ประกันทำไม/Know More Insurance

ประกันทำไม/Know More Insurance ให้ข้อมูลเรื่องประกันชีวิตและสุขภ?

18/05/2026
เทียบให้เข้าใจ  #ประกันสุขภาพ กับ  #ประกันโรคร้ายแรง ชัดๆ
15/05/2026

เทียบให้เข้าใจ #ประกันสุขภาพ กับ #ประกันโรคร้ายแรง ชัดๆ

12/05/2026

มีประกันชีวิต...ใช้สิทธิที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติได้เลย! 🏥✨

NCI พร้อมให้บริการผู้ถือกรมธรรม์จาก 9 บริษัทประกันภัยชั้นนำ ครอบคลุมทั้ง OPD, IPD และ Day Surgery สะดวก รวดเร็ว มั่นใจผู้เชี่ยวชาญ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม :📞 0 2202 6800 ต่อ 1138, 1139, 3201, 3203
หรือ 🏢 อาคารดำรงนิราดูร ชั้น 1 (A12) สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

23/04/2026

☀️ หน้าร้อนนี้ ไม่ได้มีแค่แดดที่แรง
แต่ “ไวรัสตับอักเสบ เอ” 🦠 ก็มาแรงไม่แพ้กัน
โรคใกล้ตัวที่มากับอาหารและน้ำปนเปื้อน
เสี่ยงติดได้ ง่ายกว่าที่คิด 🚨

💛 สังเกตอาการเบื้องต้น
• อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
• คลื่นไส้ อาเจียน
• ไข้ ปวดเมื่อย
• ตัวเหลือง ตาเหลือง

เพราะ “สุขภาพ” เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้
นอกจากดูแลตัวเองให้ดีแล้ว
การมีประกันสุขภาพไว้เป็นตัวช่วยเล็ก ๆ
ก็ช่วยให้รับมือกับเรื่องไม่คาดคิดได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น ✨

#สมาคมประกันวินาศภัยไทย

Copayment and Deductible
16/04/2026

Copayment and Deductible

ทำความรู้จัก Co-payment และ Deductible ทางเลือกของแผนประกันสุขภาพที่ช่วยประหยัดค่าเบี้ย

ในปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ขณะที่วงเงินค่ารักษาพยาบาลจากสวัสดิการของหลายบริษัทอาจไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้หลายคนเริ่มมองหาประกันสุขภาพเพิ่มเติม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่อาจเกิดขึ้น

คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ มีประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุม แต่ค่าเบี้ยไม่สูงเกินไปหรือไม่ คำตอบคือมี โดยปัจจุบันมีแผนประกันสุขภาพที่ช่วยให้จ่ายค่าเบี้ยถูกลงได้ โดยยังคงวงเงินความคุ้มครองหลักไว้เหมือนเดิม แต่ผู้เอาประกันต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ นั่นก็คือ ประกันสุขภาพแบบมีส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) และประกันสุขภาพแบบมีความรับผิดส่วนแรก (Deductible)

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังสับสนระหว่างประกันสุขภาพแบบ Co-payment และ Deductible เพราะแม้จะช่วยลดค่าเบี้ยประกันได้เหมือนกัน แต่รูปแบบการทำงานแตกต่างกันอย่างชัดเจน และหากเลือกไม่เหมาะสม อาจทำให้ต้องจ่ายเงินมากกว่าที่ควรเมื่อถึงเวลาใช้จริง

วันนี้ น้องพิทักษ์ เลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักทั้ง 2 รูปแบบ แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างการคำนวณจริง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกซื้อประกันสุขภาพให้เหมาะกับตนเองมากที่สุด

ประกันสุขภาพแบบ Co-payment คืออะไร?

ประกันสุขภาพแบบ Co-payment คือแผนประกันที่กำหนดสัดส่วนการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลในแต่ละครั้ง โดยบริษัทประกันจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผู้เอาประกันต้องร่วมจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์

ตัวอย่าง หากมียอดค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท และเลือกแผน Co-payment ที่กำหนดให้ร่วมจ่าย 20% หมายความว่า เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายในการรักษา ผู้เอาประกันต้องร่วมจ่าย 20% ของ 100,000 บาท คือ 20,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 80% หรือ 80,000 บาท บริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบ

ข้อดี

ค่าเบี้ยประกันถูกลงกว่าแบบไม่มี Co-payment
ข้อสังเกต

ผู้เอาประกันต้องมีเงินสำรอง เพราะต้องร่วมจ่ายทุกครั้งที่เคลม
หากค่ารักษาพยาบาลสูง จำนวนเงินที่ต้องร่วมจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ประกันสุขภาพแบบ Deductible คืออะไร?

ประกันสุขภาพแบบ Deductible คือแผนประกันที่กำหนดค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบเองก่อน เมื่อค่าใช้จ่ายเกินจากจำนวนที่กำหนดแล้ว ส่วนที่เกินจึงจะสามารถเคลมกับบริษัทประกันได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์

ตัวอย่าง หากมียอดค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท และเลือกแผน Deductible ที่กำหนดความรับผิด ส่วนแรก 30,000 บาท หมายความว่า ผู้เอาประกันจะต้องจ่ายค่ารักษา 30,000 บาทแรกด้วยตนเอง ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกินจากนั้น คือ 70,000 บาท จึงสามารถนำมาเคลมกับบริษัทประกันได้

ข้อดี

ค่าเบี้ยประกันถูกลงค่อนข้างมาก
หากค่ารักษาพยาบาลสูงเกิน Deductible บริษัทประกันจะช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ข้อสังเกต

ไม่เหมาะกับผู้ที่พบแพทย์บ่อย เพราะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนแรกทุกครั้ง
น้องพิทักษ์ สรุปให้เข้าใจง่าย

Co-payment = ร่วมจ่ายทุกครั้งที่เข้ารับการรักษาพยาบาล

Deductible = ผู้เอาประกันจ่ายเองก่อน แล้วบริษัทประกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนที่เกิน

Co-payment และ Deductible เหมาะกับใคร?

คนสุขภาพดี ไม่ค่อยเจ็บป่วย ควรเลือกแผน Deductible เพราะช่วยประหยัดค่าเบี้ยในระยะยาว และยังได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุเจ็บป่วยรุนแรง
คนที่ต้องการแบ่งเบาค่าใช้จ่ายทุกครั้งที่รักษา แผน Co-payment จะช่วยให้ค่าเบี้ยถูกลง แต่ยังมีประกันช่วยจ่ายในทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา
คนที่มีสวัสดิการบริษัทอยู่แล้ว แผน Deductible เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เพราะสามารถใช้เป็นความคุ้มครองส่วนเกินจากสวัสดิการได้
ข้อมูลจากบริษัทประกันชีวิตระบุว่า การเลือกแผน Deductible สามารถช่วยลดค่าเบี้ยได้ประมาณ 20–35% โดยขึ้นอยู่กับจำนวนเงินความรับผิดส่วนแรกที่เลือก ขณะที่แผน Co-payment โดยทั่วไปสามารถช่วยลดค่าเบี้ยได้ประมาณ 10–20% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการร่วมจ่ายที่กำหนดในแต่ละเงื่อนไขกรมธรรม์

ทั้งนี้ ผู้ที่อาจไม่เหมาะกับแผนทั้ง 2 รูปแบบ ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีโอกาสต้องเข้ารับการรักษาบ่อย ควรพิจารณาแผนที่ไม่มี Co-payment หรือ Deductible เพราะอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มทุกครั้งที่มีการเคลม

แม้ประกันสุขภาพแบบ Co-payment และ Deductible จะมีลักษณะคล้ายกันในเรื่องการช่วยลดค่าเบี้ยประกัน แต่การเลือกให้เหมาะสมขึ้นอยู่กับสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณของแต่ละคน ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียด ความคุ้มครอง และเงื่อนไขของกรมธรรม์ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

แม้ประกันสุขภาพแบบ Co-payment และ Deductible จะมีลักษณะคล้ายกันในเรื่องการช่วยลดค่าเบี้ยประกันภัย แต่การเลือกแบบใดให้เหมาะสม ควรพิจารณาจากสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณของแต่ละบุคคล

สิ่งสำคัญคือ ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นของกรมธรรม์ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจทุกครั้ง เพราะแม้การเจ็บป่วยอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว แต่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า คือสิ่งที่เราสามารถวางแผนและดูแลได้เสมอ

น้องพิทักษ์ขอฝากไว้…

หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ ช่วงนี้อากาศร้อนควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานานและควรดื่มน้ำให้มาก หมั่นสังเกตอาการของตนเองอยู่เสมอ เพราะการมีประกันสุขภาพที่เหมาะสม นอกจากช่วย เพิ่มความอุ่นใจแล้ว ยังช่วยลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้อีกด้วย

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำประกันภัย หรือสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186 หรือผ่าน Chatbot ของสำนักงาน คปภ. รวมถึงช่องทาง LINE OA : เพื่อรับข้อมูลและคำแนะนำเบื้องต้นได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

แล้วพบกันใหม่…ในน้องพิทักษ์ชวนรู้ตอนต่อไปนะครับ

13/04/2026
11/04/2026
75ปี   #เมืองไทยประกันชีวิต  #ตั๋วหนัง
06/04/2026

75ปี #เมืองไทยประกันชีวิต #ตั๋วหนัง

🎂 75 ปี เมืองไทยประกันชีวิต ส่งต่อความสุขไปด้วยกัน

สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ
🎬 โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ : รับฟรี บัตรชมภาพยนตร์ 1 ที่นั่ง เมื่อซื้อบัตรชมภาพยนตร์ ในราคาปกติ 1 ที่นั่ง
เฉพาะที่นั่งปกติ Normal Seat ระบบปกติ Digital2D เท่านั้น (ไม่สามารถอัปเกรดที่นั่งเป็น Honeymoon Seat/Premium Seat และไม่สามารถอัปเกรดระบบเป็น Digital 3D, Dolby Atmos ได้ )
(1 ท่าน / 1 สิทธิ์ / สัปดาห์)
📲 กรุณาแสดงรหัสรับสิทธิ์ภายใน 60 นาที รับสิทธิ์กิจกรรม คลิก webmtl.co/4sPBrY0
📍 ช่องทางการใช้รหัสรับสิทธิ์รับบัตรชมภาพยนตร์ ณ-ตู้ E-TICKET เท่านั้น
📅 ระยะเวลารับสิทธิ์: วันที่ 1 เม.ย. 69 - 31 พ.ค. 69
📲 สามารถรับสิทธิ์ได้ที่ : MTL CLICK APPLICATION
ดาวน์โหลด MTL Click คลิก https://mtlclick.muangthai.co.th/ #/downloadApp

#เมืองไทยสไมล์คลับ #สิทธิพิเศษ #แลกคะแนน
#เมืองไทยประกันชีวิต

 #เงินเฟ้อ  #ค่ารักษาพยาบาล
24/02/2026

#เงินเฟ้อ #ค่ารักษาพยาบาล

รวยแค่ไหนก็ทรุด! เจาะลึกวิกฤติค่าหมอ! เงินเฟ้อการแพทย์ไทยพุ่ง 10.8% หนักกว่าทั่วโลก เทียบราคา "น้ำเกลือ" ส่วนต่างตลาด 1,943%
ดูเหมือนว่าในวันที่เราพยายามดูแลสุขภาพให้ดีที่สุด แต่สิ่งที่ "ป่วย" หนักกว่าร่างกายคนไทย อาจเป็น "กระเป๋าสตางค์" เมื่อรายงานล่าสุดจาก สภาพัฒน์ (สศช.) เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า เงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยในปี 2568 พุ่งสูงถึง 10.8%
ซึ่งไม่ใช่แค่สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศอย่างมหาศาลเท่านั้น แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 10.3% อีกด้วย
นี่คือสัญญาณเตือนภัยว่า ต่อให้คุณรวยแค่ไหน หรือวางแผนการเงินมาดีเพียงใด หากต้องเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาลในปัจจุบัน "ความมั่งคั่ง" ของคุณอาจทรุดลงได้ในพริบตา

[ เปิดบิลช็อกโลก! เมื่อ "น้ำเกลือ-สำลี" ราคาทะลุเพดาน ]

ข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ สะท้อนภาพความจริงที่น่าตกใจผ่าน "ส่วนต่าง" ของราคาเวชภัณฑ์พื้นฐานในโรงพยาบาลเอกชน เมื่อเทียบกับราคาตลาดทั่วไป ซึ่งพบว่ามีการบวกเพิ่มในระดับที่ผู้บริโภคยากจะตั้งตัว

- น้ำเกลือ (NSS 0.9%): ราคาตลาด 45 บาท แต่ใน รพ.เอกชน พุ่งไปถึง 919 บาท (ส่วนต่าง 1,943%)

- สำลีก้อน: ราคาตลาด 0.10 บาท แต่ใน รพ.เอกชน คิดก้อนละ 7 บาท (ส่วนต่างสูงถึง 6,900%)

- ถุงมือยาง: ราคาตลาด 2.50 บาท ต่อชิ้น แต่ใน รพ.เอกชน คิด 17 บาท (ส่วนต่าง 580%)

ทั้งนี้ ไม่เพียงแค่เวชภัณฑ์ แต่ค่าบริการทางวิชาชีพ และค่าธรรมเนียมแพทย์ ยังครองสัดส่วนสูงสุดถึง 45% ของค่ารักษาทั้งหมด ขณะที่บริการพื้นฐานอื่นๆ เช่น การให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ มีส่วนต่างราคาตั้งแต่ 50 บาท ไปจนถึง 10,140 บาท ตามแต่โครงสร้างต้นทุนและดุลยพินิจของแต่ละโรงพยาบาล

[ ทำไมค่าหมอไทยถึง "แพง" กว่าค่าเฉลี่ยโลก? ]

สภาพัฒน์ฯ ระบุถึง 3 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้ต้นทุนการรักษาพยาบาลในไทยพุ่งทะยาน ได้แก่...

1. การลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง: รพ.เอกชนกว่า 92% เร่งนำเข้าเครื่องมือทันสมัย เช่น CT Scan, MRI และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เพื่อยกระดับการแข่งขัน เมื่อลงทุนสูงจึงเกิดแรงจูงใจในการใช้งานเพื่อให้คุ้มทุน (Supplier-induced Demand) ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจที่เกินความจำเป็นในบางกรณี

2.สงครามดึงตัวบุคลากร: ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และพยาบาลทำให้เกิดการแข่งขันด้านค่าตอบแทนที่รุนแรง ต้นทุนส่วนนี้จึงถูกส่งผ่านไปยังผู้ป่วยในรูปแบบค่าบริการที่สูงขึ้น

3. ข้อจำกัดของระบบรัฐ: เมื่อโรงพยาบาลรัฐเผชิญภาวะ "เตียงเต็ม" (บางจังหวัดสูงถึง 110%) และระยะเวลารอคอยนาน 5-8 ชั่วโมง ทำให้ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อไม่มีทางเลือก ต้องหันเข้าสู่ รพ.เอกชน แม้จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าก็ตาม

คลิกอ่านต่อใน Comment

#การเงินดีชีวิตดี #ค่าหมอ #ประกันเหมาจ่าย #ร่วมจ่าย #ค่ารักษาพยาบาล #โรงพยาบาลเอกชน #ประกันสุขภาพ #น้ำเกลือ #เงินเฟ้อ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ประกันทำไม/Know More Insuranceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์