30/09/2026
🇻🇳📈 เวียดนามก้าวสู่ Emerging Market: จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของตลาดหุ้น
ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ หลัง FTSE Russell ยืนยันการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนามจาก Frontier Market เป็น Secondary Emerging Market โดยจะมีผลตั้งแต่ 21 กันยายน 2026 🚀
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อสถานะของตลาด แต่ยังเปิดโอกาสให้หุ้นเวียดนามเข้าสู่ดัชนีสำคัญของ FTSE Russell และเข้าถึงเงินลงทุนจากกองทุนต่างประเทศได้มากขึ้น 🌏💰
🔄 จาก Frontier สู่ Emerging Market
ที่ผ่านมาเวียดนามถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Frontier Market และอยู่ในกระบวนการพัฒนาตลาดเพื่อยกระดับมาตั้งแต่ปี 2018
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การ Upgrade เกิดขึ้น คือการปรับปรุงโครงสร้างตลาดและการเปิดทางให้นักลงทุนสถาบันต่างประเทศสามารถเข้าถึงตลาดเวียดนามได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะระบบ Non-Prefunding (NPF) และ Global Broker Model
FTSE Russell ระบุว่าเวียดนามมีความคืบหน้าเพียงพอที่จะเข้าสู่สถานะ Secondary Emerging Market ตามเกณฑ์ที่กำหนด 📊
💰 เงินลงทุนต่างประเทศมีโอกาสไหลเข้ามากขึ้น
การเข้าสู่ Emerging Market ทำให้หุ้นเวียดนามมีโอกาสถูกนำเข้าไปอยู่ในดัชนีที่กองทุนทั่วโลกใช้เป็น Benchmark
FTSE Russell ระบุว่า หุ้นเวียดนามจะมีสิทธิ์เข้าสู่ดัชนีสำคัญ เช่น FTSE Emerging Index, FTSE All-World และ FTSE Global All Cap
เมื่อหุ้นเวียดนามถูกเพิ่มเข้าสู่ดัชนี กองทุนที่ติดตามดัชนีเหล่านี้จะต้องปรับพอร์ตเพื่อให้สอดคล้องกับองค์ประกอบของดัชนี ซึ่งอาจสร้างแรงซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศในตลาดเวียดนาม 📈🌎
World Bank ประเมินว่า การยกระดับครั้งนี้อาจช่วยดึงดูดเงินลงทุน Portfolio Flows ราว 3–5 พันล้านดอลลาร์ในช่วงแรก และอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 25 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 หากตลาดสามารถพัฒนาต่อเนื่อง
📅 การเข้าดัชนีจะไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว
หุ้นเวียดนามจะไม่ได้ถูกเพิ่มเข้า FTSE Emerging Index ทั้งหมดในวันเดียว แต่ FTSE Russell จะทยอยดำเนินการเป็น 4 Phases ตั้งแต่กันยายน 2026 จนถึงกันยายน 2027
การทยอยเพิ่มน้ำหนักมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ตลาดสามารถรองรับเงินทุนต่างประเทศจำนวนมากได้อย่างเป็นระบบ และลดผลกระทบจากการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ในครั้งเดียว 🔄📊
🏦 หุ้นกลุ่มไหนอาจได้รับความสนใจ?
การเข้าดัชนี Emerging Market จะทำให้หุ้นเวียดนามขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงมีโอกาสได้รับความสนใจจากกองทุนต่างประเทศมากขึ้น
โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มสำคัญของเศรษฐกิจเวียดนาม เช่น
🏦 ธนาคารและการเงิน
🏢 อสังหาริมทรัพย์
🛒 Consumer & Retail
🏭 อุตสาหกรรมและการผลิต
✈️ โครงสร้างพื้นฐานและการเดินทาง
รวมถึงบริษัทที่มีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามในระยะยาว
🇻🇳 ทำไมเวียดนามถึงน่าสนใจมากขึ้น?
การ Upgrade ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เวียดนามกำลังพัฒนาเศรษฐกิจและตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง
ประเทศยังได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ และการเติบโตของภาคการผลิตและเทคโนโลยี
รัฐบาลเวียดนามเองยังเดินหน้าดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น AI, Semiconductor และ Technology เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศใน Global Supply Chain 🌏⚡
⚠️ แต่ Emerging Market ไม่ได้แปลว่าหุ้นจะขึ้นทันที
แม้การ Upgrade จะเป็นปัจจัยบวกในระยะยาว แต่นักลงทุนยังต้องติดตาม Valuation, เงินทุนต่างชาติ, เศรษฐกิจภายในประเทศ และการปฏิรูปตลาดทุนต่อไป
นอกจากนี้ การยกระดับครั้งนี้เป็นของ FTSE Russell ขณะที่เวียดนามยังมีเป้าหมายที่จะได้รับการยกระดับภายใต้เกณฑ์ของ MSCI ซึ่งเป็นอีกหนึ่งดัชนีสำคัญของตลาดทุนโลก และยังมีเงื่อนไขที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม 🇻🇳🔎
📌 สรุป
การที่เวียดนามกำลังเปลี่ยนจาก Frontier Market สู่ Secondary Emerging Market ถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการสำคัญที่สุดของตลาดหุ้นเวียดนามในรอบหลายปี
การเข้าสู่ดัชนี FTSE Global Equity Index Series ตั้งแต่ 21 กันยายน 2026 มีโอกาสช่วยเพิ่มการเข้าถึงของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ เพิ่มสภาพคล่อง และทำให้หุ้นเวียดนามได้รับความสนใจจากเงินทุนทั่วโลกมากขึ้น 🌎💰
สำหรับนักลงทุน การ Upgrade ครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ควรจับตามองตลาดหุ้นเวียดนาม เพราะอาจไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของดัชนี แต่เป็น จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดทุนเวียดนามในระยะยาว 🚀🇻🇳
Source: FTSE Russell, World Bank , LSEG, Reuters, Vietnam News