12/05/2026
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราอาจได้ยินข่าวความเสียหายจากภัยทุจริตทางการเงินมากขึ้น และรูปแบบในการเข้าหาเหยื่อก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมอาจอาศัยเพียงคำพูดหว่านล้อมหรือเรื่องเล่าปลุกความกลัว แต่ตอนนี้เทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นเครื่องมือที่ทำให้การหลอกลวงแนบเนียนและน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม
เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ไม่ได้เข้ามามีบทบาทแค่ในแง่การพัฒนาในด้านต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดและสร้างความเสียหายให้กับเหยื่อที่หลงเชื่อ ทั้งการใช้ให้AI สร้างภาพปลอม เสียงปลอม และตัวตนปลอมที่สมจริงจนยากที่จะมองออกการหลอกลวงในยุค AI แบบนี้จึงไม่ใช่เพียงเสียงโทรศัพท์จากคนแปลกหน้าอีกต่อไป แต่อาจเป็นวิดีโอคอลจากคนที่มีใบหน้าและเสียงที่คุ้นเคย เป็นตัวปลอมที่ AI สร้างขึ้นอย่างแนบเนียนจนแยกไม่ออก
เมื่อเทคโนโลยีสร้างความน่าเชื่อถือแบบปลอม ๆ ขึ้นมาได้ง่ายดาย มิจฉาชีพจะไม่ยอมทิ้งโอกาสการใช้ AI เป็นเครื่องมือแน่นอน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ AI จะพัฒนาไปไกลแค่ไหน แต่คือเราจะเตรียมรับมืออย่างไรเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อในโลกที่แทบแยกคนคุ้นเคยออกจากภัยทางการเงินไม่ได้
Deepfake, Voice Cloning: เมื่อภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยิน อาจไม่ใช่คนจริง เสียงจริงอีกต่อไป
ในอดีต สิ่งที่เห็นกับตาและได้ยินกับหู คือหลักฐานยืนยันตัวตนที่น่าเชื่อถือที่สุด แต่ในยุคของ AI ทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น ทุกวันนี้เรากำลังเผชิญความท้าทายใหม่จากDeepfake คือเทคโนโลยี AI ที่สามารถสร้าง ดัดแปลง หรือเลียนแบบใบหน้าและเสียงของบุคคลออกมาได้เสมือนจริงโดยอาศัยข้อมูลจากภาพถ่ายและคลิปเสียงเพียงไม่กี่วินาทีก็สร้าง “ตัวปลอม” ขึ้นมาได้ มิจฉาชีพเริ่มใช้ Deepfake เป็นอาวุธในการปลอมแปลงตัวตน และใช้ “ความไว้วางใจ” ก่อภัยทุจริตทางการเงินและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างไปทั่วโลก
ข่าวโด่งดังเมื่อเดือนมกราคม ปี 2567 เมื่อพนักงานฝ่ายการเงินของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งในประเทศฮ่องกง1ถูกหลอกให้โอนเงินกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ Deepfake แอบอ้างเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของบริษัท โดยพนักงานให้ข้อมูลว่า เมื่อได้ประชุมออนไลน์ก็เชื่อสนิทใจ เพราะหน้าตาและเสียงของทุกคนเหมือนจริงมาก แม้ไม่มีคนจริง ๆ ในการประชุมนั้นเลย โดยตำรวจฮ่องกงชี้แจงว่า การหลอกลวงนี้ใช้ Deepfake จาก AI กว่า 20 ครั้ง เลียนแบบบุคคลในรูปภาพบนบัตรประจำตัวประชาชนที่ได้ขโมยมา
ต่อมาในปี 2568 ที่ประเทศสิงคโปร์2ก็เกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ กันขึ้น โดยมิจฉาชีพแอบอ้างเป็น CFO ของบริษัทข้ามชาติ และจัดการประชุมออนไลน์โดยใช้ Deepfake ปลอมแปลงน้ำเสียง ใบหน้า และการเคลื่อนไหวอย่างแนบเนียน ทำให้ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินสั่งอนุมัติโอนเงินจำนวน 499,000 ดอลลาร์สหรัฐ ด้านตำรวจสิงคโปร์ให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในกรณี Deepfake ที่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยเจอมา และได้ประกาศคำเตือนระดับชาติไปยังบริษัทและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายจากการสังเคราะห์เสียง (Voice Cloning) ที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลกรวมทั้งในไทยด้วย มิจฉาชีพจะใช้ AI เลียนแบบให้สมจริง ทั้งน้ำหนักเสียง วิธีพูด และจังหวะการหายใจโดยใช้เพียงตัวอย่างเสียงสั้น ๆ ของคนใกล้ชิดเหยื่อเท่านั้น การหลอกลวงรูปแบบนี้มักใช้สถานการณ์เร่งด่วน เช่น ประสบอุบัติเหตุ ถูกควบคุมตัว หรือเรื่องฉุกเฉินอื่น ๆ เพื่อกดดันให้เหยื่อตัดสินใจโอนเงินโดยไม่ทันตรวจสอบให้ดีก่อน เมื่อเสียงที่ได้ยินเป็นของลูก หลาน คู่สมรส หรือคนสนิท ความน่าสงสัยก็ยิ่งลดลงไปอีก
วิธีสังเกตเบื้องต้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ Deepfake และ Voice Cloning
ในยุคที่ภาพและเสียงถูกสร้างขึ้นผ่าน AI ได้อย่างแนบเนียน การป้องกันตัวเองจึงไม่อาจใช้แค่ “ความรู้สึกคุ้นเคย” เพียงอย่างเดียว แต่ต้อง “เอ๊ะ” และสังเกตมากขึ้น โดยแนวทางในการสังเกตและรับมือเบื้องต้นเมื่อไม่แน่ใจว่านี่คือคนที่เรารู้จักจริง ๆ หรือเป็นมิจฉาชีพที่ใช้ Deepfake หรือ Voice Cloning มีดังนี้
1. สังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ ในภาพวิดีโอเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างการขยับปากกับเสียงที่พูดออกมา ความเป็นธรรมชาติของสีหน้า แววตา การกะพริบตา ใบหน้ามีแสง เงา และขอบใบหน้า หรือขอบเสื้อผ้าไม่แหว่งหรือดูลอย ในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวมาก สัญญาณภาพมักจะกระตุก และเสียงที่ได้ยินกับบรรยากาศโดยรอบควรสอดคล้องกัน ไม่คมชัดจนเกินไปเหมือนกับเสียงที่อัดจากสตูดิโอ
2. สังเกตความรู้สึกในเสียงเช่น จังหวะการพูด การหายใจ น้ำหนักเสียงต้องดูเป็นธรรมชาติ และอารมณ์กับเนื้อหาที่กำลังพูดควรสอดคล้องกัน ไม่ดูไร้อารมณ์และความรู้สึก
3. สังเกตคำสำคัญที่มิจฉาชีพมักจะใช้เช่น โอนเงินให้ด่วน อย่าบอกใคร ห้ามวางสาย ถ้ามีคำเหล่านี้เกิดขึ้นระหว่างบทสนทนา ให้สงสัยก่อนเลยว่าเป็นมิจฉาชีพ
4. ตรวจสอบเพิ่มเติมเช่น โทรกลับไปยังเบอร์ที่บันทึกไว้ หรือช่องทางการติดต่อส่วนตัวที่เคยใช้ติดต่อกันก่อนหน้า สอบถามข้อมูลส่วนตัวที่รู้กันแค่คนใกล้ชิดเท่านั้น เช็กเลขบัญชีที่ให้โอนชื่อต้องตรงกับคนที่โทรมา และหากมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ให้โทรเช็กกับหน่วยงานที่แอบอ้างว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่
ทั้ง 4 วิธีข้างต้นนี้ จะช่วยให้เรามีสติและแยกแยะได้ดีขึ้นว่าอีกฝ่ายคือคนจริง ๆ หรือเป็นกลลวงจากมิจฉาชีพ และอย่าลืมว่าทุกครั้งก่อนโอนเงินควรตรวจสอบให้รอบคอบเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ความรีบร้อนกลายเป็นความเสียหายทางการเงิน
ที่มา :
เมื่อเทคโนโลยีสร้างความน่าเชื่อถือแบบปลอม ๆ ขึ้นมาได้ง่ายดาย มิจฉาชีพจะไม่ยอมทิ้งโอกาสการใช้ AI เป็นเครื.....