11/08/2026
ท่ามกลางความผันผวนของหุ้น Big Tech ... เม็ดเงินสถาบันระดับโลกกำลังหมุนเวียนไปที่ไหน?
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน หรือ "Sector Rotation" โดยนักลงทุนสถาบันเริ่มกระจายการสัดส่วนการลงทุนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยพื้นฐานหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่ม Value หุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical) ตลอดจนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและสถาบันการเงิน
Source: “Rotation, not reckoning: What’s testing the AI trade?”, JPMorgan as of July 31 2026
สถาบันการเงินหลายแห่งมองว่า ความเป็นผู้นำของตลาดมีแนวโน้มกระจายตัวกว้างขึ้น จากเดิมที่กระจุกอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่กลุ่มหุ้นที่ได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนจริง กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มผลประกอบการ โดย JP Morgan เรียกบริบทนี้ได้ว่า “Rotation, Not Reckoning” หรือการหมุนเวียนภายในตลาด มากกว่าการปรับลดความเสี่ยงจากตลาดหุ้นโดยรวม
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ “เม็ดเงินของสถาบันกำลังหมุนเวียนไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมใด และปัจจัยพื้นฐานของแต่ละกลุ่มมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะสนับสนุนผลตอบแทนในระยะต่อไปหรือไม่”
โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญ 3 ประการ:
1. การส่งผ่านงบ CapEx จาก Software สู่โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน (Power & Grid Infrastructure)
ข้อมูลการลงทุนคาดการณ์ว่า เม็ดเงินลงทุน (CapEx) ในระบบนิเวศ AI ทั่วโลกมีแนวโน้มสูงเกินกว่า 8.0 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดในการเติบโตเริ่มปรับเปลี่ยนจากชิปประมวลผลไปสู่ข้อจำกัดด้านพลังงาน ส่งผลให้มีการจัดสรรเงินทุนเพิ่มขึ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้า ระบบสายส่งพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากอุปสงค์เชิงโครงสร้างดังกล่าว
Source: “Global AI Investment Is Forecast to Exceed $1 Trillion in 2026”, Goldman Sachs as of August 7 2026
2. วัฏจักรการฟื้นตัวของกลุ่มสถาบันการเงินและการขยายตัวของกำไร
รายงานการซื้อขายเชิงสถาบัน บ่งชี้ว่าเม็ดเงินไหลเข้าสู่กลุ่ม Financials & Capital Markets ปัจจัยหนุนมาจากการฟื้นตัวของกิจกรรมการควบรวมกิจการ และปริมาณการซื้อขายในตลาดทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ยังอยู่ในระดับที่สร้างกำไรได้ดี ส่งผลให้การเติบโตของกำไรสุทธิ ของหุ้นกลุ่ม Financials มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นแบบ Earnings-Driven Rally และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการกระจายการลงทุนนอกเหนือจากกลุ่มเทคโนโลยี
3. Valuation ของกลุ่ม Cyclical Value อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับ Risk-Reward
การปรับฐานของหุ้นกลุ่ม Mega-Cap Tech ส่งผลให้ส่วนต่างระดับราคาต่อกำไรของหุ้นกลุ่มดั้งเดิมเมื่อเทียบกับตลาดรวมมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Goldman Sachs Research ชี้ว่า อัตราส่วน Forward P/E ของกลุ่ม Cyclical Value อยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ขณะที่ช่องว่างการเติบโตของกำไรสุทธิ (Earnings Growth) ระหว่างกลุ่ม Mega-Cap Tech และกลุ่มอื่นๆ ใน S&P 500 มีแนวโน้มแคบลงตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง อาทิ ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ต้นทุนพลังงาน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างใกล้ชิด
Source: “Rotation, not reckoning: What’s testing the AI trade?”, JPMorgan as of July 31 2026. “Powering the AI Era”, Goldman Sachs as of 11 August 2026. “Energy Markets Race to Solve the AI Power Bottleneck”, Morgan Stanley as of February 27 2026.
—————————————————————
เปิดโอกาสในการกระจายการลงทุนสู่หุ้นคุณค่า และหุ้นปันผลในสหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะตลาดที่มีการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม กับ
กองทุนเปิดทาลิส U.S. DIVIDEND EQUITY (TLUSHD)
นโยบายการลงทุน : ลงทุนในกองทุนต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว คือ Schwab U.S. Dividend Equity ETF (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV
กองทุนหลักเป็นกองทุน ETF ภายใต้การบริหารจัดการของ Schwab Asset Management® ลงทุนในหุ้นประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง และมีประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี Dow Jones U.S. Dividend 100™ Index
กองทุนนี้มีความเสี่ยงระดับ 6 – เสี่ยงสูง
นโยบายปันผล: ไม่จ่าย
การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน:
TLUSHD-H: ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully Hedged)
TLUSHD-UH: ไม่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเนื้อหาหลักที่เป็นตราสารต่างประเทศ)
มูลค่าขั้นต่ำในการซื้อ: ครั้งแรก 1,000 บาท / ครั้งถัดไป 1,000 บาท
Trailer Fee (ค่าตอบแทนแก่ตัวแทนขาย): คือการนำค่าธรรมเนียมการจัดการที่ บลจ. เรียกเก็บจากกองทุนรวมไปจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้แก่ตัวแทนซื้อขาย (Selling Agent) เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการ เช่น การให้คำแนะนำ ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมทางอ้อมที่ผู้ลงทุนได้จ่ายรวมไว้ในค่าธรรมเนียมการจัดการแล้ว
ข้อมูลกองทุนหลัก: https://www.schwabassetmanagement.com/products/schd
ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุน
- ค่าธรรมเนียมขาย (Front-end Fee): 1.00%
- ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (Back-end Fee) : ไม่มี
ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม
- ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) 1.2840% ต่อปี
(ค่าตอบแทนแก่ตัวแทนขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม (trailer fee) : มี)
-รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1.4766% ต่อปี*
หมายเหตุ
1) ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือภาษีอื่นใดแล้ว
2) *ค่าใช้จ่ายรวมที่เรียกเก็บจริง ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น
3) บริษัทอาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจริงเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์หรือค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ
ทั้งนี้ ค่าตอบแทนให้แก่ตัวแทนซื้อหรือขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม (trailer fee) หมายถึง การนำค่าธรรมเนียมการจัดการที่บริษัทจัดการกองทุนรวมเรียกเก็บจากกองทุนรวม ไปจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้แก่ตัวแทนซื้อหรือขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม (selling agent) เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการเกี่ยวกับการซื้อขายหน่วยลงทุน เช่น การให้คำแนะนำ หรือบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยลงทุน ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมทางอ้อมที่ผู้ลงทุนได้จ่ายไว้แล้ว
ความเสี่ยงที่สำคัญของกองทุนหลัก (Key Risks) ‼️
ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของผู้ออกตราสาร (Business risk) : ความเสี่ยงที่เกิดจากความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ออกตราสารโดยเฉพาะ เช่น ความสามารถในการทำกำไร ความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถของคณะผู้บริหาร
ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตราสาร (Market risk) : ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจ การเมือง การคาดการณ์ของนักลงทุน ฯลฯ
ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของตราสาร (Liquidity risk) : ความเสี่ยงกองทุนที่ไม่สามารถซื้อหรือขายหลักทรัพย์ได้ในระยะเวลา หรือราคาที่ต้องการ เนื่องจากหลักทรัพย์ขาดสภาพคล่อง
ความเสี่ยงจากการลงทุนในต่างประเทศ (Country and Political Risk): ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพและรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง การเงิน ตลอดจนภาวะตลาดเงินตลาดทุน ของประเทศที่กองทุนเข้าลงทุน
ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Exchange rate risk): ความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่มีสกุลเงินแตกต่างไปจากสกุลเงินที่ระดมทุนจากผู้ถือหน่วยลงทุน
ความเสี่ยงจากข้อจำกัดการนำเงินลงทุนกลับประเทศ (Repatriation risk): ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศที่กองทุนเข้าไปลงทุน เช่น การออกมาตรการในภาวะที่เกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้กองทุนไม่สามารถนำเงินลงทุนและผลตอบแทนกลับประเทศได้ครบถ้วนตามที่คาดไว้
ความเสี่ยงจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร (Credit risk): ขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระเงินต้นและหรือดอกเบี้ย และความมั่นคงของผู้ออกตราสาร
📱ลงทุนง่ายๆ ผ่าน TALISAM และผู้สนับสนุนการขายทุกราย
☎TALISAM: Customer service โทร 02-015-0222
Website: www.talisam.co.th
คำเตือน ‼️
สำหรับกองทุน U.S. DIVIDEND EQUITY-UH: กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
และสำหรับกองทุน U.S. DIVIDEND EQUITY-H: กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่อาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว
กองทุนรวมทั้งสองกองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ และการลงทุนในกองทุนรวมตราสารแห่งทุนอาจมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ รวมถึงความเสี่ยงจากการลงทุนในต่างประเทศ ความเสี่ยงของประเทศที่กองทุนไปลงทุน และข้อจำกัดการนำเงินลงทุนกลับประเทศ
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจในลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.ทาลิส โทร. 02 015 0222 หรือ www.talisam.co.th