27/05/2026
Lunch time reading ค่ะ 🥘 🍱 🍲
อะไรทำให้เรารวย ?
อาทิตย์ก่อนมีคนถามผมว่า "อะไรทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิต"
คำถามนี้เป็นคำถามปรัชญามากๆ แต่นั้นอาสิอะไรทำให้คนเราประสบความสำเร็จในชีวิต....
_
_
_
_
_
_
__
_
_
_
_
แต่ช่างมันเหอะ เรามาตอบหัวข้อคลิ๊กเบดของเราดีกว่า
"รวยไม่ใช่เรื่องโชค มันเป็นเรื่องของพฤติกรรมที่วัดได้ และทำซ้ำได้"
คำพูดนี้มาจาก นักเศรษฐศาสตร์ Annamaria Lusardi จาก George Washington University
ในปี 2011 นักเศรษฐศาสตร์ Annamaria Lusardi จาก George Washington University และ Olivia Mitchell จาก Wharton ตีพิมพ์งานวิจัยผ่าน NBER (National Bureau of Economic Research) ที่กลายเป็นหนึ่งในงานที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดในด้านนี้
คำถามที่พวกเขาต้องการตอบคือ: financial literacy มีผลต่อความมั่งคั่งจริงไหม?
คำตอบคือ ใช่ อย่างมีนัยสำคัญมาก
งานวิจัยพบว่า:
"""
คนที่มี financial literacy สูงมีแนวโน้ม ลงทุนในตลาดหุ้นมากกว่า
มีแนวโน้ม วางแผนเกษียณมากกว่า และทำมันได้ก่อน ผลลัพธ์คือมี wealth สะสมมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับคนที่มี financial literacy ต่ำ แม้จะควบคุมตัวแปรอื่นๆ เช่น รายได้ การศึกษา และอาชีพแล้ว
"""
[ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ในงานวิจัยอีกชิ้นของ Lusardi พบว่า คนส่วนใหญ่ตอบคำถามพื้นฐาน 2 ข้อไม่ได้
คำถาม 2 ข้อนั้นง่ายมาก ทุกคนลองตอบดู:
- ถ้าคุณฝากเงิน 100 บาทที่อัตรา 2% ต่อปี หลัง 5 ปีคุณจะมีเงินมากกว่า เท่ากับ หรือน้อยกว่า 110 บาท?
- เงินเฟ้อสูงขึ้น แต่บัญชีออมทรัพย์ของคุณให้ดอกเบี้ยคงที่ กำลังซื้อของคุณจะ เพิ่มขึ้น เท่าเดิม หรือลดลง?
คนที่รวยไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด — แต่คือคนที่ "ชอบวางแผน" ที่สุด
ในปี 2002 นักเศรษฐศาสตร์ John Ameriks, Andrew Caplin และ John Leahy เผยแพร่งานวิจัยผ่าน NBER ที่ตั้งชื่อได้ตรงมากว่า "Wealth Accumulation and the Propensity to Plan"
พวกเขาสร้างดัชนีวัด "ความชอบวางแผน" ของแต่ละคน แล้วดูว่ามันสัมพันธ์กับ wealth สะสมไหม
ผลลัพธ์พบว่า คนที่มี propensity to plan สูงมี wealth มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะควบคุมรายได้, การศึกษา, และอายุแล้ว
แปลว่าอะไร?
.
แปลว่า นิสัยวางแผนต่างหากที่กำหนด wealth — ไม่ใช่รายได้
;
;
;
ในปี 1996 นักวิจัย Thomas Stanley และ William Danko ตีพิมพ์หนังสือชื่อ The Millionaire Next Door ซึ่งเป็นผลจากการศึกษา millionaire จริงๆ ในสหรัฐฯ มาหลายปี
สิ่งที่พวกเขาพบทำให้หลายคนตกใจ:
Millionaire ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในย่านหรูหรา พวกเขาอยู่ใน middle-class neighborhood บ้านธรรมดา รถไม่ใหม่ นาฬิกาไม่ได้หรู แต่งตัวเรียบง่าย คนที่รายได้สูงกลับมีแนวโน้มเป็น UAW มากกว่า เพราะค่าใช้จ่ายขยายตามรายได้ (lifestyle inflation)
- ความมั่งคั่งไม่ได้วัดจากสิ่งที่คุณมี — วัดจากสิ่งที่คุณ เก็บไว้ได้
William Sharpe นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัล Nobel พิสูจน์ด้วยคณิตศาสตร์ง่ายๆ ว่า:
"""
ก่อนหักค่าธรรมเนียม นักลงทุนทุกคนรวมกันได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดพอดี เพราะทุกคนคือตลาด นั้นหมายความว่า หักค่าธรรมเนียมออก นักลงทุนโดยเฉลี่ย แพ้ตลาดเสมอ
""""
ข้อมูลจาก Vanguard และ Morningstar ยืนยันสิ่งที่ทฤษฎีบอก มากกว่า 75% ของ active fund managers แพ้ S&P 500 ในระยะ 10 ปี ค่าธรรมเนียม active fund: 1–2% ต่อปี vs index fund: 0.05–0.15% ต่อปี
ลองนึกภาพ: ถ้าคุณลงทุน 1,000,000 บาท ด้วย returns 8% ต่อปีเป็นเวลา 30 ปี
-Index fund (cost 0.1%): จะได้ประมาณ 9.2 ล้านบาท (แม้ ประเทศไทยจะแพงกว่านั้นหลายสิบเท่า)
-Active fund (cost 1.5%): จะได้ประมาณ 7.0 ล้านบาท
ส่วนต่าง 2.2 ล้านบาท — จากค่าธรรมเนียมที่ดูเหมือนเล็กน้อยในแต่ละปี
นั่นคือเหตุผลที่ Jack Bogle ผู้ก่อตั้ง Vanguard และผู้สร้าง index fund แรกของโลก บอกว่า:
"Don't look for the needle in the haystack. Just buy the haystack."
สิ่งที่ทำได้เลยวันนี้
จากงานวิจัยทั้งหมด มี 5 สิ่งที่มีหลักฐานรองรับมากที่สุด:
1. เพิ่ม Financial Literacy - อ่านหนังสือการเงิน 1 เล่มต่อไตรมาส เข้าใจดอกเบี้ยทบต้น, เงินเฟ้อ, และ asset allocation
2. สร้าง Written Financial Plan - ไม่ต้องซับซ้อน แค่มีเป้าหมาย, รายรับ-รายจ่าย, และแผนการออม-ลงทุนที่เป็นลายลักษณ์อักษร
3. ออม ≥20% ของรายได้ก่อนใช้จ่าย - แบบ automatic ไม่ต้องพึ่ง willpower
4. ลงทุนใน low-cost index fund - ลด friction ลด bias ลด cost
5. รู้จัก bias ของตัวเอง -โดยเฉพาะ loss aversion และ overconfidence — แล้วสร้างระบบที่บังคับให้ไม่ต้องตัดสินใจในช่วง panic
NUTH