Bangkok SME Credit

Bangkok SME Credit รับจำนอง-ขายฝาก-ที่ดิน-บ้าน-และคอนโด

12/06/2025

รู้จักบริษัท ขายหุ่นยนต์ ช่วยหมอผ่าตัด ที่มีราคาแพงสุด 100 ล้าน /โดย ลงทุนแมน
da Vinci ไม่ใช่แค่ชื่อจิตรกรชื่อดัง แต่ยังเป็นชื่อหุ่นยนต์ผู้ช่วยหมอผ่าตัด ที่มีราคาสูงสุดถึงตัวละ 100 ล้านบาท

ซึ่งตอนนี้มีอยู่กว่า 9,000 ตัว กระจายอยู่ใน 69 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

แล้วเจ้าของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดกว่า 9,000 ตัว ที่กำลังพูดถึงนี้ คือใคร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ลองหลับตาลง แล้วจินตนาการว่า ถ้าเรามีหมอผู้ช่วย ผ่าตัดอีกคน ที่สามารถเคลื่อนไหวได้แบบเราเลย

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฟังดูแล้วคงไม่น่าเป็นไปได้ แต่ตอนนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับหุ่นยนต์ผู้ช่วยหมอผ่าตัด “da Vinci”

da Vinci ทำงานด้วยการให้หมอควบคุมแขนกลได้อิสระ
ผ่านหน้าจอควบคุม ซึ่งแสดงให้เห็นเส้นเลือดและอวัยวะต่าง ๆ ด้วยการใช้ฟลูออเรสเซนต์

พูดให้เห็นภาพคือ หมอสามารถนั่งผ่าตัดที่หน้าจอควบคุม
จากนั้นแขนกลของ da Vinci ก็จะเคลื่อนไหวตามมือของหมอ เพื่อผ่าตัดคนไข้ที่เข้ารับการรักษา ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ รวมถึงทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้นด้วย

ปัจจุบัน ระบบหุ่นยนต์ da Vinci ก็ได้ถูกนำไปใช้ในการผ่าตัดโรคทั่วไป ไปจนถึงโรคเฉพาะทาง เช่น ทางเดินปัสสาวะ หัวใจ หรือระบบภายในของผู้หญิง

โดยบริษัทเจ้าของหุ่นยนต์ตัวนี้ คือ Intuitive Surgical ที่ก่อตั้งในปี 1995 หรือก่อตั้งมาได้แค่ 30 ปีเท่านั้น

และนอกจากระบบหุ่นยนต์ da Vinci แล้ว บริษัทนี้ยังได้ต่อยอดระบบหุ่นยนต์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Ion Endoluminal ที่เน้นการตรวจชิ้นเนื้อในร่างกาย เพื่อนำไปวินิจฉัยต่อด้วย

ราคาของหุ่นยนต์ da Vinci จะอยู่ที่ราว 20-100 ล้านบาท ส่วนราคาหุ่นยนต์ Ion Endoluminal อยู่ที่ราว 16-26 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่าต้องการใช้งานมากแค่ไหน

ถ้าดูแค่นี้ ราคาหุ่นยนต์ ก็ดูแพงพอสมควร และน่าจะขายได้ยาก แต่รู้ไหมว่า บริษัท Intuitive Surgical เจ้าของหุ่นยนต์พวกนี้ สามารถทำรายได้ในปีที่แล้วกว่า 272,000 ล้านบาท

และถ้าเราไปดูผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่า

ปี 2022
รายได้ 203,000 ล้านบาท
กำไร 43,000 ล้านบาท

ปี 2023
รายได้ 232,000 ล้านบาท
กำไร 58,000 ล้านบาท

ปี 2024
รายได้ 272,000 ล้านบาท
กำไร 75,000 ล้านบาท

ดูจากตรงนี้ จะเห็นได้ว่ารายได้และกำไรของบริษัทก็เติบโตมาตลอด พร้อมทำกำไรได้ 28 บาท จากรายได้
ทุก ๆ 100 บาท ที่บริษัทสามารถทำได้

ปัจจุบัน Intuitive Surgical มีมูลค่าบริษัทกว่า 6,500,000 ล้านบาท

แล้วทำไมหุ่นยนต์ ที่มีราคาแสนแพง ถึงดูเหมือนขายได้ต่อเนื่องมาโดยตลอด ?

จริง ๆ ก็ต้องบอกว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทมีรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง แม้ราคาหุ่นยนต์จะดูแพงแค่ไหนก็ตาม มาจากโมเดลธุรกิจที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินอย่างต่อเนื่อง

ระบบหุ่นยนต์ของบริษัท ไม่ได้บังคับให้ลูกค้าต้องจ่ายเงินซื้อขาดไปเลยทีเดียว แต่ลูกค้าสามารถเลือกเช่าระบบหุ่นยนต์นี้ได้ ภายในระยะเวลาสัญญาที่เซ็นกันไว้

โดยสามารถเลือกได้ว่า จะจ่ายค่าเช่าเป็นก้อนเดียวไปเลย หรือเลือกจ่ายค่าเช่าตามการใช้งานก็ได้ แต่ไม่ว่าเลือกแบบไหน ก็จะมีค่าบริการดูแลเพิ่มเติมที่ลูกค้าต้องจ่ายเป็นรายปี

แต่ยังไม่หมดแค่เท่านี้ เพราะเมื่อระบบหุ่นยนต์ใช้ไปนาน ๆ ก็ต้องมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ผ่าตัดต่าง ๆ ทำให้บริษัทขายอุปกรณ์ตรงนี้เพิ่มเติมได้ในช่วงตลอดสัญญา

พอโมเดลธุรกิจที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินซื้อซ้ำได้เรื่อย ๆ ก็เหมือนการที่บริษัทมีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง แถมลูกค้าเองก็สามารถยืดหยุ่นในการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

และโมเดลธุรกิจแบบนี้ ก็ได้สะท้อนไปยังโครงสร้างรายได้ของ Intuitive Surgical เจ้าของหุ่นยนต์ราคาแพงนี้ในช่วงที่ผ่านมา

- รายได้จากเครื่องมือและอุปกรณ์ 61%
- รายได้จากระบบ 24%
- รายได้จากบริการ 15%

โดยปัจจุบัน ระบบหุ่นยนต์ da Vinci เกินครึ่งอยู่ภายใต้ระบบสัญญาเช่า กระจายอยู่เป็นส่วนหนึ่งของหุ่นยนต์ 9,000 ตัวทั่วโลกที่ใช้ระบบนี้กันในตอนนี้

หนึ่งในนั้นก็มีอยู่ที่ประเทศไทย เช่น กลุ่มโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือ BH และกลุ่ม BDMS เจ้าของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งมีการใช้บริการเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ด้วย

ถึงตรงนี้ ก็คงเห็นภาพแล้วว่า แม้บริษัทจะขายหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดแพงมากสุดถึง 100 ล้านบาท แต่ด้วยโมเดลธุรกิจแบบปล่อยเช่า ทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงหุ่นยนต์ได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น และช่วยให้บริษัทมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

และที่น่าสนใจคือ บริษัทเจ้าของหุ่นยนต์นี้ ทำให้เราเห็นภาพมากขึ้นว่า คนกับหุ่นยนต์ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไรบ้างในโลกความเป็นจริง

ซึ่งเมื่อก่อนเราอาจเห็นภาพหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดในภาพยนตร์หรือซีรีส์ต่าง ๆ เท่านั้น แต่วันนี้ มันเกิดขึ้นจริงแล้วกับหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า da Vinci..

Reference
- Financial Results Intuitive Surgical 2024

—----------------------
Intuitive Surgical อยู่ใน MEGA10HEALTH

MEGA10HEALTH ร่วมเป็นเจ้าของ 10 หุ้น HEALTHCARE
-MEGA10HEALTH หมายถึง กองทุน MEGA10 HEALTHCARE ชนิดสะสมมูลค่า (MEGA10HEALTH-A) และกองทุน MEGA10 HEALTHCARE เพื่อการเลี้ยงชีพ (MEGA10HEALTHRMF)

โดยมีนโยบายการลงทุนแบบ Rule Base Approach ลงทุนในตราสารทุน และ /หรือใบรับฝากหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (American Depositary Receipt (ADR)) ของบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) หรือ ตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq Stock Market: NASDAQ) หรือตลาดอื่นใดในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับสุขภาพ และเป็นหลักทรัพย์ที่ถูกจัดกลุ่มอยู่ในหมวดอุตสาหกรรม Healthcare (Healthcare Sector)โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในรูปของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) และไม่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยคัดเลือกหลักทรีพย์ที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมย่อย 5 กลุ่ม ได้แก่

-เทคโนโลยีการดูแลสุขภาพ (Healthcare Technology)
-เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology)
-เภสัชกรรม (Pharmaceuticals)
-เครื่องมือและบริการด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences Tools & Services)
-อุปกรณ์ดูแลสุขภาพ (Health Care Equipment)

โดยผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาเลือกลงทุนในตราสารทุนของบริษัทข้างต้นจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องจำนวน 10 บริษัท เช่น

-Eli Lilly บริษัทผู้ถือครองส่วนแบ่งการตลาดส่วนใหญ่กลุ่มยาเบาหวาน และลดน้ำหนัก
-Merck & Co บริษัทผู้ถือครองส่วนแบ่งการตลาดส่วนใหญ่กลุ่มยาภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับมะเร็ง
-AstraZeneca ยาโรคหัวใจล้มเหลว และการลงทุนด้าน Cell & Gene Therapy
-Abbott Laboratories ผู้ผลิตอุปกรณ์ตรวจน้ำตาลในเลือดแบบไม่ต้องเจาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
-Intuitive Surgical ผู้ผลิตหุ่นยนต์ผ่าตัดรายใหญ่
(อ้างอิง : เว็บไซต์ทางการของแต่ละบริษัท และ Yahoo Finance)

*บริษัทดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ ตามเกณฑ์การลงทุนและสภาวะการลงทุน ณ ขณะนั้น

กองทุนมีการลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และอาจมีการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Healthcare จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถศึกษารายละเอียดและเริ่มต้นลงทุนได้ที่ บลจ.ทาลิส 02-0150215, 02-0150216, 02-0150222 หรือ www.talisam.co.th และผู้สนับสนุนการขายหลายราย

คำเตือน: การลงทุนในกองทุนรวมตราสารแห่งทุนอาจมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษีของกรมสรรพากร ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา นอกจากนี้อาจต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร

ผลการดำเนินงานในอดีต/ ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

12/06/2025

ทำธุรกิจยุคนี้
หัวใจหลักคือ "การสื่อสาร"
อย่าทำตัวแบบเป็นพวก สื่อสารช้า
ยิ่งรอนาน ยิ่งเสียหายมาก
หลายคนเข้าใจผิดว่าผู้นำที่ดีต้องยึดมั่นในคำตัดสินใจเดิมเสมอ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม การเปลี่ยนใจเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอาจเป็นสิ่งที่ชาญฉลาดที่สุด
Ralph Waldo Emerson เคยเขียนไว้ว่า "ความคงเส้นคงวาแบบโง่เขลาคือปีศาจร้ายในใจคนคิดแคบ" แม้ภาพลักษณ์ของผู้นำที่แข็งแกร่งจะเป็นคนที่ตัดสินใจกล้าหาญและยึดมั่นในสิ่งนั้น แต่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ต้องสามารถปรับตัวเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน
Art Markman ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก University of Texas at Austin และผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมองค์กร บอกว่าแผนการที่ดูเหมือนยอดเยี่ยมในวันหนึ่ง อาจกลายเป็นข้อเสียปัญหาใหญ่เมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม
ปัญหาคือเมื่อผู้นำเปลี่ยนใจ การตัดสินใจและแผนการเดิมมีผลกระทบต่อชีวิตของคนจำนวนมาก พนักงานกำลังทำงานตามแผนที่วางไว้ ลูกค้าหรือซัพพลายเออร์อาจวางแผนงานอนาคตตามแผนเริ่มแรก การเปลี่ยนใจอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อคนเหล่านี้ ทำให้ผู้นำรู้สึกผิดและอยากเลื่อนการประกาศออกไปจนถึงนาทีสุดท้าย
แต่ Markman เตือนว่า "อย่ากลัวกับการตัดสินใจที่ยาก" เพราะการประกาศการเปลี่ยนแปลงล่าช้าจะสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์
1. ผลกระทบของการสื่อสารช้า ยิ่งรอนาน ยิ่งเสียหายมาก
เมื่อผู้นำรู้ว่าต้องเปลี่ยนทิศทาง แต่ยังไม่บอกทีม คนในองค์กรจะยังคงใช้เวลาและทรัพยากรกับแผนเก่าที่จะไม่ได้ผล ยิ่งรอนาน ทรัพยากรที่สูญเสียยิ่งมาก รวมถึงโอกาสที่จะปรับทิศทางและสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่า
2. ความไว้วางใจที่สูญหาย การปิดบังข้อมูลทำลายความเชื่อมั่น
พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อตัดสินใจในชีวิตและงานของตนเอง เมื่อผู้นำปิดบังการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ จะทำให้คนรู้สึกถูกหลอกและไม่ไว้วางใจในอนาคต
3. โอกาสในการปรับตัวที่หายไป การแจ้งล่วงหน้าช่วยให้ทุกคนเตรียมตัว
เมื่อรู้ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงเร็ว ทีมงานสามารถหาทางเลือกใหม่ ปรับแผนงาน หรือเตรียมรับมือกับผลกระทบได้ดีกว่า การรอจนนาทีสุดท้ายทำให้ทุกคนต้องเผชิญกับสถานการณ์อย่างไม่มีทางเลือก
4. วิธีสื่อสารการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ ความโปร่งใสสร้างความเข้าใจ
Markman แนะนำให้ผู้นำอธิบายเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน บอกข้อมูลใหม่ที่ได้รับ และยอมรับว่าการตัดสินใจนี้อาจส่งผลกระทบต่อคนอื่น การแสดงความเข้าใจและความเป็นมนุษย์จะช่วยให้คนอื่นเข้าใจและยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น
5. การเปลี่ยนใจคือสัญญาณของผู้นำที่ฉลาด ยืดหยุ่นดีกว่าดื้อรั้น
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำที่ดีต้องสามารถปรับทิศทางเมื่อมีข้อมูลใหม่ การยึดติดกับแผนเก่าเพียงเพราะกลัวดูไม่แน่วแน่ อาจนำไปสู่ความล้มเหลวที่ใหญ่กว่า ความกล้าหาญที่แท้จริงคือการยอมรับความผิดพลาดและเปลี่ยนทิศทางเพื่อผลดีของทุกคน
ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิด แต่เป็นคนที่กล้าแก้ไขเมื่อรู้ว่าผิด และสื่อสารการเปลี่ยนแปลงอย่างซื่อสัตย์และทันท่วงที กุญแจสำคัญคือความโปร่งใสและความเคารพต่อคนที่จะได้รับผลกระทบ
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน
อ้างอิง
https://bit .ly/3HyZ0kO

04/06/2025

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม)
ส่วนกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ คาดว่าอยู่ที่ระดับ 32.50-33.00 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.50-32.75 บาท/ดอลลาร์
#ค่าเงินบาทวันนี้ #ค่าเงินวันนี้ #เงินดอลลลาร์ #เช็กค่าเงิน #อัตราแลกเปลี่ยน

03/06/2025

“คู่แข่ง” รูปแบบไหนบ้าง ? ที่ธุรกิจต้องพร้อมรับมือ /โดย ลงทุนแมน
“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”
ประโยคสุดคลาสสิกนี้ เราน่าจะเคยได้ยินจากภาพยนตร์หรือซีรีส์จีนหลากหลายเรื่อง

ซึ่งเป็นข้อคิดเชิงปรัชญาจากซุนวู ผู้เขียนตำราพิชัยสงครามชื่อดัง

และในทางธุรกิจก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน เพราะถ้าหากบริษัทไหน สามารถเข้าใจคู่แข่งของตัวเองได้เป็นอย่างดีแล้ว ก็จะทำให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้

แล้วคู่แข่ง ที่ธุรกิจต้องรับมือ มีกี่รูปแบบ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ในโลกของธุรกิจ นอกจากการโฟกัสความต้องการของลูกค้าแล้ว “คู่แข่ง” ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่บริษัทไม่ควรมองข้าม

เพราะการล้มละลายของหลาย ๆ ธุรกิจในอดีต ก็มาจากการที่มีคู่แข่ง เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง
แล้วคู่แข่งที่ว่า จะมาในรูปแบบไหนได้บ้าง ?

จริง ๆ แล้ว คู่แข่งอาจเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดได้หลายรูปแบบ โดยหากแบ่งตามการซ้อนทับกันของผลิตภัณฑ์หรือบริการ จะแบ่งได้ 4 รูปแบบ คือ

1. คู่แข่งโดยตรง (Direct Competitors) เป็นคู่แข่งที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการ ที่คล้ายคลึงกัน โดยอาจขายสินค้าประเภทเดียวกัน ในตลาดเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น น้ำผลไม้รวม แบรนด์ A และแบรนด์ B ซึ่งมีราคา และคุณสมบัติที่เหมือนกัน

2. คู่แข่งทางอ้อม (Indirect Competitors) เป็นคู่แข่งที่มีสินค้าหรือบริการ ที่แตกต่างกัน แต่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ในลักษณะเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น น้ำผลไม้รวม 100% กับน้ำแร่ธรรมชาติ หรือน้ำสมุนไพร ที่สามารถตอบสนองความกระหายน้ำ และดีต่อสุขภาพด้วยกันทั้งคู่

3. คู่แข่งที่มาทดแทนกันได้ (Substitute Competitors) เป็นคู่แข่งที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการ ซึ่งสามารถแทนที่กันได้

ตัวอย่างเช่น น้ำผลไม้รวม กับวิตามินรวม ที่มีสารอาหารจากผลไม้สกัด รวมทั้งวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งบางคนเชื่อว่า สามารถทดแทนการบริโภคผลไม้ได้

4. คู่แข่งที่มีศักยภาพ (Potential Competitors) เป็นคู่แข่งที่ไม่ได้แข่งในลักษณะของสินค้าหรือบริการ ที่เหมือนกันโดยตรง

แต่ขายสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ ที่อาจมาดิสรัปต์ธุรกิจดั้งเดิม ซึ่งส่วนมาก คู่แข่งประเภทนี้มักจะมาพร้อมเทคโนโลยีที่เหนือกว่า หรือโมเดลธุรกิจแบบใหม่ ทำให้สามารถขยายธุรกิจได้รวดเร็วกว่า และดึงดูดใจลูกค้าได้มากกว่า

ถ้ายกตัวอย่าง โดยอิงจากน้ำผลไม้หรือวิตามินรวม ก็คือ
สตาร์ตอัป ที่พัฒนาแอปพลิเคชันสุขภาพ ที่ช่วยติดตามสุขภาพของผู้ใช้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การวิเคราะห์อาหาร การให้คำแนะนำในการบริโภควิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อสุขภาพ ซึ่งอาจมาดิสรัปต์ ธุรกิจวิตามินรวมได้ ด้วยการให้คำแนะนำแบบเฉพาะบุคคล

รวมถึงสตาร์ตอัปที่เน้นพัฒนาเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแบบใหม่ ที่มีส่วนผสมพิเศษ ซึ่งอาจทดแทนน้ำผลไม้ได้

หรืออีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คือ ธุรกิจสตรีมมิง ที่มาดิสรัปต์ ธุรกิจร้านเช่าวิดีโอ ไปจนถึงโรงภาพยนตร์

โดยนอกจากคู่แข่งทั้ง 4 รูปแบบที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีคู่แข่งอื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการต้องระมัดระวัง เช่น

- คู่แข่งด้านต้นทุน (Cost Competitors) เป็นคู่แข่งที่เน้นใช้วิธีดัมป์ราคาสินค้าหรือบริการให้ต่ำลง เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่ง ซึ่งคู่แข่งประเภทนี้ มักมีเงินทุนที่มหาศาล ทำให้ยังคงอยู่ในตลาดได้นาน แม้จะขาดทุน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ สินค้าแบรนด์จีนหลากหลายตัว ที่เข้ามาตีตลาดในประเทศไทย

- คู่แข่งในระดับภูมิภาคหรือระดับประเทศ (Regional or National Competitors)
คู่แข่งกลุ่มนี้ จะมีความชำนาญ และมีฐานข้อมูลของลูกค้าอยู่ในปริมาณมาก ทำให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน

เช่น รู้จักและเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในท้องถิ่น
สามารถปรับผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ตรงกับความต้องการของตลาดในภูมิภาคนั้น ๆ
รวมถึงการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนและผู้บริโภคในพื้นที่

ตัวอย่างเช่น แบรนด์ร้านกาแฟท้องถิ่น ที่เอาชนะแบรนด์กาแฟระดับโลกในประเทศของตัวเองได้ เพราะเข้าใจผู้บริโภคในพื้นที่มากกว่า

ต้องบอกว่าในบางกรณี คู่แข่งรายใดรายหนึ่ง อาจมีความทับซ้อนอยู่ได้หลายประเภท ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการว่า จะมีมุมมองต่อคู่แข่งแต่ละรายอย่างไร

- คู่แข่งที่เคยเป็นลูกค้าหรือซัปพลายเออร์ วันหนึ่งอาจกลายมาเป็นคู่แข่งของเราโดยตรง

- คู่แข่งที่มีสายป่านทางธุรกิจ หรือเส้นสายทางการเมืองที่แน่นหนากว่า ซึ่งมักได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ

- คู่แข่งที่ถือครองทรัพยากรหายาก ทำให้มีความได้เปรียบในด้านการผลิต

การเตรียมรับมือกับคู่แข่งประเภทต่าง ๆ แม้อาจจะไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจ มีรายได้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกดิสรัปต์ หรือขโมยส่วนแบ่งตลาดไปได้

เพราะถ้าหากธุรกิจ หรือผู้ประกอบการคนไหน รู้เท่าทัน และมีความสามารถในการรับมือ พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้แล้ว

ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจ สามารถอยู่รอดบนสังเวียนได้ยาวนานขึ้น..
╔═══════════╗
ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman

01/06/2025

จากเบียร์ สู่เงินเดือน และหุ้น วิวัฒนาการ 5,000 ปีของค่าตอบแทนมนุษย์ /โดย ลงทุนแมน
“แค่ได้เบียร์เป็นค่าตอบแทน ก็พอใจแล้ว”
นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเมื่อ 5,000 ปีก่อน กับคนงานในเมโสโปเตเมีย หรือแถบอิรักในปัจจุบัน

แต่ปัจจุบัน ค่าตอบแทน ค่อย ๆ ได้รับการพัฒนา ให้มีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือน โบนัส ค่าตอบแทนพิเศษ ไปจนถึงให้ผลตอบแทนเป็นหุ้นของบริษัทนั้น ๆ

แล้วจากเบียร์ กลายมาเป็นเงินเดือนได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ย้อนกลับไปเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว..

มีหลักฐานชิ้นแรกที่บันทึกเป็นตัวอักษรคูนิฟอร์ม ไว้ว่า ในสมัยเมโสโปเตเมีย มีการจ่ายค่าตอบแทน ให้กับคนทำงาน เป็นเบียร์ทุกวันตามผลงาน

และในอาณาจักรโบราณอื่น ๆ ของโลก
ก็ให้ค่าตอบแทนกับคนงานด้วยสิ่งของที่มีค่าหรือ
ของจำเป็นในชีวิตประจำวันที่ต้องกินต้องใช้

จนกระทั่งมนุษย์เริ่มคิดค้นระบบเงินตราได้สำเร็จ อารยธรรมต่าง ๆ ก็เริ่มให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน อย่างไรก็ตาม บางเวลาก็ยังคงมีการ ให้ค่าตอบแทนเป็นสิ่งของเหมือนเดิม

ตัวอย่างเช่น ในอาณาจักรอียิปต์โบราณ
มีการให้เมล็ดพันธ์ุพืชและพืชผัก ที่เป็นสิ่งของมีค่าในช่วงฤดูหนาว เพราะเป็นของที่หายากในเวลานั้น

3,500 ปีต่อมา หรือช่วงศตวรรษที่ 4 ถึง 5 ซึ่งเป็นช่วงที่อาณาจักรโรมันรุ่งเรือง

มีหลักฐานบันทึกไว้ว่า ทหารโรมันจะได้เงินเดือนเป็นเกลือแทน

เพราะเกลือในอดีต เป็นของที่หายาก ถ้าเก็บไม่ดีจะขึ้นราได้ง่าย และยังเอาไปถนอมอาหารหรือประกอบอาหารได้หลากหลายอีกด้วย

ทำให้เกลือในสมัยโรมัน มีค่ามากกว่าทองคำเสียอีก
ดังนั้นการให้เกลือเป็นเงินเดือนในตอนนั้น ก็ฟังดูจะมีเหตุผลพอสมควร

ซึ่งแนวคิดนี้เอง ก็ตกทอดมาถึงปัจจุบัน..

รู้หรือไม่ว่า คำว่า Salary หรือที่แปลว่าเงินเดือน ก็ถูกพัฒนามาจากคำว่า Salarium ในภาษาละติน มีความหมายว่า Salt Money หรือเงินเดือนเกลือ

โดยการให้เงินเดือนเป็นสิ่งของ ก็ยังเป็นที่นิยมมาเรื่อย ๆ

จนกระทั่งเข้าสู่ยุคกลางของยุโรป หรือในช่วงศตวรรษที่ 5 ถึง 15 ระบบการให้เงินเดือน ก็เริ่มมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น มีเงื่อนไขให้ชาวนาและคนงาน จะต้องอาศัยอยู่ในที่ดินของขุนนางเจ้าของที่ดิน ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย

พืชผลการเกษตร ที่ชาวนาและคนงานทำได้
ส่วนหนึ่งเก็บไว้กินเองได้ แต่อีกส่วนหนึ่ง ต้องส่งผลผลิตเข้ามาให้กับขุนนางเจ้าของที่ดิน

ซึ่งนอกจากเงินเดือนที่เป็นพืชผลของชาวนา
และคนงานแล้ว ยังมีการคุ้มครองความปลอดภัยของ โบสถ์หรือสถานที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ยุคของการให้เงินเดือนเป็นสิ่งของก็เริ่มค่อย ๆ หายไป เพราะมีสิ่งที่เรียกว่า สมาคมอาชีพ หรือ Guild เกิดขึ้นแทน

สมาคมอาชีพ เป็นการรวมกลุ่มของบรรดาคนทำอาชีพต่าง ๆ เช่น ช่างทอผ้า ช่างไม้ เพื่อช่วยฝึกทักษะของสมาชิกให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น และยังช่วยเหลือเรื่องการขายสินค้าที่ตัวเองทำได้

ซึ่งดูแล้ว ระบบนี้คล้ายกับภาพขององค์กรในปัจจุบัน ตรงที่เราทำงานซึ่งได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน แถมยังมีระบบเทรนนิง เพื่อทำให้เราทำงานได้เก่งมากขึ้น

จนกระทั่งราว 200 ปีก่อน หรือช่วงศตวรรษที่ 18 เมื่อเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การให้เงินเดือน ก็ถูกพัฒนาให้เป็นระบบ และมีความแน่นอนมากขึ้น

การเกิดขึ้นของบรรดาโรงงานจำนวนมาก ทำให้นายจ้างจ่ายเงินเดือนให้คนงาน โดยคิดเป็นรายชั่วโมง หรือรายวัน ตามระยะเวลาที่คนงานทำงานจริง

อย่างไรก็ตาม นายจ้างในสมัยนั้น ก็ได้คิดค้นวิธีใหม่ที่ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน เป็นตัวเงิน แถมยังทำให้ธุรกิจในเครือของตัวเอง ได้ประโยชน์ตามไปด้วย

ด้วยการใช้วิธีที่เรียกว่า Truck System Wages หรือระบบรถบรรทุก ที่ให้คูปองแทนเงินสดกับคนงาน ไปใช้จ่ายซื้อสิ่งของและอาหาร ในร้านค้าของนายจ้าง..

ส่วนในฝั่งสหรัฐอเมริกา ยุคนั้นก็เริ่มมีการใช้ระบบ Scrips ซึ่งคล้าย ๆ กับคูปองแทนเงินสดในฝั่งยุโรป

คนงานจะได้รับค่าตอบแทนในรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินสด ยกตัวอย่างเช่น Gift Voucher ซึ่งคนงานสามารถนำไปใช้จ่ายซื้อของในร้านของนายจ้างได้

ด้วยวิธีแบบนี้ ทำให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินเดือนโดยตรง แถมยังทำให้ธุรกิจร้านค้าของตัวเองรุ่งเรือง และสร้างความมั่งคั่งให้กับนายจ้างได้ต่อเนื่อง

แต่คนงานกลับเสียเปรียบแทน เพราะเท่ากับว่า จะไม่สามารถเอาเงินไปใช้จ่ายที่ไหนได้เลย นอกจากร้านค้าของนายจ้าง แถมยังขึ้นเงินเดือนยากอีกด้วย

สุดท้ายแล้ว คนงานก็ออกมาประท้วงให้ยกเลิกระบบนี้ได้สำเร็จ

ซึ่งจุดนี้เองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ค่าแรงขั้นต่ำ” นับตั้งแต่นั้นมา

จนในปัจจุบัน เงินเดือนค่าจ้าง ก็ได้พัฒนาไปไกลมากขึ้น
มีทั้งโบนัส ค่าตอบแทนพิเศษ ไปจนถึง Stock Option หรือการให้ผลตอบแทนเป็นหุ้นบริษัท

ซึ่งเป็นท่าประจำ ที่บรรดาสตาร์ตอัปและบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกามักใช้กัน โดยจะให้หุ้นกับพนักงาน หากทำงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

เรื่องนี้ดูจะ Win-Win ทั้งฝั่งบริษัทและพนักงาน เพราะบริษัทก็ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนเพิ่ม แบบก้าวกระโดดทุกปี เพื่อรั้งพนักงานเก่ง ๆ เอาไว้ แถมยังเก็บเงินสดไว้ไปทำอย่างอื่นต่อได้

ส่วนพนักงานหรือผู้บริหารที่ได้สิทธิ์ ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น จากการปรับตัวของราคาหุ้นในอนาคต

พอเป็นแบบนี้ ทำให้ผู้บริหารบริษัทระดับโลกหลายคน มีความมั่งคั่งแบบก้าวกระโดด

ถึงตรงนี้ ก็คงเห็นแล้วว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

มนุษย์ก็ยังคงอยากได้ค่าตอบแทนอะไรบางอย่าง แลกกับงานที่ตัวเองลงแรงไป

จากเบียร์ สู่เกลือ
จากเกลือ สู่เงินเดือน
จากเงินเดือน กลายเป็นส่วนแบ่งหุ้น

ก็น่าคิดว่าในสมัยก่อน เบียร์สักแก้วก็ทำให้คนเราพอใจได้แล้ว

แต่มาวันนี้ การได้เงินเดือนสูง ๆ โบนัสเยอะ ๆ หรือ Stock Option กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราพอใจได้มากกว่า

สุดท้ายแล้ว หลาย ๆ คนก็คงเอาเงินที่ได้ กลับไปซื้อเบียร์ ซึ่งเป็นค่าตอบแทนแรกสุด ที่มนุษย์เคยได้รับ..
╔═══════════╗
ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman

นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดสิงคโปร์...
13/05/2025

นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดสิงคโปร์เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 18.01 โดยขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 5 จากเดิมในอันดับที่ 12 ซึ่งเป็นการเดินทางหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งทั่วไปในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ชะลอตัวด้านการเดินทางซึ่งถือเป็นแนวโน้มปกติของช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low season)

ทองยังไหว!?เกือบหลุดแต่กลับมาได้เช้านี้ทรงตัว $3225ราคาทองยังถูกกดดันเกือบหลุด $3200 ก่อนจะมีแรงซื้อบางส่วนช่วยพยุงให้รา...
13/05/2025

ทองยังไหว!?
เกือบหลุดแต่กลับมาได้
เช้านี้ทรงตัว $3225

ราคาทองยังถูกกดดันเกือบหลุด $3200 ก่อนจะมีแรงซื้อบางส่วนช่วยพยุงให้ราคาทรงตัวแถว $3225 ในเช้านี้

🔴 ปัจจัยกดดันทองคำเวลานี้ 🔴
- เจรจาข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-จีน ส่อแววสดใส
- ความเชื่อมั่นตลาดการเงินฟื้นตัว
- ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวแดนบวก นำโดย ดัชนี S&P500 ปรับขึ้นรายวันมากสุดเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5ปี
- ดอลลาร์แข็งค่า
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น
- อินเดีย-ปากีสถาน ระงับข้อพิพาทชั่วคราว
- กระแสเฟดลดดอกเบี้ยปีนี้ลดลง ตลาดคาดอาจลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ก.ค. (คาดการณ์เดิม มิ.ย.) พร้อมมองปีนี้อาจลดได้ 2 ครั้ง (เดิมคาดไว้ 3 ครั้ง)
- Goldman Sacha ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯถดถอย ล่าสุดมองโอกาส 35% (เดิมคาดไว้ 45%) พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีสหรัฐฯปีนี้อาจโตได้ 1% (เดิม 0.5%)

ประเด็นใหญ่กระทบตลาดทองคำ หนีไม่พ้นเจรจา Trade War หาข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-จีน โดยล่าสุด
สหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นในเดือนเมษายนปีนี้จาก 145% เหลือ 30% ขณะที่จีนก็จะลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ จาก 125% เหลือ 10% มาตรการใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 90 วัน

Giovanni Staunovo นักวิเคราะห์จาก UBS กล่าวว่า ความคืบหน้าและการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ กำลังลดความต้องการในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

📌 ปัจจัยที่ต้องติดตาม
- ดัชนี CPI สหรัฐฯ ที่เป็นตัวบ่งชี้เงินเฟ้อ (ประกาศคืนนี้)
- ปธน. ยูเครน เตรียมพบ ปธน. รัสเซีย

ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ระบุว่าเขาพร้อมที่จะพบกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ภายในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์ เรียกร้องให้เขายอมรับข้อเสนอของผู้นำรัสเซียในการเจรจาสันติภาพที่ตุรกี “ทันที”

อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้มีแรงซื้อในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อราคาทองคำ

อ้างอิง: FXStreet, Financial Times, Reuters

13/05/2025

🔔วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม 2568🔔
ณ เวลา 09.06 น.
ราคาทองปรับขึ้น 🔼 100 🔼 นะคะ

ห้างทองเยาวราชกรุงเทพ "เรายกเยาวราชมาให้คุณ"
ติดตามห้างทองเยาวราชกรุงเทพได้ผ่านช่องทาง
👉 https://linktr.ee/yaowaratkrungthep

พบกับเราได้ในห้างโลตัส บิ๊กซี เซ็นทรัล โรบินสัน ท็อปส์ทั่วประเทศ
แวะมาใช้บริการกันเยอะๆ นะคะ

#ราคาทอง #ราคาทองวันนี้ #ห้างทองเยาวราชกรุงเทพ #ห้างทอง #ร้านทอง #ร้านทองเยาวราช #ค่ากำเหน็จถูก #ร้านทองออนไลน์ #ทองคำแท้ #ทองเยาวราช #สร้อยทอง #สร้อยคอ #สร้อยข้อมือ #แหวนทอง #กำไลทอง #จี้ทอง #ร้านทองในบิ๊กซี #ร้านทองในโลตัส #ร้านทองในเซ็นทรัล #ร้านทองในโรบินสัน #เรายกเยาวราชมาให้คุณ #ทองดีมีคุณภาพ #ทองเยาวราช #ทองรูปพรรณ #ทองดีราคาถูก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 7 เดือน แต่พลิกอ่อนค่ากลับมาหลังผลการประชุมเฟด ทั้ง...
12/05/2025

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 7 เดือน แต่พลิกอ่อนค่ากลับมาหลังผลการประชุมเฟด ทั้งนี้เงินบาทแข็งค่าผ่านแนว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 7 เดือนที่ 32.56 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก
สถานะของเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทย และแรงหนุนต่อค่าเงินเอเชียในภาพรวมตามการคาดหวังว่า การเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ น่าจะมีสัญญาณเชิงบวกในช่วงข้างหน้า
สัปดาห์ระหว่างวันที่ 12-16 พ.ค. 2568 KBank คาดกรอบ 32.60-33.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ด้าน หุ้นไทย KSecurities คาดแนวรับที่ 1,195 และ 1,185 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,220 และ 1,230 จุด ตามลำดับ
ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ สัญญาณการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ราคาทองคำในตลาดโลก ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต และยอดค้าปลีกเดือนเม.ย. ของสหรัฐฯ ตลอดจนตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2568 ของยูโรโซน อังกฤษและญี่ปุ่น ส่วนตลาดหุ้นยังมีปัจจัย ผลประกอบการไตรมาส 1/2568 ของบจ.ไทย

เจ้าของธุรกิจส่วนตัว โรงงาน บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด รีสอร์ท โรงแรม กิจการขนาดกลาง และขนาดใหญ่✅ สมัครง่าย รู้ผลอนุมัติไว...
12/05/2025

เจ้าของธุรกิจส่วนตัว โรงงาน บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด รีสอร์ท โรงแรม กิจการขนาดกลาง และขนาดใหญ่
✅ สมัครง่าย รู้ผลอนุมัติไว
✅ ฟรี! ค่าธรรมเนียมการให้สินเชื่อ
✅ ผ่อนสบายแบบลดต้นลดดอกนานสูงสุด 5 ปี
✅ ฟรี! ค่าธรรมเนียม ตลอดอายุสัญญา
✅ วงเงินอนุมัติสูงสุด 10 ล้านบาท
ให้เราเป็นผู้ช่วยด้านเงินทุน SME ของคุณ

สมัครเลยที่นี่ เพื่อรับคำปรึกษาฟรี
ขอปรึกษาสอบถามได้ที่
☎️ 082-606-0917 คุณบูม
☎️ 099-548-2347 คุณเก่ง

Email : [email protected]
website : http://www.blfb.info/

12/05/2025

🔔วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม 2568🔔
ณ เวลา 09.03 น.
ราคาทองปรับลง 🔽 650 🔽 นะคะ

ห้างทองเยาวราชกรุงเทพ "เรายกเยาวราชมาให้คุณ"
ติดตามห้างทองเยาวราชกรุงเทพได้ผ่านช่องทาง
👉 https://linktr.ee/yaowaratkrungthep

พบกับเราได้ในห้างโลตัส บิ๊กซี เซ็นทรัล โรบินสัน ท็อปส์ทั่วประเทศ
แวะมาใช้บริการกันเยอะๆ นะคะ

#ราคาทอง #ราคาทองวันนี้ #ห้างทองเยาวราชกรุงเทพ #ห้างทอง #ร้านทอง #ร้านทองเยาวราช #ค่ากำเหน็จถูก #ร้านทองออนไลน์ #ทองคำแท้ #ทองเยาวราช #สร้อยทอง #สร้อยคอ #สร้อยข้อมือ #แหวนทอง #กำไลทอง #จี้ทอง #ร้านทองในบิ๊กซี #ร้านทองในโลตัส #ร้านทองในเซ็นทรัล #ร้านทองในโรบินสัน #เรายกเยาวราชมาให้คุณ #ทองดีมีคุณภาพ #ทองเยาวราช #ทองรูปพรรณ #ทองดีราคาถูก

ด่วน! ตลาดหุ้นไทยกำลังจะฟื้นแรง! “ปรากฏการณ์เศรษฐี – สี่โหงวลัก” ปี 2568อ้างอิงคำทำนายตามโหราศาสตร์ไทย ที่ โหรฟองสนาน จา...
12/05/2025

ด่วน! ตลาดหุ้นไทยกำลังจะฟื้นแรง! “ปรากฏการณ์เศรษฐี – สี่โหงวลัก” ปี 2568

อ้างอิงคำทำนายตามโหราศาสตร์ไทย ที่ โหรฟองสนาน จามรจันทร์ ตั้งชื่อขึ้น เพื่ออธิบาย “จังหวะพลังบวกทางจักรวาล” ที่เชื่อว่าจะส่งผลให้ ตลาดหุ้นไทยและระบบเศรษฐกิจมีโอกาสเฟื่องฟูในระยะสั้น โดยเฉพาะช่วง 30 เมษายน 2567 ถึง 13 พฤษภาคม 2568
________________________________________

🔍 แปลแบบเข้าใจง่าย:
🔸 “เศรษฐี” =
ตำแหน่งของดาว พฤหัสบดี (๕) ซึ่งเป็นดาวแห่งความรู้และความมั่งคั่ง
โคจรเข้าสู่ ราศีพฤษภ ซึ่งในดวงเมืองไทยคือ “เรือนการเงิน”
⇒ ถือเป็นจังหวะ “เปิดโชคทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการสร้างฐานะ”
________________________________________

🔸 “สี่โหงวลัก” =
เป็นการรวมพลังของดาว 4 ดวงที่เกี่ยวข้องกับ “ทรัพย์สิน โชคลาภ ความมั่งมี” ได้แก่:
• พฤหัสบดี (๕) → สติปัญญา, ครู, การลงทุนระยะยาว
• ศุกร์ (๖) → ความสุข, ความรัก, ความหรูหรา
• พุธ (๔) → การค้า, เงินหมุน, การเจรจา
• จันทร์ (๒) → มวลชน, ความนิยม, สภาพคล่อง
หากดาวเหล่านี้โคจรเข้าตำแหน่งเกื้อหนุนกัน → จะก่อพลังบวกด้าน “เงิน-งาน-โอกาส”
________________________________________

🧠 ความหมายเชิงเศรษฐกิจ:
• ตลาดหุ้นจะมี “จังหวะฟื้น” อย่างชัดเจนในช่วงต้นปี 2568
• เม็ดเงินจากทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มไหลเข้า
• นักลงทุนหน้าใหม่/นักเก็งกำไรอาจเข้ามาเพิ่มมากขึ้น
• หุ้น IPO, กลุ่มเทคโนโลยี, พลังงานสะอาด, และสุขภาพอาจ “ได้อานิสงส์”
________________________________________

⚠️ แต่! มีคำเตือน:
• ฟองสนานเตือนว่า “เป็นโชคที่แฝงอันตราย”
เพราะหลังจากนี้ (กลางปี 2568 เป็นต้นไป) → ดาวเสาร์ (๗) ซึ่งเป็นดาวทุกข์ โคจรเข้าสู่ตำแหน่งอ่อน
• มีโอกาสเกิด ฟองสบู่แตก, ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ, หรือภาวะตกใจ (Panic Sell)
________________________________________

🎯 สรุปแบบนักลงทุน:
ช่วงเวลา พลังดาว แนวโน้มตลาด กลยุทธ์แนะนำ
พ.ค. 67 – เม.ย. 68 ✅ บวกแรง ตลาดวิ่งได้ เข้าเก็งรอบ, ซื้อหุ้นดี
พ.ค. 68 – เม.ย. 69 ⚠️ ลบแฝง เสี่ยงสะเทือน ทยอยขาย, ถือเงินสด, ปรับพอร์ต

ที่อยู่

Bangkok
10240

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bangkok SME Creditผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์