เรื่องหมูหมู Unit Linked

เรื่องหมูหมู Unit Linked อธิบายเรื่อง Unit Linked ด้วยภาษามนุษย์ อย?

ปิดถาวร
31/12/2019

ในวาระ ดิถี ขึ้นปีหนู
น้องหมูหมู ขออวยพร ด้วยกลอนนี้
ขอทุกท่าน สุขสมหวัง ตลอดปี
เจอแต่สิ่ง ดีดี ตลอดไป

มีหลายคนถามน้องหมูหมูว่า ที่เห็นพี่บอย โฆษณา ในทีวี ใช่ Unit Linked หรือเปล่า? ขอตอบว่า “ใช่จ้า” แต่จะใช้ชื่ออะไรก็แล้วแ...
30/11/2019

มีหลายคนถามน้องหมูหมูว่า ที่เห็นพี่บอย โฆษณา ในทีวี ใช่ Unit Linked หรือเปล่า?

ขอตอบว่า “ใช่จ้า” แต่จะใช้ชื่ออะไรก็แล้วแต่แบบ แล้วแต่ละบริษัทอยากจะตั้ง คือ Unit Linked (อ่านว่า ยูนิตลิ้งค์) เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ ที่มีห้องนอนแยกหลายๆ ห้อง ห้องนอนแต่ละห้อง ก็จะมีจุดเด่น จุดด้อย ต่างกันออกไป Unit Linked จึงมีหลายแบบให้เลือก ตามความเหมาะสม และความต้องการของลูกค้า

ดังนั้น ถ้าสนใจจะทำ Unit Linked ควรบอกวัตถุประสงค์ให้ตัวแทนรู้ชัดเจนว่า
เล่มนี้ ต้องการเน้นคุ้มครอง เอาทุนสูงสุด แต่เบี้ยถูกสุด หรือ
เล่มนี้ ต้องการจะเอาไว้ใช้ตอนเกษียณอายุ หรือ
เล่มนี้ ต้องการวางแผน Long Term Health Care เป็นต้น

(ป.ล. ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับบทความ แต่ถ่ายจากหลังบ้านเล่นๆ บรรยากาศดูสบายๆ เลยอยากให้ทุกคนดู เพื่อผ่อนคลายกันจ้า 555)

UDR คืออะไร?มาแล้วจ้า น้องหมูหมู หายไปนานเลย พอดีติดภารกิจส่วนตัวนิดหน่อย ต้องขอโทษทุกคนด้วยจ้าวันนี้จะมาเล่าถึงเรื่องสั...
29/10/2019

UDR คืออะไร?

มาแล้วจ้า น้องหมูหมู หายไปนานเลย พอดีติดภารกิจส่วนตัวนิดหน่อย ต้องขอโทษทุกคนด้วยจ้า

วันนี้จะมาเล่าถึงเรื่องสัญญาเพิ่มเติม ที่ใช้แนบได้กับแบบ Unit Linked ให้ฟังจ้ะ แต่ก่อนอื่นขอเกริ่นให้ฟังก่อนว่า สัญญาเพิ่มเติม (หรือโบกี้รถไฟ) สมัยก่อน ที่ยังไม่มี Unit Linked จะมีแค่กลุ่มเดียว คือ กลุ่มที่ปรับเบี้ยเพิ่มตามอายุของคนทำประกัน (ปรับตามความเสี่ยงนั่นเอง) ซึ่งสมมุติวันนี้ เราอายุ 35 ซื้อสัญญาเพิ่มเติม 40 โรคร้าย ที่ทุน 1 ล้านบาท เบี้ยประมาณ 3,200 บาท ซึ่งถูกมาก แต่เดี๋ยวก่อน !!!
เบี้ยนี้ ไม่ใช่เบี้ยคงที่จ้า แต่จะปรับเพิ่มตามอายุ ขึ้นเรื่อยๆ พออายุ 66 -80 เบี้ยตัวนี้จะกระโดดขึ้นเป็น 3-5 เท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเราไม่ได้วางแผนการเงินดีๆ หรือไม่ได้เตรียมเงินไว้จ่ายเบี้ยก้อนนี้ ตอนเกษียณมีปัญหาแน่ๆ เพราะไม่มีรายได้แล้ว แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี นี่คือสาเหตุที่ทำไมคนอายุ 66 ขึ้นไป ถึงมายกเลิกสัญญาเพิ่มเติมกันมากมาย ซึ่งอายุหลังเกษียณ เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ พีคสุด เป็นอายุที่ไม่ควรยกเลิกกรมธรรม์เลย ซึ่งน้องหมูหมู ก็เคยคิดเมื่อ 10 ปีก่อนว่า ทำไมไม่มีใครคิดสัญญาเพิ่มเติมที่เบี้ยคงที่ออกมานะ จะได้ไม่มีปัญหา ทิ้งกรมธรรม์ตอนเกษียณ และแล้ว ความฝันก็เป็นจริง วันนี้มีแล้วจ้า 😃 😀

มันคือ สัญญาเพิ่มเติมที่เราจ่ายเบี้ยคงที่ตั้งแต่อายุที่ทำ ถึงอายุ 79 (คุ้มครองถึง80) โดยนักคณิตศาสตร์ประกันภัย เค้าคิดถัวเฉลี่ยเบี้ยให้หมดแล้ว ซึ่งแน่นอน เบี้ยมันต้องแพงกว่าสัญญาเพิ่มเติมแบบเก่า (ประมาณ2-3เท่า) แต่มันดีตรงที่ทำให้เราวางแผนการจ่ายเบี้ยในอนาคตได้ เพราะรู้จำนวนเงินแน่นอน โดยมีบริษัทหลักทรัพย์นำเงินไปลงทุนให้เรา ตามกองทุนที่เราเลือก ซึ่งเค้าจะมีความเป็นมืออาชีพในการลงทุนมากกว่าเราลงทุนเอง ที่สำคัญที่สุด มันมีระบบการดึงเงินมาจ่ายเบี้ยให้เราอัตโนมัติ (ซึ่งถ้าเราทำประกันแบบเดิม และคิดว่าจะลงทุนข้างนอกเอง แล้วเอากำไรมาจ่ายเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเอง เราก็ต้องคอยไปถอนเงินมาจ่ายเบี้ยเองทุกปี แล้วถ้าเกิดปีไหนลืม หรือช่วงนั้นอายุเยอะป่วยอยู่ รพ. ไปถอนเงินไม่ได้ล่ะ ยุ่งแน่ๆ จ้า)

ซึ่งสัญญาเพิ่มเติมตัวนี้จะลงท้ายด้วยคำว่า “UDR” (Unit Deducting Riders) เช่น 40โรคร้ายUDR, ค่ารักษาพยาบาลUDR ฯลฯ โดยเจ้าตระกูล UDR นี้ ออกแบบมาให้ซื้อแนบได้กับเฉพาะ Unit Linked เท่านั้น
เพราะเบี้ยหลัก (หัวรถจักร) กับเบี้ย UDR (โบกี้) เค้าจะไม่แยกเป็น2ส่วน เหมือนแบบประกันเดิมๆ แต่จะเอาทั้ง2ก้อนนี้ มารวมกันเป็นก้อนเดียว และเมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว เหลือเท่าไหร่ ก็จะนำไปลงทุน มันจึงมีโอกาสทำให้เงินในกรมธรรม์โตไวขึ้น เพราะเมื่อนำเบี้ยมารวมกัน ก็เหมือนมีกองทัพที่ใหญ่ขึ้น ที่จะไปสู้กับตลาดทุน (หรือตลาดเงิน) ได้

แล้วเงินในกรมธรรม์โตไวขึ้น มีผลยังไงกับเรา? แน่นอน(^^) ก็ในเมื่อ Unit Linked เราสามารถเลือกหยุดจ่ายเบี้ยหลังเกษียณได้ พอเราดูแล้วว่า มูลค่าเงินในกรมธรรม์โตพอที่มันจะดึงเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ เองได้ ตั้งแต่เราเกษียณ ไปจนถึงอายุ 80 เราก็ไม่ต้องจ่ายเบี้ยหลังเกษีณอีกต่อไป และพออายุ 80 สัญญาเพิ่มเติมหยุดคุ้มครองแล้ว และเราไม่ต้องการทิ้งทุนประกันให้คนข้างหลัง เราก็ปิดกรมธรรม์ จะได้เงินก้อนนึง ไว้มาเป็นกองทุนดูแลสุขภาพตัวเองในยามที่ไม่มีประกันสุขภาพคุ้มครองแล้ว (แต่ถ้าในอนาคตสัญญาเพิ่มเติมต่างๆ ขยายความคุ้มครองถึงอายุ 90 เราก็ไม่ต้องปิด ก็ให้มันดึงเงินมาทำงานอัตโนมัติไปเรื่อยๆ และถ้าปีไหนเงินไม่พอให้ดึงมาจ่ายค่าใช้จ่าย เราก็มีหน้าที่เติมเงินเข้าไปเหมือน one 2 call แค่นั้นเอง)

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น มูลค่าเงินในกรมธรรม์แต่ละคน จะเหลือไม่เท่ากัน ด้วยปัจจัย 4 ข้อ คือ
1.จำนวนเบี้ยที่ลงแต่ละปี (ลงมากได้มาก)
2.อายุที่เริ่มทำ (ออมก่อน รวยกว่า)
3.กองทุนที่เลือก (high risk high return)
4.ระยะเวลาที่ลง (ยิ่งลงนาน ยิ่งดี)

แต่ก็อย่างที่บอก UDR จะเบี้ยแพงกว่าแบบเดิมๆ แต่ไส้ในจริงๆ เค้าหักเราเท่าเดิมนะ เช่น สมมุติอายุ 35 ทำ40โรคร้าย ทุน 1 ล้าน
เบี้ยแบบเก่า 3,200 บาท แต่
เบี้ย UDR 10,000 บาท
ไส้ในเค้าจะหักเราแค่ 3,200 เท่าเบี้ยแบบเดิม แต่ส่วนต่าง 6,800 บาท จะนำไปลงทุนให้เราในกองทุนที่เราเลือก ซึ่งเหมือนกับการบังคับเราจ่ายมาก ในวันที่เราจ่ายไหว ตอนเกษียณจะได้สบาย เปรียบเสมือนให้เราไปเที่ยวภูกระดึงตอนนี้ กับไปภูกระดึงตอนอายุ 60 แบบไหนจะง่ายกว่ากัน เราเป็นคนเลือกเองจ้า

ฟังแบบนี้แล้ว เจ้า UDR ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย และเหมาะที่จะนำมาใช้วางแผนการเงิน ในเรื่องของการจ่ายเบี้ยประกันในอนาคต ได้ดีเลยใช่มั๊ยจ้ะ แล้วครั้งหน้าจะเอาสาระดีๆ มาฝากอีกจ้า ^^

#เรื่องหมูหมูUnitLinked
ปรึกษาส่วนตัวที่ Line (มี @ ด้วยนะจ้ะ)

ตามที่น้องหมูหมู คาดเดา หากใครชอบแบบประกันสะสมทรัพย์ ที่มีเงินคืนแน่นอน ให้รีบทำด่วนๆ เพราะทุกบริษัทประกันทยอยปิดแน่ๆ  ต...
02/10/2019

ตามที่น้องหมูหมู คาดเดา หากใครชอบแบบประกันสะสมทรัพย์ ที่มีเงินคืนแน่นอน ให้รีบทำด่วนๆ เพราะทุกบริษัทประกันทยอยปิดแน่ๆ ต่อไปอาจจะเหลือแค่ประกันที่เน้นคุ้มครอง และ Unit Linked จริงๆ แล้วจ้า

วิกฤตดอกเบี้ยต่ำพ่นพิษธุรกิจประกันชีวิต ดิ้นปรับแผนธุรกิจ-ขึ้นค่าเบี้ย-หั่นค่าคอมฯ หวั่น “ดอกเบี้ยขาลง-เ...

Unit Linked ต่างกับแบบประกันหลักทั่วไป อย่างไร(?)ตามน้องหมูหมู มาเลยจ้าย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ที่ประเทศไทย ยังไม่มี Unit ...
05/09/2019

Unit Linked ต่างกับแบบประกันหลักทั่วไป อย่างไร(?)

ตามน้องหมูหมู มาเลยจ้า

ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ที่ประเทศไทย ยังไม่มี Unit Linked เวลาจะทำประกันซักเล่ม เราจะเลือกไปเลยว่า จะเอาแบบประกันแบบไหน ซึ่ง ทุกบริษัท จะมีแต่แบบประกันสำเร็จรูป คือเป็นแบบที่ระบุชัดเจนเลยว่า ส่งกี่ปี มีเงินคืนกี่ปี และคุ้มครองกี่ปี เช่น แบบ 7/15 ก็คือ ส่ง7 ปี คุ้มครอง 15 ปี, มีเงินคืนปีที่ xx และครบสัญญาจะได้รับเงิน xx บาท

และถ้าเราเปิดดูในเล่มกรมธรรม์ จะมีหน้าหนึ่งที่เป็นตารางมูลค่า (แต่ละแบบ ตัวเลขไม่เท่ากัน) โดยจะมี 3 ช่อง หลักๆ คือ
1.ตารางเวนคืนเงินสด (เวนคืนกรมธรรม์)
2.ตารางขยายเวลา
3.ตารางมูลค่าสำเร็จ
(ทั้ง 3 ตาราง ใช้ในกรณีลูกค้าไม่อยากส่งเบี้ยต่อแล้ว จะมีทางเลือกให้3ทาง แต่ทำงานยังไง น้องหมูหมู ไม่ขอเจาะลึก แต่ถ้าใครสงสัยถามมาในเพจ หรือ Line ได้จ้า)

ที่ต้องปูพื้นข้างบนก่อน เพราะว่า Unit Linked มันเกี่ยวกับข้อที่1 คือ “ตารางเวนคืนเงินสด”
ซึ่ง เวนคืนเงินสด คือ ลูกค้าจะปิดกรมธรรม์ และเอาเงินคืน (ปิดเล่มไปเลย) จะได้เงินคืนเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าส่งเบี้ยมากี่ปีแล้ว ถ้าส่งหลายปี ก็จะได้คืนมากกว่าส่งไม่กี่ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอเตือนว่า การเวนคืนเงินสด ลูกค้าขาดทุน ทุกกรณี แน่นอน เพราะถือว่าเราผิดสัญญากับบริษัทประกัน ซึ่ง ตอนทำประกัน มันก็เหมือนการเซ็นสัญญาว่า เราจะส่งเบี้ย7ปีนะ แล้วคุณต้องคุ้มครองเรา15ปีนะจ้ะ แต่ถ้าส่งไม่ถึง7ปี หรือ ไม่อยากรอเวลาถึง 15 ปีแล้ว อยากปิดเลยอ่ะ ทำไง? ก็โดนสิจ้ะ!! โดนในที่นี้ คือ โดนหักเงินต้นบางส่วนที่ทำให้บริษัทประกัน เสียโอกาสในการนำเบี้ยลูกค้าไปลงทุนต่อจนครบ15ปี เพราะที่บริษัทบอกเราว่า จะได้เงินคืนปีที่ xx เป็นจำนวนเงิน xx บาท คือ เค้าคำนวณมาแล้วว่า เค้าจะเอาเงินไปลงทุนที่ไหน เพื่อที่จะมีเงินมาคืนลูกค้าตามสัญญาได้ เมื่อเราหยุดส่งเบี้ยต่อ เท่ากับเราไปทำให้การลงทุนเค้าสะดุด เค้าจึงให้เงินต้นเราคืนไม่ครบ

ที่สำคัญอย่าลืมว่า ประกันชีวิต ไม่ใช่การลงทุน ดังนั้น เบี้ยประกันส่วนหนึ่ง จะถูกหักไปจ่ายค่าการประกันภัย หรือทุนประกัน และค่าใช้จ่าย ในส่วนอื่นๆอีก เหลือเท่าไหร่ ถึงเอาไปลงทุน (แต่เค้าจะไม่แจกแจงรายละเอียดให้เรานะว่า หักค่าอะไรบ้าง และเหลือไปลงทุนเท่าไหร่ และไปลงทุนที่ไหน) ซึ่งบอกเลยว่า ถ้าเราส่งเบี้ยแค่ปีเดียว แล้วจะเวนคืน เราจะไม่ได้เงินคืนแม้แต่บาทเดียว ดังนั้น ถ้าไปเปิดดูกรมธรรม์ ทุกเล่ม ช่องมูลค่าเงินสด ในปีที่ 1 จะเป็น 0 ทุกเล่ม

น้องหมูหมู เกริ่นมาซะยาว ขอเริ่มเข้าเรื่อง ข้อแตกต่างระหว่าง Unit Linked กับแบบประกันเดิมๆ ซะที ตามนี้เลยจ้า

1. Unit Linked จะไม่มีช่องมูลค่าทั้ง3ช่อง เพราะมูลค่ากรมธรรม์ จะเรียกว่า “มูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุน” ขอเรียกสั้นๆ ว่า NAV (net asset value ) โดยถ้าปิดกรมธรรม์ปีไหน จะได้คืนเท่าไหร่ ให้ดูที่ NAV ปีนั้นๆ และถ้าจ่ายเบี้ยไปแค่ปีเดียว และปี2 ไม่จ่าย อาจจะมีเงินเหลือคืนบ้างนิดหน่อย (ถ้าแบบเดิมๆ คือ ไม่มีเลย) หรือถ้าแย่สุดๆ NAV อาจจะติดลบก็ได้ ถ้าผลตอบแทนกองทุนผ่านไป1ปี ไม่ดี (ที่ติดลบเพราะผลตอบแทนจากกองทุนได้น้อยกว่า ค่าใช้จ่ายที่ถูกหักรายเดือน) แต่บริษัทประกันจะไม่เรียกเก็บเงินที่ติดลบนะ เพราะเค้ามีโปรโมชั่น ว่า 10 ปีแรก ถ้ากองทุนติดลบ เค้าจะไม่เรียกให้เราใส่เงินเพิ่มเข้ามา เพียงแต่เราต้องทำตามเงื่อนไขว่า 10ปีแรก เราห้ามถอนเงิน ห้ามจ่ายเบี้ยเกิน31วัน และห้ามลดเบี้ยประกัน แค่นั้นเอง สบายใจได้จ้า

2. บริษัทประกัน จะแจกแจงรายละเอียดให้เรารู้ว่า เบี้ยที่เราจ่ายเข้ามา โดนหักค่านู่นนี่นั่น xx บาท เหลือไปลงทุน xx บาท นะ โดยจะส่งเป็นจดหมายแจ้งรายละเอียด แบบลูกค้าเห็นแล้วตกใจเลยว่า “ปีแรก เงินชั้นเหลือเท่านี้เองหรอ?” (แต่แบบเดิมๆ ไม่เคยแจ้ง เลยไม่ตกใจไง เหอๆๆ…ทั้งๆ ที่จริงๆ แบบเดิม เบี้ยปีแรก หักหมดทั้งก้อน ยิ่งกว่า Unit Linked อีก มูลค่าเวนคืนเงินสดเลยเป็น0)

3. “เอาเงินเราไปไหน”>>>จากที่บริษัทประกันจะเป็นคนลงทุนเอง (ส่วนใหญ่เอาไปลงในพันธบัตร และตราสารหนี้) แต่Unit Linked จะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งมีหลายกองทุนให้ลูกค้าเลือก ตามความเสี่ยง และความชอบ ของลูกค้าเอง โดยมีให้เลือกทั้งกองทุนรวมตลาดเงิน, กองทุนรวมตราสารหนี้, กองทุนรวมผสม (ตราสารหนี้+ตราสารทุน) และกองทุนรวมตราสารทุนเพียวๆ โดยลูกค้าจะต้องเป็นผู้เลือกกองทุนเอง ซึ่งเวลาตัวแทนอธิบาย ควรบอกว่า กองนี้เอาไปลงอะไรบ้าง (ดูจาก fund fact sheet) ผลตอบแทนจึงขึ้นอยู่กับกองทุนที่เราเลือก

4. “ส่งเบี้ยกี่ปี?”>>>ในกรมธรรม์ Unit Linked จะไม่มีบอกว่า จะมีเงินคืนปีไหน กี่บาท ครบสัญญาปีไหน เพราะจริงๆ Unit Linked มันคือแบบประกันที่ “ส่งเบี้ยถึงอายุ99 และคุ้มครองถึงอายุ99” เพียงแต่ ลูกค้าอาจจะส่งแค่ 10, 15, 20, 28ปี หรือส่งแค่อายุ60 เกษียณอายุก็หยุดส่ง ทำได้หมด คือเราสามารถออกแบบเองได้เลยว่า ชั้นจะทำเล่มนี้ ให้เป็นแบบ 10/20 หรือเป็นแบบ 20/80 ซึ่งพูดตรงๆ Unit Linked คือ รากฐานของแบบประกันชีวิต ทุกแบบเลย ก็ว่าได้

5. “เงินคืน”>>>เราสามารถเอาเงินจากกรมธรรม์ไปใช้ โดยทำการ “ถอนจาก NAV” ไม่ใช่การกู้เงินจากกรมธรรม์เหมือนสมัยก่อน ซึ่งเจ้า NAV นี่เอง ที่ลูกค้าสามารถถอนไปใช้เมื่อไหร่ก็ได้ (แต่จะไม่เร็วเหมือนกดATM ต้องรอประมาณ 5 วัน ทำการ ถึงได้เงิน และแนะนำว่า ไม่ควรถอนใน 10 ปีแรก เพราะเงินยังไม่โตพอ) แต่ข้อดีมันคือ เนื่องจาก NAV มันคือเงินลงทุนของเรา เวลาถอนไปใช้ ก็เหมือนการถอนเงิน จึงไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้บริษัทประกัน เหมือนกับกู้เงินในกรมธรรม์ แบบเดิมๆ แต่ก็ไม่ควรถอนจนเพลิดเพลินจำเริญใจ จนทำให้กรมธรรม์ ไปไม่ถึงเป้าหมายนะจ้ะ

6. “เบี้ยประกัน”>>>Unit Linked สามารถเลือกเบี้ยประกันที่จ่ายได้เอง (ขั้นต่ำปีละ 12,000 บาท) และเลือกทุนประกันได้เอง (ตามช่วงทุนประกันที่เลือกได้ แต่ละอายุ) เช่น ถ้าผู้หญิงอายุ 25 ปี เลือกจ่ายเบี้ยต่ำสุด 12,000 บาท จะสามารถเลือกทุนประกันได้ตั้งแต่ 720,000 ถึง 3,000,000 บาท แต่ทุนประกันที่เลือกก็จะมีผลกับเงินที่เหลือไปลงทุนนะจ้ะ เพราะถ้าเราเลือกทุนต่ำ ก็จะถูกหักค่าการประกันภัยต่ำ เงินที่เหลือไปลงทุนก็มากกว่า การที่เลือกทุนสูงๆ (ทุนประกัน ปรับลงได้ตลอดเวลา และปรับขึ้นก็ได้ แต่ต้องสุขภาพดี ณ ตอนที่จะปรับขึ้น) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราควรเลือกทุนประกันตามความจำเป็นขณะนั้นดีที่สุด อย่ามองเรื่องลงทุนมากไป เพราะหากเกิดอะไรขึ้น ตัวเรา และคนที่เรารักจะได้ไม่เดือดร้อน เพราะจริงๆ Unit Linked มันก็คือ ประกัน ไม่ใช่การลงทุน ถ้าจะลงทุน ก็ขอให้ลงทุนเองต่างหากดีกว่า อย่ามาผ่าน Unit Linked เลย เพราะมันโดนหักค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายเยอะ สินค้าทางการเงินแต่ละตัว ทำหน้าที่ต่างกัน ควรมีให้ครบตามความจำเป็น

7. “ทุนประกัน”>>>Unit Linked เป็นประกันที่ทำฉบับเดียว แต่ปรับเปลี่ยนได้ตามความจำเป็นทุกช่วงอายุ เช่น ตอนนี้อายุ 35 มีลูกเล็ก อายุ 2 ขวบ แนะนำว่า ควรเลือกทุนประกันสูงๆ 20 ปี แรก ประมาณว่า ถ้าวันนี้เราขี้เกียจหายใจ ลูกเราจะมีเงินเรียนจนจบปริญญาตรี (บวกเงินเฟ้อแล้ว) แต่พอลูกเรียนจบ มีงานทำ หมดห่วง เราก็สามารถลดทุนให้เหลือต่ำสุดได้ เพื่อที่จะให้ถูกหักค่าประกันภัยน้อย เงินเหลือไปลงทุนมากขึ้น เงินที่มีไว้ใช้ตอนเกษียณ ก็มากขึ้นด้วย และเราก็มี NAV ที่ถอนได้ ระหว่างทาง จึงเปรียบเสมือน กรมธรรม์ 3 in 1 จริงๆ ทำเล่มเดียว ได้ทั้ง การันตีการศึกษาบุตร, เงินเกษียณ และเงินฉุกเฉิน

8. และข้อสุดท้ายที่สำคัญคือ ตัวแทนที่จะขาย Unit Linked ต้องเป็นตัวแทนที่มีใบอนุญาต ic license (สมัยก่อนคือ single license) ที่ขึ้นทะเบียนกับ กลต. เท่านั้นจ้า

ครั้งหน้าน้องหมูหมู จะมาเล่าให้ฟังว่า การไหลของเบี้ยประกัน Unit Linked มันทำงานยังไง มันถูกหักอะไรบ้าง และเหลือเงินไปลงทุนเท่าไหร่จ้า

(ปรึกษาส่วนตัวได้ที่ Line )

หลายคน รู้จัก Unit Linked ดีหลายคน ไม่เคยได้ยินคำนี้เลยและหลายคน เคยได้ยิน แต่ไม่รู้ว่ารายละเอียด เป็นอย่างไรวันนี้น้องห...
03/09/2019

หลายคน รู้จัก Unit Linked ดี
หลายคน ไม่เคยได้ยินคำนี้เลย
และหลายคน เคยได้ยิน แต่ไม่รู้ว่ารายละเอียด เป็นอย่างไร

วันนี้น้องหมูหมู จะมาอธิบายถึง Unit Linked แบบกว้างๆ ให้ฟังจ้า

ถ้าพูดถึง การทำประกันชีวิต เราจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ น้องหมูหมู ขอเปรียบเทียบกับขบวนรถไฟ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน คือ
1.ประกันตัวหลัก (หัวรถจักร) และ
2.สัญญาเพิ่มเติม (โบกี้)

ประกันหลัก (หัวรถจักร)
ก็แบ่งเป็น 2 แบบ หลักๆ คือ
1.1 แบบเน้นคุ้มครอง (เบี้ยถูก ทุนประกันสูง) ส่วนใหญ่แบบนี้ จะไม่ค่อยมีเงินคืนระหว่างทางที่ส่งเบี้ย เนื่องจากเบี้ยถูกอยู่แล้ว แบบนี้ เหมาะกับคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว หรือมีภาระหนี้สิน หรือนักธุรกิจที่มี O.D ธนาคาร ควรทำไว้เพื่อเวลาจากไป คนข้างหลังไม่เดือดร้อน ส่วนใหญ่แบบนี้จะส่งเบี้ยสั้น แต่คุ้มครองยาว และ

1.2 แบบเน้นออมเงิน (เบี้ยปานกลางถึงสูง แต่ทุนประกันต่ำกว่าแบบแรก) ประกันหลักแบบนี้ จะมีเงินคืนระหว่างทางให้เราอุ่นใจ เหมือนเป็นกำลังใจว่า มีดอกผลระหว่างทางให้เห็นบ้าง และเมื่อกรมธรรม์ครบกำหนด จะมีเงินก้อนใหญ่ ให้ชื่นใจ เป็นเงินคืนที่แน่นอน เพราะสัญญากรมธรรม์เขียนชัดเจนเลยว่า "ส่งเบี้ย xxปี, มีเงินคืนปีที่xx และครบสัญญาจะมีเงินคืน xxบาท) แบบนี้เหมาะกับคนที่ต้องการออมเงิน และเห็นเงินคืนที่ชัดเจน หรือไม่กล้าลงทุนข้างนอกเอง (กลัวความเสี่ยง) ส่วนใหญ่แบบนี้จะส่งเบี้ยสั้น และคุ้มครองสั้นๆ เพราะจะได้เงินก้อนใหญ่คืนเร็วๆ

ทั้ง2แบบ ไม่ใช่เบี้ยสูญเปล่า เป็นเงินสะสมทั้งคู่ เพียงแต่แบบ 1.1 ไม่มีเงินคืน จะได้คืนต่อมื่อ ปิดกรมธรรม์ (ได้ตามมูลค่ากรมธรรม์ปีนั้นๆ) หรือขี้เกียจหายใจ (เงินประกันจะจ่ายให้คนที่เราระบุไว้) ซึ่งมีคนเยอะมากที่เข้าใจว่า แบบ 1.1 เป็นเบี้ยสูญเปล่า (เพราะไม่มีเงินคืนให้เห็น)

ซึ่งเบี้ยสูญเปล่าของแท้คือ ส่วนที่2 ที่เป็น “สัญญาเพิ่มเติม” หรือโบกี้รถไฟนั่นเอง

ซึ่งรถไฟทุกขบวน จะต้องมีหัวรถจักร ถึงจะวิ่งได้ ส่วนโบกี้ เราสามารถเลือกที่จะเอา หรือไม่เอา และเอาแบบไหนบ้าง ก็ได้ (ตามกฎเกณฑ์แต่ละบริษัท) พูดตรงๆ ก็คือ จะซื้อสัญญาเพิ่มเติมอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องซื้อประกันหลัก ก่อน และถ้าหัวรถจักรหยุดทำงาน โบกี้จะต้องหยุดไปด้วย ไม่สามารถส่งแค่โบกี้ได้ ดังนั้น หากเราวางแผนเรื่องประกันสุขภาพ ไม่ควรซื้อโบกี้ คู่กับหัวรถจักรที่มีระยะสั้น เพราะเมื่อหัวรถจักรหยุดทำงาน โบกี้ก็ต้องหาหัวรถจักรใหม่ ซึ่งก็คือการซื้อเล่มใหม่นั่นเอง ถึงตอนนั้นมีเงินก็จริง แต่สุขภาพเราจะซื้อได้หรือเปล่าไม่รู้ เพราะประกันสุขภาพ ไม่ได้ซื้อด้วยเงินอย่างเดียว แต่ต้องใช้สุขภาพที่ดีซื้อด้วย ดังนั้น ถ้ามีตัวแทนมาขายประกันสุขภาพคุณ แล้วเค้าจัดโบกี้ ในขบวนหัวรถจักรอายุสั้น (น่าเศร้าที่สุด ดันไปหมดตอนอายุมากๆ หรือป่วยแล้ว) ให้ถามเค้าว่า “แล้วถ้าตอนนั้นสุขภาพพี่ไม่ดี ทำเล่มใหม่ไม่ได้ พี่จะทำยังไง?"

ซึ่งประกันหลักทุกแบบ จะระบุชัดเจนว่า ส่งเบี้ยกี่ปี คุ้มครองกี่ปี ส่วนสัญญาเพิ่มเติม จริงๆ มันคือ ประกันวินาศภัย ซึ่งเหมือนประกันรถยนต์ ต้องส่งทุกปี (ถึงแม้หัวรถจักรจะส่งครบแล้ว แต่โบกี้ยังคงต้องส่งต่อ) แต่ต่างกันที่ ประกันรถยนต์เค้าจะเก็บเบี้ยแพงๆ ก่อน แต่ถ้าไม่เคลม ปีถัดไปมีส่วนลดให้ แต่สัญญาเพิ่มเติม ของประกันชีวิต เค้าจะเก็บเบี้ยตามความเสี่ยงของอายุ (อายุน้อยเบี้ยถูก อายุมากเบี้ยแพง) และจะปรับเบี้ยเพิ่ม ตามอายุที่มากขึ้น (เพราะมีความเสี่ยงมากขึ้น)

ดังนั้น ถ้าเราวางแผนการเงินไม่ดี และไม่กันเงินไว้จ่ายเบี้ยในอนาคต ตอนอายุ 66 ปี ขึ้นไป เบี้ยที่เราจ่าย จะแพงขึ้นเป็น 3-4 เท่าตัว ของเบี้ยที่เริ่มต้นทำเลยทีเดียว (ไว้คราวหน้าจะมาเล่าวิธีแก้ปัญหานี้ ด้วย Unit Linked ให้ฟัง)

ต่อมา โลกเปลี่ยน คนสนใจการลงทุนมากขึ้น ประกอบกับดอกเบี้ยเงินฝากลดลงเรื่อยๆ และพันธบัตรรัฐบาลที่ผลตอบแทนดีๆ หาไม่ค่อยได้ (บริษัทประกันจะนำเบี้ยไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ เป็นส่วนใหญ่ เพราะความเสี่ยงต่ำ) ที่สำคัญคือ ปัญหาเรื่อง “เงินเฟ้อ” (ค่าเงินที่ลดลงในอนาคต) บริษัทประกัน จึงออกแบบประกันที่เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน และในอนาคต รวมถึงมีโอกาสที่ทำให้เงินที่เราได้จากกรมธรรม์ชนะเงินเฟ้อได้ ทำให้เกิดเป็นหัวรถจักรชนิดที่ 1.3 ขึ้น นั่นก็คือ Unit Linked นั่นเอง

ซึ่ง Unit Linked เหมือนเอาหัวรถจักร 1.1 และ 1.2 มาผสมกัน คือ ลูกค้าสามารถเลือกเบี้ยประกันที่จะจ่ายเอง เลือกทุนประกันที่ต้องการเอง เลือกจำนวนปีที่จะจ่ายเอง และเลือกเงินที่ต้องการถอนในอนาคตได้เอง (สุดยอดมั๊ย!)
จึงเหมือนเป็นแบบประกันที่ออกแบบมาเฉพาะ คุณ คุณ และคุณ เท่านั้น ที่ทำให้ใจฉันหยุดเหงา....(ไม่ใช่ละ!!) ซึ่งถือว่าเป็นแบบประกันที่ มีความยืดหยุ่น มากๆ จ้า

วันนี้พอแค่นี้ก่อนน๊า เดี๋ยวจะหนักไป ครั้งหน้าจะมาอธิบายให้ฟังว่า แล้ว Unit Linked มันทำงานยังไง มีข้อดี ข้อด้อย อะไรบ้างจ้า

19/08/2019

ถ้าเราเข้าร้านหนังสือ จะเห็นว่า Top 10 ของหนังสือขายดี เกือบครึ่ง จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “การลงทุน” แสดงว่า Trend กำลังมา รวมถึงธุรกิจประกันชีวิต ก็เช่นกัน จากแบบประกันเดิมๆ ที่ลูกค้า ไม่สามารถเลือกได้เองว่า จะชำระเบี้ย กี่ปี และงบประมาณเท่าไหร่ เนื่องจากสมัยก่อน บริษัทประกัน จะนำเงินที่ได้จากลูกค้า (เบี้ยประกัน) ไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เพราะไม่ต้องการให้เงินก้อนนี้ มีความเสี่ยงมากนัก จึงคิดค้นแบบประกันสำเร็จรูปต่างๆ ขึ้นมา และมีกำหนดเงินคืนที่แน่นอน ซึ่ง ข้อดี คือ ลูกค้าไม่มีความเสี่ยง สามารถรู้จำนวนเงินที่แน่นอนในอนาคตที่จะได้รับจากบริษัทประกัน
แต่ ผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล ที่ชนะเงินเฟ้อ หาไม่ได้ในปัจจุบันอีกแล้ว จึงเกิดนวัตกรรมใหม่ของวงการประกันชีวิตขึ้น เมื่อประมาณ 10 ปี ที่แล้ว (ตามหลังประเทศที่พัฒนาแล้วหลายปีมาก) นั่นก็คือ “ประกันชีวิตควบการลงทุน “ หรือ Unit Linked นั่นเอง

แต่อาจจะมีบางคนสงสัยว่า ก็มันมีตั้ง 10 ปี แล้ว ทำไม เพิ่งมาทำเพจ? เหตุผลคือ Unit Linked เกิดขึ้น 10 ปีที่แล้ว ก็จริง (สมัยที่มีแค่บริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทเดียวที่ขายได้ เนื่องจาก คปภ. อนุมัติให้แค่บริษัทเดียว เพราะระบบการจัดการภายในต้องดีพอสมควร คปภ. ถึงจะอนุมัติให้ขายได้) แต่ถึงกระนั้น Unit Linked ก็เพิ่งมาบูมสุดๆ ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมานี่เอง เนื่องจากบริษัทประกัน มีสินค้าตัวนี้ แทบทุกบริษัทแล้ว

ผู้ก่อตั้งเพจนี้ เป็น 200 คนแรกในประเทศไทย ที่ได้ License ให้เป็นผู้แนะนำ Unit Linked ให้กับลูกค้า จึงค่อนข้างชำนาญในการ “วางแผนการเงิน” ให้กับลูกค้า โดยใช้ Unit Linked เป็นเครื่องมือหลัก (เน้นว่าเครื่องมือหลัก เพราะไม่ใช่ทุกคน ที่เหมาะกับ Unit Linked เสมอไป) เนื่องจากแบบประกันเดิมๆ เหมือน “เสื้อผ้าสำเร็จรูป” ไม่มีความ Flexible หรือปรับเปลี่ยนได้ตามช่วงอายุ และความจำเป็นของลูกค้า แต่ Unit Linked เปรียบเสมือน ลูกค้ามีช่างตัดเสื้อ ที่ตัดเสื้อตาม “ความเหมาะสม” ที่ลูกค้า ควรมี ซึ่งลูกค้า สามารถเลือกเบี้ยประกันที่ต้องการ และทุนประกันที่จำเป็นได้เอง รวมถึงมี ความยืดหยุ่น ต่างๆ มากมาย ให้ปรับเปลี่ยนกรมธรรม์ ได้ตามความจำเป็น ในแต่ละช่วงชีวิต แต่เนื่องจากคนส่วนใหญ่ คิดว่า Unit Linked เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก (รวมทั้งตัวแทนที่มี License ไม่ต่ำกว่า 80%) จึงเป็นที่น่าเสียดายว่า ถ้าเปิดใจ และเข้าใจเรื่อง Unit Linked ซักนิด มันจะช่วยวางแผนการเงิน ให้ทุกคนได้ดีมากๆ

ในแต่ละวัน จะมีเพื่อนร่วมอาชีพ Line มาถามเรื่อง Unit Linked กับผู้ก่อตั้งเพจ เยอะมาก อย่ากระนั้นเลย ไหนๆ จะตอบคำถามแล้ว ก็ตั้งเพจขึ้นมาซะเลยดีกว่า จะได้อธิบาย ทีเดียวให้ทั้งเพื่อนร่วมอาชีพ และผู้ติดตาม ได้เข้าใจเรื่อง Unit Linked แบบง่ายๆ ด้วยภาษามนุษย์ ไม่วิชาการมาก ภาษาบ้านๆ ที่แม้กระทั่ง อธิบายคนที่ไม่รู้เรื่องการลงทุนเลย ให้เข้าใจได้ โดยผ่านตัวดำเนินเรื่อง ชื่อ “น้องหมูหมู” (เวลาเราเปรียบเทียบอะไรที่ง่าย เราจะใช้ “หมู” เปรียบเทียบ และโลโก้นี้ ก็วาดโดยเด็ก อายุ 12 ปี ให้รู้สึกว่า เรื่องนี้ เด็กๆ ก็เรียนรู้ได้) ที่สำคัญ จะอธิบายแบบตรงไป ตรงมา และเป็นกลางที่สุดค่ะ

ที่อยู่

Bangkok
10700

เบอร์โทรศัพท์

+66935914528

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เรื่องหมูหมู Unit Linkedผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เรื่องหมูหมู Unit Linked:

แชร์