Dynamic Payment TH

Dynamic Payment TH บริการเครื่องรูดบัตร QR รับเงินลูกค้าชาวจีน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราอาจได้ยินข่าวความเสียหายจากภัยทุจริตทางการเงินมากขึ้น และรูปแบบในการเข้าหาเหยื่อก็เปลี่ยนแปลง...
12/05/2026

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราอาจได้ยินข่าวความเสียหายจากภัยทุจริตทางการเงินมากขึ้น และรูปแบบในการเข้าหาเหยื่อก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมอาจอาศัยเพียงคำพูดหว่านล้อมหรือเรื่องเล่าปลุกความกลัว แต่ตอนนี้เทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นเครื่องมือที่ทำให้การหลอกลวงแนบเนียนและน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม

เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ไม่ได้เข้ามามีบทบาทแค่ในแง่การพัฒนาในด้านต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดและสร้างความเสียหายให้กับเหยื่อที่หลงเชื่อ ทั้งการใช้ให้AI สร้างภาพปลอม เสียงปลอม และตัวตนปลอมที่สมจริงจนยากที่จะมองออกการหลอกลวงในยุค AI แบบนี้จึงไม่ใช่เพียงเสียงโทรศัพท์จากคนแปลกหน้าอีกต่อไป แต่อาจเป็นวิดีโอคอลจากคนที่มีใบหน้าและเสียงที่คุ้นเคย เป็นตัวปลอมที่ AI สร้างขึ้นอย่างแนบเนียนจนแยกไม่ออก

เมื่อเทคโนโลยีสร้างความน่าเชื่อถือแบบปลอม ๆ ขึ้นมาได้ง่ายดาย มิจฉาชีพจะไม่ยอมทิ้งโอกาสการใช้ AI เป็นเครื่องมือแน่นอน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ AI จะพัฒนาไปไกลแค่ไหน แต่คือเราจะเตรียมรับมืออย่างไรเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อในโลกที่แทบแยกคนคุ้นเคยออกจากภัยทางการเงินไม่ได้

Deepfake, Voice Cloning: เมื่อภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยิน อาจไม่ใช่คนจริง เสียงจริงอีกต่อไป

ในอดีต สิ่งที่เห็นกับตาและได้ยินกับหู คือหลักฐานยืนยันตัวตนที่น่าเชื่อถือที่สุด แต่ในยุคของ AI ทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น ทุกวันนี้เรากำลังเผชิญความท้าทายใหม่จากDeepfake คือเทคโนโลยี AI ที่สามารถสร้าง ดัดแปลง หรือเลียนแบบใบหน้าและเสียงของบุคคลออกมาได้เสมือนจริงโดยอาศัยข้อมูลจากภาพถ่ายและคลิปเสียงเพียงไม่กี่วินาทีก็สร้าง “ตัวปลอม” ขึ้นมาได้ มิจฉาชีพเริ่มใช้ Deepfake เป็นอาวุธในการปลอมแปลงตัวตน และใช้ “ความไว้วางใจ” ก่อภัยทุจริตทางการเงินและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างไปทั่วโลก

ข่าวโด่งดังเมื่อเดือนมกราคม ปี 2567 เมื่อพนักงานฝ่ายการเงินของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งในประเทศฮ่องกง1ถูกหลอกให้โอนเงินกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ Deepfake แอบอ้างเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของบริษัท โดยพนักงานให้ข้อมูลว่า เมื่อได้ประชุมออนไลน์ก็เชื่อสนิทใจ เพราะหน้าตาและเสียงของทุกคนเหมือนจริงมาก แม้ไม่มีคนจริง ๆ ในการประชุมนั้นเลย โดยตำรวจฮ่องกงชี้แจงว่า การหลอกลวงนี้ใช้ Deepfake จาก AI กว่า 20 ครั้ง เลียนแบบบุคคลในรูปภาพบนบัตรประจำตัวประชาชนที่ได้ขโมยมา

ต่อมาในปี 2568 ที่ประเทศสิงคโปร์2ก็เกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ กันขึ้น โดยมิจฉาชีพแอบอ้างเป็น CFO ของบริษัทข้ามชาติ และจัดการประชุมออนไลน์โดยใช้ Deepfake ปลอมแปลงน้ำเสียง ใบหน้า และการเคลื่อนไหวอย่างแนบเนียน ทำให้ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินสั่งอนุมัติโอนเงินจำนวน 499,000 ดอลลาร์สหรัฐ ด้านตำรวจสิงคโปร์ให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในกรณี Deepfake ที่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยเจอมา และได้ประกาศคำเตือนระดับชาติไปยังบริษัทและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายจากการสังเคราะห์เสียง (Voice Cloning) ที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลกรวมทั้งในไทยด้วย มิจฉาชีพจะใช้ AI เลียนแบบให้สมจริง ทั้งน้ำหนักเสียง วิธีพูด และจังหวะการหายใจโดยใช้เพียงตัวอย่างเสียงสั้น ๆ ของคนใกล้ชิดเหยื่อเท่านั้น การหลอกลวงรูปแบบนี้มักใช้สถานการณ์เร่งด่วน เช่น ประสบอุบัติเหตุ ถูกควบคุมตัว หรือเรื่องฉุกเฉินอื่น ๆ เพื่อกดดันให้เหยื่อตัดสินใจโอนเงินโดยไม่ทันตรวจสอบให้ดีก่อน เมื่อเสียงที่ได้ยินเป็นของลูก หลาน คู่สมรส หรือคนสนิท ความน่าสงสัยก็ยิ่งลดลงไปอีก

วิธีสังเกตเบื้องต้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ Deepfake และ Voice Cloning

ในยุคที่ภาพและเสียงถูกสร้างขึ้นผ่าน AI ได้อย่างแนบเนียน การป้องกันตัวเองจึงไม่อาจใช้แค่ “ความรู้สึกคุ้นเคย” เพียงอย่างเดียว แต่ต้อง “เอ๊ะ” และสังเกตมากขึ้น โดยแนวทางในการสังเกตและรับมือเบื้องต้นเมื่อไม่แน่ใจว่านี่คือคนที่เรารู้จักจริง ๆ หรือเป็นมิจฉาชีพที่ใช้ Deepfake หรือ Voice Cloning มีดังนี้

1. สังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ ในภาพวิดีโอเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างการขยับปากกับเสียงที่พูดออกมา ความเป็นธรรมชาติของสีหน้า แววตา การกะพริบตา ใบหน้ามีแสง เงา และขอบใบหน้า หรือขอบเสื้อผ้าไม่แหว่งหรือดูลอย ในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวมาก สัญญาณภาพมักจะกระตุก และเสียงที่ได้ยินกับบรรยากาศโดยรอบควรสอดคล้องกัน ไม่คมชัดจนเกินไปเหมือนกับเสียงที่อัดจากสตูดิโอ

2. สังเกตความรู้สึกในเสียงเช่น จังหวะการพูด การหายใจ น้ำหนักเสียงต้องดูเป็นธรรมชาติ และอารมณ์กับเนื้อหาที่กำลังพูดควรสอดคล้องกัน ไม่ดูไร้อารมณ์และความรู้สึก

3. สังเกตคำสำคัญที่มิจฉาชีพมักจะใช้เช่น โอนเงินให้ด่วน อย่าบอกใคร ห้ามวางสาย ถ้ามีคำเหล่านี้เกิดขึ้นระหว่างบทสนทนา ให้สงสัยก่อนเลยว่าเป็นมิจฉาชีพ

4. ตรวจสอบเพิ่มเติมเช่น โทรกลับไปยังเบอร์ที่บันทึกไว้ หรือช่องทางการติดต่อส่วนตัวที่เคยใช้ติดต่อกันก่อนหน้า สอบถามข้อมูลส่วนตัวที่รู้กันแค่คนใกล้ชิดเท่านั้น เช็กเลขบัญชีที่ให้โอนชื่อต้องตรงกับคนที่โทรมา และหากมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ให้โทรเช็กกับหน่วยงานที่แอบอ้างว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

ทั้ง 4 วิธีข้างต้นนี้ จะช่วยให้เรามีสติและแยกแยะได้ดีขึ้นว่าอีกฝ่ายคือคนจริง ๆ หรือเป็นกลลวงจากมิจฉาชีพ และอย่าลืมว่าทุกครั้งก่อนโอนเงินควรตรวจสอบให้รอบคอบเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ความรีบร้อนกลายเป็นความเสียหายทางการเงิน

ที่มา :

เมื่อเทคโนโลยีสร้างความน่าเชื่อถือแบบปลอม ๆ ขึ้นมาได้ง่ายดาย มิจฉาชีพจะไม่ยอมทิ้งโอกาสการใช้ AI เป็นเครื.....

สงกรานต์ไทยกระหึ่ม คว้าอันดับ 1 โลก คาดเงินสะพัด 3 หมื่นล้าน“สงกรานต์ไทย” ดันประเทศไทยขึ้นอันดับ 1 โลกเดือนเมษายน 2569 ค...
17/04/2026

สงกรานต์ไทยกระหึ่ม คว้าอันดับ 1 โลก คาดเงินสะพัด 3 หมื่นล้าน

“สงกรานต์ไทย” ดันประเทศไทยขึ้นอันดับ 1 โลกเดือนเมษายน 2569 คาดเงินสะพัดกว่า 3 หมื่นล้านบาท รมว.วธ.ชวนเที่ยวต่อทั่วไทย พร้อมขอบคุณคนไทยทั้งประเทศร่วมเป็นเจ้าภาพต้อนรับโลก–แบรนด์ระดับโลกหยิบ “ส้มตำ”ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่แฟชั่น

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างล้นหลาม โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็น จุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 จาก Big 7 Travel สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลังของ “สงกรานต์ไทย” ซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก เมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นประเพณีที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะ สามารถสร้างประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยความสุข ความอบอุ่น และมิตรภาพให้กับผู้คนจากทั่วโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า “สงกรานต์ไทยไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความสนุกสนาน แต่คือพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ช่วงเวลาแห่งความสัมพันธ์ของครอบครัวและญาติมิตร รวมทั้งเป็นช่วงเวลาที่คนแปลกหน้าสามารถยิ้มให้กัน แบ่งปันความสุข และสร้างความทรงจำร่วมกันได้อย่างงดงาม นี่คือเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยที่โลกสัมผัสได้จริง”
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยังกล่าวว่า ในปีนี้ได้เห็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนการเติบโตของทุนทางวัฒนธรรมของไทยในระดับโลกอย่างชัดเจน โดย Nike แบรนด์กีฬาระดับโลก ได้เปิดตัวรองเท้ารุ่นพิเศษ Nike Dunk Low “Som Tum” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูอาหารไทยอย่าง “ส้มตำ” ถ่ายทอดผ่านการออกแบบที่ผสมผสานอัตลักษณ์ไทยอย่างสร้างสรรค์
รองเท้าดังกล่าวมีการใช้โทนสีส้ม เขียว และขาว สื่อถึงมะละกอและพริกขี้หนู พร้อมรายละเอียดที่สะท้อนวิถีชีวิตไทย เช่น ลวดลาย “ครก-สาก” วัสดุถักทอคล้ายกระติ๊บข้าว รวมถึงลายปักภาษาไทยคำว่า “ไนกี้” และกราฟิกถุงข้าวหอมมะลิ ซึ่งถือเป็นการนำวัฒนธรรมไทยเข้าสู่เวทีแฟชั่นระดับโลกอย่างโดดเด่น

“ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศ แต่สามารถต่อยอดไปสู่ระดับสากล และสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติใหม่ ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมแฟชั่น” รัฐมนตรีฯ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความสำเร็จของสงกรานต์ในปีนี้ ไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เกิดจาก ‘คนไทยทั้งประเทศ’ ที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพและเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก”
ที่มา :

“สงกรานต์ไทย” ดันประเทศไทยขึ้นอันดับ 1 โลกเดือนเมษายน 2569 คาดเงินสะพัดกว่า 3 หมื่นล้านบาท รมว.วธ.ชวนเที่ยวต่อ.....

“ชัชชาติ” เปิดแผนรองรับสงกรานต์ 2569 คุมเข้มจุดเสี่ยง - เสริมกล้อง CCTVที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์...
02/04/2026

“ชัชชาติ” เปิดแผนรองรับสงกรานต์ 2569 คุมเข้มจุดเสี่ยง - เสริมกล้อง CCTV

ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของกรุงเทพมหานคร ในการรองรับช่วง เทศกาลสงกรานต์ 2569 ว่า กทม.มีการจัดกิจกรรมหลักที่ลานคนเมือง ซึ่งจะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปให้ประชาชนได้สรงน้ำ เน้นการรองรับประชาชนจำนวนมาก โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–14 เมษายน 2569 ขณะเดียวกันยังมีการจัดกิจกรรมอีกหลายจุดทั่วกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะพื้นที่ของภาคเอกชน ซึ่งมีไฮไลต์ประมาณ 20 จุดนายชัชชาติ ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนเดินทางเข้าร่วมกิจกรรม เนื่องจากบางพื้นที่เอกชนมีการกำหนดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อควบคุมจำนวนคน และรักษาความปลอดภัย เช่น เซ็นทรัลเวิลด์ และ ไอคอนสยาม

สำหรับพื้นที่ที่เคยมีปัญหาในปีที่ผ่านมา เช่น บริเวณวัดราษฎร์นิยมธรรม เขตดอนเมือง ริมคลองทวีวัฒนา และย่านโชคชัย 4 ซึ่งมีประชาชนจากนอกพื้นที่เดินทางเข้ามาเล่นน้ำจำนวนมาก จนส่งผลกระทบต่อการจราจร และการสัญจรของคนในพื้นที่ ปีนี้จะมีมาตรการควบคุม โดยเฉพาะการห้ามรถกระบะบรรทุกน้ำเข้าไปเล่นน้ำ ตามแนวทางของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำซ้อน

นายชัชชาติ ยังฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงในปีนี้ ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะฮีตสโตรก โดยขอให้ดูแลสุขภาพ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ในด้านมาตรการความปลอดภัย นายชัชชาติ เผยว่า ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ระบบตรวจสอบใบหน้า และการตรวจสอบประวัติบุคคลในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณ ถนนสีลม ซึ่งเป็นจุดเล่นน้ำขนาดใหญ่ พร้อมทั้งมีศูนย์บัญชาการกลางที่เขตดินแดง เพื่อบริหารจัดการและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์

ส่วนกรณีกระแสข่าวเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย ที่จะไม่ส่งผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งกลุ่มที่ไม่ได้ไปต่อได้ติดต่อมาเพื่อที่จะสนับสนุนและร่วมทีมในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่นายชัชชาติ ระบุว่า การทำงานยังคงดำเนินไปตามปกติ มีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้ตนเองยังไม่ได้ตัดสินใจหรือประกาศว่าจะลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีกสมัยหรือไม่

นายชัชชาติ ย้ำว่า การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชน ในการพิจารณาเลือกผู้ที่มีความโปร่งใส ทำงานเพื่อประชาชน ไม่ทุจริต และให้เกียรติข้าราชการ โดยในส่วนของตนเองยังคงมุ่งเน้นการทำหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน อย่างเต็มที่เป็นหลัก

“ผู้ว่าฯ ชัชชาติ“ เปิดแผนรับสงกรานต์ 2569 กทม. จัดใหญ่พร้อมไฮไลต์กว่า 20 จุดทั่วกรุงฯ คุมเข้มจุดเสี่ยง เสริมมา.....

เสถียรภาพ และ การเติบโต … ทำอย่างไร ไปด้วยกัน“เสถียรภาพดี แต่เศรษฐกิจโตต่ำ ก็อยู่ไม่ได้ เพราะจะกระทบเสถียรภาพเช่นกัน ดัง...
24/03/2026

เสถียรภาพ และ การเติบโต … ทำอย่างไร ไปด้วยกัน
“เสถียรภาพดี แต่เศรษฐกิจโตต่ำ ก็อยู่ไม่ได้ เพราะจะกระทบเสถียรภาพเช่นกัน ดังนั้น เสถียรภาพและการเติบโตจึงต้องเดินคู่กัน ต้องได้ทั้งคู่” เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงของผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ทำให้เห็นการปรับบทบาทแบงก์ชาติกันค่ะ

แม้เป้าหมายหลักของแบงก์ชาติ คือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่เรื่องการเติบโตก็เป็นเรื่องสำคัญการมองภาพทั้งมิติระยะสั้นและระยะยาวเป็นเรื่องจำเป็น ทุกภาคส่วนไม่ควรเน้นเพียงกระตุ้นระยะสั้นเท่านั้นแต่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ และเน้นการโตแบบทั่วถึง กระจายสู่รายย่อย
คำว่า เศรษฐกิจ สามารถมองได้ 2 มิติ คือ 1. GDP หรือ เศรษฐกิจจริง ที่ปีนี้ คาดว่าโตราว 1.9% กับ 2. Potential GDP หรือ ศักยภาพของเศรษฐกิจ ของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ 2.7%

โจทย์สำคัญที่ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ กล่าวไว้ คือ การช่วยกันผลักดันให้ GDP ที่โตราว 1.9% ไปแตะระดับศักยภาพและ การปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อขยายศักยภาพที่ 2.7% ให้สูงขึ้นเป็น 3-3.5% ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนใหม่ๆ

GDP สะท้อน การใช้จ่ายมวลรวมของประเทศ ในกรณีเศรษฐกิจซบเซา โตต่ำต่อเนื่อง ภาครัฐจึงออกนโยบายเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ เช่น มาตรการคนละครึ่งพลัส ด้านนโยบายการเงิน กนง. ก็ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ เช่นกัน

ล่าสุด อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดเป็น 1% เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ ยังบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยในครั้งนี้ และลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปเลขานุการ กนง. คนใหม่ดร. ดอน นาครทรรพ จึงได้ให้เหตุผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ ว่า “เราเห็นความสำคัญในการช่วยเศรษฐกิจไทยได้เร็วขึ้น อย่างน้อย 2-3 เดือน หากจะลดอยู่แล้ว ก็ลดครั้งนี้เลย ก็เหมือน front load ขึ้นมา การที่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 1% ก็เป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้”

ดร. ดอนฯ ยังได้ขยายความว่า ในการตัดสินนโยบายการเงินแต่ละครั้ง กนง. จะพิจารณาสามด้านด้วยกัน ได้แก่ เสถียรภาพราคา (เงินเฟ้อ) การขยายตัวของเศรษฐกิจ และเสถียรภาพของระบบการเงิน โดยในสามด้านนี้ มีเพียงเสถียรภาพราคาที่เป็นเป้าหมายทางการ (Official target) การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ จึงสะท้อนความมุ่งมั่น (Commitment) ของ กนง. ต่อเป้าหมายเงินเฟ้อด้วย

ที่ผ่านมา แม้เงินเฟ้อต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายที่ 1% แต่มองไประยะปานกลาง (2-3 ปีข้างหน้า) ประมาณการเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่ล่าสุดพบว่า มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะเข้ากรอบเป้าหมายช้ากว่าเดิม จากครึ่งแรกของปี 2570 เป็นครึ่งหลังของปี 2570 ตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการช่วยค่าครองชีพของภาครัฐที่อาจจะมีเพิ่มเติม รวมถึงปัจจัยฉุดรั้งจากเศรษฐกิจที่โตต่ำ ดังนั้น แม้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation expectations) ในระยะปานกลางที่ กนง. ติดตาม จะยังอยู่ในกรอบ 1-3% แต่โน้มลดลงต่อเนื่องในระยะหลัง ทำให้ กนง. มีความเป็นห่วงแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำแล้ว ยังเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลาง ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วยโดย กนง. เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง สะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอ และสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ทั้งนี้เศรษฐกิจที่โตต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ มองว่า ต้องช่วยกันลงมือทำ โดยแบงก์ชาติต้องขยายบทบาท สู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านมาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพิ่มเติมจากการดูแลเสถียรภาพ และประคับประคองเศรษฐกิจ เพื่อหนุนให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นพร้อมๆ กับการดูแลเสถียรภาพ

4 เดือนที่ผ่านมา แบงก์ชาติเร่งออก 4 มาตรการประกอบด้วย

1. โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”เพื่อแก้ปัญหาหนี้เสีย ผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยโดย SAM ที่ปรับเป็น Social AMC เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

2. โครงการ “SMEs Credit Boost”เพื่อช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น และยังตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะในด้านที่จะขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต เท่าทันโลกยุคใหม่

3. การกำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำบนบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลการซื้อขายทองคำที่มีมูลค่าสูง และยกระดับให้การทำธุรกรรมซื้อขายทองคำมีความโปร่งใสและมีมาตรฐานขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาปริมาณการซื้อขายทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และในบางช่วงพบว่าธุรกรรมขนาดใหญ่ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

4. การจัดการทุนเทา/ ธุรกรรมไม่พึงประสงค์โดยดำเนินการในหลายมิติ อาทิ การกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในการฝาก-ถอนเงินสดมูลค่าสูง การจำกัดวงเงินรับซื้อธนบัตรต่างประเทศ การติดตามธุรกรรมซื้อ/ขาย USDT ของ Non-resident

นอกจากนี้ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ยังได้กล่าวถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านค่าธรรมเนียมสถาบันการเงินซึ่งมีความหลากหลาย โดยจะกำหนดมาตรฐานให้เป็นธรรมแก่ผู้ใช้บริการทางการเงิน

“เราต้องปรับบทบาทแบงก์ชาติ จากเดิมแบงก์ชาติทำหน้าที่กำกับดูแลดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือเดียว แต่เราขยายบทบาทออกมาเป็นมาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในจุดต่างๆ” เป็นคำกล่าวของผู้ว่าการฯ คุณวิทัย รัตนากร ที่สื่อถึงบทบาทเชิงรุก โดยการผสมผสานเครื่องมือ ทั้งดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการเฉพาะจุด เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งเสถียรภาพและการเติบโตที่ทั่วถึง

** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

ผู้เขียน

pornpen photo
ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย
ธนาคารแห่งประเทศไทย
คอลัมน์ "แจงสี่เบี้ย"
ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2569

ที่มา :

“เสถียรภาพดี แต่เศรษฐกิจโตต่ำ ก็อยู่ไม่ได้ เพราะจะกระทบเสถียรภาพเช่นกัน ดังนั้น เสถียรภาพและการเติบโตจึ....

ธปท. จับตาเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ประเมินกระทบ GDP 0.1-0.2% ไทยยังแกร่ง เงินเฟ้อต่ำ-ทุนสำรองสูงธปท. ประเมินศึกตะวันออกกลาง...
09/03/2026

ธปท. จับตาเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ประเมินกระทบ GDP 0.1-0.2% ไทยยังแกร่ง เงินเฟ้อต่ำ-ทุนสำรองสูง

ธปท. ประเมินศึกตะวันออกกลาง กระทบ GDP ไทยแค่ 0.1-0.2% ยันพื้นฐานไทยยังแกร่ง เงินเฟ้อต่ำ-ทุนสำรองสูง แต่ยังต้องจับตาสถานการณ์ใกล้ชิดปรับเปลี่ยนรายชั่วโมง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วแบบรายชั่วโมงและรายวัน จึงต้องติดตามผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรอบด้าน

ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อและกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลกเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเบื้องต้น ณ ปัจจุบัน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับจำกัด แม้ไทยจะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง

ทั้งนี้ คาดว่าอาจกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้ลดลงราว 0.1-0.2% แต่ไม่ถือว่ารุนแรง และเศรษฐกิจไทยยังมีความเข้มแข็งในภาพรวม โดยยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องว่าความขัดแย้งจะบานปลายหรือไม่

สำหรับประเด็นเงินเฟ้อ ผู้ว่าการ ธปท. ยอมรับว่าเป็นด้านที่อาจได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากราคาน้ำมันมีสัดส่วนประมาณ 13% ในตะกร้าคำนวณเงินเฟ้อ และยังมีผลทางอ้อมต่อราคาสินค้าอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำมาก

“เงินเฟ้อเราปัจจุบันต่ำมากๆ ทั้งปีนี้คาดว่าประมาณ 0.2-0.3% เพราะฉะนั้นถึงแม้ราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้น เราก็ยังมีขีดความสามารถในการดูแลได้”

ในด้านเสถียรภาพค่าเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ไทยมีเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ดี มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง และหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นกันชนรองรับความผันผวนจากต่างประเทศได้ค่อนข้างดี และยังไม่มีความกังวลเป็นพิเศษในขณะนี้

กรณีความกังวลเรื่องน้ำมันสำรอง 60 วัน ผู้ว่าการชี้แจงว่า แม้ตัวเลขสำรองจะอยู่ที่ระดับดังกล่าว แต่ในทางปฏิบัติไทยมีการนำเข้าน้ำมันจากหลายแหล่ง และยังมีพลังงานทางเลือกอื่นทดแทน จึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก

ส่วนแนวโน้มราคาน้ำมัน หากปรับตัวเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผู้ว่าการระบุว่าต้องประเมินตามสถานการณ์และระยะเวลาที่ราคาทรงตัวในระดับสูง โดยปกติราคามักเกิดภาวะพุ่งขึ้นระยะสั้นแล้วทยอยปรับลง ทั้งนี้ก่อนเกิดความขัดแย้ง ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 70-72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปัจจุบันอยู่ในระดับกว่า 80 ดอลลาร์

ในด้านนโยบายการเงิน ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษ แต่หากสถานการณ์รุนแรงหรือมีความจำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติม ธปท. ก็พร้อมดำเนินการทันที โดยก่อนหน้านี้ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่วงหน้าไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน ธปท. ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลลูกค้าที่อาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตะวันออกกลางและภาคพลังงาน ซึ่งธนาคารแต่ละแห่งมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าอยู่แล้ว

ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำว่า ระยะสั้นตลาดการเงินอาจมีความผันผวน แต่ไทยเคยผ่านเหตุการณ์ลักษณะนี้มาหลายครั้ง และเชื่อว่าหากสถานการณ์ไม่บานปลาย ผลกระทบจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยยังต้องติดตามความชัดเจนของสถานการณ์ในช่วง 4-5 สัปดาห์ข้างหน้าอย่างใกล้ชิด

ที่มา :

ธปท. ประเมินศึกตะวันออกกลาง กระทบ GDP ไทยแค่ 0.1-0.2% ยันพื้นฐานไทยยังแกร่ง เงินเฟ้อต่ำ-ทุนสำรองสูง แต่ยังต้องจับต...

แบงก์ชาติ จ่อออกเกณฑ์ใหม่ เบิกเงินสดเกิน 5 ล้าน ลูกค้าต้องแจ้งวันที่ 25 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิทัย รัตนากร ผ...
27/02/2026

แบงก์ชาติ จ่อออกเกณฑ์ใหม่ เบิกเงินสดเกิน 5 ล้าน ลูกค้าต้องแจ้ง

วันที่ 25 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026” ในหัวข้อ “ไทยมองไทย” ว่า

ถึงกรณีธุรกรรมเงินสด ที่พบการเบิกเงินต้องสงสัยช่วงท้ายการเลือกตั้งว่า ธุรกรรมเงินสด ธปท.ให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมเบิกเงินสดต้องสงสัย และในช่วงเลือกตั้งรายงานธุรกรรมต้องสงสัยให้ธปท.

ซึ่ง ธปท. จะส่งข้อมูลให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อป้องปราบการเบิกเงินสดที่ต้องสงสัย

และสิ่งที่ทำต่อจากนี้ ภายในต้นเดือนหรือกลางเดือนมีนาคม ธปท.จะมีการออกเกณฑ์การเบิกเงินสดมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท จะต้องทำการตรวจสอบ (Due Diligence) ลูกค้าว่าจะนำเงินไปทำอะไร
หากไม่สามารถชี้แจงได้สถาบันการเงินอาจจะมีข้อจำกัดในการบริการได้ และในระยะต่อไป จะขยายไปยังธุรกรรม "ฝากเงิน" เกิน 5 ล้านบาท เช่นเดียวกัน แต่จะพิจารณาผลกระทบจากมาตรการเลิกถอนเงินสดก่อน รวมถึงการพิจารณาปรับลดวงเงินการเบิกถอนเงินสดลงมาอยู่ที่ 3 ล้านบาทในระยะถัดไป

นายวิทัย กล่าวอีกว่า ขณะที่ การปรับปรุงค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน ธปท.กำลังอยู่ระหว่างพูดคุยกับสถาบันการเงิน เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีความหลากหลายและไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนหรือบางธุรกรรมเก็บสูงกว่าต้นทุนมาก จึงอยากจะทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะมี 2 เรื่อง คือ

1.Transaction Fee เช่น การโอนเงินผ่านระบบบาทเนตที่ราคายังสูง การถอนหรือฝากเงินข้ามเขต การเรียกเก็บเช็คข้ามเขต และการขอ Statement ซึ่งบางแห่งเก็บ 100 หรือ 200 บาทต่อบัญชี ซึ่งไม่มีมาตรฐาน

2.ค่าธรรมเนียมในส่วนของสินเชื่อ เช่น Front end Fee ทีมีการเก็บไม่เท่ากันตั้งแต่ 1-4% หรือการคิด

"ธปท.จะทำเรื่องค่าธรรมนเนียมอย่างแน่นอน เพื่อกำหนดมาตรฐาน ซึ่งเบื้องต้นจะเข้าไปดูค่าธรรมเนียมก่อน 10-15 รายการ บางแห่งคิดราคาต่อบัญชีสูงเกินจริง การปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมนี้จะช่วยลดภาระให้กับประชาชนและรายย่อยได้อย่างยั่งยืน คาดว่าจะใช้เวลาภายใน 2-3 เดือน น่าจะมีความชัดเจนได้"

ที่มา :

แบงก์ชาติ จ่อออกเกณฑ์ใหม่ เบิกเงินสดเกิน 5 ล้าน ลูกค้าต้องแจ้งจะนำเงินไปทำอะไร ปรับค่าธรรมเนียม ถอน-ฝากข้า...

Know Your Customer "KYC"
26/02/2026

Know Your Customer "KYC"

‘เงินออมฌาปนกิจ’ คืออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร หลังล่มสลายหลายพื้นที่เงินออมฌาปนกิจกำลังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป...
20/02/2026

‘เงินออมฌาปนกิจ’ คืออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร

หลังล่มสลายหลายพื้นที่เงินออมฌาปนกิจกำลังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก หลังเกิดเหตุการณ์ล่มสลายของกองทุนเหล่านี้ในหลายพื้นที่

ทั้งนี้ ประเด็นที่สำคัญก็คือ “เงินออมฌาปนกิจ” คืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีวัตถุประสงค์ยังไง

“ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปพบกับคำตอบของคำถามดังกล่าวเหล่านี้ เพื่อให้ลายความสงสัย

เงินออมฌาปนกิจ

เงินออมฌาปนกิจ หรือเงินฌาปนกิจสงเคราะห์คือระบบการออมเงินในรูปแบบสวัสดิการชุมชนที่มีแนวคิดพื้นฐานมาจากความเอื้ออาทรและการช่วยเหลือกันในยามเสียชีวิต เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตมีเงินทุนในการจัดงานศพและไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน
หลักการง่ายๆ คือ เมื่อสมาชิกในกลุ่มเสียชีวิต สมาชิกที่เหลือจะช่วยกันจ่ายเงินคนละเล็กน้อยเช่น รายละ 10-50 บาท รวบรวมเป็นเงินก้อนใหญ่ให้ทายาท
วัตถุประสงค์หลักคือสร้างหลักประกันรายได้แบบถ้วนหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้มีรายได้น้อยที่เข้าไม่ถึงระบบประกันชีวิตภาคเอกชน
การจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

สำหรับการจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ สามารถขอจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมฯ ได้ที่เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล และ สำนักงานเขตของกรุงเทพมหานคร โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้มีการถ่ายโอนภารกิจนี้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว เป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแล รวมทั้งการพิจารณารับจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมฯ และการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นอำนาจของนายทะเบียนท้องที่นั้นๆ
โดยต้องทำคำสั่งเลิกปิดประกาศไว้ที่สมาคมฯ และส่งคำสั่งเลิกนั้นให้นายทะเบียนกลาง ซึ่งเป็นอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้นายทะเบียนกลางออกประกาศการเลิกสมาคมฯ ตามคำสั่งของนายทะเบียนท้องที่ก่อนส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในการลงประกาศราชกิจจานุเบกษา และเมื่อประกาศแล้วจะส่งประกาศราชกิจจาฯ นั้น กลับคืนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เพื่อประกาศให้ประชาชนทราบว่าสมาคมฯ มีการยกเลิกแล้ว และดำเนินการชำระบัญชีตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป ดังนั้น นายทะเบียนกลาง จึงไม่มีอำนาจในการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์
เงื่อนไขในการเข้าร่วม

บรรลุนิติภาวะ มีอายุ 20 ปี บริบูรณ์ หรือชายหญิงอายุ 17 ปีที่สมรส
ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือบุคคลไร้ความสามารถ
มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแกร่ง
แต่ละสมาคมฯ จะมีเงื่อนไขคุณสมบัติเพิ่มเติมที่แตกต่างกันได้
อัตราค่าสมัครสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

จ่ายครั้งเดียวไม่เกิน 100 บาท
เงินค่าบำรุง ไม่เกินเดือนละ 5 บาท หรือปีละ 50 บาท

ที่มา :

ตรวจสอบ ‘เงินออมฌาปนกิจ’ คืออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร หลังล่มสลายหลายพื้นที่ ฐานเศรษฐกิจรวบรวมข้อมูลทั....

บัตรเลือกตั้ง 2569 มีกี่ใบ ต้องกาสีอะไรบ้าง พร้อมภาพตัวอย่างบัตรเลือกตั้งบัตรเลือกตั้ง 2569คือเรื่องใกล้ตัวที่ผู้มีสิทธิ...
05/02/2026

บัตรเลือกตั้ง 2569 มีกี่ใบ ต้องกาสีอะไรบ้าง พร้อมภาพตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง
บัตรเลือกตั้ง 2569คือเรื่องใกล้ตัวที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนควรรู้ก่อนถึงวันเข้าคูหาลงคะแนนเสียง เพื่อที่จะได้กาบัตรอย่างถูกต้อง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญอีกด้วย

การเตรียมความเข้าใจล่วงหน้าเกี่ยวกับการเลือกตั้งปี 2569 จะช่วยลดความสับสน และทำให้การลงคะแนนเป็นไปอย่างราบรื่น หลายคนอาจยังมีคำถามว่า ต้องรับบัตรกี่ใบ แต่ละใบเป็นสีอะไร และต้องกาบัตรใบไหนบ้าง ไทยรัฐออนไลน์ สรุปข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง 2569 แบบอ่านง่าย ชัดเจน ครบทุกประเด็นมาให้แล้ว

บัตรเลือกตั้ง 2569 มีกี่ใบ สีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างบัตรเลือกตั้งที่ถูกต้อง

บัตรเลือกตั้ง สีอะไร? ก่อนเข้าคูหาลงคะแนน การทำความเข้าใจสีของบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก จะเห็นชัดว่าบัตรเลือกตั้งปี 2569 แบ่งตามสี เพื่อแยกประเภทการลงคะแนนอย่างชัดเจน รู้ให้ครบทั้งบัตรสีเขียว สีชมพู และสีเหลือง จะช่วยให้กาบัตรได้ถูกต้อง ไม่สับสน และไม่พลาดสิทธิของตัวเอง

1. บัตรสีเขียว สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

ใช้สำหรับเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) แบบแบ่งเขต
ผู้ใช้สิทธิจะกาบัตร (X) ได้เพียง 1 เบอร์ เพื่อ "เลือกคน" ที่เป็นตัวแทนในเขตเลือกตั้งของตนเอง
สส. แบบแบ่งเขต ทั้งประเทศจะมีจำนวน 400 คน
2. บัตรสีชมพู สส. แบบบัญชีรายชื่อ

ใช้สำหรับเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) แบบบัญชีรายชื่อ
ผู้ใช้สิทธิจะกาบัตร (X) ได้เพียง 1 เบอร์ เพื่อ "เลือกพรรคการเมือง" ที่ต้องการให้ได้จำนวน สส. ตามสัดส่วน
สส. แบบบัญชีรายชื่อ ทั้งประเทศจะมีจำนวน 100 คน
3. บัตรสีเหลือง ประชามติ

ใช้สำหรับออกเสียงประชามติ
ผู้ใช้สิทธิจะกาบัตร (X) ใช้สำหรับลงคะแนนว่า "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
บัตรสีนี้จะได้รับเฉพาะวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น (ไม่มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า)
เลือกตั้ง 2569 : ตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติ (บัตรสีเหลือง)

สรุปวันเลือกตั้ง 2569 ตรงกับวันไหน ต้องกาบัตรกี่ใบ

สำหรับผู้มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 90 วัน (นับถึงวันเลือกตั้ง) ถือว่าเป็นผู้มีสิทธิในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และออกเสียงประชามติ โดยจะต้องกาบัตรเลือกตั้งปี 2569 คนละ 3 ใบ ตามรายละเอียดวันดังต่อไปนี้

วันเลือกตั้งล่วงหน้า/นอกเขต : วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00-17.00 น.

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 หรือเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตไว้แล้วเท่านั้น (ไปเลือกตั้งในเขตที่ลงทะเบียนไว้) เมื่อเข้าคูหาจะได้รับบัตรเลือกตั้งจำนวน 2 ใบ ได้แก่

บัตรสีเขียว (สส. แบ่งเขต)
บัตรสีชมพู (สส. บัญชีรายชื่อ)
ข้อควรรู้ :วันเลือกตั้งล่วงหน้าจะไม่ได้รับบัตรประชามติเนื่องจากการออกเสียงประชามติ จัดไว้เฉพาะวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น (ผู้ที่เลือกตั้งล่วงหน้าจึงต้องมาออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. อีกครั้ง)

วันเลือกตั้งทั่วไป : วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00-17.00 น.

ผู้มีสิทธิทุกคนจะได้รับบัตรเลือกตั้งจำนวน 3 ใบ ได้แก่

บัตรสีเขียว (เลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต)
บัตรสีชมพู (เลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ)
บัตรสีเหลือง(ออกเสียงประชามติ)
อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนวันเลือกตั้ง 2569ด้วยการทำความเข้าใจบัตรเลือกตั้งทั้ง 3 ใบ ทั้งสีบัตร หน้าที่ของแต่ละใบ และกากบาทให้ถูกต้อง จะช่วยให้ทุกคะแนนเสียงไม่สูญเปล่า เพราะหนึ่งเสียงของคุณคือพลังที่กำหนดทิศทางการเมืองและอนาคตของประเทศร่วมกัน

ที่มาของข้อมูล :สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ที่มา :

ตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง 3 ใบ รู้ไว้ก่อนเลือกตั้งปี 2569 ว่าต้องกากี่ใบ กาบัตรสีอะไรบ้าง และบัตรแต่ละสีหมายถึงอ...

ที่อยู่

Dynamic Payment
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6620586993

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Dynamic Payment THผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์