14/08/2026
# ทำไมคนมีทรัพย์สินสูงยังซื้อประกัน?
หลายคนอาจมีคำถามว่า
**ถ้ามีทรัพย์สินเป็นร้อยล้าน มีหุ้น มีธุรกิจ มีอสังหาริมทรัพย์ และมีพอร์ตลงทุนอยู่แล้ว… ยังจำเป็นต้องซื้อประกันชีวิตอีกหรือ?**
ถ้ามองประกันเพียงมิติเดียวว่าเป็นเครื่องมือ “ทดแทนรายได้เมื่อเสียชีวิต” คำถามนี้ก็ดูสมเหตุสมผล
แต่ในโลกของ **Wealth Planning** คนที่มีทรัพย์สินมากไม่ได้ใช้ประกันเพียงเพื่อความคุ้มครอง
เขาใช้ประกันเป็นส่วนหนึ่งของ **Wealth Transfer Planning**
โดยเฉพาะ 3 เรื่องสำคัญ
------------------
1. Market Volatility & Forced-Sale Risk
ปัญหาแรกคือ
**เราเลือกวันที่เสียชีวิตไม่ได้ และก็เลือกสภาวะตลาดในวันนั้นไม่ได้เช่นกัน**
สมมติครอบครัวหนึ่งมี
* หุ้น 300 ล้านบาท
* ตราสารหนี้ 200 ล้านบาท
* เงินสด 50 ล้านบาท
รวมทรัพย์สินสภาพคล่องประมาณ **550 ล้านบาท**
แต่ถ้าเกิด Market Drawdown รุนแรงในช่วงเดียวกัน เช่น หุ้นลดลง 30% และตราสารหนี้ลดลง 10%
มูลค่าพอร์ตอาจลดจาก 550 ล้านบาท เหลือประมาณ **440 ล้านบาท**
ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “พอร์ตขาดทุน”
เพราะหากเป็นนักลงทุนระยะยาว เราอาจเลือกถือสินทรัพย์ต่อและรอให้ตลาดฟื้นได้
แต่ถ้าเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตในช่วงนั้น และครอบครัวต้องใช้เงินสดทันที
สถานการณ์จะเปลี่ยนเป็น
**Life Event → Liquidity Need → Forced Sale of Assets**
ครอบครัวอาจต้องขายหุ้น ขายตราสารหนี้ หรือแม้แต่ขายทรัพย์สินอื่นในช่วงเวลาที่ราคาไม่เหมาะสม
ดังนั้น Insurance ไม่ได้ทำหน้าที่ Hedge ความผันผวนของตลาดโดยตรง
แต่ทำหน้าที่เป็น
**Tail-Risk Liquidity Hedge**
หรือแหล่งเงินสดที่เกิดขึ้นเมื่อ Life Event เกิดขึ้นพอดี
เป้าหมายคือ **ไม่ให้ความต้องการเงินสดบังคับให้ครอบครัวต้องขายสินทรัพย์ผิดเวลา**
------------------
2. Estate Leakages
การมีทรัพย์สิน 100 ล้านบาท ไม่ได้หมายความว่าทายาทจะได้รับ 100 ล้านบาทเต็ม ๆ
ระหว่างทางอาจมี
หนี้สิน
ค่าทนายและค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย
ภาษีที่เกี่ยวข้อง
ค่าใช้จ่ายในการจัดการทรัพย์สิน
ค่าใช้จ่ายสุดท้าย
รวมถึงภาระอื่น ๆ ตามโครงสร้างทรัพย์สินของแต่ละครอบครัว
สิ่งเหล่านี้คือ **Estate Leakages**
ปัญหาที่ซ่อนอยู่คือ ถึงครอบครัวจะ “รวยในงบดุล” แต่ทรัพย์สินจำนวนมากอาจอยู่ในรูป
ธุรกิจ
อสังหาริมทรัพย์
หุ้น
หรือสินทรัพย์ที่ไม่ควรถูกขายทันที
สิ่งที่กองมรดกขาดจึงอาจไม่ใช่ Wealth
แต่คือ **Liquidity**
Insurance จึงสามารถเข้ามาสร้าง **Estate Liquidity** เพื่อรองรับภาระเหล่านี้ โดยไม่ต้องรีบขายสินทรัพย์หลักของครอบครัว
------------------
3. Estate Equalization
เรื่องนี้ผมมองว่าสำคัญมาก และบางครั้งสำคัญกว่าเรื่องภาษีเสียอีก
เพราะทรัพย์สินทุกประเภท **แบ่งครึ่งไม่ได้**
สมมติครอบครัวมีลูกสองคน และทรัพย์สินสำคัญที่สุดคือธุรกิจครอบครัวมูลค่า 300 ล้านบาท
ลูกคนหนึ่งทำธุรกิจต่อ
แต่อีกคนไม่ได้อยู่ในธุรกิจ
ถ้าต้องการแบ่งมรดกอย่าง “เท่าเทียม” เราจะทำอย่างไร?
ขายกิจการแล้วแบ่งเงิน?
อาจเป็นคำตอบในทางคณิตศาสตร์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว
อีกวิธีหนึ่งคือ
**Heir A → รับกิจการ 300 ล้านบาท**
**Heir B → รับเงินจาก Life Insurance 300 ล้านบาท**
ธุรกิจไม่ต้องถูกขาย
คนที่เหมาะสมสามารถบริหารกิจการต่อ
และทายาทอีกคนก็ได้รับมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับใกล้เคียงกัน
นี่คือแนวคิดของ
**Estate Equalization**
ประกันจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียง “เพิ่มมรดก”
แต่สามารถช่วย **ออกแบบว่า Wealth จะถูกส่งต่ออย่างไร**
---
ผมจึงมองว่า สำหรับครอบครัวที่มีทรัพย์สินมาก คำถามไม่ควรเป็นเพียง
**“มีเงินเยอะแล้ว ยังต้องซื้อประกันอีกหรือ?”**
แต่ควรถามว่า
**วันที่ Wealth ต้องถูกส่งจาก Generation หนึ่งไปยังอีก Generation หนึ่ง เรามี Liquidity เพียงพอหรือไม่?**
เราจะรับมือกับ Market Drawdown อย่างไร?
เราจะจ่าย Estate Obligations โดยไม่ขายทรัพย์สินหลักได้หรือไม่?
และเราจะแบ่งทรัพย์สินที่ “แบ่งไม่ได้” ให้ทายาทอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร?
ในมุมนี้
> **Insurance is not merely a protection product.
> It can be a Wealth Transfer Planning Tool.**
มันช่วยสร้าง Liquidity
ช่วยลด Forced-Sale Risk
ช่วยรองรับ Estate Leakages
และช่วยทำ Estate Equalization
สำหรับคนที่มี Wealth มากขึ้น บางครั้งสิ่งที่ต้องบริหารไม่ใช่แค่ **How to Grow Wealth**
แต่คือ
**How to Preserve, Transfer and Divide Wealth — without destroying the assets that created it.**