NFT Metfi Defi NFT Metfi DAO Voting Power

สิ่งที่ต้องรู้แผนงาน Road Map  — MetFi DAO🔥 แผนงานนี้เมื่อดำเนินการแล้วจะช่วยให้มั่นใจว่า MetFi DAO จะกลายเป็นระบบนิเวศท...
23/10/2022

สิ่งที่ต้องรู้แผนงาน Road Map — MetFi DAO

🔥 แผนงานนี้เมื่อดำเนินการแล้วจะช่วยให้มั่นใจว่า MetFi DAO จะกลายเป็นระบบนิเวศที่ยั่งยืนและยาวนานที่เราทุกคนกำลังดำเนินการอยู่ และคุณจะไม่ต้องรอนานเพื่อดูการดำเนินการอย่างเต็มที่ และโปร่งใสที่สุด

🌈เราจะไม่หยุดเพียงแค่นั้น

เนื่องจากนวัตกรรมในอนาคตได้รับการพิจารณาและประเมินผลอยู่เสมอ และเรามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาทุกประการที่มีมาจนถึงปัจจุบัน

MetFi DAO มักจะคิดและวางแผนอย่างดีสำหรับอนาคตเสมอ ในขณะที่ส่งมอบตามวัตถุประสงค์และความมุ่งมั่นในปัจจุบันที่มีต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องและไม่มีที่ติ

มาดูกันว่าถนนสายนี้จะพา MetFi DAO ไปที่ใดในอีก 4 เดือน สนุกกับการอ่านและตื่นเต้นไปกับสิ่งที่ดีที่สุดที่ยังมาไม่ถึง!

https://medium.com//roadmap-metfi-dao-dca3d0ca3b0e

📍ตุลาคม 2022
การโอน NFT อย่างง่ายและสะดวกรวดเร็ว

มีกระเป๋าเงิน DeFi ให้เลือกมากมาย และแต่ละกระเป๋าก็มีกระบวนการทีละขั้นตอนเฉพาะในการโอน NFT ไปยังกระเป๋าเงินอื่น

แทนที่จะสร้างคู่มือสำหรับพวกเขาทั้งหมดและทำให้ทั้งหมดเป็นปัจจุบัน เราคิดว่ามันจะเป็นมิตรกับผู้ใช้ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากเราสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อีกครั้ง

เราจะลดความซับซ้อนของกระบวนการนี้โดยการเพิ่มอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายมากใน DApp โดยที่คุณเพียงแค่ป้อนที่อยู่ของกระเป๋าเงินที่คุณต้องการโอน NFT ไปและส่งไป ซึ่งคล้ายกับวิธีการทำงานของอินเทอร์เฟซการให้ของขวัญ NFT ในปัจจุบัน

📌คุณจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมเครือข่าย BNB SmartChain มาตรฐาน และคลังจะได้รับค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเล็กน้อยสำหรับการโอนแต่ละครั้ง

📍เผยแพร่ Smart Contract กับสาธารณชน

Smart Contract ของเราทั้งหมดยกเว้น Matrix Smart Contract จะได้รับการเผยแพร่และพร้อมใช้งานบน GitHub และ BSCscan ของเรา

Smart Contract Matrix ที่จะระงับในตอนนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับโทเค็นหรือโทเค็น แต่อย่างใด และทุกคนสามารถยืนยันได้ว่าสัญญาเหล่านี้ทำงานได้อย่างไร้ที่ติโดยดูจากการดำเนินการภายใน DApp หรือโดยอ้างถึงการตรวจสอบที่ Certik เสร็จสิ้น ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

⛔️เหตุผลเดียวในไม่แชร์ Smart Contrac ของ Matrix ก็คือ สัญญาเหล่านี้มีทรัพย์สินทางปัญญาที่ซับซ้อนมากจำนวนมหาศาล ซึ่งต้องใช้เวลามากในการพัฒนา และตอนนี้ไม่ได้เผยแพร่เพื่อประโยชน์สูงสุดของชุมชนเท่าที่ควร นักพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อแยกโปรโตคอลทั้งหมดของเราอย่างง่ายดายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

📍การพัฒนา

เริ่มมีการเพิ่มโหนดเข้าไป และจะถูกปรับใช้เพื่อมอบประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีที่สุดตลอดเวลา

โหนดมาตรฐานที่ช่วยให้อ่าน เขียน และโต้ตอบกับ BNB SmartChain ได้ง่ายขึ้น
โหนดในอดีตที่ส่งข้อมูลประวัติอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น สถิติและประวัติการทำธุรกรรม
และโหนดสำรองสำหรับแต่ละโหนดเมื่อโหนด BNB SmartChain ทั่วทั้งเครือข่าย เพื่อช่วยเหลือบางโหนดหยุดทำงานหรือไม่ซิงค์
และในอนาคต เราจะมีนักพัฒนาจะถูกเพิ่มในทีมหาก DAO อนุมัติแผนงานนี้และต้องการดูทั้งหมดส่งมอบภายในกรอบเวลาเหล่านี้

🔥จะมีการโพสต์คะแนนการกำกับดูแลชุมชนในไม่ช้าเพื่อพิจารณาว่านี่คือเส้นทางที่ DAO น่าสนใจมากๆเลยใช่ไหม?

This roadmap when executed will ensure that MetFi DAO becomes the sustainable, long-term ecosystem that we have all been working towards —…

Web 3 0 คืออะไร มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ?Web 3.0 ชื่อนี้ในวงการคริปโทเคอร์เรนซีน่าจะพอคุ้นหูมาบ้างแล้ว แต่สำหรับคนทั่วไปแ...
17/10/2022

Web 3 0 คืออะไร มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ?
Web 3.0 ชื่อนี้ในวงการคริปโทเคอร์เรนซีน่าจะพอคุ้นหูมาบ้างแล้ว แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว ‘Web 3.0’ คืออะไรกันแน่ แล้ว 1.0 2.0 อยู่ไหนล่ะ ? วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับรูปแบบของเว็บไซต์ในอนาคตนี้กัน

แน่นอนว่า เมื่อพูดถึงการมีอยู่ของ ‘Web 3.0’ แปลว่าก่อนหน้านี้จะต้องมี Web เวอร์ชันก่อน ๆ อย่างแน่นอน คือ Web 1.0 และ Web 2.0 เริ่มจาก Web1.0 พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นเว็บไซต์ในยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ตเลย

โดยในปี 1989 ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี วิศวกรด้านคอมพิวเตอร์ของอังกฤษ เป็นคนที่คิดค้นวิธีการสื่อสารข้อความหลายมิติ (Hypertext) ซึ่งมีทั้งภาพ เสียง และข้อความ เป็นการสื่อสารแบบทางเดียว (One Way Communication) ไม่มีการโต้ตอบกลับมาใด ๆ คนที่จะสามารถแก้ไขหน้าตาเว็บไซต์ได้ก็จะมีแต่เจ้าของเว็บไซต์ เท่านั้น อย่างเช่น เว็บไซต์ประกาศข่าว เว็บไซต์รับสมัครงาน เว็บประวัติส่วนตัว เป็นต้น

พอเป็นเว็บที่สื่อสารแค่ทางเดียว มันก็มีข้อจำกัดในการใช้งาน เพราะในยุค Web 1.0 เว็บก็เหมือนห้องสมุดที่ให้คนเข้ามาอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ ๆ ได้ง่าย ก็เลยมีการพัฒนาเป็น Web 2.0 ขึ้นมา

ซึ่งเจ้า Web 2.0 นี้ สามารถทำได้ทั้งอ่าน แบบใน Web 1.0 แต่สามารถโต้ตอบกันได้อย่างอิสระ ในรูปแบบการสื่อสารแบบ 2 ทาง (Two Way Communication) สามารถสื่อสารหากันได้ทั้งระหว่างเจ้าของเว็บไซต์และผู้ใช้งาน หรือระหว่างผู้อ่านกันเองได้ ผู้อ่านสื่อสารกันเองได้ จนเกิดเป็นสังคมขึ้น ตัวอย่างเว็บไซต์ประเภทนี้ก็ง่าย ๆ เลยครับ โซเชียลมีเดียที่คุณใช้ดูคลิปนี้อยู่นี่แหละครับ ! ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ หรือทวิตเตอร์ ก็เป็น Web 2.0 ทั้งนั้นเลย

ADVERTISEMENT

พอเรารู้แล้วว่า Web 2.0 คือโซเชียลเน็ตเวิร์ค แปลว่าเว็บเหล่านั้นมีข้อมูลข่าวสารไหลไปมาอย่างรวดเร็ว และมากมายกว่าเว็บแบบเก่า ๆ แน่นอน พอแก้ปัญหานึงได้ ก็เกิดประเด็นใหม่ขึ้นมาอีก เพราะการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น แม้จะเป็นการติดต่อสื่อสารกันเองระหว่างผู้ใช้ แต่ก็ยังต้องทำผ่าน ‘ตัวกลาง’ นั่นเอง

ตัวกลางในที่นี้ก็คือเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการโซเชียลนั่นเองครับ ข้อมูลที่จะส่งไปหาผู้รับของเรา ยังไงก็ต้องผ่านผู้ให้บริการอยู่ดี คนกลางเหล่านี้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เราสื่อสารกัน พฤติกรรมการใช้งาน เวลาที่เราใช้งานสื่อเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย ทำให้เกิดปัญหาการดักจับข้อมูลของเรา มาวิเคราะห์เพื่อทำโฆษณาที่ตรงใจเรามากขึ้น ทำให้ข้อมูลของเราที่สื่อสารเข้าไปนั้นไม่เป็นข้อมูลส่วนตัวอีกต่อไป หรือมีประเด็นเรื่องการแบน การถูกลบบัญชีทิ้งโดยบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์ม

พอการสื่อสารที่ผ่านตัวกลาง มันทำให้เกิดความลำบากใจขึ้นมา ก็เลยเกิดการพัฒนาเป็น Web 3.0 นั่นเองครับ

ปัจจุบัน Web 3.0 คือแนวคิด รูปแบบของเว็บไซต์ในอนาคต ที่คาดการณ์ไว้ว่ามันจะเป็นยุคใหม่ของอินเทอร์เน็ต ที่จะมีความฉลาดมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง Machine Learning (ML), Big Data, Artificial Inteligence (AI), Blockchain ทำงานได้อย่างเต็มที่

โดย Web 3.0 นี้เป็นแนวคิดที่เริ่มมาจากทิม เบอร์เนอร์ส-ลี คนเดียวกันกับที่ริเริ่ม Web 1.0 นี่แหละ เขาได้มองว่าเว็บที่จะเป็น Web 3.0 ได้นั้น จะเกิดจากพัฒนาการการเชื่อมโยงกันแบบไร้ศูนย์กลาง เป็น Node ที่เชื่อมถึงกันได้ทั้งหมดทั้งโลกโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง รวมถึงนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเช่น AI เข้ามาช่วยในการทำให้เว็บไซต์นั้นทำงานได้ดีมากขึ้น หรือการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างคน และอุปกรณ์ได้แบบอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็น Semantic Web หรือ ‘เว็บเชิงความหมาย’

ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี เขาสนใจที่จะพัฒนามาตรฐานเว็บไซต์อย่างมาก จนได้ก่อตั้ง องค์กรเว็บไซต์สากล (World Wide Web Consortium หรือ W3C) ขึ้นมา และได้พยายามให้ความหมายของการเป็น Web 3.0 เอาไว้ และเริ่มเป็นรูปเป็นร่างจริง ๆ แล้วได้ดังนี้ครับ

อย่างแรกก็คือ ไร้ตัวกลาง (Decentralized) หมายถึงมีการกระจายอำนาจผู้ใช้งานไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์ของแพลตฟอร์มใด ๆ เลย
ต่อมาก็คือ มีโค้ดที่ออกแบบร่วมกันได้ (Bottom-up Design) หมายถึงการพัฒนาโค้ดที่ให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการเข้ามาร่วมพัฒนาโค้ด จนสามารถใช้งานได้ แทนที่จะให้คนกลุ่มเดียวเข้ามาออกแบบโค้ดเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ก็มี กิตฮับ (Github) ที่เป็นแหล่งรวมโค้ดโปรแกรมแบบโอเพ่นซอร์ส สามารถเข้ามาร่วมพัฒนาโค้ด แก้บั๊กต่าง ๆ ร่วมกัน แล้ว และยังมีการส่งเสริมการเขียนโค้ดต่าง ๆ มากขึ้นอีกด้วย
อย่างสุดท้ายก็คือ มีฉันทามติ (Consensus) สามารถตรวจสอบความถูกต้องกันเองระหว่างผู้ใช้ได้ มีความโปร่งใส สร้างความเห็นพ้องต้องกันได้
นอกจากทิม เบอร์เนอร์ส-ลี แล้ว เกวิน เจมส์ วูด (Gavin James Wood) ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum คริปโทเคอร์เรนซีอันดับต้น ๆ ของโลก ได้มีแนวคิดที่จะต่อยอดเรื่อง Web 3.0 จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิ Web3 (Web3 Foundation) ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ให้คนรู้จัก Web 3.0 และผลักดันให้มาตรฐานเว็บไซต์ใหม่นี้เป็นที่รู้จัก และมีผู้ใช้งานให้มากยิ่งขึ้น และเขาก็ได้ให้นิยามของ Web 3.0 ว่าเป็นรูปแบบอินเทอร์เน็ตในอนาคตที่จะไม่มีเซิร์ฟเวอร์ มีการกระจายอำนาจ เป็นโลกอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้ทุกคนสามารถควบคุมข้อมูล ตัวตน รวมถึงกำหนดทิศทางของชีวิตตัวเองได้อย่างแท้จริง

ซึ่งจะว่าไป Web 3.0 ก็คล้ายกับเครือข่าย Ethereum ที่ทำงานอยู่ในปัจจุบันเหมือนกัน เพราะ Ethereum เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ไร้ศูนย์กลาง อาศัยคอมพิวเตอร์ทั่วโลกช่วยกันประมวลผลเพื่อให้เครือข่ายทำงานได้ มี DApps ที่ย่อมาจาก decentralized application สร้างขึ้นบนเครือข่ายเพื่อทำงานต่าง ๆ แบบไร้ศูนย์กลาง ซึ่งมีการตรวจสอบความถูกต้องกันเองด้วยระบบ Proof of Work ที่แข่งกันประมวลผล และมีการจ่ายค่าประมวลผลในระบบด้วยเหรียญ Ether

การเข้าถึงมาตรฐานของ Web 3.0 ได้ จำเป็นที่จะต้อง ‘ไร้ตัวกลาง’ อย่างแท้จริง ซึ่งนั่นหมายถึงการติดต่อสื่อสารแบบไม่ผ่านตัวกลางใด ๆ เลย ปัญหาตอนนี้ก็คือ ต่อให้เราเข้าสู่ยุคของ เมตาเวิร์ส (Metaverse) แล้วก็ตาม เราก็ยังต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ในการเข้าถึงโลกโซเชียลเสมือนแห่งใหม่นี้อยู่ดี เช่นของเฟซบุ๊ก ที่เปลี่ยนชื่อไปเป็น เมตา (Meta) หรือหากนึกภาพไปยังระดับที่ใกล้ตัวมากที่สุด ต่อให้ทุกอย่างไร้ตัวกลางหมดแล้ว แต่การที่จะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ยังคงต้องผ่านผู้ให้บริการอยู่ดี โอกาสที่รัฐจะแทรกแซงก็ยังมีอยู่ทำให้ในขณะนี้ โลกอินเทอร์เน็ตยังไม่หลุดพ้นการเป็นเว็บไซต์ที่ ‘ไร้ตัวกลาง’ จริงได้อยู่

นอกจากนี้ Web 3.0 ในตอนนี้ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพและความสามารถในการสเกลระบบ ที่ทำได้ช้ากว่าการใช้ Cloud Server ในปัจจุบัน เพราะการประมวลผลจะถูกแยกออกไปให้คอมทั่วโลกทำงาน ซึ่งต้องจ่ายค่าแก๊สให้คนทั่วโลกช่วยประมวลผล

นอกจากนี้ยังต้องรอ Browser หรือโปรแกรมท่องเว็บพัฒนาให้รองรับ และการพัฒนา Web 3.0 ทำได้ยากกว่าเว็บปกติ เพราะมีพื้นฐานเทคโนโลยีต่างกัน และการเขียนแอปขนาดเล็กพอที่จะเก็บลง Blockchain ได้ นั้นต้องลงทุนการพัฒนาเป็นอย่างมากด้วยครับ

แม้ว่าในปัจจุบัน Web 3.0 อาจจะยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดขึ้นในอนาคตซะทีเดียวนะครับ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ในทุก ๆ วัน การพัฒนาก็ไม่เคยหยุดนิ่ง ยุคของ Web 3.0 ที่แท้จริงก็อาจจะอยู่อีกไม่ไกลแล้วครับ

 # เมทฟายคืออะไร?MetFi เป็นองค์กรอัตโนมัติแบบกระจายศูนย์ (DAO)-ไม่ใช่บริษัท-ไม่มีศูนย์กลางคอยควบคุม-ไม่เก็บเกี่ยวข้อมูลส...
16/10/2022

#
เมทฟายคืออะไร?
MetFi เป็นองค์กรอัตโนมัติแบบกระจายศูนย์ (DAO)

-ไม่ใช่บริษัท
-ไม่มีศูนย์กลางคอยควบคุม
-ไม่เก็บเกี่ยวข้อมูลส่วนบุคคล
-ไม่สามารถเข้าถึงหรือจัดการบัญชีหรือทรัพย์สินของสมาชิกได้
- ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่
- ไม่ใช่ขายตรง
- ไม่ใช่เน็ตเวิร์ค
- ไม่ใช่ธุรกิจเครือข่าย

นี่เป็นโอกาสที่ชุมชนจะได้เป็นเจ้าของ.
สมาชิกทุกคนร่วมกันกำหนดทิศทางและทำการตัดสินใจที่สำคัญผ่านการลงคะแนนเสียง

เมื่อ ทั่วโลกต่างจับตาMetfi MFT DAO โอกาสที่ คอสะสมสินทรัพย์ดิจิตอล ต้องมี
11/10/2022

เมื่อ ทั่วโลกต่างจับตา
Metfi MFT DAO โอกาสที่ คอสะสมสินทรัพย์ดิจิตอล ต้องมี

ใน Ecosystem ของ DeFi นั้นจะประกอบด้วยหลายส่วน (เราจะเห็นว่า Bitcoin เองก็เป็นส่วนประกอบหนึ่ง) ซึ่งถ้าเราจะเล่าให้หมดนั้...
11/10/2022

ใน Ecosystem ของ DeFi นั้นจะประกอบด้วยหลายส่วน (เราจะเห็นว่า Bitcoin เองก็เป็นส่วนประกอบหนึ่ง) ซึ่งถ้าเราจะเล่าให้หมดนั้นอาจจะยาวเกินไปเราจะมา Break down Component ที่น่าสนใจกัน

Bitcoin และ Ethereum รากฐานของ DeFiจริง ๆ แล้ว ถ้าเรามองในแง่การโอนเงิน Bitcoin ก็เป็น DeFi ประเภทหนึ่งที่สามารถสร้างระบ...
11/10/2022

Bitcoin และ Ethereum รากฐานของ DeFi

จริง ๆ แล้ว ถ้าเรามองในแง่การโอนเงิน Bitcoin ก็เป็น DeFi ประเภทหนึ่งที่สามารถสร้างระบบที่สามารถสร้างมูลค่าแก่เหรียญ มอบความปลอดภัย และความสามารถในการโอนสินทรัพย์แบบไร้ตัวกลางได้ แต่ Bitcoin นั้นเป็นเพียง Proof of concept ของ DeFi สำหรับการทำธุรกรรมที่ไม่อาศัยตัวกลางเท่านั้น เพราะว่าในแง่การใช้งานนั้นมันจำกัดมาก เราไม่สามารถเขียนคำสั่งที่ซับซ้อนลงไปใน Bitcoin ได้เลยด้วยซ้ำ

แนวคิดของ Ethereum จึงเกิดขึ้นด้วยแนวคิด Programable Money ด้วย Ethereum นั้นทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างคำสั่งที่ซับซ้อนที่เคยมีในระบบการเงินลงไปได้ (หรือมากกว่านั้น) Ethereum กลายเป็นแพลตฟอร์มพื้นฐานที่ก่อให้เกิดแนวคิดของ Smart Contract ที่เป็นสัญญาอัจฉริยะที่จะทำงานอย่างถูกต้อง ก่อให้เกิด Application ที่ทำงานไร้ตัวกลางอย่าง Daap และต่อยอดไปยัง DeFi

DeFi หรือ Decentralized Finance นั้น เกิดจากการรวมตัวกันของคอมมูนิตี้ Ethereum Developer ในโปรเจกต์ต่าง ๆ เช่น MakerDao ...
11/10/2022

DeFi หรือ Decentralized Finance นั้น เกิดจากการรวมตัวกันของคอมมูนิตี้ Ethereum Developer ในโปรเจกต์ต่าง ๆ เช่น MakerDao Kybernetwork Compound และอื่น ๆ โดยเป็นการพูดถึงแนวคิดของการสร้างระบบการเงินไร้ตัวกลาง ที่สามารถทำในสิ่งที่ระบบการเงินปัจจุบันหรือธนาคารทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการ สร้างสินทรัพย์ กู้ยืม ค้ำประกัน โอนสินทรัพย์ รวมไปถึงสิ่งอื่น ๆ ที่ระบบการเงินปัจจุบันทำได้ ซึ่งอาจจะรวมไปถึงตลาดเงิน สินทรัพย์ หรือแม้แต่หุ้นเลยทีเดียว

Non-Fungible Tokens นำไปใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง?1. ศิลปะ NFTsคุณจะรักษางานศิลปะเสมือนจริงให้หายากได้อย่างไร ในเมื่อมัน...
11/10/2022

Non-Fungible Tokens นำไปใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง?

1. ศิลปะ NFTs

คุณจะรักษางานศิลปะเสมือนจริงให้หายากได้อย่างไร ในเมื่อมันสามารถคัดลอกแบบดิจิทัลได้ ในขณะที่มีงานศิลปะปลอมในโลกแห่งความเป็นจริงด้วย เรามักจะสามารถรับรองความถูกต้องได้

ศิลปะ NFTs นั้นสามารถตรวจสอบ และยืนยันความเป็นเจ้าของแบบดิจิทัลได้ ตัวอย่างเช่น แม้ว่าทุกคนจะสามารถดู CryptoPunk บนบล็อกเชนของ Ethereum และดาวน์โหลดหรือเซพภาพเก็บไว้ได้ แต่เราก็ไม่สามารถเป็นเจ้าของต้นฉบับจริง ๆ ได้จากการเซพรูปเหล่านั้น

2. ของสะสม NFTs

นอกเหนือจากงานศิลปะ NFT ดิจิทัลแล้ว โทเค็นเหล่านี้ยังเป็นสัดส่วนของยอดขายที่มีนัยสำคัญในตลาด NFT เช่น Opensea, BakerySwap และ Treasureland และบางครั้ง NFT อาจเป็นได้ทั้งของสะสมและงานศิลปะ การใช้งานทั้งสองอย่างนี้มีการใช้งานมากที่สุดที่เราเห็นในปัจจุบัน

ตัวอย่างของสะสม NFT เช่น ทวีตแรกของ Jack Dorsey แม้ว่า CryptoPunk จะมีของสะสมที่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม แต่ NFT ของ Dorsey กลับมีคุณค่าอย่างมาก และเป็นของสะสมที่มีเพียงชิ้นเดียว

3. การเงินกับ NFTs

NFT สามารถใช้ประโยชน์สำหรับการเงินแบบกระจายอำนาจ (DeFi) ได้ด้วย

ตัวอย่างเช่น JustLiquidity เสนอการ staking ในโมเดล NFT ผู้ใช้สามารถ stake คู่ของโทเค็นใน pool ในช่วงเวลาหนึ่งได้ และรับ NFT เพื่อเข้าถึง pool ถัดไป โทเค็น NFT ทำหน้าที่เหมือนตั๋วเข้าชม และจะถูกทำลายเมื่อคุณเข้าร่วมในกลุ่มใหม่ โมเดลนี้เป็นตลาดรองสำหรับ NFT จากการเข้าถึงที่มีให้

4. เกม NFTs

การเล่นเกม NFT กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ และไอเท็มพิเศษที่ซื้อขายได้ยังมีความต้องการสูงอีกด้วย ความหายากของไอเท็มได้ส่งผลโดยตรงต่อราคา และนักเล่นเกมก็คุ้นเคยกับแนวคิดของไอเท็มดิจิทัลอยู่แล้ว ธุรกรรมขนาดเล็กและการซื้อสิ่งของในเกมได้ทำให้เกิดอุตสาหกรรมเกมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ใช้ประโยชน์จาก NFTs และเทคโนโลยีบล็อกเชนได้

5. ดนตรีกับ NFTs

เช่นเดียวกับไฟล์ภาพหรือวิดีโอ คุณยังสามารถใช้ NFT เพื่อสร้างผลงานเพลงที่สะสมได้ ซึ่งปัจจุบันนี้มีนักร้องดังมากมายที่เริ่มให้ความสนใจกับดนตรี NFTแล้ว

ปัญหาใหญ่สำหรับนักดนตรีคือ การได้รับส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ที่ยุติธรรม แต่มีวิธีที่เป็นไปได้อย่างน้อยสองวิธีในการแก้ปัญหาคือ หนึ่ง แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ใช้บล็อคเชน และการติดตามค่าลิขสิทธิ์ด้วยบล็อคเชน

อย่างไรก็ตามโมเดลนี้จะได้รับความนิยมมากขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการยอมรับของบริษัทบริการสตรีมมิ่งขนาดใหญ่ การรวมเพลงเข้ากับ NFT เป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยมสำหรับกรณีการใช้งาน แต่อาจเป็นเรื่องยากที่จะบรรลุความสำเร็จ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากค่ายเพลง

6. ทรัพย์สินในโลกแห่งความเป็นจริงกับ NFT

การเชื่อมโยงทรัพย์สินในโลกแห่งความเป็นจริงกับ NFT เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น ในอสังหาริมทรัพย์ เราสามารถจัดการกับโฉนดที่ดินไว้บนบล็อคเชน เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของในที่ดินที่ครอบครองอยู่ได้ อย่างไรก็ตาม เรายังไม่เห็นการสนับสนุนด้านนี้มากนักในตอนนี้ ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาอย่างมาก แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองในอนาคต

7. ลอจิสติกส์กับ NFTs

เทคโนโลยีบล็อคเชนมีประโยชน์ในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความโปร่งใส NFT ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลห่วงโซ่อุปทานยังคงเป็นของแท้ และเชื่อถือได้ สำหรับอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าที่เน่าเสียง่ายอื่นๆ ก็ทำให้เราได้รู้ว่าสินค้าถูกผลิตที่ไหนและนานแค่ไหนแล้ว

NFT เป็นคำที่ได้ยินอย่างแพร่หลายในเวลานี้แล้วมันคืออะไรกันแน่? สามารถนำไปใช้งานในด้านใดได้บ้างวันนี้คริปโตสยามจะพาผู้อ่า...
11/10/2022

NFT เป็นคำที่ได้ยินอย่างแพร่หลายในเวลานี้แล้วมันคืออะไรกันแน่? สามารถนำไปใช้งานในด้านใดได้บ้างวันนี้คริปโตสยามจะพาผู้อ่านไปรู้จัก NFT ให้ดีขึ้น

Table of Contents

Non-fungible token หรือ “NFT” คืออะไร? NFT ทำงานอย่างไร? Non-Fungible Tokens นำไปใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง? 1. ศิลปะ NFTs 2. ของสะสม NFTs 3. การเงินกับ NFTs 4. เกม NFTs 5. ดนตรีกับ NFTs 6. ทรัพย์สินในโลกแห่งความเป็นจริงกับ NFT 7. ลอจิสติกส์กับ NFTs

Non-fungible token หรือ “NFT” คืออะไร?

โทเค็น Non-fungible token หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า “NFT” เป็นคริปโตเคอร์เรนซี่ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ และมีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่สามารถทดแทนได้ ปัจจุบันได้ถูกนำไปใช้วงการศิลปะไม่ว่าจะเป็น ภาพวาด ภาพกราฟฟิค วีดีโอและเพลง กล่าวได้ว่า NFT เป็นวิธีสากลสำหรับครีเอเตอร์ในการเป็นเจ้าของ ควบคุม และได้รับประโยชน์จากการสร้างสรรค์ผลงานของพวกเขา

ในทางเศรษฐศาสตร์ สินทรัพย์ที่ทดแทนกันได้คือ สิ่งที่มีหน่วยที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ทันที เช่น เงิน ด้วยเงินที่เรามี เราอาจสลับธนบัตร 10 ปอนด์เป็นธนบัตร 5 ปอนด์สองใบ และมีมูลค่าเท่ากันได้

อย่างไรก็ตาม หากเป็น โทเค็น Non-fungible token มันมีคุณสมบัติบางอย่างเฉพาะตัว ดังนั้นจึงไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับอย่างอื่นได้

สิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นบ้านหรือภาพวาด เช่น โมนาลิซ่า ก็ได้ คุณสามารถถ่ายภาพ วาดภาพ หรือซื้อภาพพิมพ์ก็ได้ แต่จะมีภาพวาดต้นฉบับเพียงภาพเดียวเท่านั้น

NFT จึงเป็นสินทรัพย์ “ที่ไม่ซ้ำแบบใคร” ในโลกดิจิทัลที่สามารถซื้อและขายได้เหมือนกับทรัพย์สินอื่นๆ แต่ไม่มีรูปแบบที่จับต้องได้ในตัวเอง

โทเค็นดิจิทัลถือได้ว่าเป็นใบรับรองความเป็นเจ้าของ สำหรับสินทรัพย์เสมือนหรือทางกายภาพ

โครงการนี้ มีที่นี่ที่เดียวในโลกเท่านั้น Inboxเพจนี้เท่านั้นนะคะ
10/10/2022

โครงการนี้ มีที่นี่ที่เดียวในโลกเท่านั้น Inbox
เพจนี้เท่านั้นนะคะ

📢ประกาศ แฟนแพจที่เห็น โพสนี้ สนใจ ทักแชทเพจทันที สิ่งที่คุณต้องรู้ ในขณะที่คน ทั่วโลกกำลังตื่นตัว กับสิ่งนี้
09/10/2022

📢ประกาศ แฟนแพจที่เห็น โพสนี้ สนใจ ทักแชทเพจทันที สิ่งที่คุณต้องรู้ ในขณะที่คน ทั่วโลกกำลังตื่นตัว กับสิ่งนี้

Metfi NFT Difi 2.0  .0
09/10/2022

Metfi NFT Difi 2.0
.0

A complete video tutorial offering visual explanations about MetFi's MetFier Rewards System, and presenting proven strategies to maximize your opportunity. I...

ที่อยู่

Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ NFT Metfi Defiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์