Nerdy Investor เรื่องราวการลงทุนแบบเนิ้ดๆ

07/04/2024

ทำไมหุ้นไทยไม่ไปไหน ?
น่าจะเป็นคำถามที่หลายๆคนตั้งคำถามและรู้สึกหดหู่เมื่อเห็นผลตอบแทนของดัชนี SET Index

ปัจจัยทางด้านตลาดโลก แน่นอนว่า มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะสงคราม ความกังวลทางด้านนโยบายการเงินของสหรัฐ ความกังวลจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลก

จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่กระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกนั้นไม่ได้ทำให้หุ้นในภูมิภาคอื่นๆลงแบบบ้านเรา กลับกันในต่างประเทศ หุ้นกลับ ทำ all time high กันเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

แล้วอะไรละ? ที่ทำให้หุ้นไทยไม่ไปไหน หากเราลองเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตั้งแต่ปี 2010 หุ้นญี่ปุ่นก็ปรับตัวลงและวิ่งอยู่ในกรอบไม่ค่อยไปไหนเหมือนกับหุ้นในประเทศไทย จนมากระทั่ง ช่วง 2-3ปี หลังนี้เองที่กลับมาเป็นขาขึ้น เกิดอะไรขึ้นกับญี่ปุ่นที่ดูเป็นตลาดที่ mature และหา growth ได้ยาก รัฐบาลของญี่ปุ่นได้ทำการออกแผนปฏิรูปตลาดทุน โดยการเกณฑ์ต่างๆเช่น การเข้มงวดด้าน cg การให้ความสำคัญกับเกณฑ์ในการเข้าตลาด แบ่งประเภทตลาดอย่างมีความชัดเจน และที่ความสำคัญมากที่สุดเหมือนจะเป็นการกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนนั้นต้องมีกำไรเติบโต โดยวัดจากค่า P/B ต้องมากกว่า 1 และ ROE ต้องมากกว่า 8 % ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นต้องทำแผนในการทำให้บริษัทเติบโต ส่วนนี้เองก็มีส่วนทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นดูดีขึ้นด้วย

กลับมาที่บ้านเราปัญหาที่บ้านเราเจอมีความคล้ายกับญี่ปุ่น เรื่องหลักๆที่ทำให้หุ้นไทยไม่ไปไหนคือบริษัทที่มีความน่าสนใจมีน้อยไม่ค่อยมี growth รวมถึงความเชื่อมั่นในด้านธรรมมาภิบาลต่างๆดูไม่ค่อยดีจากที่เราเห็นตามหน้าข่าวต่างๆ ทำให้กระแสเงินของนักลงทุนต่างชาติไม่มา

ดังนั้นเราพอจะเห็นว่าการแก้ปัญหาเชิงนโยบายมีผลทำให้ตลาดดีขึ้นได้ รวมถึงจะช่วยเศรษฐกิจในองค์รวมอีกด้วย

แล้วคนอย่างพวกเราจะลงทุนยังไง ถ้าหุ้นไทยไม่ไปไหน ลงทุนต่างประเทศดีไหม แต่ค่าธรรมเนียมก็แพง หรือจะเลิกลงทุนหุ้นไปลงสินทรัพย์อื่น ติดตามต่อโพสหน้าค้าบ

🌟 recap จากโพสที่แล้ว ภาพเศรษฐกิจมหภาค (macro)ของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงขยายตัว เมื่อเที...
16/07/2023

🌟 recap จากโพสที่แล้ว ภาพเศรษฐกิจมหภาค (macro)ของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงขยายตัว เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่อาจจะเผชิญกับภาวะถดถอย (recession)

โพสนี้จะเป็นการวิเคราะห์ต่อยอดในภาคอุตสาหกรรม (sector) เพื่อมองหาโอกาสในการลงทุนในอนาคต โดยขอแบ่งการวิเคราะห์เป็น 2 มิติ คือการวิเคราะห์เชิงปริมาณและการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ

โดยเริ่มจากการวิเคราะห์เชิงปริมาณ หากดูตัวเลขในรูปจะพบว่า ตลอดทั้งปี (YTD) มีเพียงอุตสาหกรรมเดียวเท่านั้นที่ได้ผลตอบแทนเป็นบวกคือกลุ่ม TECH (กลุ่มเทคโนโลยี) อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์ลึกลงไปจะพบว่ามีหุ้นเพียง 7 ตัวจากทั้งหมด45 ตัว (ตัวเลขสีฟ้าในกราฟ) ในกลุ่มดังกล่าวที่มีผลตอบแทนเป็นบวกหรือคิดเป็นประมาณ 15% ของกลุ่ม และเจาะลึกลงไปจะพบว่าตัวที่แบกกลุ่มดังกล่าวอยู่ซึ่งมี market cap ขนาดใหญ่ มีเพียงหุ้นตัวเดียวคือ advanc ดังนั้นหากสรุปว่ากลุ่ม TECH เป็นกลุ่มที่ดีอาจจะเป็นการสรุปที่ผิดได้ ดังนั้นเราอาจต้องใช้ตัวเลขอย่างอื่นเข้ามาประกอบ ซึ่งหากลองดูไวๆด้วยตัวเลขง่ายๆเช่น net profit จากงบQ1 2023 เปรียบเทียบ YOY เราจะพบว่ากลุ่มธุรกิจการเงิน (FINCIAL) มีการเติบโตด้านกำไรมากที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มบริการ(SERVICE) และกลุ่มอสังหา(PROPCORN) ซึ่งผนวกกับรูปแรกจะเห็นว่าทั้ง3กลุ่มมีผลตอบแทนค่อนข้างโอเคเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ จากตัวเลขทำให้ทั้ง3กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ

นอกจากนี้เมื่อเราลองวิเคราะห์กันในเชิงคุณภาพ เพื่อมองไปข้างหน้าว่าทั้ง 3 กลุ่มจะดีอยู่ไหม ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้ง 3 กลุ่มมีข้อสังเกตที่น่าสนใจนั้นคือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพิง domestic demand (พลังการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ) เป็นหลัก ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับ macro เมื่อมองไปข้างหน้านั้นธุรกิจที่ต้องมีการส่งออกและพึ่งพิงต่างประเทศอาจจะประสบปัญหา

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปัจจัยที่สำคัญที่จะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตคือการได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อมีรัฐบาลใหม่สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือนโยบายที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ทำให้ demand ในประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่พึ่งพิงการจับจ่ายใช้สอยในประเทศเป็นหลัก

🔥โพสหน้าเราจะมาดูว่าพอเราได้อุตสาหกรรมแล้ว เราจะเลือกหุ้นอย่างไร ติดตามกันได้เลยครับ

✨ในโลกแห่งการลงทุนมีวิธีการวิเคราะห์อย่างหลากหลาย โพสนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับหนึ่งในวิธีการยอดนิยมที่ใช้กันทั่วโลก ทั้งนั...
09/07/2023

✨ในโลกแห่งการลงทุนมีวิธีการวิเคราะห์อย่างหลากหลาย โพสนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับหนึ่งในวิธีการยอดนิยมที่ใช้กันทั่วโลก ทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย ซึ่งวิธีนี้เรียกว่า "Top-down analysis"
วิธีดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ จาก Macro (ภาพเศรษฐกิจ) >>> Sector (ภาพอุตสาหกรรม)>>> Securities (รายหุ้นหรือสินทรัพย์) ตามลำดับ

โพสนี้จะเริ่มจากการวิเคราะห์ Macro หากพูดถึงภาพเศรษฐกิจไทยแล้วนั้นคงหนีไม่พ้นที่จะต้องวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐไปด้วย ซึ่งในปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่าจะโตที่ประมาณ 0.5-1 % (YOY%) ข้อมูลจาก IMF และ WB อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ที่ระดับ 3.5 % และอัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดการณ์อยู่ที่ระดับ 5.625 % จากตัวเลขทำให้เห็นว่าสหรัฐเมื่อมองไปข้างหน้าสหรัฐจะอยู่ในช่วงที่เป็น late expansion ของ business cycle ซึ่งมีโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะ recession

ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีการคาดการณ์ว่าจะโตที่ประมาณ 3.6 %อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ประมาณ 2.5 % อัตราการดอกเบี้ยนโยบายคาดการณ์อยู่ที่ระดับ 2 % (ข้อมูลจาก สศค. และ BOT) ประเทศไทยมีการเปิดประเทศไทยที่ช้ากว่า US อยู่หลายเดือนทำให้เศรษฐยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว หากวิเคราะลึกลงมาจะพบว่า การบริโภคภาคเอกชน ภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น กลับกันการส่งออกดูมีแนวโน้มชะลอตัว ( ผลจากความกังวลด้าน recession ของทั่วโลก) ส่วนรายจ่ายสาธารณะที่มาจากภาครัฐมีการคาดหวังว่ามีเม็ดเงินมากขึ้นในปี 2566-2567

ผลที่น่าจะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นในประเทศไทย เนื่องจากปัจจัยต่างๆมีการคาดการณ์ล่วงหน้าค่อนข้างชัดเจนทั้งเรื่อง recession และเรื่องอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ทำให้ประเทศไทยมองไปข้างหน้าเศรษฐกิจจะเริ่มเข้าสู่การชะลอตัวตามเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งตลาดหุ้นเองก็ price in ราคาไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ดีปัจจัยที่สำคัญที่จะช่วยยืด cycle ของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยคือการใช้จ่ายภาครัฐที่มาจากรายจ่ายงบประมาณ ซึ่งหากมีความล่าช้าก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยฝืดเคืองและเข้าสู่สภาวะ recession ไวขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญ

เมื่อเรารู้ว่าไทยอยู่ในจุดไหนของ business cycle แล้วเราจะมาวิเคราะห์ถึงภาพอุตสาหกรรมกันต่อในโพสหน้า! ฝากติดตามด้วยครับ

09/07/2023

สวัสดีครับ เพจนีี้เป็นเพจแบ่งปันความรู้เรื่องการเงิน การลงทุน เพื่อให้นักลงทุนมีไอเดียในการต่อยอดการลงทุน ยินดีต้อนรับทุกคนครับ

*เพจไม่ได้มีการชี้ชวนและชักจูงให้ลงทุน

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Nerdy Investorผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์