INSchain เพจให้ความรู้ และ บริการปรึกษาทางด?

  โรคติดเชื้อในเด็ก ที่พ่อแม่ควรระวัง- โรคติดเชื้อในเด็ก ถือเป็นกลุ่มโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก สาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส เช...
25/07/2022

โรคติดเชื้อในเด็ก ที่พ่อแม่ควรระวัง

- โรคติดเชื้อในเด็ก ถือเป็นกลุ่มโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก สาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือติดเชื้อพยาธิ ( Parasite ) บางโรคอาจหายได้เอง บางโรคอาจต้องได้รับการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญ หากลูกรักได้รับการฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์ก็สามารถช่วยป้องกันลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคได้
- โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็ก
โรคติดเชื้อในเด็กส่วนมากมักจะขึ้นอยู่กับฤดูกาลเช่น ถ้าช่วงหน้าฝนอากาศจะเย็นจึงทำให้เชื้อไวรัสอยู่ได้นาน เชื้อไวรัสก็ก่อให้เกิดเชื้อในทางเดินหายใจได้ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หรือ RSV
โรค RSV มักจะเกิดในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ส่วนมากเกิดขึ้นบริเวณทางเดินหายใจ มีอาการไข้สูง หอบเหนี่อย มีเสมหะ หรือสารคัดหลั่งออกมาอุดกั้นมาก และเนื่องจากเด็กเล็กจะมีทางเดินหายใจที่แคบ การระบายของเสมหะก็ยากขึ้น จึงยิ่งทำให้เด็กหายใจลำบากโอกาสเกิดการติดเชื้อรุนแรงก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม จึงต้องได้รับการพ่นยาด้วยยาขยายหลอดลม
ถัดมาก็คือ โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นการติดเชื้อในทางเดินหายใจเหมือนกัน จะมีอาการไข้สูง ไอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลียซึ่งจะต่างกับโรคไข้หวัดธรรมดาที่มีอาการเบากว่า ที่มีแค่ไอ จาม หรือมีน้ำมูก ถ้าเกิดเป็นช่วงหน้าร้อน ส่วนมากจะเป็นโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น โรคท้องร่วง ท้องเสีย ลำไส้อักเสบ โรคมือเท้าปาก จะมีอาการไข้สูง มีแผลในปากและเจ็บคอ ทำให้กินข้าวได้น้อยลงและน้ำลายยืด ซึ่งจะพบตุ่มแดง ตุ่มน้ำใสในปาก ในคอด้านหลัง และตามมือตามเท้าก็อาจพบได้ เช่นกัน
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : โรงพยาบาลเปาโล
เพจ INSChain พร้อมให้บริการ ยินดีให้คำปรึกษา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และ ประกันสะสมทรัพย์ แม้จะยังไม่ได้เป็นลูกค้ากัน เราก็ใส่ใจทุกเคสครับ
สอบถามเพิ่มเติม.
โทร: 063-4461521
อีเมล: [email protected]
เพจ: https://www.facebook.com/inschainth
#ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #ประกันสะสมทรัพย์ #ประกันโรคร้ายแรง #ประกัน

  ความแปรปรวนของสภาพอากาศ…ส่งผลกระทบต่อเด็กๆ ของเราอย่างไรบ้าง- การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว เป็นผ...
22/07/2022

ความแปรปรวนของสภาพอากาศ…ส่งผลกระทบต่อเด็กๆ ของเราอย่างไรบ้าง

- การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากปัจจัยของตัวอากาศและสภาพแวดล้อมในช่วงเวลานั้นๆ เอง แต่การร่างกายของคนเรานั้นก้อมีความสามารถในการปรับสมดุลของร่างกาย ให้เหมาะสมตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องได้เช่นกัน แต่การปรับสมดุลของคนเรานั้นอาจทำไม่ได้รวดเร็วตามสภาพอากาศ และอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเกินไปได้ เพราะฉะนั้นคนที่ร่างกายปรับสมดุลไม่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กๆนั้น อาจส่งผลกระทบทำให้เกิดความอ่อนเพลีย ความไม่สบายตัวไปจนถึงทำให้เกิดโรคได้
- สมดุลของร่างกายของคนเรา ปรับเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสมดังนี้
1.1 ปัจจัยภายนอก – การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ภูมิอากาศ ฤดูกาล ภูมิประเทศ ส่งผลกระทบต่อสมดุลของร่างกายตลอดเวลา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รุนแรง หรือมากเกินไป อาจทำให้เกิดการปรับตัวไม่ทันของร่างกาย
1.2 ปัจจัยภายใน – การกินอาหาร การนอน และวิถีชีวิต ที่มีความแตกต่างหรือไม่เหมาะสมกับช่วงอายุ หรือสมดุลของร่างกาย
1.3 สาเหตุบาดเจ็บจากภายนอกเช่น อุบัติเหตุ สัตว์ทำร้าย ไฟไหม้
- ดังนั้นสภาพอากาศ ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพร่างกายได้ ดังนี้
ลม มักจะพัดพาฝุ่นละอองต่างๆ เข้าสู่ใบหน้า ศีรษะ ทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ของจมูกและตา อาการของโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ
ความเย็น มักจะโจมตีจากฝ่าเท้า ทำให้เกิดการรักษาสมดุลต่างๆในร่างกายสูญเสียไป ทำให้ร่างกายมีของเสียคั่งได้เยอะ หรือการกำจัดของเสียได้ลดลง ทำให้เกิดความอ่อนเพลียสะสมได้ง่าย ระบบย่อยอาหารมีปัญหา เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง ท้องผูกได้ง่าย
ความชื้น ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบผิวหนัง และระบบขับถ่ายการกำจัดของเสีย ทำให้เกิดอาการของระบบทางเดินหายใจ และ ความอับชื้นต่างๆในร่างกายเพิ่มขึ้นได้ง่าย เช่น มีกลิ่นอับชื้นต่างๆ คราบไคล และ เพ่ิมความเสี่่ยงกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ด้วย
ความแห้ง ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบผิวหนัง เช่น ทางเดินหายใจแห้ง ทำให้มีเลือดกำเดาออกได้ง่าย ตาแห้ง แพ้แสง ไปจนถึงเพิ่มอาการไอเรื้อรังของทางเดินหายใจ เป็นผื่นแพ้ ผื่นคันได้ง่ายมากขึ้นเช่นกัน
ในช่วงนี้ ที่มีอากาศแปรปรวนไปมา สลับกันระหว่าง ฝนตก ชื้น อากาศร้อน ต้องหมั่นดูแลตนเองเป็นสำคัญ โดยหลักใหญ่ที่ต้องดูแลคือ
วิธีการดูแลเด็กๆ ในช่วงอากาศแปรปรวน
1. ดูแลการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ปรุงสุก น้ำดื่มต้องเป็นน้ำสะอาดหรือน้ำอุ่น
2. ดูแลให้หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอๆ
3. พาไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มสมดุลของร่างกาย ระบายความร้อน เหงื่อ และการขับของเสีย
4. ดูแลให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ในที่ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย
5. เด็กๆที่มีโรคประจำตัว ควรจะศึกษาข้อมูลหรือสอบถามแพทย์ผู้ดูแล เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงหรือการดูแลเป็นพิเศษ และมียาติดตัวอยู่เสมอ
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : โรงพยาบาลนวเวช
เพจ INSChain พร้อมให้บริการ ยินดีให้คำปรึกษา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และ ประกันสะสมทรัพย์ แม้จะยังไม่ได้เป็นลูกค้ากัน เราก็ใส่ใจทุกเคสครับ
สอบถามเพิ่มเติม.
โทร: 063-4461521
อีเมล: [email protected]
เพจ: https://www.facebook.com/inschainth
#ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #ประกันสะสมทรัพย์ #ประกันโรคร้ายแรง #ประกัน

  อฟฟิศซินโดรมโรคที่เกิดง่าย แต่หายยาก- หลายคนอาจจะรู้จักชื่อของกลุ่มอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” และมีความเชื่อว่าเกิดเฉพาะกับ...
22/07/2022

อฟฟิศซินโดรมโรคที่เกิดง่าย แต่หายยาก

- หลายคนอาจจะรู้จักชื่อของกลุ่มอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” และมีความเชื่อว่าเกิดเฉพาะกับคนที่ทำงานอยู่กับโต๊ะทำงานเท่านั้น ทว่าในความเป็นจริงกลุ่มอาการนี้เป็นกลุ่มอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกอาชีพและทุกกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นการทำงานบ้าน การทำสวน การออกกำลังกาย การเดิน การนั่ง หรือแม้กระทั่งการนอนที่ไม่เหมาะสม หากมีอาการเกิดขึ้นแล้ว มักจะมีอาการเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ทำให้รบกวนการทำงาน และการใช้ชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
บทความให้ความรู้เรื่อง “ออฟฟิศซินโดรม โรคที่เกิดง่าย แต่หายยาก” โดย พ.ต.ต.นพ.วรพล เจริญพร แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ-ศัลยกรรมทางมือและจุลศัลยกรรม และเวชศาสตร์ป้องกัน ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช ได้รวบรวมข้อมูลรายละเอียดทุกมิติเกี่ยวกับกลุ่มอาการ“ออฟฟิศซินโดรม” พร้อมอธิบายไว้ให้เข้าใจง่าย ตั้งแต่สาเหตุการเกิด อาการ และวิธีการรักษา เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลตัวเองของผู้ที่มีความเสี่ยงในการเป็นออฟฟิศซินโดรม
- สาเหตุ
เกิดจากการที่ผู้ป่วยทำกิจกรรมใด ๆ ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ด้วยอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง จนทำให้ร่างกายสูญเสียสมดุลส่งผลให้เกิดความผิดปกติต่าง ๆ ตามมา
- อาการ
กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมมีค่อนข้างหลากหลาย แต่เคสส่วนใหญ่ที่คนไข้จะมาพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา มีตั้งแต่
อาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อต้นคอ บ่าไหล่ และหลังส่วนล่าง โดยเฉพาะเวลานั่งนาน ๆ
อาการนิ้วล็อค คนไข้จะมีการเจ็บบริเวณฝ่ามือ ขยับนิ้วได้ลำบาก โดยเฉพาะเวลาตื่นตอนเช้าจะมีอาการตึง ปวด หรือกำมือไม่ได้
อาการพังผืดกดทับเส้นประสาทบริเวณฝ่ามือ อาการนี้จะรู้สึกชาบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง มีอาการตึง อาการปวด ใช้งานไม่สะดวก รวมไปถึงอาการปวดบริเวณข้อมือ
อาการพังผืดกดทับบริเวณข้อศอก จนเกิดการกดทับเส้นประสาท ทำให้คนไข้มีอาการชามือไม่สามารถใช้งานนิ้วได้ปกติ การใช้งานมือจับผิดปกติไปเยอะ สิ่งเหล่านี้คนไข้จะต้องเฝ้าระวังและรีบมาพบแพทย์
- วิธีรักษา
เนื่องจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมเกิดจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นการรักษาที่ดีที่สุดก็คือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งการนั่ง การเดิน การยืน การนอน และการทำกิจวัตรต่าง ๆ ให้เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ แต่ถ้ายังไม่ได้ผลสำเร็จในการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ก็อาจจะต้องได้รับการรักษาโดยการใช้ยาลดการอักเสบ ลดปวด หรือการทำกายภาพบำบัด ไม่ว่าจะเป็นการฝังเข็ม อัลตราซาวด์ ช็อคเวฟ หรือการประคบร้อน แต่อย่างไรก็ตามหากมีอาการมาก หรือวิธีที่กล่าวมายังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร การรักษาโดยการผ่าตัดจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
- การรักษาด้วยการผ่าตัดแผลเล็ก และผ่าตัดส่องกล้อง
หากพูดถึงเรื่องการผ่าตัด คนไข้มักจะมีความกังวลเป็นธรรมดา เนื่องจากในอดีตการผ่าตัดอาจจะมีแผลผ่าตัดขนาดค่อนข้างใหญ่ ทำให้คนไข้ต้องพักงานนาน เพราะมีการเจ็บบาดแผล แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปอย่างมาก ทำให้การผ่าตัดเน้นไปที่การรักษาแผลเล็ก หรือการผ่าตัดที่ใช้การส่องกล้อง ซึ่งมีการบาดเจ็บน้อย ส่งผลให้ใช้เวลาพักฟื้นสั้นลง ทำให้คนไข้สามารถผ่าตัดแล้วกลับบ้านไปทำกิจกรรมได้เกือบเป็นปกติในทันที
- ออฟฟิศซินโดรมรักษาได้
ถ้าหากพบว่าเริ่มมีอาการผิดปกติ หรือสังเกตเห็นว่าตัวเองมีอาการเข้าข่ายออฟฟิศซินโดรม อยากให้สังเกตอาการและรีบมาพบแพทย์ เพราะว่านั่นเป็นสัญญาณที่ร่างกายบอกว่าเริ่มทนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเราไม่ได้อีกต่อไปแล้ว การรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยให้ถูกต้องจะทำให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และได้รับการรักษาตามแนวทางที่เหมาะสม ช่วยให้ร่างกายกลับมาสมบูรณ์แข็งแรงและอยู่กับเราตลอดไป
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : โรงพยาบาลนวเวช
เพจ INSChain พร้อมให้บริการ ยินดีให้คำปรึกษา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และ ประกันสะสมทรัพย์ แม้จะยังไม่ได้เป็นลูกค้ากัน เราก็ใส่ใจทุกเคสครับ
สอบถามเพิ่มเติม.
โทร: 063-4461521
อีเมล: [email protected]
เพจ: https://www.facebook.com/inschainth
#ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #ประกันสะสมทรัพย์ #ประกันโรคร้ายแรง #ประกัน
#ออฟฟิศซินโดรม #สุขภาพ #ปวดคอ #ทำงาน

  PM 2.5 อาจส่งผลให้เด็ก IQ ต่ำ!? - PM 2.5 คือหนึ่งในมลพิษทางอากาศที่สร้างความเสียหายต่อสุขภาพของคนทุกเพศ ทุกวัย ที่สูดด...
21/07/2022

PM 2.5 อาจส่งผลให้เด็ก IQ ต่ำ!?

- PM 2.5 คือหนึ่งในมลพิษทางอากาศที่สร้างความเสียหายต่อสุขภาพของคนทุกเพศ ทุกวัย ที่สูดดมเข้าไป โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ระบบทางเดินหายใจ และภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้ PM 2.5 สามารถเข้าไปถึงปอดส่วนลึกได้โดยเร็ว และง่ายกว่าผู้ใหญ่ และนั่นทำให้ผลที่ตามมามากกว่าการทำลายระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้อ่อนแอลง แต่ PM 2.5 อาจทำลายสมองลูกน้อยของคุณให้สมองช้าและสมาธิสั้นได้!
.
- PM 2.5 คืออะไร มาจากไหน?
PM 2.5 คือ อนุภาคขนาดเล็กประมาณ 2.5 ไมครอน เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติ เช่น ควันบุหรี่และฝุ่นจากการก่อสร้าง เป็นต้น โดยอนุภาคนี้จะลอยอยู่ในอากาศรวมกับควัน ไอน้ำ และก๊าซ อนุภาคขนาดเล็กนี้จึงสามารถเข้าไปในร่างกายของเราได้ลึกจนถึงถุงลมที่เป็นส่วนปลายสุดของปอด ทำลายระบบในร่างกายก่อให้เกิดการอักเสบของทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาจส่งผลให้เกิดอาการ ดังนี้
.
- สมองพัฒนาการช้า สมองเสียหายถาวร IQ ต่ำ และสมาธิสั้น
หากร่างกายของเจ้าตัวน้อยได้รับฝุ่นพิษ หรือ PM 2.5 นี้สะสมต่อเนื่อง ร่างกายจะสามารถดูดซึมฝุ่นเข้าไปในกระแสเลือด สู่ระบบประสาทและสมอง ส่งผลให้เซลล์สมองผิดปกติและถูกทำลาย เสี่ยงมีสติปัญญาด้อยลง พัฒนาการช้า รวมทั้งยังมีผลทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้นอีกด้วย
.
- แสบตา แสบจมูก แน่นหน้าอก หอบหืด
เด็กที่มีโรคประจำตัวภูมิแพ้และหอบหืด ทางเดินหายใจของเด็กกลุ่มนี้จะไวต่อการกระตุ้นจากฝุ่นละอองอยู่แล้ว ดังนั้น หากได้รับฝุ่นเข้าไปสะสมจะทำให้เกิดอาการหนักกว่าคนทั่วไป เช่น หายใจเร็วเฉียบพลัน ไอบ่อยหายใจลำบาก และแน่นหน้าอก
.
- เสี่ยงมะเร็งปอด
การรับ PM 2.5 สะสม ส่งผลให้เด็กมีสมรรถภาพปอดลดลง และหากในระยะยาวอาจสะสมจนเกิดโรคมะเร็งปอด
.
- วิธีป้องกันเด็กจาก ฝุ่นละออง PM 2.5
หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาที่มีผู้ละออง PM 2.5 ปริมาณสูง
สวมใส่หน้ากากชนิดกันฝุ่น PM 2.5 หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง
ดื่มน้ำสะอาด 6-8 แก้ว/วัน
ไม่เผาใบไม้ หรือเผาขยะบริเวณที่พักอาศัย
ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และเปิดพัดลมให้อากาศหมุนเวียน
รับประทานผักผลไม้ อาหารที่มีประโยชน์
.
ฝุ่น PM 2.5 คือปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ยาก รวมถึงในปัจจุบันยังไม่มีแนวโน้มลดลงแต่อย่างใด ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการ ปกป้องเจ้าตัวน้อยให้ห่างไกลจากฝุ่นพิษชนิดนี้ให้มากที่สุด และหมั่นเข้าตรวจเช็คสุขภาพกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่เสมอ
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล(WMC)
เพจ INSChain พร้อมให้บริการ ยินดีให้คำปรึกษา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และ ประกันสะสมทรัพย์ แม้จะยังไม่ได้เป็นลูกค้ากัน เราก็ใส่ใจทุกเคสครับ
สอบถามเพิ่มเติม.
โทร: 063-4461521
อีเมล: [email protected]
เพจ: https://www.facebook.com/inschainth
#ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #ประกันสะสมทรัพย์ #ประกันโรคร้ายแรง #ประกัน
#สุขภาพ #โรคหน้าฝน #เด็ก

  โรคผื่นกุหลาบ โรคที่พบบ่อยในหน้าฝน- โรคผื่นกุหลาบ โรคที่พบบ่อยในหน้าฝน“ผื่นกุหลาบ” หรือ “โรคขุยดอกกุหลาบ” เป็นโรคผิวหน...
21/07/2022

โรคผื่นกุหลาบ โรคที่พบบ่อยในหน้าฝน

- โรคผื่นกุหลาบ โรคที่พบบ่อยในหน้าฝน
“ผื่นกุหลาบ” หรือ “โรคขุยดอกกุหลาบ” เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน ถึงแม้จะไม่ใช่โรคที่อันตรายอะไรมากนัก แต่กลับเป็นโรคที่สร้างความรำคาญให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้พอสมควร เพราะจะเกิดผื่นขึ้นทั่วร่างกาย หรือในบางรายก็อาจพบอาการอื่นๆร่วมด้วย วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันว่าโรคผื่นกุหลาบมีสาเหตุ อาการ และวิธีรักษา อย่างไรบ้าง...
.
- ผื่นกุหลาบ หรือผื่นขุยกุหลาบ (Pityriasis rosea) และสาเหตุ
เป็นโรคผิวหนังที่ไม่ค่อยรุนแรง ไม่ใช่โรคติดต่อ เป็นโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาของผิวหนังต่อภาวะบางอย่าง เช่น โรคติดเชื้อไวรัสบางชนิดในกลุ่ม Human herpes virus 6, 7 ซึ่งไม่ใช่ไวรัสสายพันธ์ุที่เป็นสาเหตุของโรคเริมและโรคอีสุกอีใส และผื่นกุหลาบไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสผิวหนังที่เป็นโรคได้ สาเหตุอื่นๆที่พบได้ เช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจ การใช้ยาบางประเภทก็อาจกระตุ้นให้เกิดผื่นกุหลาบได้ เช่น Captoprilยาลดความดันโลหิตกลุ่มยาต้านเอนไซม์เอซีอี ยาฆ่าเชื้อMetronidazole ยาIsotretinoinที่ใช้รักษาสิว ยาOmeprazoleสำหรับรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ยาTerbinafineสำหรับรักษาเชื้อรา เป็นต้น
.
ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นถึงวัยกลางคน พบน้อยในเด็กอายุต่ำกว่า10ปี
.
ส่งผลให้เกิดผื่นขึ้นบริเวณหน้าอก หลัง ต้นแขน ต้นขา คอ ซึ่งมีความกว้างประมาณ 4 นิ้ว โดยฝื่นจะปรากฎขึ้นเมื่อระยะเวลาผ่านไป 6-12 สัปดาห์ และอาจหายไปเองภายใน 1-3 เดือน โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา ทั้งยังไม่สามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นโดยการสัมผัส ผื่นกุหลาบมักส่งผลกระทบต่อเด็ก ผู้ใหญ่ และวัยรุ่นช่วงอายุ 10-35 ปี แต่สำหรับผู้ที่เคยเป็นโรคนี้แล้วมักจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก
- อาการของผื่นกุหลาบ
ผื่นจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้
ระยะแรก มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะมีผื่นรูปวงรีราบสีชมพูหรือแดงขนาดใหญ่1ผื่น ตรงกลางจางกว่ารอบๆ นำมาก่อน มีขุยละเอียดสีขาวรอบๆผื่น คล้ายปกเสื้อ (collarette scales) เรียกว่า ผื่นแจ้งข่าวหรือผื่นแจ้งโรค (Herald patch) ขนาดประมาณ 2-4 เซนติเมตร ส่วนใหญ่จะเกิดที่บริเวณลำตัวที่อยู่ในร่มผ้า เช่น ท้อง หน้าอก คอ หลัง ไม่ค่อยพบผื่นที่หน้า หรือบริเวณอวัยวะเพศ
ระยะที่ 2 ไม่เกิน 2 สัปดาห์ (แต่มีรายงานว่าห่างจากระยะที่1 ได้ถึง2เดือน) ผื่นลักษณะคล้ายกัน แต่ขนาดเล็กกว่า จะเพิ่มจำนวนขึ้น โดยมักพบผื่นกระขายที่ลำตัว หลัง ต้นแขน และต้นขา โดยผื่นมักจะกระขายตามเส้นพับของร่างกาย ซึ่งหากมองบริเวณลำตัว จะดูคล้ายลักษณะของต้นคริสต์มาส (christmas-tree pattern) ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้วินิจฉัยจากอาการได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคัน ระคายเคืองร่วมด้วย โรคนี้มักไม่พบผื่นที่มือ เท้า หรือในช่องปาก อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางส่วนอาจพบผื่นในตำแหน่งอื่นๆ เช่น ซอกพับ หน้า หรือฝ่าเท้า เรียกว่ากลุ่ม Atypical pityriasis rosea ซึ่งอาจต้องใช้การตัดชิ้นเนื้อผิวหนังตรวจเพื่อการวินิจฉัย อาจมีอาการคัน ระคายเคืองร่วมด้วย บางคนอาจรู้สึกไม่สบายร่วมด้วย เช่น ปวดศรีษะ มีไข้ ปวดข้อ ร่วมด้วย
ทั้งนี้ อาการผื่นขุยทั้ง 2 ระยะจะปรากฏอยู่นาน 2-12 สัปดาห์ อาจหายแล้วทิ้งรอยดำได้ แต่จะไม่ทำให้เกิดแผลเป็น บางรายอาจมีอาการคงอยู่นานถึง 5 เดือนและหายไปเอง
- การวินิจฉัย
ในเบื้องต้น แพทย์มักวินิจฉัยผื่นกุหลาบด้วยการตรวจดูผิวหนังบริเวณที่เกิดความผิดปกติ หากยังไม่สามารถวินิจฉัยได้อย่างชัดเจน แพทย์อาจสั่งตรวจด้านอื่นเพิ่มเติม เช่น
เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ บริเวณที่เป็นผื่นแล้วนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อหาเชื้อรา เพราะผู้ป่วยบางรายอาจเป็นโรคผิวหนังชนิดอื่นที่มีอาการคล้ายผื่นกุหลาบ
ตรวจเลือด เพื่อตรวจหาเชื้อซิฟิลิส ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดแผลหรือผื่นตามร่างกายคล้ายผื่นกุหลาบ
ในบางกรณีที่ผื่นไม่มีลักษณะสำคัญที่ทำให้วินิจฉัยจากอาหารได้ อาจต้องใช้การตัดชื้นเนื้อผิวหนังตรวจ เช่น กรณีเป็น Atypical pityriasis rosea
- วิธีการรักษาผื่นกุหลาบ
ผื่นกุหลาบ ไม่ใช่โรคติดต่อ โดยปกติแล้วอาการผื่นกุหลาบมักจะหายไปได้เองภายใน 2-12 สัปดาห์ การรักษาเป็นแบบการประคับประคองตามอาการเป็นหลัก
.
- การใช้ยารักษา
ยารับประทานแก้แพ้กลุ่ม Antihistamine ใช้เพื่อลดอาการคันที่ผิวหนัง
ยาปฏิชีวนะและยาต้านไวรัสที่มีรายงานการใช้ คือ erythromycin 250mg วันละ4ครั้ง หรือ acyclovir 800mg วันละ5ครั้ง เป็นเวลา1สัปดาห์ ซึ่งพบว่าสามารถลดระยะเวลาการเกิดผื่นได้ในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น จึงแนะนำให้ใช้เฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการผื่นมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ไข้ ผื่นขึ้นเยอะมากทั่วตัว และต้องประเมินโอกาสการเกิดผลข้างเคียงของยาในผู้ป่วยร่วมด้วย
ครีมบำรุงผิว(Moisturizer) ใช้เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวบริเวณที่เกิดผื่น
ยาทาในกลุ่ม Steroidใช้เพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง
และในบางรายที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง อาจต้องรับการรักษาด้วยการฉายแสงอัลตราไวโอเลตบี (UVB Light Therapy) เพื่อช่วยให้อาการของโรคทุเลาลง
.
- การดูแลตัวเองสำหรับโรคผื่นขุยกุหลาบ
อาบน้ำด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน หรือน้ำอุ่นจัด
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวสูตรอ่อนโยน และไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม
หลีกเลี่ยงการเกาผื่น ถูผื่นแรงๆ และตัดเล็บให้สั้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนจากการเกา
สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และไม่ก่อให้เกิดการเสียดสีระคายเคืองต่อผิวหนัง
หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อน เพราะสภาพอากาศที่อบอ้าว และการมีเหงื่อออกมากอาจทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น
.
นอกจากนี้ หากผู้ป่วยบางรายสังเกตตัวเองว่า มีอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดผื่นได้บ่อย ก็อาจหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นนั้นๆ เช่น ยาบางชนิด อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เหงื่อ สิ่งแวดล้อมบางอย่าง เป็นต้น
.
- การป้องกันโรคผื่นขุยกุหลาบยังไม่มีวิธีการป้องกันโรค เนื่องจากยังไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคได้อย่างแน่ชัด
ผื่นกุหลาบ สามารถพบได้ตลอดทั้งปี โดยส่วนใหญ่มักพบบ่อยในช่วงฤดูฝน อาจเนื่องจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลง เป็นโรคที่ไม่รุนแรง หายไปได้เองภายใน 2-12 สัปดาห์ การทราบถึงตัวโรคและสาเหตุ รวมถึงคำแนะนำในการปฏิบัติตนและพยากรณ์โรค จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจภาวะที่เป็นมากขึ้น ไม่เครียดไม่กังวลจนเกินไป การรักษาตามอาการ เช่น ยารับประทานลดอาการคัน หรือยาทากลุ่ม Steroid จะช่วยบรรเทาอาการคันได้
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล(WMC)
เพจ INSChain พร้อมให้บริการ ยินดีให้คำปรึกษา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และ ประกันสะสมทรัพย์ แม้จะยังไม่ได้เป็นลูกค้ากัน เราก็ใส่ใจทุกเคสครับ
สอบถามเพิ่มเติม.
โทร: 063-4461521
อีเมล: [email protected]
เพจ: https://www.facebook.com/inschainth
#ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #ประกันสะสมทรัพย์ #ประกันโรคร้ายแรง #ประกัน
#ผื่นกุหลาบ #สุขภาพ #โรคหน้าฝน

  โรคไข้หูดับ ภัยมรณะที่มาจากความอร่อย!!- โรคไข้หูดับ สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว เช่น การรับประทานอาหารที่มีเนื้อสัตว...
14/07/2022

โรคไข้หูดับ ภัยมรณะที่มาจากความอร่อย!!

- โรคไข้หูดับ สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว เช่น การรับประทานอาหารที่มีเนื้อสัตว์ดิบ และการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ ส่งผลให้เกิดอาการร้ายแรงถึงขั้นพิการ และเสียชีวิตได้ มักจะพบผู้ป่วยเพศชายมากกว่าเพศหญิง
.
- สาเหตุของโรคไข้หูดับ เกิดจากอะไร
โรคไข้หูดับ เกิดจากเชื้อสเตรฟโตคอกคัส ซูอิส (Streptococcus Suis) ซึ่งเชื้อนี้จะอยู่ในต่อมทอนซิล ระบบทางเดินอาหาร และช่องคลอดของหมู เป็นสาเหตุของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สามารถติดต่อได้จากสัตว์สู่คน จากการรับประทานอาหารที่มีเนื้อสัตว์ดิบ เช่น ลาบ หลู้ และการติดจากสัมผัสสัตว์ที่มีเชื้อ ผ่านบาดแผลตามร่างกาย
อาการของโรคไข้หูดับ
- ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ
- ปวดเมื่อยตามตัว และตามข้อ
- มีไข้ขึ้นสูง
- เกิดอาการชัก
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- พิการ เช่น หูหนวก กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- เสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือด และภาวะช็อก (Streptococcal Toxic Shock Syndrome)
- การรักษาโรคไข้หูดับ
การรักษาโรคไข้หูดับโดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มยาเพนนิซิลลิน (Penicillin) หรือยาเซฟไตร อะโซน (Ceftriaxone) เข้าหลอดเลือดดำแก่ผู้ป่วย สำหรับผู้ที่แพ้ยาในข้างต้น แพทย์อาจจะใช้ยา แวนโคมัยซิน (Van comycin) แทน
การป้องกันโรคไข้หูดับ
- ไม่รับประทานเนื้อหมูที่ไม่สุก และหมูที่ป่วยเป็นโรคตาย
- สวมอุปกรณ์ เช่น ถุงมือ ถุงเท้า และรองเท้าบูท เมื่อต้องสัมผัสหมู หลังจากสัมผัสหมูแล้ว ควรล้างมือ ล้างเท้า ชำระร่างกายให้สะอาด
- ควรทำอาหารจากเนื้อหมูด้วยการปรุงสุก จากความร้อนที่อุณหภูมิตั้งแต่ 70 องศาเซลเซียส นานอย่างน้อย 10 นาที
- การกำจัดเชื้อในฟาร์มตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้หมูเกิดการป่วย และระบาดทั่วทั้งฟาร์ม
เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดหากจะต้องมีผู้ป่วยพิการ และเสียชีวิตจากโรคไข้หูดับ ซึ่งมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ดังนั้นในการบริโภคอาหารควรเลือกจากความปลอดภัย มาก่อนความอร่อยอยู่เสมอ
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : โรงพยาบาลเพชรเวช
เพจ INSChain พร้อมให้บริการ ยินดีให้คำปรึกษา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และ ประกันสะสมทรัพย์ แม้จะยังไม่ได้เป็นลูกค้ากัน เราก็ใส่ใจทุกเคสครับ
สอบถามเพิ่มเติม.
โทร: 063-4461521
อีเมล: [email protected]
เพจ: https://www.facebook.com/inschainth
#ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #ประกันสะสมทรัพย์ #ประกันโรคร้ายแรง #ประกัน
#ไข้หูดับ #สุขภาพ #หมูดิบ

  ทำไม? ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องดูแลปอดให้ดี- ความสำคัญของปอดปอด มีหน้าที่หลัก 2 ประการ1. ทำหน้าที่รับก๊าซออกซิเจนจากอาก...
07/07/2022

ทำไม? ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องดูแลปอดให้ดี

- ความสำคัญของปอด
ปอด มีหน้าที่หลัก 2 ประการ
1. ทำหน้าที่รับก๊าซออกซิเจนจากอากาศเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งร่างกายของคุณต้องการออกซิเจนเพื่อใช้ในกระบวนการต่างๆ ภายในร่างกาย
2. ทำหน้าที่ขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นของเสียที่ร่างกายผลิตขึ้นหลังจากร่างกายได้ใช้ออกซิเจนในกระบวนการต่างๆ
ในระหว่างการหายใจอากาศจะเข้าและออกจากปอด เมื่อคุณหายใจเข้า อากาศจะไหลผ่านทางเดินหายใจเข้าสู่ปอดหรือทางเดินหายใจที่เป็นเนื้อเยื่อที่ยืดหดแถบกล้ามเนื้อหายใจ โดยจะแบ่งกระบวนการทำงานเป็น 2 ส่วน คือ กล้ามเนื้อหายใจเข้า และกล้ามเนื้อหายใจออก
อากาศจะไหลเข้าสู่ปอดอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะเต็มถุงลมเล็กๆ เลือดจะไหลเวียนรอบถุงลมเหล่านี้ผ่านเส้นเลือดเล็กๆ โดยออกซิเจนจะเข้าสู่กระแสเลือด ณ จุดที่หลอดเลือดและถุงลมมาบรรจบกัน นอกจากนี้ยังเป็นที่ที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ข้ามจากกระแสเลือดไปยังปอดเพื่อเข้าสู่กระบวนการหายใจออก (กระบวนการขับก๊าซคาร์บอนไดออกซ์ที่เป็นของเสียที่เกิดจากกระบวนการสร้างพลังงานภายในร่างกาย)
- การเปลี่ยนแปลงของวัยและผลกระทบต่อปอด
การเปลี่ยนแปลงของกระดูกและกล้ามเนื้อหน้าอกและกระดูกสันหลัง :
เมื่ออายุมากขึ้นกระดูกจะบางลงและอาจมีการเปลี่ยนแปลงโครงร่างของกระดูกซี่โครงของคุณที่จะส่งผลให้กระดูกซี่โครงของคุณไม่สามารถขยายและหดตัวได้อย่างสะดวกในระหว่างการหายใจ กล้ามเนื้อที่รองรับการหายใจของคุณหรือกะบังลมจะอ่อนแอลง ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้คุณหายใจเข้าหรือออกไม่ได้ดีเท่าที่เคย การเปลี่ยนแปลงของกระดูกและกล้ามเนื้ออาจทำให้ระดับออกซิเจนในร่างกายลดลง นอกจากนี้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อาจถูกกำจัดออกจากร่างกายของคุณได้น้อย จึงเกิดอาการต่างๆ เช่น ความเหนื่อยล้าและหายใจถี่
การเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อปอด :
กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ทางเดินหายใจอาจสูญเสียความสามารถในการเปิดทางเดินหายใจได้อย่างเต็มที่ ทำให้ทางเดินหายใจปิดได้ง่าย ความชราภาพยังทำให้ถุงลมเสียรูปร่างหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อปอด อาจทำให้ได้รับออกซิเจนน้อยเกินไปและการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อยลง ทำให้หายใจลำบาก
การเปลี่ยนแปลงของระบบประสาท :
สมองส่วนที่ควบคุมการหายใจจะสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานบางส่วนไป เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ปอดของคุณจะไม่สามารถรับออกซิเจนได้เพียงพอ และการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อย การหายใจอาจทำได้ยากขึ้น เส้นประสาทในระบบทางเดินหายใจที่กระตุ้นอาการไอมีความไวน้อยลงในการช่วยกำจัดสิ่งปนเปื้อนในอากาศ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ควัน สารเคมีหรือธาตุโลหะหนัก และเชื้อโรคต่างๆ ที่จะเพิ่มโอกาสให้สิ่งปนเปื้อนสะสมในปอดได้ง่ายขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกัน :
ระบบภูมิคุ้มกันของคุณจะอ่อนแอลง ซึ่งหมายความว่า ร่างกายของคุณไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อในปอดและโรคติดเชื้ออื่นๆ ได้ ปอดของคุณจะฟื้นตัวได้ช้าลงหลังจากสัมผัสกับสิ่งปนเปื้อนในอากาศที่จะก่ออันตรายต่อสุขภาพของคุณได้
การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม :
การเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งที่เป็นภัยจากธรรมชาติ เช่น โลกร้อน ปรากฎการณ์เอลนีโญ และลานีญา เชื้อโรคกลายพันธุ์ หรือจากภัยจากที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง เช่น การเกิดฝุ่น PM 2.5 มลพิษทางอากาศ แหล่งน้ำเสีย พื้นดินปนเปื้อนสารเคมี ที่อาจจะทำให้คุณมีสุขภาพโดยรวมเสื่อมกว่ากำหนด ยิ่งในผู้สูงอายุ หากระบบทางเดินหายใจเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงก็จะส่งผลต่อสุขภาพโดยในระยะเวลาอันรวดเร็ว การป้องกันตนเองสำหรับวัยสูงอายุต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษจะต้องมีความรัดกุมและเข้มข้นกว่าวัยอื่นๆ
- จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวปอดของผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยง :
การติดเชื้อในปอด เช่น ปอดบวมและหลอดลมอักเสบ
หายใจถี่ หรือติดขัด
ระดับออกซิเจนในร่างกายต่ำ
รูปแบบการหายใจที่ผิดปกติส่งผลให้เกิดปัญหา เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- การป้องกันเพื่อลดผลกระทบความเสื่อมของปอด :
งดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อปอดและทำให้ปอดเสื่อมเร็วขึ้น รวมทั้งหลีกเลี่ยงแหล่งการเกิดควันบุหรี่มือสอง และแหล่งมลพิษทางอากาศ
หลีกเลี่ยงการนอนหรือนั่งเป็นเวลานานจะทำให้น้ำมูกสะสมในปอด สิ่งนี้ทำให้คุณเสี่ยงต่อการติดเชื้อในปอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการผ่าตัดหรือเมื่อคุณป่วย
ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดอย่างสม่ำเสมอ และในช่วงที่มีมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่น PM 2.5 หรือควันจากการเผาไหม้ ควรออกกำลังกายภายในบ้านหรือในอาคารแทนการออกกำลังกายกลางแจ้ง
ป้องกันตนเองเสมอเวลาออกข้างนอกหรือการอยู่ในที่แจ้ง เช่น ในตัวเมือง หรือการทำกิจกรรมในพื้นที่เกิดมลพิษ หรือพื้นที่เสี่ยง โดยการเลือกใช้หน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้
หมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนในครอบครัวช่วยกันสังเกตเพื่อประเมินสุขภาพเบื้องต้นของผู้สูงวัยในครอบครัว หากไม่แน่ใจควรได้รับการตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความเสี่ยงโรค
ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อประเมินความเสี่ยงโรค
- สรุป
ปอด เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการหายใจเข้า-ออก แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนจากสิ่งแวดล้อม เข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และขับของเสียออกมาในรูปก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำผ่านลมหายใจ ปอดที่ไม่แข็งแรงจะส่งผลกระทบโดยตรงที่จะทำให้ร่างกายที่ไม่แข็งแรงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีภูมิต้านทานต่ำ โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากปอดมีสูงมาก เช่น การเกิดโรคปอดอักเสบ ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว การติดเชื้อวัณโรค การติดเชื้อในกระแสเลือด โดยสาเหตุที่จะต้องระมัดระวังที่อาจจะเกิดกระทบต่อปอดในผู้สูงอายุ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระร่างกาย การเสื่อมลงของเนื้อเยื่อปอด ระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น ซึ่งการมีสุขภาพปอดที่แข็งแรงในผู้สูงอายุนั้นก็จะสัมพันธ์กับการดูแลสุขภาพโดยรวม เช่น สุขภาพจิตใจ การมองโลกในแง่ดี ไม่เครียดหรือวิตกกังวล รวมถึงการได้รับความรักและความเอาใส่ใจจากคนในครอบครัว จะเป็นวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพต่อผู้สูงอายุได้

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : pathlab
เพจ INSChain พร้อมให้บริการ ยินดีให้คำปรึกษา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และ ประกันสะสมทรัพย์ แม้จะยังไม่ได้เป็นลูกค้ากัน เราก็ใส่ใจทุกเคสครับ
สอบถามเพิ่มเติม.
โทร: 063-4461521
อีเมล: [email protected]
เพจ: https://www.facebook.com/inschainth
#ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #ประกันสะสมทรัพย์ #ประกันโรคร้ายแรง #ประกัน
#โรคปอด #สุขภาพ #สูงอายุ

  ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม!!ภาวะหัวใจวายทางการแพทย์เรียกว่า หัวใจขาดเลือด (Heart Attack) หรือหัวใจ...
01/06/2022

ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม!!

ภาวะหัวใจวายทางการแพทย์เรียกว่า หัวใจขาดเลือด (Heart Attack) หรือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอุดตัน โรคนี้เกิดจากการอุดตันในเส้นเลือดซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์เนื่องจากการอุดตันของเส้นเลือดหรือการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจน้อยจะทำให้เกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อที่หัวใจหากไม่มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจนาน ๆ ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวค่อยๆตาย

สาเหตุของการเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
- อายุที่มากขึ้น ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน เส้นเลือดก็จะค่อยๆ ตีบตันไปเรื่อยๆ จนคนไข้มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
- กลุ่มที่ไม่ทราบอาการ เส้นเลือดหัวใจเดิมอาจมีรอยตีบตันเล็กน้อยหรือว่ามีไขมันเกาะอยู่เล็กน้อย วันหนึ่งเกิดอาการแตกหรือปริออกจากทางด้านในหลอดเลือด (Luminal side) อาจตีบขึ้นจาก 10 เปอร์เซ็นต์ขึ้นมาเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกและทำให้เกิดอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้
- ผู้ที่มีการสะสมของไขมันในเส้นเลือดแดงจะทำให้เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โดยไขมันที่สะสมนั้นเกิดจากไขมัน Cholesterol และสารอื่น ๆ รวมกัน เกาะอยู่ภายในเยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นใน ภาวะนี้เรียกว่า atherosclerosis หรือภาวะเส้นเลือดแดงแข็ง
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมีอยู่หลายปัจจัยซึ่งหลักๆ คือ
- การสูบบุหรี่
- ไขมันในเส้นเลือดสูง
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- โรคอ้วน
ลักษณะอาการของโรค
ภาวะหัวใจวายฉับพลันโรคนี้มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันบางรายอาจมีสุขภาพปกติแข็งแรงดีแต่อยู่ ๆ ก็มีอาการผิดปกติ อาการผิดปกติที่สำคัญ เช่น มีอาการเจ็บหน้าอกฉับพลัน มีเหงื่อออกตามร่างกาย เหนื่อยง่าย หายใจถี่ วิงเวียน หน้ามืด ชีพจรเต้นเร็ว ถ้าคนไข้มีการสูบบุหรี่เยอะจะมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้มากกว่าคนอื่น ๆ การสูบบุหรี่คนส่วนใหญ่จะมองว่าต้องเป็นมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง แต่ความจริงที่ภัยที่มาจากบุหรี่ ทางด้านหัวใจก็อันตรายไม่แพ้กัน เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้ไขมันเกาะอยู่ตามเส้นเลือดที่จะเกิดการปริง่ายกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ ถ้าเส้นเลือดเกิดการปริขึ้นมาเกร็ดเลือดทุกชนิดก็จะมาเกาะรวมกันเพราะฉะนั้นจากเส้นเส้นเลือดที่ตีบ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ภายในไม่กี่วินาทีก็เป็นไปได้ และมีความอันตรายมากกว่า
ขั้นตอนการรักษา
หัวใจขาดเลือดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่าเฉียบพลันที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะยิ่งรักษาเร็วก็จะสามารถยับยั้งความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจและช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหัวใจขาดเลือด
- การรักษาโดยใช้ยาสลายลิ่มเลือด แพทย์จะฉีดยาที่มีฤทธิ์ในการละลายเลือดที่อุดตันอยู่ที่เส้นเลือดแดงหัวใจ มักจะใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลเร็วและไม่มีข้อห้ามในการใช้
- การรักษาโดยการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน วิธีนี้ได้ผลการรักษาดีกว่าการใช้ยาละลานลิ่มเลือดผู้ป่วยไม่ต้องมีแผลผ่าตัด พักฟื้นไม่นานแต่ต้องทำในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม ห้องฉีดสีสวนหัวใจ ทีมแพทย์ พยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด
การรักษาโดยการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ ส่วนมากทำในกรณีที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบตันหลายเส้น และไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีอื่นได้

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

เพจ INSChain พร้อมให้บริการ ยินดีให้คำปรึกษา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และ ประกันสะสมทรัพย์ แม้จะยังไม่ได้เป็นลูกค้ากัน เราก็ใส่ใจทุกเคสครับ
สอบถามเพิ่มเติม.
โทร: 063-4461521
อีเมล: [email protected]
เพจ: https://www.facebook.com/inschainth

#ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #ประกันสะสมทรัพย์ #ประกันโรคร้ายแรง #ประกัน
#โรคหัวใจ #ภาวะหัวใจวาย

ฝีดาษลิงระบาดทั่วโลก องค์กรอนามัยโลกเตือน เฝ้าระวัง!โควิดยังไม่ทันหาย ล่าสุดโรคฝีดาษลิงได้เริ่มมีการแพร่ระบาดขึ้นทั่วโลก...
25/05/2022

ฝีดาษลิงระบาดทั่วโลก องค์กรอนามัยโลกเตือน เฝ้าระวัง!

โควิดยังไม่ทันหาย ล่าสุดโรคฝีดาษลิงได้เริ่มมีการแพร่ระบาดขึ้นทั่วโลก โดยมีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 100 คนทั่วโลก ถึงแม้ตอนนี้โรคฝีดาษลิงจะยังไม่พบในไทย (อัพเดท 21/7/65 ตรวจพบผู้ติดเชื้อในไทยรายแรกแล้ว) แต่ยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ แนวโน้ม และคาดการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งเตรียมแผนรับมือในระยะยาว

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับโรคฝีดาษลิงเพิ่มเติม ได้ที่ :
https://www.facebook.com/inschainth/photos/a.108830685039086/150797427509078

ติดต่อสอบถาม
อีเมล: [email protected]
เพจ: https://www.facebook.com/inschainth

#ฝีดาษลิง #โรคระบาด

  ฝีดาษลิง โรคนี้มีอาการอย่างไร ? นี่คือโรคระบาดใหม่ ?หลายประเทศในยุโรป รวมถึงในสหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และอ...
24/05/2022

ฝีดาษลิง โรคนี้มีอาการอย่างไร ? นี่คือโรคระบาดใหม่ ?

หลายประเทศในยุโรป รวมถึงในสหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และออสเตรเลีย กำลังติดตามการเกิดโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) ซึ่งเป็นโรคที่พบไม่บ่อยหรือไม่ค่อยรู้จักมาก่อน โดยล่าสุดทางการสหราชอาณาจักรออกคำแนะนำระบุว่า ผู้ใดก็ตามที่มีความเสี่ยงสูงว่าจะติดเชื้อฝีดาษลิงควรกักตัวนาน 21 วัน ปัจจุบันสหราชอาณาจักรมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้ว 20 คน นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วมากกว่า 80 คนทั่วยุโรป, สหรัฐฯ, แคนาดา, อิสราเอล และออสเตรเลีย
ฝีดาษลิงพบมากแค่ไหน ?
โรคฝีดาษลิงเกิดจากไวรัสฝีดาษลิง ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกันกับเชื้อไวรัสโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ แต่ว่ามีความรุนแรงน้อยกว่ามาก และผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำ ส่วนใหญ่จะพบในพื้นที่ห่างไกลในประเทศทางตอนกลางและตะวันตกของทวีปแอฟริกา ใกล้บริเวณที่เป็นป่าดิบชื้น โดยมีไวรัสสองสายพันธุ์หลักคือ แอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก
โรคฝีดาษลิงเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มพอกซ์วิริเด (Poxviridae) จัดอยู่ในจีนัสไวรัสออร์โธพอกซ์ (Orthopoxvirus) เช่นเดียวกับไวรัสอีกหลายชนิด เช่น ไวรัสวัคซิเนีย (vaccinia virus), ไวรัสฝีดาษวัว (cowpox virus), ไวรัสวาริโอลา (variola virus) เป็นต้น เชื้อไวรัสฝีดาษลิงเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคฝีดาษคน หรือไข้ทรพิษ

อาการเป็นอย่างไร ?
ผู้ป่วยจะแสดงอาการของโรคหลังติดเชื้อประมาณ 12 วัน อาการเบื้องต้นมีหลายอย่าง รวมถึง มีไข้, หนาวสั่น, ปวดหัว, เจ็บคอ, บวม, ปวดหลัง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ,ต่อมน้ำเหลืองโต อ่อนเพลียและซึมเซา เมื่อไข้ทุเลาลง อาจเกิดผื่นขึ้น มักจะเริ่มจากบนใบหน้าก่อน จากนั้นจะลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ส่วนใหญ่จะพบที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ผื่นนี้อาจจะมีอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง และมีการเปลี่ยนแปลงหลายขั้น ก่อนที่ผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนอง ในระยะสุดท้ายตุ่มหนองจะเป็นสะเก็ดแล้วหลุดออกมา รอยโรคนี้อาจทำให้เกิดแผลเป็นตามมา อาการป่วยกินเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรคเองได้

เชื้อฝีดาษลิงติดต่อกันอย่างไร ?
ฝีดาษลิงอาจแพร่กระจายได้เมื่อมีการเข้าใกล้ผู้ติดเชื้อ โดยไวรัสชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางรอยแตกบนผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ หรือผ่านทางตา จมูก หรือปาก โรคฝีดาษลิง พบในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะหลายชนิด เช่น หนู กระรอก กระต่าย เป็นต้น สัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงรวมทั้งคนก็อาจติดเชื้อได้ โดยคนสามารถติดโรคนี้จากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัด หรือการกินเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ เป็นต้น การแพร่เชื้อจากคนสู่คนอาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิด แต่มีโอกาสน้อยมากในการแพร่จากคนสู่คน ยังไม่เคยมีการระบุว่า ฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่เชื้อโรคสามารถส่งต่อกันได้ผ่านการสัมผัสกันโดยตรงระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
นอกจากนี้เชื้อโรคนี้ยังแพร่กระจายด้วยการสัมผัสกับวัตถุที่ปนเปื้อนไวรัสชนิดนี้ อย่าง ผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้า

หากเป็นแล้วรักษาอย่างไร ?
ขณะนี้ไม่มีวิธีรักษาฝีดาษลิง แต่สามารถควบคุมการระบาดได้ด้วยการป้องกันการติดเชื้อ
การรับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษในคน ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ได้ผล 85% ในการป้องกันฝีดาษลิง และบางครั้งก็ยังคงมีการใช้วัคซีนนี้อยู่ มีรายงานว่า สเปนกำลังเตรียมสั่งซื้อวัคซีนโรคฝีดาษหลายพันโดสเพื่อป้องกันโรคฝีดาษลิง ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การได้รับวัคซีนหลังสัมผัสกับเชื้อโรคฝีดาษลิง อาจช่วยป้องกันโรคนี้ได้ หรืออาจทำให้มีความรุนแรงของโรคลดลง

ปัจจุบัน ยังไม่พบติดเชื้อฝีดาษลิงในไทย แต่อาจมีความเสี่ยงจากผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด หรือผู้ที่เดินทางมาจากประเทศในทวีปแอฟริกากลาง และแอฟริกาตะวันตกได้ ทั้งในช่องทางการเข้า-ออกระหว่างประเทศ หรือผู้ที่เดินทางจากประเทศดังกล่าวไปในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ โดยข้อมูลกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กรมควบคุมโรค ระบุว่า ระหว่าง 1-22 พ.ค. มีจำนวนผู้เดินทางที่ลงทะเบียนจาก 3 ประเทศเสี่ยงสูงดังนี้ 13,142 คน จากสหราชอาณาจักร 1,352 คน จากสเปน และ 268 คน จากโปรตุเกส
** อัพเดทพบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงในไทยรายแรกแล้ว**
วันที่ 21 กรกฎาคม 2565 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต พบผู้ป่วยสงสัยโรคฝีดาษวานร จึงส่งทีมปฏิบัติการสอบสวนควบคุมโรค (JIT) กองระบาดวิทยาและสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 นครศรีธรรมราช ลงพื้นที่สอบสวนโรคร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2565
พบว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าว เป็นเพศชาย สัญชาติไนจีเรีย อายุ 27 ปี มีประวัติเดินทางมาจากประเทศไนจีเรีย ให้ข้อมูลการป่วยว่าเมื่อ 1 สัปดาห์ก่อนมีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก มีผื่นแดง ตุ่มนูนแดง ตุ่มหนอง เริ่มจากอวัยวะเพศลามไปใบหน้า ลำตัว แขน เก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อก่อโรค เบื้องต้นผลการตรวจ PCR พบเชื้อ Monkeypox virus โดยห้องปฏิบัติการที่คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (TRC-EIDCC)
และต่อมายืนยันโดยห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ช่วงบ่ายวันที่ 19 ก.ค. 65 และทีมสอบสวนควบคุมโรครวบรวมข้อมูลการสอบสวนทั้งข้อมูลอาการทางคลินิก ข้อมูลระบาดวิทยา และข้อมูลห้องปฏิบัติการเข้าพิจารณาในคณะกรรมการวิชาการ ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติในบ่ายวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 ผลสรุปว่าเป็นผู้ป่วยยืนยันฝีดาษวานรที่พบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : BBC News

เพจ INSChain พร้อมให้บริการ ยินดีให้คำปรึกษา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และ ประกันสะสมทรัพย์ แม้จะยังไม่ได้เป็นลูกค้ากัน เราก็ใส่ใจทุกเคสครับ
สอบถามเพิ่มเติม.
โทร: 063-4461521
อีเมล: [email protected]
เพจ: https://www.facebook.com/inschainth
#ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #ประกันสะสมทรัพย์ #ประกันโรคร้ายแรง #ประกัน
#ฝีดาษลิง #โรคระบาด

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ INSchainผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง INSchain:

แชร์