สรีดา เจ้าของแบรนด์ความงาม, คุณปุยฝ้าย ปุยแสบปาก นักไลฟ์ขายน้ำพริก, คุณอาร์ม GoodSunday ครีเอเตอร์สายไวรัล, คุณจูเนียร์ HAAB นักสร้างแบรนด์อาหารและเครื่องดื่ม, คุณเฟิร์น ATIPA Shop เจ้าของแบรนด์แฟชั่น, คุณง้วงติดกระดุมเม็ดแรก กูรูการตลาดออนไลน์ และคุณเจมส์ Insightist เทรนเนอร์ด้าน AI และปิดท้ายด้วยรางวัล DBD Influencer Award พร้อมโอกาสจับคู่ธุรกิจสำหรับผู้ที่โดดเด่นที่สุด
ทำไมตอนนี้ถึงเป็นจังหวะที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ
เพราะตลาด e-Commerce ไทยมีมูลค่าสูงถึง 14.7 ล้านล้านบาท และตลาด Influencer เติบโตกว่า 20% ต่อปี เจ้าของธุรกิจที่สามารถสร้างตัวตนของตัวเองได้จึงเท่ากับลดต้นทุนการตลาดและสร้างความน่าเชื่อถือได้ในระยะยาว ซึ่งจากผลลัพธ์ของสองรุ่นที่ผ่านมา ปั้นผู้ประกอบการไปแล้ว 2,455 ราย สร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 1,062 ล้านบาท และเฉพาะในปี 2568 สร้างยอดขายได้กว่า 500 ล้านบาทจากกิจกรรมไลฟ์มาราธอนเพียง 2 เดือน ถือเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้ชัดเจนว่าหลักสูตรนี้ได้ผลจริง

ไปงานไหน ก็มีแต่คนรู้จักวิธีคบคอนเนกชั่น แบบ 5/25/150ที่ได้ทั้งมิตรภาพ และผลประโยชน์เป้าหมายของการทำงานและธุรกิจของทุกคน...
06/03/2026

ไปงานไหน ก็มีแต่คนรู้จัก
วิธีคบคอนเนกชั่น แบบ 5/25/150
ที่ได้ทั้งมิตรภาพ และผลประโยชน์
เป้าหมายของการทำงานและธุรกิจของทุกคนคือความก้าวหน้าและการเติบโต แต่น้อยคนมากที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ซึ่ง Sean Johnson ผู้ร่วมก่อตั้งของ hiremadison ได้แนะนำ 3 วิธีที่จะทำให้คุณติดปีกในการสร้างความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
วิธีแรกคือ เก่งกาจจนผู้คนมองข้ามคุณไม่ได้ ซึ่งต้องใช้เวลาทุ่มเทหลายปี ความหลงใหลในสาขาที่คุณทำ และอาจจะรวมถึงพรสวรรค์ด้านใดด้านหนึ่งด้วย
วิธีที่สองคือ ทำงานหนักกว่าทุกคน ไม่ใช่แค่ทำงานหลายชั่วโมง แต่มุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพและโฟกัสอย่างเต็มที่ในทุก ๆ ชั่วโมงของวันทำงาน
วิธีที่สามคือ สร้างสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดีกว่าทุกคน เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ใครก็ทำได้ แต่ถ้าทำถูกวิธี จะมีคุณค่ามหาศาลช่วยให้บริษัทของคุณดำเนินงานได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุน หาลูกค้า ดึงดูดบุคลากร จับมือกับคู่ค้าที่ดี และอื่น ๆ อีกมากมาย
แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยใส่ใจ หรือทำได้ไม่ดีพอ สำหรับพวกเขา การสร้างเครือข่ายหมายถึงการแลกนามบัตรในงานอีเวนต์ ชวนไปดื่มกาแฟเพื่อ "ล้วงความลับ" และดูว่ามีโอกาสที่จะผลประโยชน์จากอีกฝ่ายมากน้อยแค่ไหน
คอนเนกชั่นที่สำเร็จ ไม่ใช่เพียงแค่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
แต่มันคือแนวคิดในการสร้างชื่อเสียงของตัวเองให้ดี
เพื่อทำให้ใคร ๆ ก็อยากเข้าหาและพร้อมช่วยเหลือคุณ
มันคือการสร้างความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่สร้างผลประโยชน์ร่วมกัน
เคล็ดลับหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการสร้างคอนเนกชั่นคือ ระบบที่เรียกว่า “5/25/150”
Sean Johnson เล่าว่าเขามีเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยดัง หรือมีธุรกิจที่ได้รับความนิยม แต่เพื่อนเขากลับมีคนรู้จักมากมาย และผู้คนก็ต่างยินดีที่จะช่วยเหลือเขา แต่ด้วยกฎการสร้างเครือข่าย 5/25/150 สิ่งที่เขาได้ทำคือ
O สร้างสเปรดชีตใน Google Drive แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคนคือ
- 5 คนแรกที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุดในการบรรลุเป้าหมาย เขาจะติดต่อหลายครั้งต่อสัปดาห์
- 25 คนถัดไป เขาจะติดต่อสัปดาห์ละครั้ง
- 150 คนสุดท้าย เขาจะติดต่อเดือนละครั้ง
สำหรับ 5 คนแรกที่สำคัญเพื่อนของเขาจะพยายามเข้าใจว่าแต่ละคนมีเป้าหมายอะไรและลงมือช่วยเหลือพวกเขาทันที ลองนึกภาพว่ามีคนยินดีช่วยเหลือคุณขนาดนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือคุณเองก็อยากตอบแทนด้วยเช่นกัน แต่ถ้าคุณทำด้วยความจริงใจ ก็ไม่ต้องแปลกใจถ้าโอกาสต่าง ๆ จะเริ่มเปิดทางเข้ามาหาคุณ
ถัดมากลุ่ม 25 และ 150 ก็ทำคล้ายกัน แค่ติดต่อน้อยลงตามลำดับ ถึงแม้ความถี่จะน้อยกว่ากลุ่ม 5 แต่ก็ยังมากกว่าที่คนทั่วไปทำอยู่เยอะ
การทำแบบนี้ได้ จำเป็นต้องมีอารมณ์ร่วมสูง คุณต้องรักที่จะช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงใจ อดทนในการลงมือทำและเลิกคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง แม้บางครั้งมันอาจไม่ได้ผลเสมอไป แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่ได้ผลจนเกิดการช่วยเหลือที่คุณคาดไม่ถึง
คนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีคนรู้จักเยอะและหลากหลายวงการ ยิ่งมีหลายวง เวลาคุณมีปัญหา ก็จะรู้ทันทีว่าต้องไปหาใคร มันไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ แต่มันคือการแลกเปลี่ยนความรู้ ความช่วยเหลือ และสัมพันธ์ที่ช่วยก่อให้เกิดโอกาสมากมายในชีวิต

ล้มละลายตอน 30แต่กลับมา เกษียณได้ตอน 50เพราะยอมรับตัวเองและลงมือ“แก้ไขวินัย” จริงจังหลายคนที่เคยล้มละลาย เพราะอะไรแล้วผ่...
05/03/2026

ล้มละลายตอน 30
แต่กลับมา เกษียณได้ตอน 50
เพราะยอมรับตัวเอง
และลงมือ“แก้ไขวินัย” จริงจัง
หลายคนที่เคยล้มละลาย เพราะอะไร
แล้วผ่านมาได้ยังไงกันบ้าง ?
เรื่องราวของ Chris Elle Dove ที่บอกว่าเธอล้มละลายในปี 2544 ในตอนนั้นที่สามีเสียชีวิต กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสองที่ต้องดิ้นรนหางานทำ แต่ลุกขึ้นได้อีกครั้งด้วยทรัพย์สินกว่า 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่สำคัญเธอยังมีแผนเกษียณก่อนอายุ 50
เมื่อก่อนเธอมีรายได้อยู่ที่ 50,000-60,000 เหรียญสหรัฐ ในฐานะศาสตราจารย์ งานเสริมของเธอคือการลงทุน รายได้จากอสังหาริมทรัพย์และเป็นที่ปรึกษาการเงิน ทำให้เธอก้าวไปสู่ “อิสรภาพทางการเงิน” และเกษียณก่อนกำหนด แม้ว่าเธอจะเริ่มต้นช้าไปก็ตาม เธอบอกว่ามันเป็นเวลานานมากกว่าจะกู้สถานการณ์ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
“ชีวิตที่หกล้ม”
ชีวิตของเธอถือว่าล้มลุกคลุกคลานพอสมควร มีลูกคนแรกตอนอายุ 20 และมีลูกคนที่สองตอนอายุ 24 กว่าจะจบปริญญาตรีก็ใช้เวลานานมาก จนถึงจุดที่เธอต้องทำงานสามงาน ทั้งงานสอนเต้น บาร์เทนเดอร์และงานพรวนดินของบริษัทจัดสวน เพื่อให้พอค่าใช้จ่ายของลูกทั้งสอง ในขณะนั้นสามีก็ป่วยและเสียชีวิต ชีวิตเต็มไปด้วยหนี้สินทั้งจากเงินกู้เรียนและหนี้ค่ารักษาสามี เธอจึงประกาศล้มละลาย
เธอต้องย้ายไปอยู่บ้านเล็ก ๆ และทำงานอย่างหนัก มันเต็มไปด้วยความรู้สึกล้มเหลว อย่าว่าแต่จะเก็บเงินเกษียณเลยแค่เงินพาลูกไปพิพิธภัณฑ์ยังต้องเบิกจากเงินล่วงหน้า พอเธอแต่งงานใหม่ก็เริ่มมองหาทางอื่น ๆ ที่จะช่วยให้มีเงินมากขึ้น เริ่มจากเขียนหนังสำหรับเด็กก็ยังไม่เห็นผล จึงเปลี่ยนมาลงทุนในตลาดหุ้นเพราะสามีมีความรู้ในเรื่องนี้...แล้วเธอก็เจอหนทางแห่งอนาคตมากขึ้น
“ทางแห่งอนาคต”
เธอเริ่มจากซื้อหุ้นของ Berkshire Hathaway และกระจายพอร์ตไปเรื่อย ๆ จนผลิดอกออกผลกำไรให้เธอเป็นอย่างดี ข้อดีของการลงทุนคือไม่ต้องลงแรง มีเวลาทำงานประจำและเลี้ยงลูกไปด้วย จนวัย 40 ที่เคลียร์หนี้ได้ทั้งหมด ไม่มีปัญหาเรื่องเงินมารบกวน เธอจึงอยากใช้เวลาเพื่อตัวเองมากขึ้นและเริ่มวางแผนเกษียณก่อนกำหนด
ศึกษากลยุทธ์และความเสี่ยงอย่างจริงจัง แบ่งสัดส่วนเงินอย่างชัดเจนและทุก ๆ เดือนต้องมีเงินสำหรับการลงทุนเพิ่ม ด้วยแนวคิดว่า “ทุกดอลลาร์ต้องมีงานทำ”
“ถึงเส้นชัยของตัวเอง”
ตอนนี้ Dove มีงานหลายงานทั้งงานเขียนหนังสือเด็ก โค้ชการเงิน เจ้าของที่พัก Airbnb ที่สร้างรายได้ให้เธอได้หลายทาง แต่ถ้าวันนั้นเธอไม่หันมาลงทุนคงไม่เจออิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง เพราะเมื่อการเงินดีขึ้นสิ่งรอบตัวก็ดีขึ้น มีเวลาไปทำในสิ่งที่รักและหาโอกาสใหม่ ๆ ให้ชีวิต

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66809945326

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ CashcarePlus : SME ODผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์