Wealth Selection Consultant - WSC

Wealth Selection Consultant  - WSC 📄วางแผนการเงินและการลงทุน
📌Financial Advisor, AIA
☘️Srikrung Insurance broker
📊Investment Consultant
Line:
📍Bangkok, Thailand

19/01/2026

สรุปงาน “ลงทุนนอก 2026” วิธีสร้างความมั่งคั่ง ด้วยการลงทุนทั่วโลก ที่ลงทุนแมนจัดร่วมกับ WealthX โหลดแอปได้ที่ wealthx.co/getapp
[คุณเอม KAsset]
“SESSION ชำแหละกองทุนหุ้นนอกตัว TOP”
-อย่ากังวลกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์มากเกินไป
เรื่องนี้เป็นปัจจัยระยะสั้น เจ้ามือที่แท้จริงคือผลประกอบการของบริษัท

-ธีมที่ได้ไปต่อ คือ AI
แม้ว่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐจะดูแพง จริง ๆ แล้วถ้าดู Valuation ถูกกว่าปีที่แล้วอีก แปลว่าผลประกอบการเติบโตได้มากกว่ามูลค่าบริษัท

-มองว่าเงินทุนกำลังไหลกลับมาที่ Real Economy หรือฝั่งฮาร์ดแวร์ที่จับต้องได้ในเอเชีย
เช่น ไต้หวัน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น เพราะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญให้ AI

ฐานการผลิต Semiconductor กว่า 3 ใน 4 ของโลกอยู่ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น TSMC จากไต้หวัน หรือ SK Hynix จากเกาหลีใต้ ซึ่งได้อานิสงส์จากคำสั่งซื้อจริง ไม่ใช่แค่ความคาดหวัง

-ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นอินเดียให้ผลตอบแทนน้อยกว่าตลาดอื่น เพราะเงินไหลไปกลุ่ม AI หมด ทั้งที่พื้นฐานเศรษฐกิจดีมาก GDP ก็เติบโตกว่า 8% เงินเฟ้อต่ำ และรัฐบาลกำลังลดภาษีและดอกเบี้ย

[คุณเติร์ด Asset Plus]
“SESSION ชำแหละกองทุนหุ้นนอกตัว TOP”
-ดอลลาร์สหรัฐ เป็นกุญแจสำคัญ
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงไปเยอะ และมีแนวโน้มจะยังคงอ่อน เป็นผลดีต่อ ตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในฝั่งเอเชีย

-วิกฤติ = โอกาส
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มองเป็นแค่ความเสี่ยง แต่มองเป็นธีมการลงทุนในกลุ่มความมั่นคง เช่น กลุ่ม DEFENSE โดยเฉพาะในทวีปยุโรปที่อยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้ง โลกตะวันตก ตะวันออก

-มองว่าเวียดนาม ปีนี้จะยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
มีปัจจัยพื้นฐานเพอร์เฟกต์สำหรับการเติบโต ทั้ง GDP ที่โตระดับ 7 - 8% การขยายตัวของเมือง และโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังพัฒนา

-อีกประเทศที่มองข้ามไม่ได้เลย คือ ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคเงินฝืดเป็นเงินเฟ้อ ทำให้คนญี่ปุ่นเลิกเก็บเงินสดและหันมาลงทุนในตลาดหุ้น

บริษัทญี่ปุ่นมีเงินสดเยอะมากและเริ่มนำมาซื้อหุ้นคืนหรือจ่ายปันผล บวกกับค่าเงินเยนที่อ่อนช่วยหนุนการท่องเที่ยว

[คุณหลิน ต้นแบบนักลงทุนเน้นคุณค่า]
“SESSION ลงทุนกองทุน อย่างไร ผลตอบแทนดี ไม่แพ้นักลงทุน FULL-TIME”
-โลกการลงทุนเปลี่ยนไปแล้ว
แถมยังเปลี่ยนไปเร็วมาก และไม่เคยเห็นมาก่อน
เศรษฐกิจเกาหลีที่ดูแย่แต่หุ้นขึ้น หรือญี่ปุ่นที่ดอกเบี้ยต่ำมาตลอด ก็เปลี่ยนทิศทาง

-การแข่งขันสูง
การมี AI เข้ามาช่วยลงทุน เหมือนการแจกดาบให้นักรบทุกคนในสนาม การต่อสู้เฉือนคมกันมากขึ้น การลงทุนแบบเดิมจึงชนะตลาดยากขึ้น

-เปรียบเทียบกองทุนเป็น “รถบัส”
การลงทุนผ่านกองทุนรวมเหมือนการขึ้นรถบัส มันช่วยทุ่นแรง แต่เราต้องเลือกให้ถูก

Active Fund เหมือนรถบัสที่มีคนขับ เราต้องดูว่าคนขับ หรือผู้จัดการกองทุน เก่งไหม

Passive Fund เหมือนรถ Tesla ที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม เราต้องดูว่าระบบ และไส้ในของมันทำงานอย่างไร

-สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ vs สิ่งที่ควบคุมได้
แน่นอนว่านักลงทุนหลายคน โฟกัสไปที่ผลตอบแทน
ซึ่งมันเป็นเรื่องของอนาคต คาดการณ์ยากนับเป็นสิ่งควบคุมไม่ได้

แต่มันยังมีสิ่งที่เราสามารถควมคุมได้อยู่ 3 อย่าง
1. ความเสี่ยง
ความผันผวนเป็นศัตรูของดอกเบี้ยทบต้น
หากพอร์ตแกว่งแรงมาก แม้ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนดูดี
แต่เงินปลายทางจะน้อยกว่าพอร์ตที่โตนิ่ง ๆ เช่น 10% ต่อปี อย่างมหาศาล

2. เวลา
การลงทุนระยะยาวช่วยลดความเสี่ยง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความผันผวนที่ไม่สูงเกินไป

3. ต้นทุน
ค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย เช่น ต่างกัน 1 - 2.5%
แต่เมื่อผ่านไป 30 - 50 ปี สามารถทำให้เงินปลายทางหายไปได้ถึง 70%
เช่น จากควรได้ 20 ล้าน อาจเหลือแค่ 6 ล้าน ดังนั้นต้องใส่ใจเรื่องค่าธรรมเนียมด้วย

-กลยุทธ์การลงทุน เปลี่ยนจาก "หมากรุก" เป็น "หมากล้อม"
เน้นการวางหมากสร้างพื้นที่ มองภาพรวมทั้งกระดาน
เราสามารถเสียบางจุดเพื่อชนะในภาพใหญ่ และค่อย ๆ วางหมากในจุดที่ได้เปรียบ
และต้องต้องกระจายความเสี่ยงแบบ Core & Satellite เหมือน Ray Dalio ที่มีการกระจายสินทรัพย์ทั่วโลก

-วัดความถูกแพง

1. CAPE Ratio การดู PE ย้อนหลังเฉลี่ย 10 ปี เพื่อตัดความผันผวนระยะสั้น
เช่น ปัจจุบันสหรัฐฯ ดูแพงเมื่อเทียบอดีต แต่โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปเป็น Tech และ AI มากขึ้น อาจยอมรับความแพงได้บ้าง

จีน เคยแพงมากช่วงก่อนโอลิมปิก แต่ตอนนี้ลงมาต่ำมาก ถือว่า "ถูก" ในเชิง Valuation

2. Buffett Indicator หรือการเทียบ Market Cap ต่อ GDP
ยังใช้ได้ แต่ต้องประยุกต์ เช่น เทียบ Market Cap ของอุตสาหกรรมนั้น ๆ กับ GDP หรือเทียบขนาดกลุ่มนั้นกับตลาดโลก แทนที่จะดูแค่ตลาดหุ้นทั้งประเทศเทียบ GDP

การวิเคราะห์ไส้ในดัชนี ก่อนลงทุนกองทุนดัชนี ต้องดูการเปลี่ยนแปลงของไส้ใน
ตัวอย่างเช่น CSI 300 ของประเทศจีน

ปี 2005 เต็มไปด้วยธนาคารและอสังหาฯ
ปัจจุบัน เปลี่ยนเป็น Tech AI และ Consumer มากขึ้น ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดีและน่าสนใจลงทุนระยะยาว

-คำแนะนำต่อการจัดพอร์ตกองทุน
อย่างไล่ตามธีมร้อนแรง
Core Port ควรเป็นสินทรัพย์หลักของโลก เช่น สหรัฐ หรือ จีน

และการลงทุน อย่า BET กับเงินก้อนใหญ่ลงทุนตูมเดียว ให้ค่อยๆ ทยอยลงเพื่อสร้าง Position เหมือนวางหมากล้อม แต่ถ้าเป็นเงินก้อนเล็กเริ่มต้น สามารถลงได้เลย

ที่สำคัญสุดเลยคือเราหมดยุคของการลงทุน และถือลืมแล้ว
เราควรรีวิวพอร์ต หรือ ปรับหมาก อย่างน้อยก็ทุก ๆ 6 เดือน

[คุณกี๋ GEE MONEY]
“SESSION INSIGHTS จัดพอร์ตกองทุนรวมหุ้นนอก จากเศรษฐีระดับโลก”
“ไม่มี Asset Class ใด ที่จะชนะตลอด หรือแพ้ตลอดเวลา การจัดพอร์ต หรือ Asset Allocation ที่ดี เป็นสิ่งที่พอร์ตของเศรษฐี หรือ Private Banking มุ่งเน้นในส่วนนี้มาก” และก็ได้สรุปเป็น 5 ธีมหลักการลงทุน

1.การกดดันทางการเงิน
โลกจะไม่ได้อยู่ในยุคดอกเบี้ยสูงอีกต่อไป สหรัฐมีหนี้ 120% ของ GDP
หากดอกเบี้ยสูงเศรษฐกิจจะพัง เลยมองว่าดอกเบี้ยยังคงต้องลดลงเพื่อประคองระดับหนี้ และเงินสดจะด้อยค่าลงเรื่อย ๆ ไม่ควรถือเยอะ ให้ถือเป็นทองคำหรือหุ้น

2.จุดจบของการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐสกุลเงินเดียว
ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐ และหันไปถือทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

มีการใช้สกุลเงินอื่น เช่น หยวน หรือ Stablecoin ในการชำระเงินมากขึ้น และทองคำกำลังกลับมาเป็น "สกุลเงินกลาง" อีกครั้ง

3.ภาษีนำเข้าสหรัฐ และสงครามการค้า
การขึ้นภาษีของสหรัฐ กระทบกลุ่มที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ ซึ่งมีต้นทุนสูงขึ้นและส่งต่อราคาให้ผู้บริโภคยาก ควรหลีกเลี่ยงกลุ่มนี้

4.ธุรกิจจีนเก่า vs ธุรกิจจีนใหม่
ธุรกิจจีนเก่า
ธุรกิจดั้งเดิมที่เน้นต้นทุนต่ำ และอสังหาริมทรัพย์ ไม่น่าดึงดูด

ธุรกิจจีนใหม่
เช่น EV, Robotics, AI, Clean Energy, Biotech น่าสนใจ เพราะจีนถูกบีบให้พัฒนาเทคโนโลยีเองตั้งแต่ปี 2018 ทำให้กลุ่มนี้เติบโตก้าวกระโดด

5. ทองคำ
ทองคำไม่มีความเสี่ยงคู่สัญญา และไม่ถูกแทรกแซงด้วยการเมือง

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ กฎ Basel จะเริ่มให้ธนาคารนับทองคำเป็นทุนสำรองได้ 100% จากเดิมได้แค่ครึ่งเดียว ทำให้ธนาคารทั่วโลกแย่งกันซื้อทองเพื่อเสริมความแข็งแกร่งงบดุล

-สินทรัพย์แนะนำ
มองว่า AI ยังไปต่อ แต่อาจจะต้องเลือกมากขึ้น และให้มองหาหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานของ AI เช่น ไฟฟ้า สายส่ง หรือวัตถุดิบแบบทองแดง

นอกจากนั้น ยังมองว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สร้างกระแสเงินสดได้ เช่น ETF ประเภท Convered Call เช่น JEPI JEPQ จะเป็นกลุ่มที่มาแรงในช่วงนี้

ในขณะที่กลุ่มสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันพอร์ตเราได้ช่วงสงคราม ก็จะเป็นทองคำ บิตคอยน์ กลุ่มหุ้นชิป และกลุ่มหุ้น DEFENSE

-วิธีจัดพอร์ตฉบับ PRIVATE BANKING จาก UBS
ยังคงคำแนะนำเป็น Core Port มากกว่า 50% ขึ้นไป เน้นหุ้นโลกคุณภาพ และตราสารหนี้ป้องกันเงินเฟ้อ
และที่เหลือเป็น Satellite Port เพื่อเร่งผลตอบแทน เช่น ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ หรือจีนยุคใหม่

และก็ได้ฝาก Action Plan ไว้ทั้งหมด 3 ข้อ ได้แก่
1.รีวิวพอร์ตการลงทุน
2.ทยอยปรับพอร์ต ตามธีมที่เปลี่ยนไป
3.ให้คิดล่วงหน้าว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เราจะมีแผนสำรองอย่างไร

และย้ำด้วยว่า อย่าถือเงินสดเยอะ อย่าถือแค่ดอลลาร์สหรัฐสกุลเงินเดียว และอย่าไล่ราคาตามกระแส
สรุปสั้น ๆ เป็นคอนเซ็ปต์ DAD ย่อมาจาก Diversify, Allocation และ Discipline

[คุณโต นักลงทุนเน้นคุณค่า]
“SESSION เลือกกองทุน RMF ผลตอบแทนดี ลดหย่อนสูง ฉบับคนงานเยอะ ไม่มีเวลา”
เป็นตัวแทนของนักลงทุนที่มีประสบการณ์ ลงทุนหุ้นรายตัวด้วยตัวเอง
และปัจจุบันยังคงทำงานประจำ มาพูดเรื่องการเลือก RMF

-กลยุทธ์การจัดพอร์ต 70:30
Core Port 70% เน้น Passive Fund กลุ่มกองทุนอิงดัชนี เลือก S&P 500 เป็นหลัก

เพราะเชื่อมั่นว่าใน 10 - 20 ปีข้างหน้า สหรัฐ จะยังคงเป็นเบอร์ 1 หรือ 2 ของโลก

ข้อดีของดัชนี S&P 500 คือมีกลไกคัดกรองตามธรรมชาติ คือบริษัทไหนแย่หรืองบไม่ดีจะหลุดออก บริษัทที่ดีจะเข้ามาแทนที่

Satellite Port 30%เน้น Active Fund เจาะจงรายธีม เช่น จีน AI และ Healthcare

แต่ก็มีเทคนิคในการเลือก เช่น การดูไส้ในกองทุนเพื่อดูว่าผู้จัดการกองทุนถือหุ้นอะไร มีนโยบายการเลือกหุ้นอย่างไร

-มุมมองต่อการจ่ายค่าประกันค่าเงิน
เลือกแบบ Unhedged หรือไม่จ่ายประกัน
เพราะเชื่อว่าค่าเงินก็แกว่งอยู่ในกรอบจากประสบการณ์ลงทุนมานาน จึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้

-จังหวะการซื้อ
Core Port เนื่องจากปีนี้ราคาขึ้นมาเยอะ อาจใช้วิธี DCA ตลอดทั้งปี
Satellite: รอจังหวะที่ราคาลงแรง ๆ หรือมูลค่าน่าสนใจแล้วค่อยเข้าซื้อ
Thai ESG ปีที่แล้วซื้อเต็มโควตา เพราะมองว่าหุ้นไทยลงมาหลายปีแล้ว น่าจะมีจุดกลับตัว

[ปิดท้ายด้วยคุณอัพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LTMH]
“SESSION WealthX จะช่วยเรา บริหารความมั่งคั่งได้อย่างไร”
เรื่องวิธีการเลือก RMF
-เน้นภาพรวมของสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน

ปี 2026 เป็นปีที่ "เดายาก" แถมเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงจึงสำคัญที่สุด อย่าไปเดาว่าอะไรจะเกิด

-กลยุทธ์การลงทุน
เน้นกระจายไปทั่วโลก ผ่านกองทุนที่ Feed เข้า ETF ที่มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำ

สาเหตุที่เลือกเครื่องมือกองทุนรวมเพราะว่าได้รับการยกเว้นภาษีเมื่อขายทำกำไร

เมื่อไหร่ที่มีการปรับตัวลงแรง อาจเพิ่มน้ำหนักไปที่กองทุนที่โฟกัสที่รู้หน้าพอร์ตชัดเจนได้

-มุมมองเรื่องค่าเงิน
เลือกแบบ Unhedged เพราะมองว่าระยะยาว Unhedged ชนะ Hedged
ซึ่งจริง ๆ แล้ว การ Hedge ค่าเงินมีต้นทุนจาก "ส่วนต่างดอกเบี้ย" (Interest Rate Differential) ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันอาจสูงถึง 2 - 3% ต่อปี ถือเป็นต้นทุนมหาศาลในระยะยาว

บวกกับธุรกิจที่ขายให้คนทั่วโลก เช่น Google และ Netflix มีรายได้หลายสกุลเงินอยู่แล้ว เป็นการป้องกันความเสี่ยงในตัวอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้อง Hedge ซ้ำซ้อน

-จังหวะการซื้อ
ชอบลงทุนตอน "ตลาดตกใจ" เช่นช็อตจีนในปี 2024 หรือสหรัฐเมื่อ ปี 2022 ลงตูมเดียว หรืออาจจะใช้วิธีแบ่งเงินเป็นไม้ ๆ เช่น 3 ไม้ แล้วรอช้อนซื้อตอนหุ้นลงหนัก ๆ ก็ได้ เช่นปีที่แล้วซื้อ Thai ESG ตอนลงหนักจนหมดโควตาในช่วงเวลาสั้น ๆ

นอกจากนั้น คุณอัพก็ยังได้แชร์เพิ่มเติมเกี่ยวกับแอป WealthX
ว่าแอปนี้ โฟกัสกับในเรื่องกองทุนจริง ๆ และต้องการแก้ไขปัญหาของวงการกองทุน

เพราะมองว่าการเลือกคัดสรรกองทุนรวมในตอนนี้ทำได้ยาก ต้องเปิด Fact Sheet ทีละใบ และมักมีเรื่อง "ผลประโยชน์แอบแฝง" เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ผู้แนะนำการลงทุนอาจเชียร์กองที่ได้ค่าคอมมิชชันเยอะ ไม่ใช่กองที่ดีสุด

บวกกับกฎหมายภาษีเปลี่ยน กำไรจากต่างประเทศต้องเสียภาษี ทำให้ต้องมองหาเครื่องมือใหม่ที่ช่วยลดภาระภาษี ซึ่งคำตอบคือ "กองทุนรวม"

WealthX มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ คนวัยทำงานอายุ 30 - 40 ปีขึ้นไป จนถึง 60 ปี ที่มีกำลังซื้อและต้องการเครื่องมือช่วยจัดการความมั่งคั่งอย่างจริงจัง

-เทคโนโลยีหลักของ WealthX ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาคนลงทุนกองทุน

1. PickTech การคัดเลือกกองทุน
ใช้โมเดลทางสถิติและข้อมูลย้อนหลัง 24 เดือน มาคัดเลือกกองทุนที่ "เด่น" ที่สุดในแต่ละธีม โดยตัดเรื่องผลประโยชน์ทิ้งไป

เราสามารถดูกราฟเปรียบเทียบกองทุนในธีมเดียวกันได้ทันที ว่ากองไหนอยู่ "บนสุด" คือดีสุด หรือ "ล่างสุด" คือแย่สุด ช่วยให้เห็นความจริงว่ากองทุนที่เราถืออยู่ หรือที่คนอื่นเชียร์ ผลงานดีกว่าหรือแย่กว่ากองทุนอื่น

2. PortTech การจัดพอร์ตอัตโนมัติ
นำหลักการ Core & Satellite ที่วันนี้วิทยากรท่านอื่นพูดถึงแทบทุกคน มาทำให้เป็นจริงในแอป โดยระบบจะจัดสัดส่วนให้ตามความเสี่ยงและธีมที่เลือก

Core Port เน้นกองทุนหุ้นทั่วโลก หรือหุ้นสหรัฐ ที่กระจายความเสี่ยงสูง เป็นแกนหลัก
Tax Planning รองรับการจัดพอร์ตสำหรับกองทุนลดหย่อนภาษี

3. Shopping Basket ระบบตะกร้ากองทุน
แก้ปัญหาการซื้อกองทุนทีละตัวที่เสียเวลา ใน WealthX สามารถเลือกกองทุน 10 ตัวใส่ตะกร้า แล้ว "กดจ่ายเงินทีเดียว" เหมือนซื้อของใน Shopee และยังสามารถ Rebalancing หรือสั่งขายหรือปรับสัดส่วนทั้งพอร์ตได้ในคำสั่งเดียว

4. NavTech การวัดผลพอร์ต
WealthX สามารถแสดงผลตอบแทนจะคำนวณจากเงินลงทุนจริง ตัดปัญหา "เส้นกราฟพุ่งหลอก ๆ" เวลาเติมเงิน หรือ "กราฟดิ่งเกินจริง" เวลาถอนเงิน ทำให้รู้ฝีมือการลงทุนที่แท้จริงเทียบกับค่าเฉลี่ยตลาดในแต่ละช่วงเวลา

นอกจากนั้น WealthX มีกองทุน Exclusive ค่าธรรมเนียมต่ำมากเพียง 0.1% ที่ออกมาแล้ว คือกองทุนอิงดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 และกำลังจะออกมาเรื่อย ๆ อีก

กองทุนเหล่านี้จะไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน เหมาะสำหรับคนพอร์ตใหญ่ที่ต้องการประหยัดค่าธรรมเนียมระยะยาว

และปิดท้ายด้วยฟีเจอร์ใหม่ “YieldTech” การสร้างเครื่องจักรผลิตเงินสดรายเดือน
ให้เราขายคืนหน่วยลงทุนได้เพื่อรับกระแสเงินสดประจำทุกเดือน
ออกมาเพื่อแก้ปัญหาภาษีของเงินปันผล เพราะปกติกองทุนปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%

โดยเราก็สามารถกำหนดได้เองเลยว่าต้องการได้เงินสด ต่อเดือนเท่าไร เช่น เดือนละ 25,000 บาท

แถมยังเลือกได้ว่าจะให้กินทุนเพื่อรับเงินแน่นอน หรือจะได้ขายเฉพาะส่วนที่เป็นกำไร เพื่อรักษาเงินต้นไว้ ถ้าเดือนไหนขาดทุนก็ไม่ขาย ก็ได้เหมือนกันตามความชอบของนักลงทุน

หากเป็นไปตามแผนงานของ WealthX
คาดว่า YieldTech จะเปิดให้ใช้ภายในไตรมาสแรก ของปีนี้..
โหลดแอปได้ที่ wealthx.co/getapp

31/12/2025

วันที่ “งานมั่นคง” อาจไม่อยู่ถึงพรุ่งนี้

ตำราการเงินที่เคยเชื่อ…กำลังพาเราเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

เราเติบโตมากับความเชื่อว่า
เรียนให้จบ → ได้งานดี → ทำไปยาว ๆ → เก็บเงิน → เกษียณอย่างปลอดภัย

แต่โลกวันนี้กำลังบอกเราว่า
เส้นทางนั้นอาจไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป

จากบทสัมภาษณ์ในรายการ Business Tomorrow On Ground
คุณจักรพงษ์ เมษพันธุ์ (โค้ชหนุ่ม Money Coach)
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์และเพจ The Money Coach
ผู้ทำงานกับปัญหาการเงินของคนไทยมานับไม่ถ้วน
ได้ชี้ให้เห็นสัญญาณบางอย่าง…ก่อนที่หลายคนจะรู้ตัว

1) ถ้าโลกไม่แน่นอน ตำราการเงินจะสอนแบบเดิมได้จริงหรือ

โค้ชหนุ่มเริ่มต้นด้วยประโยคที่ฟังเหมือนธรรมะ
แต่กระแทกโลกการเงินอย่างแรง

ไม่มีอะไรแน่นอน
เงินเดือนก็ไม่ต่างจากสิ่งอื่น ๆ
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปได้

ตำราการเงินแบบเดิม สอนให้เราจัดการรายได้
ดูแลสภาพคล่อง ไม่เป็นหนี้
แล้วค่อยสะสมความมั่งคั่ง

ทั้งหมด “ไม่ผิด”
แต่ ไม่พอ สำหรับโลกยุคนี้

เพราะสิ่งที่หายไปจากตำราคือคำถามสำคัญที่สุด

ถ้าพรุ่งนี้เกิดเรื่องร้ายขึ้น เราจะจัดการกับมันยังไง

2) ความเสี่ยงที่ถูกมองข้ามที่สุด คือวันที่ “รายได้หาย”

ที่ผ่านมา เวลาพูดถึงความเสี่ยง
คนมักนึกถึงอุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือการลงทุนขาดทุน

แต่โค้ชหนุ่มชี้ชัดว่า
ความเสี่ยงที่หนักที่สุด คือ การสูญเสียรายได้

หลายคนมีเงินสำรอง
แต่เงินสำรอง 6 หรือ 12 เดือน
ไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้

เพราะวันที่ตกงาน
คุณยังต้องกิน
ยังต้องจ่าย
ยังต้องใช้เงิน “ทันที”

และวันที่ไม่มีเงิน
สมองมนุษย์ไม่ได้คิดเรื่องโอกาสใหม่
แต่กำลังคิดว่า

จะโทรไปยืมใครดี และจะอธิบายยังไง

ซึ่งสำหรับหลายคน นั่นไม่ใช่แค่ปัญหาเงิน
แต่คือการสูญเสียศักดิ์ศรี และความมั่นใจในตัวเอง

3) รายได้เดียว คือความเสี่ยงแบบไม่รู้ตัว

โค้ชหนุ่มเปรียบชีวิตการเงินเหมือนเครื่องบิน
ถ้ามีเครื่องยนต์แค่ตัวเดียว
เมื่อดับ…เครื่องตกทันที

โลกยุคใหม่จึงต้องคิดเรื่องรายได้แบบ “หลายเครื่องยนต์”

ไม่จำเป็นต้องใหญ่
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากรายได้สูง
แค่มีรายได้อีกทางหนึ่งที่ “ขนาน” กันอยู่

เพราะแม้รายได้เสริมจะยังเล็ก
แต่มันให้สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง
ความรู้สึกว่าเรายังมีทางออก

4) เหตุผลที่ถูกให้ออกจากงาน อาจไม่ใช่เพราะเราไม่เก่ง

โค้ชหนุ่มพูดประโยคที่เจ็บ แต่จริง

เหตุผลที่หลายคนถูกให้ออกจากงาน
คือทักษะเดิม…ใช้ไม่ได้แล้ว

ไม่ใช่เพราะไม่ตั้งใจ
ไม่ใช่เพราะไม่ขยัน
แต่เพราะโลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราคิด

ดังนั้นทักษะต้องไม่หยุดอยู่กับที่
ไม่ว่าจะอายุเท่าไร

เขาเล่าถึงคนอายุ 70 ปี
ที่ยังนั่งเรียน AI ด้วยความสุข
เพราะเขาเชื่อว่า
โลกอาจเปลี่ยน แต่ความสุขจากการเรียนรู้ไม่เคยหายไป

มนุษย์ที่รอด ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด
แต่คือคนที่ ตื่นรู้ และพร้อมปรับตัว

5) อวสานของบางอาชีพ อาจคือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่

เทคโนโลยีอาจพาคนบางกลุ่มออกจากระบบ
แต่ก็สร้างโอกาสใหม่ให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง

โค้ชหนุ่มยกตัวอย่างน้องนักเรียน
ที่เริ่มจากการอ่านหนังสือ
เล่าเนื้อหา
ทำ Affiliate
จนมีรายได้หลักแสน ทั้งที่ยังเรียนอยู่

สิ่งที่ดูเหมือน “จุดจบของงานบางประเภท”
อาจเป็น New Beginning สำหรับคนที่มองเห็นก่อน

6) ตำราการเงินใหม่ ต้องสอนมากกว่าเรื่องเงิน

นอกจากการบริหารความเสี่ยง
ตำราใหม่ต้องสอนอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

เราเริ่มใหม่ได้เสมอ

โลกอาจไม่ให้ความมั่นคงแบบเดิม
แต่ยังเปิดโอกาสให้คนที่เตรียมพร้อม

คนที่คิดเผื่อเรื่องร้าย
มักไม่ตื่นตระหนกเมื่อมันมาถึง

โค้ชหนุ่มทิ้งประโยคที่น่าคิดไว้ว่า

คนที่กังวล อนาคตอาจไม่ต้องกังวล
แต่คนที่ไม่กังวลอะไรเลย…ควรกังวล

📍สิ่งที่ต้องติดตามต่อ

▪️อาชีพใดกำลังหายไป และอาชีพใหม่กำลังเกิด

▪️ทักษะใดจะกลายเป็นรายได้สำรองในอนาคต

▪️บทบาทของ AI ต่อชีวิตการเงินคนไทย

▪️โมเดลรายได้ใหม่ที่ไม่ผูกกับงานประจำ

เพราะคำถามสำคัญในโลกยุคนี้
อาจไม่ใช่ “จะรวยแค่ไหน”
แต่คือ ถ้าพรุ่งนี้พัง…เราจะยังลุกขึ้นได้หรือไม่

#วางแผนการเงิน

11/12/2025

คนรวย 125,00บาท/เดือน?
ปรับลดหย่อนภาษี
ส่อแววเงินไหลออก!

การปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญในระบบภาษีไทยที่กำลังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะการกำหนดเพดานการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบรวมทุกรายการไว้ที่ 800,000 บาทต่อปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมกับการเปิดตัว TISA (Thailand Individual Saving Account) บัญชีการออมการลงทุนระยะยาวส่วนบุคคลแบบใหม่ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเท่าเทียมและกระตุ้นการออมระยะยาว

คุณชินภัทร วิสุทธิแพทย์ หุ้นส่วน One Law Office และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระดับแถวหน้า ให้สัมภาษณ์กับ Money Chat ว่าการปรับโครงสร้างภาษีล่าสุดนี้อาจยังไม่ตอบโจทย์ภาพรวมของประเทศ และได้ให้ข้อสังเกตเชิงท้าทายต่อนโยบายที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้

📌โครงสร้างภาษียังขาด ‘ความเป็นกลาง‘

คุณชินภัทรชี้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบภาษีไทยคือการขาด "ความไม่เป็นกลางทางภาษี" (Tax Neutrality) หากเทียบอัตราภาษีที่แท้จริงระหว่างบริษัทกับบุคคลธรรมดาจะเห็นความเหลื่อมล้ำ โดยบริษัทเสียภาษีสูงสุดที่ 28% (รวมภาษีเงินปันผล) ขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพุ่งไปถึง 35% สำหรับผู้มีเงินได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาท

ความไม่เป็นกลางนี้ทำให้นักลงทุนหรือผู้ประกอบการที่มีทางเลือกตัดสินใจวางแผนภาษีด้วยการเลือกไปจัดตั้งบริษัท หรือแม้แต่การตั้งบริษัทเพื่อการลงทุน (Investment Holding Company) เพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า

📌ติดกระดุมผิดเม็ด: กลุ่มรายได้ 1.5 ล้าน/ปี ไม่ใช่กลุ่ม 'สูงมากมาก‘

การปรับลดสิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้มีรายได้สูง หรือผู้ที่มีเงินได้รวมเกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี (เฉลี่ยเดือนละ 125,000 บาท) ซึ่งจะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนเพียง 0.7 เท่าของเงินลงทุนใน TISA เพื่อนำสิทธิ์ส่วนนี้ไปเกลี่ยให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง

คุณชินภัทรมองว่าการที่รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีรายได้ 125,000 บาทต่อเดือน โดยมีจำนวนประมาณ 300,000 บัญชีนั้น อาจจะ "ติดกระดุมผิดเม็ด" เพราะเงินเดือนระดับนี้ถือว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับ CEO 500,000หรือ CFO 300,000บาท/เดือน ในบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงการที่รัฐบาลต้องการสร้างประเทศให้เป็นสังคมการออม (Saving Country) ทั้งที่ในปัจจุบันรัฐบาลเองก็ยังคงใช้ระบบหนี้สาธารณะและประชาชนก็ยังคงมีหนี้ครัวเรือนสูง

โดยสรุปแล้ว คุณชินภัทรมีความเห็นว่า การปรับปรุงล่าสุดนี้เป็นเพียง “ประเด็นเล็กน้อย” และ “ไม่ใช่การปฏิรูปโครงสร้างภาษีไทย” ในภาพใหญ่

📌เสี่ยงเงินไหลออก-หันลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง

สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงที่ได้รับผลกระทบจากการที่สิทธิ์ลดหย่อนถูกรวบตึงเหลือ 800,000 บาท และได้รับสิทธิ์ลดหย่อน TISA ลดลงเหลือเพียง 0.7 เท่าของเงินลงทุน คุณชินภัทรเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้นักลงทุนกลุ่มนี้ เปลี่ยนพฤติกรรม โดยอาจหันไปลงทุนในต่างประเทศ หรือลงทุนในทรัพย์สินที่ควบคุมยาก เช่น คริปโตเคอร์เรนซี

ในฐานะนักวางแผนภาษี คุณชินภัทรแนะนำว่า หากมาตรการใหม่เกิดขึ้นจริง นักลงทุนควรเตรียมตัววางแผนภาษี และพิจารณาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ และหากกฎหมายยังไม่นิ่ง ไม่ควรเร่งรีบซื้อผลิตภัณฑ์ลดหย่อนในช่วงต้นปีปฏิทิน (มกราคม/กุมภาพันธ์) แต่ควรรอไปจนถึงไตรมาส 3 หรือ 4 เพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์ในตลาดตอบสนองต่อกฎหมายใหม่อย่างไร และเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุด

โดยสรุปแล้ว แม้รัฐบาลจะต้องการให้ไทยเป็น “Saving Country” หรือสังคมเงินออม แต่ตราบใดที่นโยบายยังไม่ต่อเนื่องและยังคงมีการเปลี่ยนทีมงานราชการตามรัฐบาลใหม่ ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ก็ยังคงอยู่

"อย่าเพิ่งตกใจ อย่าเพิ่งกังวลไปก่อน บางทีอาจจะไม่เกิดก็ได้"

การปฏิรูปภาษีในครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการพยายามปรับจิ๊กซอว์เฉพาะจุดเพื่อกระตุ้นการออมและการลงทุนในประเทศ แต่ยังไม่ใช่การปฏิรูปโครงสร้างใหญ่ที่จะพาไทยหลุดพ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำและหนี้สินครัวเรือน

08/12/2025

UPDATE: คลังชง 3 มาตรการการออมเข้าครม. เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 8 แสนบาท แต่คนรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาท ลดหย่อนได้น้อยลงเป็น 0.7 เท่า
เอกนิติ รมว.คลัง ชง 3 มาตรการการออมเข้า ครม.เศรษฐกิจ เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดเป็น 800,000 บาท แต่ปรับสูตรคำนวณลดหย่อนระหว่างคนรายได้สูงกว่าและต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี
วันนี้ (8 ธันวาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจครั้งที่ 7/2568 ได้หารือ 3 มาตรการการออม ภายใต้ เสาหลักที่ 5 ‘เพิ่มการออมภาคประชาชน’ ของนโยบาย ‘Quick Big Win’ เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยจะมีการเพิ่มแหล่งระดมเงินออม รวมถึงเพิ่มความเป็นธรรมให้คนรายได้น้อย และระดมเงินเข้าตลาดทุนมากขึ้น
โดยมาตรการที่ 1 คือการเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดเป็น 800,000 บาท ให้กับผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ซึ่งจะเป็นการลดหย่อนถาวร ไม่จำเป็นต้องขอใหม่ปีต่อปี และจะมีการปรับเกณฑ์ลดหย่อนเพื่อเพิ่มความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีรายได้น้อย
โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.3 เท่า ส่วนผู้มีรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี ลดหย่อนได้น้อยลงเป็น 0.7 เท่า ต่างจากเดิมที่ทุกคนซื้อลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า ในกรอบเพดานสูงสุด
“ทุกคนจะได้เต็มที่สูงสุด 800,000 บาทเหมือนกัน นับเป็นการจัดระบบให้มีความเรียบร้อย” ดร.เอกนิติกล่าว
นอกจากนี้ มีมาตรการจูงใจให้คนเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินปันผลหรือดอกเบี้ย วงเงิน 200,000 บาทแรก ให้กับผู้ที่ถือหน่วยลงทุนเกิน 5 ปีอีกด้วย
มาตรการที่ 2 จำหน่าย พันธบัตร ‘ออม พลัส’ ให้กับประชาชนทุกเดือน ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลที่มีความมั่นคง โดยมีราคาขั้นต่ำที่ 1,000 บาท ตามราคาตลาด นับเป็นการเพิ่มแรงจูงใจสำหรับการออม
มาตรการที่ 3 ยกเว้นอากรให้กับผู้ซื้อประกันวินาศภัย ไม่ว่าจะเป็น ประกันน้ำท่วม หรือประกันท่องเที่ยว เพื่อทำให้ผู้ซื้อประกันภัยรายย่อย (Micro Insurance) กล้าซื้อประกันมากขึ้น
ดร.เอกนิติระบุว่า “การยกเว้นอากรจะช่วยให้คนกล้าซื้อประกัน เพราะโลกทุกวันนี้ความเสี่ยงเยอะขึ้น”
สำหรับการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รวมถึงความคืบหน้าโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เฟส 2 ดร.เอกนิติระบุว่าอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดร่วมกับทีมเศรษฐกิจ โดยจะชี้แจงอีกครั้งเมื่อได้ข้อสรุป อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติ ระบุว่าทั้งสองมาตรการยังไม่ได้มีการหารือกันในครม.เศรษฐกิจครั้งนี้
ส่วนกรณีเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อการเจรจาการค้ากับทางสหรัฐฯ ด้านดร.เอกนิติ ระบุว่า วันนี้ได้มีการพูดคุยกับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมอบนโยบายให้หารือกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายไทยได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติมองว่า ไทยไม่ใช่ฝ่ายผิด เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดการโจมตีก่อนโดยกล่าวว่า “แต่เราไม่ได้เป็นคนทำผิด วันนี้เขาเป็นคนทำผิดมาโจมตีเราก่อน”

23/11/2025

[Business] จากทนายภาษี รายได้ 13 ล้านต่อปี ผันตัวมาทำธุรกิจที่จอดบ้านเคลื่อนที่ เพราะเบื่อหน่าย Hustle Culture หันหน้าสู่ ‘Slow Wealth’ เทรนด์การสร้างความมั่งคั่ง ที่ช้าลงแต่มีอิสระมากขึ้น
ในวันที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิมจนคนหลายคนลืมหายใจ คำว่าความสำเร็จมักถูกจับคู่กับความเร็ว ใครโตไวกว่า คือคนที่น่าชื่นชม ใครทำช้ากว่า ถูกมองว่าไม่เอาถ่าน โลกใบนี้เคยตกอยู่ในยุคที่ Hustle Culture ครองเมือง ทำงาน 18 ชั่วโมงต่อวันคือเหรียญตรา ความเหนื่อยคือศักดิ์ศรี และวันหยุดคือความอ่อนแอ
John Kaufmann เคยมีชีวิตที่สังคมเรียกว่า “ประสบความสำเร็จ” เขาเป็นทนายความสายภาษีในบริษัท Big Law รายได้ปีละ 400,000 ดอลลาร์ นั่งในห้องประชุมบนตึกสูง พาลูกค้าไปดูเบสบอลใน VIP Box ที่ Yankee Stadium พ่อแม่ของเขาภูมิใจทุกครั้งที่มีคนถามว่า ลูกชายทำงานอะไร แต่เบื้องหลังรอยยิ้มของคนรอบตัวนั้น กลับซ่อนคำถามที่เขาไม่เคยกล้าพูดออกไป ว่าแท้จริงแล้ว เขามีความสุขหรือเปล่า?
เขาไม่รู้สึกถึงงานที่เขาทำ เขาเบื่อหน่ายกับการเมืองในองค์กร เบื่อการต้องตอบอีเมลตอนตีสอง และเบื่อวัฒนธรรมที่คนจำนวนมากเอาเวลาในชีวิตไปแลกกับตัวเลขบนสลิปเงินเดือน สิ่งที่เขามีคือเงิน ชื่อเสียง และสถานะทางสังคม แต่สิ่งที่เขาไม่มีคือชีวิตที่เขารู้สึกเป็นเจ้าของ
วันหนึ่ง เขาตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิต จากชายในชุดสูท กลายเป็นเจ้าของกิจการ Mobile-Home Park (พื้นที่สำหรับวาง หรือ จอดบ้านเคลื่อนที่) ในตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องโรแมนติกหรือความฝันที่งดงาม แต่มาจากความเหนื่อยล้าที่กัดกินมานานหลายปี และความรู้สึกว่างเปล่าที่แม้จะมีรายได้มากแค่ไหนก็ไม่สามารถเติมเต็มได้
เขาเริ่มจากการซื้อกิจการเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม ไม่มีผู้ช่วยส่วนตัวหรือทีมงานมืออาชีพ แต่มีบ้านหลังเล็กหลายหลังที่ต้องดูแล มีท่อน้ำที่รั่วซึม มีผู้เช่าที่ต้องติดต่อพูดคุย และมีหน้าที่รับผิดชอบที่ลงลึกถึงรายละเอียดทุกวัน
เขาต้องเรียนรู้ตั้งแต่การอ่านแบบบ้าน การซ่อมระบบไฟ ไปจนถึงการเข้าใจพฤติกรรมผู้เช่าหลายรูปแบบ ทุกอย่างเริ่มจากศูนย์ แต่กลับทำให้เขารู้สึกเต็มกว่าเดิม
ตอนที่เขาทำงานกฎหมาย เขาช่วยคนรวยหลีกภาษี แต่ตอนนี้ เขาช่วยให้คนธรรมดามีที่อยู่ที่ปลอดภัยและสะอาดขึ้น เขาเริ่มเห็นผลของการทำงานที่จับต้องได้ และนั่นคือครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกว่า งานของเขามีความหมายจริงๆ
[ Slow Wealth Movement เทรนด์ความมั่งคั่งที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข ]
แนวคิด Slow Wealth ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความมั่งคั่ง แต่เป็นการนิยามมันใหม่ จากเดิมที่เราเคยเชื่อว่า “เร็วคือดี รวยคือเป้าหมายสูงสุด” วันนี้คนจำนวนมากกำลังตั้งคำถามว่า “การมีชีวิตที่ดี ต้องรวยจริงหรือ?” หรือมันคือการมีอิสระ มีเวลา มีจังหวะชีวิตที่สอดคล้องกับตัวเอง และมีใจที่สงบขึ้นทุกวัน
มันคือการเปลี่ยนคำถามจาก “จะหาเงินให้เร็วที่สุดได้อย่างไร” เป็น “จะใช้ชีวิตอย่างไรให้มั่นคงและมีความหมาย” มันคือการหยุดไล่ตามภาพฝันที่คนอื่นนิยามไว้ แล้วหันกลับมาฟังเสียงข้างในของตัวเองว่า จริงๆ แล้ว เราต้องการอะไรกันแน่
Slow Wealth ไม่ใช่การหยุดเติบโต ไม่ใช่การปฏิเสธความทะเยอทะยาน แต่คือการเลือกโตในจังหวะที่เราควบคุมได้ โตในทางที่ไม่เบียดเบียนชีวิต โตอย่างลึกและแน่น ไม่ใช่แค่พุ่งสูงอย่างผิวเผิน
การเกิดขึ้นของ Slow Wealth Movement ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากแรงสะสมของผู้คนที่เหนื่อยกับวัฒนธรรมที่ให้รางวัลกับความเร่งรีบมากกว่าความยั่งยืน คนเริ่มตั้งคำถามกับ Hustle Culture ที่เคยเป็นกระแสหลัก ทำไมเราต้องทำงานหักโหมเพื่อซื้อของที่ไม่มีเวลาใช้? ทำไมเราต้องรู้สึกผิดที่อยากพักผ่อน?
Anti-Hustle Movement เริ่มเป็นรูปธรรมขึ้นในตลาดแรงงานจริงๆ ข้อมูลจาก Upwork ระบุว่า ตำแหน่งงานที่โปรโมตเรื่อง Work-Life Balance เพิ่มขึ้นกว่า 350% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนทำงานรุ่นใหม่เลือกงานที่ให้ความยืดหยุ่นและเวลาชีวิต มากกว่าสถานะและเงินเดือน
Minimalism กลายเป็นคำที่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นวิถีชีวิต คนหันมาลดข้าวของ ลดความซับซ้อนในชีวิต เพื่อให้มีที่ว่างมากพอสำหรับความสงบภายใน
FIRE Movement แม้จะเน้นการเกษียณเร็ว แต่ก็สอดคล้องกับหลักการเดียวกัน คือการเลือกใช้เงินอย่างมีสติ เพื่อซื้อเวลาและอิสรภาพคืนกลับมา
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า โลกกำลังเคลื่อนจากการบูชาความเร็ว ไปสู่การให้คุณค่ากับจังหวะที่เป็นมนุษย์มากขึ้น
John Kaufmann ไม่ใช่คนเดียวที่เดินออกจากวงจรเดิม คนหนุ่มสาวหลายคนทั่วโลกกำลังทำแบบเดียวกัน บางคนลาออกจากสายงานเทคโนโลยีเพื่อไปเปิดฟาร์มอินทรีย์ในเมืองเล็กๆ บางคนยอมลดรายได้ครึ่งหนึ่งเพื่อได้มีเวลากับลูกทุกเย็น บางคนขายบ้านหลังใหญ่ ซื้อรถบ้าน แล้วใช้ชีวิตแบบพอเพียงและเคลื่อนไปตามแสงแดดของฤดูกาล
พวกเขาไม่ได้หยุดเติบโต เพียงแต่เลือกเส้นทางที่ไม่ใช่ทางด่วน พวกเขาไม่ได้หนีความมั่งคั่ง แต่เลือกจะสร้างมันในแบบที่ไม่แลกกับชีวิตส่วนตัว สุขภาพจิต หรือคุณค่าภายใน
[ Slow Wealth vs Hustle ช้าไม่ใช่แพ้ แต่คือเลือกเล่นเกมคนละแบบ ]
ถ้า Hustle Culture คือการวิ่งแข่งโดยไม่พัก Slow Wealth คือการเดินป่าด้วยจังหวะของตัวเอง คนหนึ่งอาจถึงเป้าหมายเร็วกว่า แต่อีกคนเห็นดอกไม้ระหว่างทางและได้อยู่กับตัวเองมากกว่า
Hustle คือการไล่เก็บทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา Slow Wealth คือการเลือกเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตระยะยาว Hustle ต้องการผลลัพธ์เร็วที่สุด Slow Wealth ต้องการผลลัพธ์ที่คงอยู่
ท้ายที่สุดนี้แนวคิด Slow Wealth ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะง่าย หรือไม่มีเป้าหมาย แต่คือการเลือกจังหวะของตัวเอง ท่ามกลางโลกที่พยายามเร่งเราให้เร็วขึ้นทุกวัน
ชายที่เลือกเปลี่ยนจากห้องประชุมบนตึกสูง มายืนในสวนสาธารณะ พร้อมกาแฟหนึ่งแก้วและสายลมที่พัดผ่านใบหน้าในตอนเช้า เขาอาจไม่ได้รวยที่สุดในสายตาใคร แต่เขาเป็นเจ้าของวันจันทร์ของตัวเอง ซึ่งสำหรับบางคน นั่นคือคำจำกัดความของความมั่งคั่งที่ดีที่สุดแล้ว
บางครั้ง การเดินช้าลง ไม่ได้หมายถึงการถอยหลัง แต่มันคือการเปิดพื้นที่ให้หัวใจได้ฟังเสียงของตัวเองอีกครั้ง และบางที ในโลกที่เร่งรีบ ความกล้าหาญที่สุด อาจไม่ใช่การเร่งไปให้ไกลที่สุด แต่มันคือการหยุดยืนอยู่กับที่ แล้วถามตัวเองว่า…เรากำลังวิ่งไปไหน
เขียนโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์

03/11/2025

🚨 รถชน... แต่หนึ่งในนั้น "ไม่มีประกัน"! 😱 นี่คือ 5 ข้อต้องรู้ "เชิงลึก" เพื่อเอาตัวรอดจากฝันร้ายทางการเงิน

สถานการณ์ที่ไม่มีบริษัทประกันมาเป็น "กระเป๋าเงิน" และ "นักเจรจา" ให้ ทุกอย่างจะกลายเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล (คุณ vs เขา) ทันที นี่คือสิ่งที่ต้องทำและต้องรู้ครับ

1. "ห้ามหนี-ห้ามขยับ" และ "เปิดกล้อง" (5 นาทีทองแห่งการตั้งหลัก)
นี่คือข้อที่สำคัญที่สุดในทางคดี

🚫 ห้ามหนี: การหนีจะเปลี่ยนสถานะคุณจากคดีแพ่ง (จ่ายค่าเสียหาย) เป็นคดีอาญา "ชนแล้วหนี" ทันที ซึ่งโทษหนักกว่ามาก

🚫 ห้ามขยับรถ: ตราบใดที่ยังตกลงกันไม่ได้ว่าใครผิด ห้ามขยับรถเด็ดขาด เพราะนี่คือ "ที่เกิดเหตุ" ที่ดีที่สุด

📸 เปิดกล้อง: หยิบมือถือถ่ายวิดีโอ/รูปภาพทันที (มุมกว้าง, จุดที่ชน, ป้ายทะเบียนคู่กรณี, สภาพถนน)

Pro-Tip: คนไม่มีประกัน ควรมี "กล้องหน้ารถ" ที่ใช้งานได้เสมอ นี่คือพยานที่ดีที่สุดของคุณ

2. เช็ก "พ.ร.บ." (นี่คือประกันที่ "ต้องมี")
คนส่วนใหญ่สับสนระหว่าง "ไม่มีประกัน" กับ "ไม่มี พ.ร.บ."

ประกันภาคสมัครใจ (ชั้น 1, 2, 3): คือตัวที่ใช้ "ซ่อมรถ" (ทรัพย์สิน)

พ.ร.บ. (ภาคบังคับ): คือสิ่งที่รถทุกคันต้องมีตามกฎหมาย ใช้สำหรับ "ค่ารักษาพยาบาล" (คน)

Pro-Tip: แม้คุณจะไม่มีประกัน แต่ พ.ร.บ. จะยังคุ้มครอง "ค่ารักษาพยาบาล" ให้ทุกฝ่าย (เบิกได้เบื้องต้นโดยไม่สนว่าใครผิด) ห้ามปล่อยให้ พ.ร.บ. ขาดเด็ดขาด!

3. "เรียกตำรวจ" (จำเป็นอย่างยิ่งยวด)
เมื่อไม่มีประกัน คนที่จะ "ชี้ขาด" ว่าใครผิดในทางกฎหมาย คือ ตำรวจ

ต้องเรียกเสมอ: เมื่อตกลงกันไม่ได้, มีคนเจ็บ, หรือความเสียหายสูง

Pro-Tip: ต้องให้ตำรวจลง "บันทึกประจำวัน" เพื่อชี้ขาดว่าใครเป็นฝ่ายประมาท (ใครผิด) เอกสารนี้คือ "อาวุธ" หรือ "หนี้" ของคุณ ห้ามตกลงปากเปล่าแล้วแยกย้ายเด็ดขาด เพราะอาจโดนแจ้งความ "ชนแล้วหนี" ทีหลัง

4. สถานการณ์: "คุณผิด" (และไม่มีประกัน)
คุณคือผู้รับผิดชอบ 100%

สิ่งที่ต้องจ่าย: ค่าซ่อมรถเขา + ค่าซ่อมรถเรา + ค่ารักษาพยาบาล (ส่วนเกิน พ.ร.บ.) + ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (ถ้าเขาเรียกร้อง)

Pro-Tip (การเจรจาหนี้): เมื่อคุณผิดชัดเจน มันคือ "การเจรจาหนี้" ไม่ใช่การสู้คดี

คุมราคาซ่อม: คุณมีสิทธิ์ขอใบเสนอราคาจากอู่ และเจรจาหาอู่กลาง

ขอผ่อนชำระ: หากจ่ายไม่ไหว ให้เจรจาทำสัญญาผ่อนชำระที่สถานีตำรวจ ดีกว่าถูกฟ้องแพ่งทีหลัง

5. สถานการณ์: "คุณถูก" (แต่คู่กรณีที่ผิด ไม่มีประกัน)
นี่คือสถานการณ์ที่น่าเจ็บใจที่สุด...

Pro-Tip (ความจริงที่โหดร้าย): คุณต้องใช้ "บันทึกประจำวัน" (จากข้อ 3) เป็นหลักฐานในการ "ฟ้องศาลแพ่ง" เพื่อเรียกค่าซ่อมรถคืน

ความเสี่ยง: การฟ้องแพ่งใช้เวลาและมีค่าใช้จ่าย และที่สำคัญที่สุดคือ "ชนะคดี แต่ไม่ได้เงิน" หากคู่กรณีไม่มีทรัพย์สินหรือเงินสดมาจ่ายคุณ

#กฎหมายน่ารู้ #รถชน #ไม่มีประกัน #พรบ #อุบัติเหตุ #ขับขี่ปลอดภัย #ประกันรถยนต์ #กล้องหน้ารถ #คดีแพ่ง #เตือนภัย

ติดต่อทนายนอกศาล

รับว่าความทั่วราชอาณาจักร

บริการร่างสัญญา

จัดทำเอกสารกฎหมาย

บังคับคดี

รับปรึกษากฎหมาย

รับฟ้องคดีแพ่ง คดีอาญา

รับรองเอกสารและลายมือชื่อ

รับจดทะเบียน

บริการเร่งรัดหนี้

📞 063-210-6492 🌐 thaitanalawfirm.com 📧 [email protected]

31/10/2025

“ซื้อประกัน ค้ำ กู้” กลยุทธ์เงินต่อเงิน ด้วยประกันชีวิตทุน 7,000,000,000 บาท ของคมสันต์ แซ่ลี | MONEY LAB
“ผมทำประกันไว้ ถ้าเป็นอะไรไปครอบครัวจะได้ความคุ้มครอง 150 เท่า” คำพูดของคุณคมสันต์ แซ่ลี จากเวที Bitkub Summit 2025 กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด

เพราะแม้เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายจะสูง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 485 ล้านบาท กับธนาคารต่างประเทศแห่งหนึ่ง

แต่รู้ไหมว่า ประกันชีวิตที่เขาทำนี้ มีวิธีดึงเป็นเงินสดออกมาได้ ซึ่งสุดท้ายเมื่อหักลบกับเงินที่เขาต้องควักเงินมาจ่าย อาจจะเหลือจริงแค่ 10% ของเบี้ยทั้งหมดเท่านั้น

คิดเร็ว ๆ เท่ากับว่า เขากำลังจะใช้เงินเพียงเกือบ ๆ 50 ล้านบาท เพื่อแลกกับความคุ้มครองมูลค่าหลายพันล้านบาทเลยทีเดียว

ตัวเลขระดับพันล้านบาทนี้ ไม่ได้น่าสนใจแค่จำนวนเงินเท่านั้น แต่เบื้องหลังวิธีคิดก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

นี่คือศิลปะการบริหารเงินของคนรวย ที่มองว่าประกันชีวิตเป็นมากกว่าแค่เครื่องมือโอนความเสี่ยง

แต่มองมันเป็นเครื่องมือทางการเงิน ที่ใช้สร้าง Leverage แบบความเสี่ยงต่ำ

ด้วยการเปลี่ยนประกันชีวิตให้กลายเป็นสินทรัพย์ แล้วใช้สินทรัพย์นั้น เสกเงินกลับมาอีกที..

หากอยากรู้ว่า กลยุทธ์นี้ทำงานอย่างไร ?

MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ

สำหรับคนทั่วไปการซื้อประกันชีวิต คือการโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกัน เพราะไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น

วันหนึ่งเราอาจเจ็บป่วยร้ายแรง หรืออาจจะจากไปโดยไม่ทันตั้งตัว

ประกันชีวิตจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่า ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจริง ครอบครัวจะยังมีเงินก้อนไว้ใช้จ่ายและสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้

แต่สำหรับคนรวยระดับหัวแถว อย่างคุณคมสันต์ แซ่ลี
CEO และผู้ก่อตั้ง Flash Express สตาร์ตอัปยูนิคอร์นรายแรกของไทยที่มีมูลค่ามากกว่า 32,000 ล้านบาท

เขากลับมองว่า การจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 485 ล้านบาทไปเลยครั้งเดียว ไม่ใช่แค่การโอนความเสี่ยง นั่นก็เพราะ

- ให้ความคุ้มครองสูงกว่าเงินที่จ่ายถึง 15 เท่า ซึ่งถ้าคิดจากเบี้ยประกันก็คือประมาณ 7,000 ล้านบาท

- มีผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 8-12%

- ใช้ค้ำประกันกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ ได้วงเงินสูงถึง 90% ของมูลค่าเงินสดกรมธรรม์

โดยคำว่า “มูลค่าเงินสดกรมธรรม์” ก็คือ มูลค่าที่เกิดขึ้นจากการที่เราจ่ายค่าเบี้ยประกัน แล้วบริษัทประกันนำเงินบางส่วนไปลงทุนต่อ

เมื่อเวลาผ่านไป มูลค่านี้ก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จนกลายเป็นเงินก้อนที่เราสามารถกู้จากกรมธรรม์ออกมาใช้จ่ายได้

แต่รู้หรือไม่ว่า ในทางการเงิน มูลค่าเงินสดจะถูกนับเป็นสินทรัพย์ด้วย ทำให้สามารถนำไปค้ำประกันเพื่อกู้เงินออกมาใช้ได้ แบบที่คุณคมสันต์กำลังจะทำ

ทีนี้ถ้าหากลองคิดคร่าว ๆ จากเบี้ยที่จ่ายไป 485 ล้านบาท ก็เท่ากับว่าเขาสามารถกู้เงินจากกรมธรรม์ 436 ล้านบาท กลับมาหมุนต่อได้เลยทันที

พูดง่าย ๆ คือ เงิน 485 ล้านบาท ที่จ่ายเบี้ยประกันไปไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนสถานะจากเงินสดในกระเป๋า ไปเป็นมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ที่สามารถดึงกลับมาใช้เมื่อไรก็ได้

และเมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ที่เพิ่มขึ้น
ก็จะทำให้เขาดึงเงินกลับมาใช้ได้อีก วนต่อไปแบบนี้ได้เรื่อย ๆ

อ่านถึงตรงนี้ หลายคนก็น่าจะคุ้น ๆ แล้วว่า
หลักการนี้ก็ไม่ต่างจากการจำนำหุ้นในตลาดทุนเลย

ที่เวลาผู้บริหารต้องการสภาพคล่อง ก็มักจะไม่ได้ขายหุ้นออกมาโดยตรง เพราะอาจกระทบต่อความเป็นเจ้าของและโครงสร้างการบริหาร

ดังนั้น แม้จะถือหุ้นมูลค่าหลายร้อยหลายพันล้านบาท ความมั่งคั่งเหล่านั้นก็ยังเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที

ผู้บริหาร หรือแม้แต่ผู้ถือหุ้นจำนวนมาก จึงเลือกใช้วิธีการนำหุ้นไปเป็นหลักประกัน เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ในกระดาษให้กลายเป็นเงินสดในมือ

โดยทำได้ 2 วิธีหลัก ๆ คือ

1. เอาหุ้นวางในบัญชีมาร์จินกับโบรกเกอร์ เพื่อขอวงเงินซื้อหุ้นเพิ่ม

2. เอาหุ้นไปค้ำกับสถาบันการเงิน เพื่อกู้เงินออกมาใช้หมุนต่อ

ในขณะที่ฝั่งของประกันเองก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่สินทรัพย์ที่ใช้ค้ำเปลี่ยนจากหุ้น เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตแทน โดยเป็นการ

1. กู้จากมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์โดยตรง

2. ใช้กรมธรรม์ไปค้ำประกันกับสถาบันการเงิน

ข้อดีของการกู้แบบนี้คือ แม้จะมีการกู้ยืม แต่กรมธรรม์ก็ยังคงให้ความคุ้มครองตามปกติ แถมอัตราดอกเบี้ยก็มักจะต่ำกว่าการกู้ทั่วไป

ที่สำคัญคือ มูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ยังไม่ผันผวน เหมือนราคาหุ้นในตลาด ทำให้ไม่มีความเสี่ยงเรื่องการโดน Forced Sell

ประกันชีวิตจึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือ Leverage ความเสี่ยงต่ำของคนรวย

โดยตอนยังมีชีวิตอยู่ กรมธรรม์จะทำหน้าที่ เป็นเหมือนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เจ้าของดึงเงินก้อนออกมาใช้ต่อยอดโอกาสใหม่ทางธุรกิจได้ทันที

และเมื่อถึงวันที่จากไป กรมธรรม์ก็สามารถแปลงร่างเป็นสภาพคล่อง ให้เอาไปจ่ายภาษีมรดกในทรัพย์สินส่วนอื่น โดยที่ไม่ต้องขายหุ้น หรือสมบัติที่สร้างมาทั้งชีวิต..

#วางแผนการเงิน
#ประกัน
#คมสันต์แซ่ลี

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Wealth Selection Consultant - WSCผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Wealth Selection Consultant - WSC:

แชร์