Rồng Vàng Shop

Rồng Vàng Shop "ซีไอเอ็มบี จำกัด สร้างอนาคต" Grow your money, grow your future

บริการของเรา ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้อง ขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่องสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) ฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2548 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถป

ระกอบธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคแก่ลูกค้าทั่วไป โดยบริการหลักของอีซี่บายประกอบด้วย 1) สินเชื่อเงินสดหมุนเวียน (Revolving Loan)

สินเชื่อเงินสดหมุนเวียน (Revolving Loan) ธุรกิจสินเชื่อเงินสดหมุนเวียนของบริษัทฯ เป็นการให้กู้ยืมเงินโดยไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกันแก่ลูกค้า ที่ต้องการเงินสดไปใช้จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ลูกค้าสามารถเบิกถอนเงินสดไปใช้ตามจำนวนที่ต้องการภายในวงเงินสินเชื่อที่ได้รับ โดยลูกค้าสามารถเลือกชำระตามยอดชำระขั้นต่ำ หรือมากกว่าก็ได้ ซึ่งเมื่อมีการชำระคืน จำนวนเงินดังกล่าวจะหมุนเวียนเพิ่มกลับมาเป็นวงเงินให้เบิกใช้ได้อีก และลูกค้าสามารถใช้บริการ ผ่านสาขายูเมะพลัส และจุดบริการทั่วประเทศ

08/04/2023

MG กับการสร้าง EV Ecosystem ที่ต้องการจะสร้างถนนเมืองไทยเป็นถนนที่หายใจได้เต็มปอด
MG X ลงทุนแมน

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน คนไทยเริ่มรู้จักรถพลังงานไฟฟ้า หรือ EV Car
พร้อมกับรับรู้ว่ามันคือเทรนด์ของโลกยานยนต์อนาคต
แต่กลับมีเพียงไม่กี่คนในประเทศที่ครอบครอง EV Car

เพราะในช่วงเวลานั้น EV Car ถือเป็นรถที่อยู่ในกลุ่มพรีเมียมแบรนด์ มีราคาขายที่สูง
เลยทำให้ EV Car ถูกจำกัดกลุ่มผู้ซื้อไปโดยปริยาย

จนมาถึง “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญในตลาดรถไฟฟ้าเมืองไทย..

เมื่อ MG ทำลาย Pain Point ด้านราคาของ EV Car ด้วยการเปิดตัว MG ZS EV รุ่นแรก ในเมืองไทยในราคา 1,190,000 บาท

จากนั้นในปีต่อ ๆ มาทาง MG ก็มีการเปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
อย่างไลน์อัปรุ่นใหม่ล่าสุดก็มี NEW MG ZS EV, MG EP PLUS, MG 4 และ MG ES
ที่จะเปิดตัวในงาน มอเตอร์โชว์ ปีนี้

จะเห็นว่า MG มีรถพลังงานไฟฟ้าครอบคลุมมากที่สุดในตลาด
เพราะเวลานี้ คนไทยนอกจากจะมีความรู้เรื่องรถพลังงานไฟฟ้าว่ามีข้อดีกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปอย่างไร

การที่ภาครัฐออกนโยบายกระตุ้นตลาด ลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจาก 8% เหลือ 2%
และการสนับสนุนด้านอื่น ๆ ทำให้ราคาขายทุกรุ่นจะถูกลงเฉลี่ยกว่า 2 แสนบาท
เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้คนไทยตัดสินใจซื้อ EV Car ได้ง่ายขึ้น

พอเป็นแบบนี้ ก็เลยทำให้ MG เลือกใช้โมเดลธุรกิจ EV ECOSYSTEM
เพื่อตอกย้ำถึงความพร้อมรอบด้านในตลาดรถ EV Car เมืองไทย

MG EV ECOSYSTEM จะสร้างโครงสร้าง EV Car เมืองไทย ให้สมบูรณ์แบบด้วยวิธีไหน ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง

รู้หรือไม่ MG ไม่ใช่แค่มี EV Car ที่มีจำนวนรุ่นมากที่สุดในตลาดอย่างเดียว
แต่ยังครอบคลุมหลาย Segment รถที่นั่งและหลายระดับราคา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแนวกว้าง
เพราะไม่ว่าเราจะอยากได้รถที่นั่งสไตล์ไหน MG ก็มีให้เลือกหมด

NEW MG ZS EV ซึ่งเป็นรถ SUV ที่มีการปรับเปลี่ยนจากรุ่นแรกที่เปิดตัวเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่ประสบความสำเร็จ สร้างยอดขายได้อย่างเกินคาด

โดย NEW MG ZS EV มาในคอนเซปต์ Truly Easy หรือ รถยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
ทำให้การออกแบบรถนอกจากจะมีดิไซน์โฉบเฉี่ยวแล้ว ก็ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ

อย่างเช่น V2L (Vehicle to Load) ที่จ่ายกระแสไฟฟ้าจากรถไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ นอกตัวรถได้
และสามารถวิ่งได้ 403 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง
โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 949,000 บาท (ราคารวมส่วนลดของภาครัฐ)

หรือจะเป็นรถสไตล์ Hatchback ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มคนรุ่นใหม่
ก็จะมี NEW MG4 ELECTRIC ที่ว่ากันว่า นี่คือมาตรฐานใหม่ของ EV Car ด้วยจุดขาย “ขับสนุก”
ที่ใช้ระบบขับเคลื่อน ล้อหลัง ทำให้ทุกสัมผัสทั้งในตัวรถ และบนท้องถนนสร้างความรู้สึก
รถมีความพุ่งทะยานแต่ก็ควบคุมรถได้ดี และการขับบนช่วงถนนโค้งก็ขับได้อย่างมั่นใจ

ขณะเดียวกันก็มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยมากมาย เช่น ระบบ ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ให้อุ่นใจในทุกการขับขี่

และสามารถวิ่งได้ 425 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง
โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 869,000 บาท (ราคารวมส่วนลดของภาครัฐ)

MG EP PLUS เป็นรถ Station Wagon 5 ที่นั่งรุ่นใหม่ที่มีการอัปเกรดจากรุ่นเดิม
เพิ่มฟังก์ชันใช้งานมากขึ้น เช่น ราวหลังคา แผ่นปิดห้องเครื่องยนต์ด้านหน้า ระบบกรองอากาศ PM2.5 เป็นต้น โดยวิ่งได้สูงสุด 380 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคาเริ่มต้นที่ 771,000 บาท (ราคารวมส่วนลดของภาครัฐ)

ส่วนรุ่นใหม่ที่หลาย ๆ คนเฝ้าจับตามองก็คือ NEW MG ES เพราะเป็นรถ Station Wagon
ที่มีดีไซน์เรียบหรูทันสมัย พร้อมกับมีห้องโดยสารกว้างขวาง

โดยจากข้อมูลเบื้องต้น รถคันนี้จะมีเทคโนโลยีแบบจัดเต็มทั้งการขับขี่, ความปลอดภัย และความสะดวก
โดยวิ่งได้สูงสุด 412 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง พร้อมมีระบบความปลอดภัยครบถ้วน รองรับระบบ V2L (Vehicle to Load) เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าจากรถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ด้วยกำลังไฟ 2,200 วัตต์

ราคาเริ่มต้นที่ 959,000 บาท (ราคารวมส่วนลดของภาครัฐ)

โดยรถไฟฟ้า MG ทุกรุ่น สามารถติดตั้งเชื่อมต่อแอป i-SMART ที่ทำให้รถอัจฉริยะเกินคาด
เช่น สามารถตรวจสอบสถานะของรถก่อนใช้งาน และแจ้งเตือนความผิดปกติของรถ,
ระบบค้นหาตำแหน่งรถ, เป็นกุญแจดิจิทัล, และอีกหลาย ๆ ฟังก์ชัน

จะเห็นว่ารถไฟฟ้า MG ทุกรุ่นมีราคาเข้าถึงง่าย พร้อมกับมีการใส่เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าสู่ตัวรถทุกรุ่น และมีดีไซน์ที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า
เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า และอยากครอบครอง หากนำราคาขายไปเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาปในท้องตลาดในรุ่นที่มีสเป็กใกล้เคียงกัน รถไฟฟ้าของ MG ให้ ฟีเจอร์และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่น่าสนใจกว่าหลายๆรุ่นรถน้ำมันในตลาด

เป็นกลยุทธ์ Game Changer ที่ใช้ดึงดูดลูกค้าให้เปลี่ยนจากการซื้อรถเครื่องยนต์สันดาป
มาเป็นรถไฟฟ้าของ MG ที่มีหลายรุ่นตอบสนองทุกความต้องการ
ขณะเดียวกัน MG ก็ทำลาย Pain Point ต่าง ๆ ในใจลูกค้าที่กำลังรู้สึกลังเล ที่จะเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า

หลายคนอาจไม่รู้ว่าทาง MG ประเทศไทยมีการจัดคอร์สเทรนนิงพนักงานซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าที่ประจำอยู่ในโชว์รูม 160 สาขาทั่วประเทศ อย่างเข้มข้น

เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ สามารถแก้ไขได้ทุกปัญหา
พร้อมกับมีราคาซ่อมบำรุงสบายกระเป๋าลูกค้าที่เฉลี่ยอยู่ที่ 100,000 กิโลเมตร ราคาไม่เกิน 8,000 บาท

จนถึงการทำลายความกังวลใจของลูกค้า เวลาต้องเดินทางข้ามจังหวัดไกล ๆ
ด้วยการลงทุนมหาศาลสร้าง MG SUPER CHARGE STATION ที่ปัจจุบันมีถึง 129 แห่งที่เปิดบริการแล้วทั่วไทย

และปีนี้เอง เอ็มจี ตั้งเป้าให้มีสถานีชาร์จในโชว์รูมทั่วประเทศไทย โดยเป้าหมายหลักคือการทำให้ทุก ๆ 150 กม.ในการเดินทางทั่วประเทศ จะสามารถเข้าถึงจุดชาร์จของเอ็มจีได้

คงพอจะเห็นภาพโมเดล MG EV Ecosystem ที่นอกจากมีรถไฟฟ้าหลายรุ่นมาพร้อมราคาเข้าถึงง่าย
พร้อมกับการสร้างบริการหลังการขายมารองรับทั้ง การซ่อมบำรุง และ สถานีชาร์จ

แน่นอนว่าการลงทุนไปมหาศาล และเอาจริงเอาจังขนาดนี้
ก็เพื่อให้ MG เป็นแบรนด์แรกในใจของคนไทยที่คิดจะซื้อรถไฟฟ้า
แต่ที่มากกว่ายอดขายก็คือ การยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์เมืองไทย ให้เทียบเท่าระดับโลก
ที่ตอนนี้ในหลาย ๆ ประเทศกำลังจะเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่โหมดรถพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว
ที่จะทำให้ทุก ๆ ถนนการเดินทางทั่วโลกในอนาคตจะเป็นถนนที่ ไม่เห็นแม้แต่ควันดำ ไม่เหม็นควันพิษ, ไม่หนวกหูจากเสียงเครื่องยนต์

พอมองเห็นอนาคตแบบนี้ ทำให้ MG ทุ่มทุกสรรพสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ในมือ
เพื่อสร้าง EV Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเมืองไทย…

08/04/2023

นี่คือราคาหุ้นธนาคาร เครดิตสวิส ในรอบ 5 ปี
ธนาคารนี้เคยเป็นหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่สุดในสวิตเซอร์แลนด์
ราคาหุ้น -95% ถ้าเราซื้อหุ้นนี้ 5 ปีที่แล้ว จาก 100 จะเหลือ 5 บาท
- ตอนนี้จบลงด้วยถูกซื้อไปเป็นบริษัทลูกของธนาคารคู่แข่งที่ชื่อ UBS..

08/04/2023

ตัวอย่าง ผลประกอบการปี 2565 โรงพยาบาลเอกชน ในตลาดหุ้นไทย

08/04/2023

ธนาคารยักษ์ใหญ่ ที่ปล่อยล้มไม่ได้ วัดจากอะไร ? /โดย ลงทุนแมน
เมื่อไม่กี่วันก่อน มีดีลประวัติศาสตร์ระหว่างสองธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์ คือการที่ธนาคาร UBS เข้าซื้อ เครดิตสวิส

ดีลนี้เกิดขึ้นเพราะ รัฐบาลและธนาคารกลางสวิสมองว่า เครดิตสวิส เป็นสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของประเทศและของโลก ที่จะปล่อยให้ล้มไม่ได้

รัฐบาลจึงต้องเข้าแทรกแซงแกมบังคับ ให้ UBS มาซื้อกิจการของเครดิตสวิส เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้น ในระบบการเงิน

นอกจาก เครดิตสวิส แล้ว ก็ยังมีธนาคารชื่อดังระดับโลก รวมทั้งหมด 30 ธนาคาร เช่น JPMorgan, ICBC, Deutsche Bank ที่อยู่ในกลุ่ม ปล่อยให้ล้มไม่ได้

สิ่งที่ทำให้ธนาคารยักษ์ใหญ่เหล่านี้ล้มไม่ได้
นอกจาก “ขนาด” ของธนาคารแล้ว
ยังต้องมีคุณสมบัติอะไรอีกบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
กลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ของโลก ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบการเงินของโลก
จะมีชื่อเรียกว่า “Global Systemically Important Banks” หรือ “G-SIBs”

ซึ่งจะมีเกณฑ์การพิจารณาอยู่ 5 ด้าน

1. Size หรือ ขนาดสินทรัพย์
ตรงไปตรงมา เพราะถ้าธนาคารยักษ์ใหญ่ล้มขึ้นมา อุตสาหกรรมการเงินก็จะต้องหยุดชะงักแน่นอน

ยิ่งถ้าธนาคารขนาดใหญ่ล้มละลาย ก็จะยิ่งทำลายความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงิน และลูกค้าธนาคารหลักสิบล้านคน
รวมถึงพนักงานของธนาคารอีกหลายหมื่นคน ก็ต้องถูกผลกระทบไปด้วย

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ธุรกิจธนาคาร เป็นธุรกิจที่ตั้งอยู่บนความเชื่อใจเป็นสำคัญ

ซึ่งถ้าดูธนาคารทั่วโลกแล้ว จะพบว่า ธนาคารที่ใหญ่สุดในโลก เรียงตามสินทรัพย์ 4 อันดับแรก มาจากจีน

โดยแต่ละรายมีสินทรัพย์ดังนี้
- ICBC 191 ล้านล้านบาท
- China Construction Bank 167 ล้านล้านบาท
- Agricultural Bank 160 ล้านล้านบาท
- Bank of China 146 ล้านล้านบาท

ส่วนอันดับที่ 5 มาจากสหรัฐฯ คือ JPMorgan ที่มีสินทรัพย์ 129 ล้านล้านบาท

2. Interconnectedness หรือ ความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินอื่น

หัวข้อนี้เป็นการดูว่า ถ้าธนาคารเหล่านี้ล้มละลายไป
จะมีผลกระทบเป็นโดมิโน ไปถึงสถาบันการเงินอื่น ๆ แค่ไหน

โดยดูจากการที่ว่า ธนาคารนั้นมีเงินฝาก, เงินกู้, ถือหลักทรัพย์ที่ออกโดยธนาคารอื่น หรือถือหุ้นในธนาคารอื่นมากน้อยแค่ไหน

ตัวอย่างเช่น
BNP Paribas ของฝรั่งเศส ถือเป็นหนึ่งในธนาคารอันดับต้น ๆ ของโลก ที่มีความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินอื่นสูงมาก รองจาก JPMorgan, ICBC และ Bank of China

ซึ่ง BNP Paribas มีสถานะเป็นเจ้าหนี้สถาบันการเงินอื่นอยู่ 14 ล้านล้านบาท
ขณะเดียวกัน ก็มีสถานะเป็นลูกหนี้อยู่ 11 ล้านล้านบาท

3. Substitutability หรือ การเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน ซึ่งสำคัญต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม

ข้อนี้เป็นการดูว่า ธนาคารนั้น ๆ มีความสำคัญต่อระบบการเงินของโลกมากแค่ไหน

เพราะยิ่งถ้าธนาคารนั้นมีความสำคัญมาก และเกิดล้มไป ก็จะทำให้ระบบการเงินโดยรวมหยุดชะงักไป
และอาจมีต้นทุนมหาศาลในการให้สถาบันการเงินเจ้าอื่นเข้ามาดำเนินการแทน

ในหัวข้อนี้จะดูจาก ปริมาณการชำระเงิน, ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ทำผ่านธนาคารเหล่านี้ และทรัพย์สินของลูกค้าที่อยู่ในความดูแลของธนาคาร

รวมถึงดูว่า ธนาคารเหล่านี้ เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินการออกหลักทรัพย์ เช่น ออกตราสารหนี้, ออกหุ้นเพิ่มทุน หรือออกหุ้น IPO มากแค่ไหน

แน่นอนว่า ธนาคารจากสหรัฐฯ อย่างเช่น JPMorgan, Bank of New York Mellon, Citigroup, Bank of America และ State Street จะติดมาในอันดับต้น ๆ

นั่นก็เป็นเพราะว่า สหรัฐฯ คือศูนย์กลางทางการเงินและการซื้อขายหลักทรัพย์

ยกตัวอย่างเช่น ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ หรือ FOREX ทั่วโลก มีปริมาณการซื้อขายราว 35,000 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งก็อยู่ในรูปดอลลาร์สหรัฐ เกือบ 90%

หรืออย่างตลาดหุ้นที่ใหญ่สุดในโลกคือ NYSE ก็อยู่ในสหรัฐฯ เช่นกัน โดยมีปริมาณการซื้อขายมากกว่า 200 ล้านล้านบาทต่อปี

4. Complexity หรือ ปริมาณของการทำธุรกรรมที่ซับซ้อน

ด้วยความที่โลกการเงินสมัยใหม่ เป็นมากกว่าแค่การรับฝากเงิน และปล่อยสินเชื่อ

แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น MBS, CDO, CDS ที่เป็นตัวการในวิกฤติซับไพรม์

ยิ่งธนาคารมีความซับซ้อนมากเท่าไร การประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ก็ยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้น

รวมถึงถ้าเกิดปัญหาหรือวิกฤติ ก็ต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาลในการแก้ปัญหา

โดยหลักเกณฑ์เรื่องความซับซ้อน จะดูว่าธนาคารเหล่านั้นมีปริมาณตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) และมีการถือหลักทรัพย์เผื่อขายมากน้อยแค่ไหน

เพราะในเวลาที่เกิดวิกฤติ หรือตลาดมีข่าวร้ายเข้ามา จนทำให้ทุกคน Panic ราคาของหลักทรัพย์เหล่านี้จะตกลงอย่างรุนแรง จนอาจทำให้ธนาคารล้มได้

ซึ่งกรณีนี้ เราก็เพิ่งได้เห็นจาก Silicon Valley Bank ที่ต้องขายพันธบัตรในราคาขาดทุนมากถึง 63,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเปลี่ยนเป็นสภาพคล่อง

ธนาคารที่มีความซับซ้อนเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ก็คือ
JPMorgan, Goldman Sachs และ Bank of America จากสหรัฐฯ รวมถึง Barclays จากสหราชอาณาจักร และ Deutsche Bank จากเยอรมนี

5. Cross-Jurisdictional หรือ ปริมาณการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

การที่ธนาคารให้บริการอยู่ในหลายภูมิภาค ทำให้การติดตามกำกับดูแล และประสานงานเมื่อเกิดปัญหา ทำได้ยากขึ้น

และผลกระทบเมื่อเกิดปัญหา จะยิ่งกระจายเป็นวงกว้างไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ และกระจายไปในหลายประเทศ

ตัวอย่างธนาคาร ที่มีสาขาให้บริการอยู่ทั่วโลก
- Citigroup ให้บริการมากกว่า 160 ประเทศ รองรับลูกค้าราว 200 ล้านคน

- HSBC มีเครือข่ายใน 62 ประเทศ เพื่อบริการลูกค้าราว 39 ล้านคน

- BNP Paribas มีสาขาใน 65 ประเทศ และมีพนักงานกว่า 190,000 คน

- ING Bank ดำเนินงานใน 40 ประเทศ ซึ่งมีลูกค้าราว 37 ล้านคน และมีพนักงานราว 60,000 คน

- Santander ที่มีมากกว่า 9,000 สาขาทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปยุโรปและอเมริกาใต้

จะเห็นได้ว่า ธนาคารที่อยู่ในกลุ่มของ G-SIBs ล้วนเป็นธนาคารชื่อดัง ที่ถ้าหากปล่อยให้ล้มละลายไป จะต้องสร้างความเสียหายอย่างมากต่อระบบการเงิน

ทำให้มีข้อกำหนดว่า ธนาคารเหล่านี้จะต้องสำรองเงินกองทุนขั้นต่ำต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูง มากกว่าธนาคารทั่วไป 1.0-3.5%

แล้วในประเทศไทย มีธนาคารไหนบ้าง ที่ถือว่ามีความสำคัญต่อระบบการเงิน จนปล่อยให้ล้มไม่ได้ ?

แม้ว่าในรายชื่อ G-SIBs ทั้ง 30 ธนาคาร จะไม่มีชื่อของธนาคารจากประเทศไทย

แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ได้ออกแนวทางการกำกับดูแล ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญเชิงระบบการเงินและเศรษฐกิจในประเทศ ด้วยเช่นกัน

ธนาคารในกลุ่มดังกล่าวจะมีชื่อว่า “Domestic Systemically Important Banks” หรือ “D-SIBs”
ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาที่ค่อนข้างเหมือนกับ G-SIBs

โดยปัจจุบันมีธนาคารพาณิชย์ ที่อยู่ในกลุ่ม D-SIBs ทั้งหมด 6 ธนาคาร คือ
- ธนาคารกรุงเทพ
- ธนาคารกรุงไทย
- ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
- ธนาคารกสิกรไทย
- ธนาคารไทยพาณิชย์

และอีกธนาคารคือ ธนาคารทหารไทยธนชาต ที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาในปี 2564 หลังจากมีการควบรวมกิจการกัน ระหว่างธนาคารทหารไทย และธนาคารธนชาต

โดยสถานะของ 6 ธนาคารเหล่านี้ ณ สิ้นปี 2565 คือ

- สินทรัพย์รวม 20.2 ล้านล้านบาท
- เงินให้สินเชื่อรวม 13.5 ล้านล้านบาท
- เงินรับฝากรวม 14.3 ล้านล้านบาท
- เงินกองทุนรวม 2.6 ล้านล้านบาท

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าสถาบันการเงิน 6 ธนาคารนี้เป็นอะไรไป เศรษฐกิจไทยก็คงอยู่ไม่ได้

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องระดับของเงินกองทุนขั้นต่ำต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูง เช่นเดียวกัน

โดยตัวเลขที่ว่านี้ จะเรียกว่า Capital Adequacy Ratio หรือ CAR
คำนวณได้จากการนำ เงินกองทุนทั้งหมดของธนาคารมาหารด้วยสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 12%

ถ้ายิ่งมี CAR สูง ก็ยิ่งแสดงถึงความมั่นคงของธนาคารดังกล่าว ในการรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้น

ปัจจุบัน CAR ของ 6 ธนาคารพาณิชย์อยู่ในช่วงระหว่าง 15-20% ซึ่งสูงกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้

ดังนั้น ก็ต้องบอกว่า วันนี้ธนาคารพาณิชย์ในกลุ่ม D-SIBs มีความแข็งแกร่งด้านการเงินในการรองรับความเสี่ยงดีพอสมควร

จะเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์การคัดเลือก และแนวทางการป้องกัน ของธนาคารที่อยู่ในกลุ่ม G-SIBs และกลุ่ม D-SIBs นั้น มีความสอดคล้องกัน

ส่วนข้อกำหนดที่ต้องสำรองเงินทุน มากกว่าธนาคารทั่วไป ก็ทำเพื่อลดโอกาสในการล้มละลายของธนาคารยักษ์ใหญ่

และป้องกันไม่ให้การล้มละลายนั้น สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ไปยังสถาบันการเงินอื่น เป็นโดมิโน..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
https://www.bis.org/publ/bcbs201.pdf
https://www.bis.org/bcbs/gsib/instr_end21_gsib.pdf
https://www.bot.or.th/Thai/FinancialInstitutions/Highlights/Basel3Article/Basel_II_III_PM.pdf
https://www.bot.or.th/Thai/FinancialInstitutions/Highlights/Basel3_VDO/printA2.pdf
-https://www.bis.org/bcbs/gsib/
-https://www.financialresearch.gov/bank-systemic-risk-monitor/
-https://www.bis.org/bcbs/gsib/gsib_assessment_samples.htm
https://www.fsb.org/wp-content/uploads/P211122.pdf
https://www.bot.or.th/Thai/PressandSpeeches/Press/News2564/Q_A_D-SIBs.pdf
https://www.bot.or.th/Thai/FIPCS/Documents/FPG/2564/ThaiPDF/25640149.pdf
-แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/รายงานประจำปี 2565, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
https://www.bot.or.th/Thai/PressandSpeeches/Press/News2560/n4760t.pdf
-https://www.kasikornbank.com/en/ir/finaninforeports/pages/financial-summary.aspx
-https://www.bangkokbank.com/-/media/files/investor-relations/agm/2023/agm2023_summary_en.pdf?la=en&hash=3903ECE2D34A1DE75C88D5DA303AE941CF81BD18
https://weblink.set.or.th/dat/news/202302/23018821.pdf
https://weblink.set.or.th/dat/news/202302/23019655.pdf
https://weblink.set.or.th/dat/news/202302/23018434.pdf
https://weblink.set.or.th/dat/news/202302/23020199.pdf

08/04/2023

สหรัฐฯ กับ จีน ครองธนาคารใหญ่สุดในโลก
- แพลตฟอร์ม Blockdit ปลดล็อกทุกประสบการณ์จริง เปิดรับทุกการเล่าเรื่อง รอบตัวคุณ ร่วมกับผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ลองใช้ได้ที่ Blockdit.com/download

08/04/2023

แค่ 6 เดือน ทำไม KBank โตระเบิดได้ ในโลกการเงินดิจิทัล
KBank X ลงทุนแมน

ในช่วงที่ผ่านมา มีธนาคารไทยแห่งหนึ่งที่สร้างการเติบโตได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
เมื่อมีจำนวนผู้ใช้ Application เพิ่มขึ้น 2 ล้านคน
และมียอดเงินธุรกรรมผ่าน Application สูงถึง 10 ล้านล้านบาท

ธนาคารที่เรากำลังพูดถึงคือ ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank
โดยเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ได้ประกาศกลยุทธ์การผสานความเป็น “ชาเลนเจอร์แบงก์” เข้ามาในองค์กร หรือการเป็นธนาคารที่รวบรวมสุดยอดเทคโนโลยีทางการเงิน มาทำลายข้อจำกัดต่าง ๆ ทั้งในการทำธุรกิจ จนถึงบริการลูกค้า

ผลประโยชน์ก็ตกมาทั้ง 2 ฝ่าย คือ KBank สร้างการเติบโตแบบติดจรวดบนโลกการเงินดิจิทัล
ส่วนทางฝั่งลูกค้า ก็มีโอกาสเข้าถึงบริการของธนาคารได้สะดวกสบาย ทุกที่ ทุกเวลา

อีกทั้งยังขยายโอกาสไปยังลูกค้าที่ไม่เคยใช้บริการของธนาคาร ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ง่ายขึ้น

ทำไม “ชาเลนเจอร์แบงก์” ถึงสร้างพลังได้อย่างมหาศาลในโลกการเงินดิจิทัล ?
จนทำให้ KBank เติบโตอย่างรวดเร็วในเวลา 6 เดือน
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ย้อนกลับไปเดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว KBank ได้เริ่มเดินหน้าเชิงกลยุทธ์ ในการผสานเอาดีเอ็นเอของ “ชาเลนเจอร์แบงก์” เข้ามาในแก่นขององค์กร

เพราะมองว่า เวลานี้ ธุรกิจการเงินไม่ได้จำกัดแค่ “ธนาคาร” อีกต่อไปเหมือนในอดีต

ดังจะเห็นได้ในหลายประเทศ เมื่อมีบริษัทที่ไม่เคยทำธุรกิจการเงินกระโดดเข้ามา และใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน ซึ่งเป็นเหมือนการ Disrupt ธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิม

KBank มองไปในอนาคตข้างหน้า และได้เริ่มยกระดับตัวเองในหลายมิติ ทั้ง Mindset ของพนักงาน จนถึงรวบรวมสุดยอดเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของตัวเอง

ทำให้ KBank ตัดสินใจใช้งบประมาณลงทุนด้านเทคโนโลยีสูงถึง 22,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2565-2567

แล้วการลงทุนครั้งนี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ?

เรื่องที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดก็คือ แอป K PLUS
ที่มีความเสถียรสูง ใช้งานได้อย่างลื่นไหล มาพร้อมสารพัดฟีเชอร์การใช้งานมากมาย จนทำให้เกิดกระแสบอกต่ออย่างกว้างขวาง
พร้อมสร้างฐานลูกค้าใหม่ ๆ ให้แก่ธนาคารอย่างรวดเร็ว

รู้หรือไม่ ในปี 2565 มีผู้ใช้งาน Application K PLUS เพิ่มขึ้น 2 ล้านคน
และมีมากกว่า 1 ล้านคน ที่เป็น User รายใหม่ ที่เพิ่งใช้บริการของธนาคารกสิกรไทยเป็นครั้งแรก
จนสร้างสถิติธุรกรรมการเงินใหม่ ๆ ให้แก่ตัวเองและธนาคารพาณิชย์เมืองไทย

- ธุรกรรมการเงินต่าง ๆ ของทาง KBank เป็นธุรกรรมที่ทำผ่านระบบออนไลน์ถึง 98%
- มียอดเงินการทำธุรกรรมผ่าน K PLUS แตะ 10 ล้านล้านบาท
- มีจำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประมาณ 1 ล้านรายการต่อชั่วโมง

การสวมบทบาท “ชาเลนเจอร์แบงก์” ไม่ได้สร้างประโยชน์แค่ลูกค้าอย่างเดียว
แต่ยังสร้าง ความแข็งแกร่ง ไปยังระบบเศรษฐกิจไทย อย่างที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน

เรื่องแรกที่ถูกใจกลุ่มธุรกิจ SME ที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศ
คือการที่ KBank เป็นธนาคารเดียวในเมืองไทย ที่ไม่หักค่าธรรมเนียมการโอนจากธนาคารตัวกลาง
สำหรับการโอนเงินจากประเทศไทย ไปยัง 32 ประเทศคู่ค้า

จึงช่วยให้ ผู้ประกอบการไทย และธุรกิจ SME มีต้นทุนการเงินที่ต่ำลง จากนโยบายนี้

หรือการสร้าง Impact ที่ทำลายข้อจำกัดการปล่อยสินเชื่อในอดีต..

เมื่อคนทำงานฟรีแลนซ์ หรือคนทำงานไม่มีเงินเดือนประจำ จนถึงคนค้าขายตามตลาดนัด ร้านค้าขนาดเล็กต่าง ๆ
ที่จากผลสำรวจพบว่า มีถึงราว ๆ 30 ล้านคน ที่ในอดีตไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์

และเมื่อต้องใช้เงินด่วน ก็มักจะไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และมักมีการทวงหนี้รุนแรง

KBank มองเห็นและเข้าใจแบบ Insight ในปัญหาเหล่านี้
จึงตัดสินใจร่วมมือกับ LINE เปิดบริการ LINE BK ธนาคารออนไลน์บนแอปโซเชียลมีเดีย
ที่ในมุมคนใช้งานทั่วไปคือ สามารถโอน-จ่าย ผ่านทางแช็ตไลน์ ที่แสนสะดวกได้แล้วนั้น

แต่ฟังก์ชันที่มาช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบก็คือ บริการสินเชื่อ
ที่ผู้ขอสินเชื่อไม่ต้องใช้เอกสารอะไรเลย โดยเฉพาะสลิปเงินเดือน เมื่อทาง LINE BK มีเทคโนโลยี AI ช่วยประเมินผู้ขอสินเชื่อ

พูดง่าย ๆ ว่า เป็นการช่วยให้คนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบธนาคาร และสร้างประวัติเครดิตการเงินในระบบให้แก่ผู้ขอสินเชื่อ

ที่สำคัญ เมื่ออนุมัติแล้วได้เงินทันที..
ทำให้ พนักงานที่ไม่มีเงินเดือนประจำ นำเงินไปแก้ปัญหาในชีวิตได้ทันเวลา
ส่วนผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ ก็สามารถนำเงินไปต่อยอดขยายธุรกิจให้เติบโต

โดยไม่ต้องเผชิญกับสินเชื่อนอกระบบ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง จนถึงการทวงหนี้ที่รุนแรง

เมื่อ LINE BK มาแก้ Pain Point ได้ตรงจุดสมบูรณ์แบบ ทำให้เมื่อเปิดบริการในช่วงกลางปีที่แล้ว จึงได้รับกระแสนิยมเกินคาด

โดยสิ้นปี 2565 มียอดสินเชื่อปล่อยกู้ผ่านกว่า 18,000 ล้านบาท
และมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มกว่า 1.4 ล้านคน

หากมองให้ลึกถึงแก่นแท้ กลยุทธ์ “ชาเลนเจอร์แบงก์” ก็คือ การ Disrupt ธุรกิจแบบเดิม ๆ ของธนาคาร จากโลกการเงิน Analog ที่ใช้ทำธุรกิจมายาวนาน ปรับเปลี่ยนมาสู่โลกการเงินดิจิทัล

ซึ่งธนาคารพาณิชย์รายอื่น ๆ ก็ต่าง Disrupt ตัวเองกันเกือบทั้งหมด
เพียงแต่ “ชาเลนเจอร์แบงก์” ของ KBank อาจจะแตกต่างกว่ารายอื่น ๆ

ตรงที่มันเป็นการ Disrupt ตัวเอง พร้อมสร้างประโยชน์ให้หลาย ๆ ฝ่ายที่อยู่ในวงจรธุรกิจตัวเอง

- ลูกค้า ที่เข้าถึงบริการทางการเงินต่าง ๆ ได้ง่าย สะดวกสบาย
- ระบบเศรษฐกิจไทย ที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม จากการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ ที่ในอดีตไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะมีเทคโนโลยีขั้นสูง มาทำลายข้อจำกัดในอดีต

และเมื่อทุกอย่างรอบข้างมันเติบโต..
KBank ก็จะเติบโตตามไปด้วย นั่นเอง

References
-ข่าวประชาสัมพันธ์ ธนาคารกสิกรไทย
-https://brandinside.asia/k-plus-the-8scape-mini-series/

08/04/2023

บัญชีเงินฝาก ttb ME save ปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 2% “สูงที่สุด” ในกลุ่มเงินฝาก 1 ล้านบาทแรก - MarketThink

เพราะ “ความมั่งคั่ง” มีจุดเริ่มต้นมาจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ไม่ว่าใครก็ทำได้อย่าง “การออม”

โดยข้อดีของการออมเงินก็คือ “มันไม่มีขั้นต่ำ”
ไม่ว่าจะมีเงินเก็บน้อยแค่ไหน ก็มีสิทธิ์รับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยได้ทุกคน

แถมเงินออมนั้น ยังแทบจะเป็นการลงทุนอย่างเดียวในโลกที่ “ไม่มีความเสี่ยง” ที่จะสูญเสียเงินต้นอีกด้วย
หากเป็นจำนวนที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครอง

ถึงอย่างนั้น.. มันก็มีสถิติที่น่าเสียดายว่า ในตอนนี้ คนไทย ยังไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการออม เท่าที่ควร..

โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีบัญชีเงินฝากทั้งสิ้น 117 ล้านบัญชี

แต่กลับมีบัญชีที่มีเงินต่ำกว่า 50,000 บาท มากถึง 106.6 ล้านบัญชี คิดเป็นตัวเลข 88.24% จากบัญชีเงินฝากทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น สำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังบอกอีกว่าตอนนี้
ยังมีภาคครัวเรือนอีก 25.9% ที่ยังไม่มีแม้แต่เงินออมติดบัญชี และก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ..

ที่เป็นแบบนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก “ผลตอบแทนจากการออมเงิน” ในตลาดเงินของประเทศไทยที่ยังไม่ดึงดูดมากพอ

หากลองสังเกตอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารในไทยตอนนี้ อย่างมากก็จะอยู่ที่ราว 1.7% ต่อปีเท่านั้น

นี่เองเป็นสาเหตุที่ว่า.. ทำไม “ทีเอ็มบีธนชาต” ถึงตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย รวมโบนัสเงินฝากสูงสุดของบัญชี “ttb ME save” ให้เป็น 2% มากระตุ้นให้คนไทยออมเงินกันมากขึ้น..

และทำให้บัญชี ttb ME save ขึ้นแท่นกลายเป็น บัญชีเงินฝากที่ให้ผลตอบแทน “มากที่สุด” ในกลุ่มเงินฝาก 1 ล้านบาทแรกตอนนี้
(ข้อมูลที่เปรียบเทียบ ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566)

โดยบัญชี “ttb ME save” คือบัญชีดิจิทัลจากธนาคารทีเอ็มบีธนชาต ที่จะมาช่วยให้การออมของเราง่ายขึ้น

มีจุดเด่นคือ เป็นบัญชีที่ไม่ต้องฝากประจำ แต่ก็สามารถรับดอกเบี้ยสูงได้

แถมยังช่วยให้เราสามารถตั้งเป้าหมายในการออม
พร้อมกับเช็กยอดดอกเบี้ยได้ทุกวัน ผ่านแอป ttb touch ได้อีกด้วย

โดยในส่วนของเงื่อนไข ในการรับผลตอบแทนที่เป็นดอกเบี้ยพร้อมโบนัส ก็ง่ายมาก

ขอเพียงแค่ “มียอดเงินเข้ามากกว่าออก” ก็สามารถรับผลตอบแทนได้มากสุด 2% ทันที

ที่สำคัญ สำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยรวมโบนัสของ ttb ME save ในครั้งนี้ จะแบ่งออกเป็น

- ยอดเงินฝากไม่เกิน 100,000 บาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ยปกติที่ 1%
แต่ถ้ามียอดเงินเข้ามากกว่าออก ก็จะได้โบนัสเพิ่มสูงสุดเป็น 2% (จากเดิมที่ 1.7%)

- ยอดเงินฝากในช่วง 100,000-1,000,000 บาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ยปกติที่ 0.60%
แต่ถ้ามียอดเงินเข้ามากกว่าออก ก็จะได้โบนัสเพิ่มสูงสุดเป็น 1.6% (จากเดิมที่ 1.4%)

- ยอดเงินฝากมากกว่า 1,000,000 บาทขึ้นไป ถ้ามียอดเงินเข้ามากกว่าออก ก็จะได้โบนัสเพิ่มสูงสุดเป็น 1.0% (จากเดิมที่ 0.7%)

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็เช่น

ถ้าเรามีเงินในบัญชี ttb ME save ที่ 1,000,000 บาท แล้วมียอดเงินเข้ามากกว่าออก

เราก็จะได้ดอกเบี้ยพร้อมโบนัสในส่วนของเงิน 100,000 บาท ที่ 2%
และได้ดอกเบี้ยพร้อมโบนัสในส่วนของเงินส่วนที่เหลืออีก 900,000 บาท ที่ 1.6%

คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 1.64% ต่อปี ซึ่งยังไม่มีบัญชีเงินฝากไหนให้ได้มากกว่านี้ ในช่วง 1,000,000 บาทแรก..

ทีนี้ ถ้าอยากเปิดบัญชี ttb ME save มีขั้นตอนเยอะไหม ?
คำตอบคือ ไม่เยอะ..

เพราะใช้แค่บัตรประชาชน 1 ใบ กับอุปกรณ์ที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็สมัครได้แล้ว

สำหรับคนที่สนใจจะเปิดบัญชี ttb ME save
ก็สามารถทำได้ผ่านแอป ttb touch ตลอด 24 ชั่วโมง https://www.ttbbank.com/DownloadMobileApp

หรือถ้าใครยังสงสัยอยากศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์บัญชี “ttb ME save” เพิ่ม
ก็สามารถดูได้ที่ https://www.ttbbank.com/th/personal/deposits/savings-account/ttb-me-save หรือติดต่อ ttb contact center ได้เลย โทร 1428


08/04/2023

สรุปโมเดล เครือโรงแรม Marriott ที่มีโรงแรมตัวเอง ไม่ถึง 1% | BrandCase
Marriott International หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า เครือ Marriott
คือเชนโรงแรมลักชัวรี ที่ใหญ่สุดในโลก โดยมีโรงแรมในเครือกว่า 8,000 แห่ง รวมกว่า 1.5 ล้านห้องพัก ใน 139 ประเทศทั่วโลก

แต่รู้หรือไม่ว่า 99% ของโรงแรมในเครือ Marriott นั้น บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของตัวโรงแรม เหล่านั้นเลย

ทำไมแบรนด์โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถึงแทบไม่มีโรงแรมเป็นของตัวเอง ?
BrandCase จะสรุปให้ฟัง แบบเข้าใจง่าย ๆ

Marriott เริ่มเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมในปี 1957 ด้วยการสร้างโรงแรมแห่งแรก ในรัฐเวอร์จิเนีย ในสหรัฐอเมริกา

ก่อนที่ Marriott จะเริ่มขยายเชนโรงแรมของตัวเองออกไปเรื่อย ๆ โดยเน้นสร้างโรงแรมแห่งใหม่ให้ใกล้กับสนามบิน

อีกทั้งยังใช้จุดเด่นอย่างห้องประชุมขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการจัดประชุมหรือสัมมนา สำหรับนักธุรกิจที่เดินทางอยู่ตลอดเวลา

ร่วมกับสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ภัตตาคาร, สระว่ายน้ำ ไปจนถึงลานสเกตน้ำแข็ง จนชื่อของ Marriott เป็นที่รู้จักกันอย่างดี

แต่ปัญหาที่ตามมาคือ การลงทุนสร้างโรงแรมแห่งใหม่ในแต่ละครั้งนั้น ต้องใช้เงินลงทุนที่สูง หากต้องการที่จะขยายโรงแรมไปยังเมืองต่าง ๆ ให้ได้มากขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องกู้เงินเป็นจำนวนมาก

ในขณะที่ถ้าต้องรอจนกว่าโรงแรมเดิมจะถึงจุดคุ้มทุน ก็จะเป็นการเสียโอกาสให้กับคู่แข่งรายอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ด้วยชื่อเสียงและการบริการที่ติดตลาดไปแล้วของ Marriott
บริษัทจึงตัดสินใจ เปลี่ยนโมเดลธุรกิจ

จากเดิมที่ต้องสร้างโรงแรมและบริหารเอง เปลี่ยนไปเป็นแบบ “Asset light”

ซึ่ง Asset light ก็คือ ไม่เน้นการลงทุนสร้างโรงแรมเอง แต่เปลี่ยนไปขยายแบรนด์โดยให้พาร์ตเนอร์นำแบรนด์ตัวเองไปใช้

โดยแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

1. ระบบแฟรนไชส์

Marriott จะอนุญาตให้โรงแรมอื่น ๆ นำชื่อแบรนด์ และระบบการจัดการไปใช้
แต่จะต้องบริการด้วยมาตรฐานเดียวกันกับที่ Marriott กำหนด

โดยที่ Marriott จะได้รับส่วนแบ่งกำไร จากทั้งค่าแบรนด์, ค่าการตลาด และส่วนแบ่งจากรายได้

2. ระบบ Management Contract

เจ้าของโรงแรมที่นำชื่อโรงแรมเครือ Marriott ไปใช้ จะเป็นเพียงเจ้าของ หรือผู้ลงทุนสร้างอสังหาริมทรัพย์ และปล่อยให้ Marriott ดูแลจัดการทุกอย่าง

ตั้งแต่ระบบภายในโรงแรม พนักงานต้อนรับ, แม่บ้าน, ภัตตาคาร ไปจนถึงการดูแลรักษาตึก
โดยที่ Marriott ก็จะได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ของโรงแรม เช่นกัน

ซึ่งข้อดีของ Asset light Model ก็คือ
ทางฝั่ง Marriott เอง ไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเงินเป็นจำนวนมากมาเพื่อสร้างโรงแรม และสามารถโฟกัสไปกับการพัฒนาระบบการจัดการ, การตลาด, การบริการ และระบบ Loyalty Program ให้ดีมากขึ้น

ส่วนในด้านของเจ้าของโรงแรม ที่นำแบรนด์ Marriott ไปใช้ ก็ได้แบรนด์ดังไปใช้เลย ไม่ต้องปั้นแบรนด์ใหม่จาก 0
และยังได้คนที่มีประสบการณ์ไปบริหาร ในกรณีที่ให้ทาง Marriott มาบริหารให้

ยกตัวอย่าง แบรนด์โรงแรมในเครือ Marriott ในไทย ก็เช่น
Hua Hin Marriott Resort & Spa หัวหิน และ Sheraton Samui Resort

ที่มีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในไทยอย่าง Asset world Corporation (AWC) เป็นเจ้าของ และบริหารงานโดยเครือ Marriott

ซึ่งต้องบอกว่า ในปัจจุบัน ก็ไม่ได้มีแค่ Marriott ที่ใช้โมเดลแบบนี้

เพราะเครือโรงแรมระดับโลกอื่น ๆ อย่างเช่น Hilton ก็มีโมเดลแบบไม่เน้นทำตัวโรงแรมเอง แต่เน้นให้คนอื่นนำแบรนด์ไปใช้ แล้วส่งคนไปบริหาร มากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยทุกวันนี้ มีจำนวนโรงแรม ที่ใช้ชื่อแบรนด์ของเครือ Marriott ทั้งหมด ประมาณ 7,896 แห่ง ทั่วโลก

ซึ่งในจำนวนที่ว่านี้ มีที่ Marriott International เป็นเจ้าของตัวโรงแรมเอง แค่ประมาณ 64 แห่ง หรือไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ..

References
-https://www.marriott.com/about/culture-and-values/history.mi
-https://www.economist.com/gulliver/2009/02/19/why-hotel-chains-dont-own-many-hotels
-https://marriott.gcs-web.com/node/33001/pdf
-https://nymag.com/intelligencer/2018/12/why-do-hotel-companies-have-so-many-brands.html
-https://www.bu.edu/bhr/2021/05/31/asset-light-business-model-strategies-for-hotels-during-the-pandemic/
-https://exclusive.multibriefs.com/content/more-hotels-are-adopting-the-asset-light-strategy/travel-hospitality-event-management

08/04/2023

แชโบล vs. เคเรตสึ กลุ่มทุนเบื้องหลังเศรษฐกิจ เกาหลีใต้และญี่ปุ่น

08/04/2023

SPRC เข้าซื้อปั๊มน้ำมัน CALTEX 5,500 ล้านบาท
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น เพื่อเข้าซื้อธุรกิจปั๊มน้ำมัน CALTEX จากบริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด

โดยมูลค่าการเข้าซื้อกิจการ อ้างอิงตามที่ SPRC ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ปลายปีที่แล้ว 5,562.5 ล้านบาท

ซึ่งนอกจาก SPRC จะได้ปั๊มน้ำมันกว่า 427 แห่งทั่วประเทศไทยแล้ว ก็จะรวมไปถึงสัดส่วนการถือหุ้นใน

- 9.91% บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด
- 2.51% บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS

และยังรวมไปถึงที่ดิน คลังน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย

แล้ว SPRC ทำธุรกิจอะไร ?

SPRC ทำธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน โดยมีผลิตภัณฑ์ก็เช่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเบนซินที่เราเติมกัน น้ำมันสำหรับเครื่องบิน และก็ยังมีผลิตภัณฑ์กลุ่มปิโตรเคมีด้วย

หากเรามาดูผลประกอบการของ SPRC 9 เดือน ปีที่แล้ว

รายได้ 2 แสนล้านบาท
กำไร 9 พันล้านบาท
และมูลค่าบริษัทราว 5 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ก็ต้องบอกว่าทั้ง SPRC และปั๊มน้ำมัน CALTEX มีเจ้าของเดียวกัน นั่นก็คือ เชฟรอน

ดีลนี้ ก็อาจมองได้ว่าเป็นการปรับโครงสร้างให้ธุรกิจโรงกลั่น และธุรกิจจัดจำหน่ายเข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารในบริษัทเดียวกัน

โดย SPRC ก็คาดการณ์ว่าการควบรวมจะแล้วเสร็จภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 หรืออีก 1 ปีต่อจากนี้

เท่ากับว่าอีกไม่นาน เราจะมีหุ้นเจ้าของแบรนด์สถานีน้ำมันแทบจะครบทุกรายในตลาดหุ้นไทยแล้ว ขาดก็เพียงแค่ปั๊ม SHELL

ปตท. ก็คือ OR
บางจาก และ ESSO ก็คือ BCP
PT ก็คือ PTG
SUSCO ก็คือ SUSCO
และปีหน้า เราก็จะมี CALTEX ภายใต้หุ้น SPRC อีกตัว..

ที่อยู่

Langsuan Road, Thailand Bangkok, Thailand
Bangkok
10330

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Rồng Vàng Shopผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Rồng Vàng Shop:

แชร์