27/08/2026
นักลงทุน ไม่จำเป็นต้องลงทุนแค่พอร์ต
ลงทุนในชีวิตด้วย
การออกกำลังกาย
ความรู้ใหม่ที่จะนำไปสู่ Way ต่างๆ
และสำคัญสุดคือ Priority
ต้องรู้ว่า 1 จะนำพาไป 2
2 นำพาไป 3
แล้วจะไปถึงเป้าไวมากขึ้นครับ🩷
ถ้าใครที่เป็นนักเทรด นักลงทุนเเบบมืออาชีพจริงๆ เท่าที่ผมสังเกตเลยก็คือ เขาจะมีความละเมียดละไมในการจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก
หรืออาจจะมองหลัก Maximize Efficiency จนบางทีคนภายนอกเขามองเข้ามา อาจจะมองว่าเขาเป็นคน "ขี้งก" หรือ "เวอร์" ได้
คือผมต้องบอกอย่างนี้ว่า มันอาจจะเป็นเพียงข้อสังเกตจากนักเทรด นักลงทุน ที่เป็นระดับมืออาชีพใกล้ๆ ตัวผมนะ
มันอาจจะไม่ได้ Apply ไปกับทุกเคส เลยอยากให้มองว่าผมมาเมาส์ประสบการณ์ของคนรอบตัวให้ฟัง ไม่ต้องคิดว่าเป็นสาระมากนัก
อะ.. สาเหตุที่ต้องเน้นย้ำว่า เป็นนักเทรด นักลงทุน #มืออาชีพ นั่นก็เพราะ พวกเขาจะมี Principle หรือหลักการในการใช้ชีวิตที่เเตกต่างจากคนที่เทรด หรือลงทุนเล่นๆ อยู่
คือ เขาจะไม่ได้มองว่าตลาดเป็นตู้ ATM หรือเป็นสิ่งที่เราคิดจะเข้า คิดจะออก เเล้วจะได้เงินออกไปง่ายๆ โดยไม่ต้องมีแผน
เเต่เขาจะมองว่า การเทรด การลงทุน มันคือศาสตร์เเละศิลป์ รวมถึงเป็นทักษะวิชาชีพที่ต้องลงมือทำ ลงมือฝึกฝน เเละมีการจดบันทึก มีการลงบัญชีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างอะไรกันกับการทำธุรกิจ
เเละเขาจะต้องมีหลักการในการคิดเเบบเป็นเหตุเป็นผลมาก อย่างน้อยที่สุดต้องรู้ว่า ทำเเล้วได้อะไร เเบกรับความเสี่ยงมากน้อยเเค่ไหน เเละหากทำไป มันจะคุ้มเสี่ยงกว่ากันมากน้อยเพียงใด
ผมขอยกตัวอย่างของพี่กอล์ฟ เเดดดี้ ตอนที่ผมไปเจอพี่กอล์ฟที่เชียงใหม่ เเกเล่าให้ฟังว่า หนึ่งในเรื่องที่แกรู้สึกว่าทำเเล้วตอบโจทย์ชีวิตมาก คือการซื้อเครื่องล้างจานอัตโนมัติ
เเกบอกว่าตอนมานั่งคำนวณอายุการใช้งาน เเล้วเอามาเทียบกับ ROI รวมถึงระยะเวลาที่เเกต้องเสียไป เเกบอกว่ามันคือการ Trade off ที่คุ้มค่ามาก
เเทนที่เราจะเสียเวลาล้างจานมื้อละ 20 นาที (สมมติบ้านอยู่กันหลายคน ล้างคนเดียวก็ใช้เวลาเยอะอยู่นะ) วันนึง เรากินข้าวไป 3 มื้อ รวมๆ กันวันนึงก็ล้างจานไป 1 ชม. เต็มๆ ละ
เเล้วคิดดูว่า ถ้าเราต้องมาทำเเบบนี้ทั้งปี ตีว่าปีๆ นึงก็ 365 ชม. เราเอาเวลาตรงนี้ไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม !?
อย่างสมมติ เครื่องนึง 15k ตีว่าอายุการใช้งาน 3 ปี ก็ตกเฉลี่ยวันละ 13.7 บาท ถ้าคิดเเบบต่อมื้อก็ มื้อละ 4.6 บาท เท่านั้นเอง
ถ้ารวมน้ำยาทำความสะอาดด้วย ก็อาจจะประมาณ มื้อละ 5-6 บาท พี่ยอมจ่ายไอ่เครื่องนี้ทุกๆ 3 ปีดีกว่า พี่จะได้เอาเวลาไปอยู่กับลูก พอผมฟัง ผมก็มองว่าเข้าท่าเเฮะ ฮ่าๆๆ
คือผมเขียนเรื่องนี้ ไม่ได้จะมาเเซวพี่แกนะ... เเต่ผมจะเเชร์ให้ฟังว่า การเทรด การลงทุนอย่างเป็นระบบ บางทีมันเริ่มมาตั้งเเต่กระบวนการคิดของเราเลย
มันไม่ใช่ว่าเราเข้าตลาด เเล้วเราต้องมานั่งกดจิ้มๆ Bid / Ask มานั่งเทรด ผิดทาง Cut Loss กำไรก็ TP เเล้วมันถึงจะเรียกว่าการเทรด
หรือการลงทุนเอง มันก็ไม่ใช่เรื่องของการที่มานั่งประเมินมูลค่าหุ้น หรือประเมินมูลค่ากิจการ ถ้าเห็นแล้วว่า เออ มันถูก เเล้วเราก็หวด คือมันไม่ได้ Simplify ขนาดที่คนทั่วไปเห็นอะ 😅
แต่บางทีการเทรด การลงทุนมันอาจจะมาในรูปเเบบการใช้ชีวิตในประจำวัน เเบบที่เราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ อย่างเช่นเคสผม
• ผมคำนวณค่าเช่า VPS เพื่อรันบอทที่เขียนไว้ เฉลี่ยปีละ 4,000 ถ้าพอร์ตผม มูลค่า 10k มันก็คิดเป็นต้นทุน 40% ของพอร์ต เเบบนี้ไม่ต้องทำอะไรละ เทรดไปก็ไม่คุ้มค่า VPS
ผมก็เลยต้องเพิ่มทุนในระบบเป็น 200k เพื่อให้ค่าเช่า VPS มันอยู่ที่ 2% ต่อปี ซึ่งก็ถือว่าสมเหตุสมผลในการทำธุรกิจ โดยที่เราไม่ต้องไปปรับเรื่องความเสี่ยงของระบบให้มัน Agressive เพิ่มเลย
นั่นหมายถึง ผมสามารถเพิ่มสัดส่วน Ratio ของความเสี่ยง ให้มันเเมทช์ไปกับต้นทุนได้ โดยที่ระบบเรายังมี Sharpe Ratio เท่าเดิม เเละมี Max Drawdown เท่าเดิมด้วย
• ผมก็ใช้หลักการนี้ ในการดูต้นทุนในการเทรดเองเช่นกัน อย่างเช่น การเช่าดาต้าเพื่อมาทำระบบการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น ETF กองทุนต่างนานาๆ
การเช่า Platform การทำระบบ เช่น Amibroker, TradingView, Portfolio Visualizer เราก็สามารถเทียบด้วยเเนวคิดเเบบนี้ได้ทั้งหมด
• หรือมันอาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างเรื่องการลงเรียน คลาสเรียน หรือคอร์สเรียนของอาจารย์สักท่าน ผมจะคิดละว่ามันเป็นต้นทุนกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตเรา
ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ A เปิดสอน 4,000 ถ้าพอร์ตผม 200k ก็คิดเป็น 2% อะ... สัดส่วนพอรับได้
เเต่ถ้าหากผมไปเรียน กับอาจารย์ B เเกอาจจะเปิดสอน 80,000 ถ้าพอร์ตผม 200k มันจะคิดเป็น 40% ก็ถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่เกินไปสำหรับผม
เเต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราอาจจะต้องพิจารณาจาก Value ที่เราได้รับด้วย เช่น ถ้าความรู้ที่เราได้รับจากมูลค่า 80,000 ที่จ่ายไป หากสิ่งที่ได้มา มันกลับมีคุณค่าที่มากกว่าต้นทุนตรงนั้น ผมเองก็พร้อมจ่าย
อย่างผมมีพี่ที่รู้จัก แกก็ไปเรียนกับ Matthew Caruso, Mark Minervini เเชมป์ US Investing (Matt อาจจะไม่ได้เเชมป์เหมือน Mark นะ... เเต่ได้ผลตอบเเทนเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อปีเหมือนกัน เรียกได้ว่าคนที่อยากเรียนสาย Momentum ก็ควรรู้จัก)
เเกเสียเงินไปเรียนรวมๆ น่าจะเเตะครึ่งล้าน เเต่เเกเป็น Prop Trader ตัวเป้งในประเทศไทย (เอ่ยชื่อไป คุณก็คงรู้จัก) เเล้วแกก็เอาความรู้นั้นมาบริหารพอร์ต จนมีความมั่งคั่งเป็นอย่างมากในปัจจุบัน
เรื่องนี้ผมเลยมองว่ามันเป็นเรื่องที่เราต้อง Trade off เช่นกัน ว่าการเลือกเเบบไหนที่เหมาะกับเรา เเละการเลือกเเบบไหนที่ทำเเล้ว ผลตอบเเทนที่ได้รับมันคุ้มค่ากับความเสี่ยงครับ
ที่สำคัญ... เลิกซักที ไอ่ประโยคที่ว่า "มีตังค์อย่างเดียวไม่พอ ต้องโง่ด้วย" คำพูดเเบบนี้ มันไม่ต่างอะไรกับคนขี้เเพ้ชวนตี เป็นประโยคของคนที่ขี้อิจฉาคนอื่นครับ
ผมเสียเงินค่าทำระบบปีๆ นึงก็หลายบาท บางทีก็ยังมีคนมาพูดเเซะว่า #คุณจะอะไรจะขนาดนั้น
เเหม่... ทำระบบทีนึงคิดง่ายๆ ว่า ถ้าดาต้าที่ได้มันไม่คลีนอะ คุณเอาดาต้าง่อยๆ ไปทำระบบ ก็ไม่ต่างอะไรกันกับคนหลับตาขับรถ ฮ่าๆๆ
จริงอยู่ว่า ถ้าคุณบริหารเงินหลักหมื่นถึงเเสนอะ มันไม่ต้อง Quant หรืออะไรมากมายหรอก เทรดมือกรอก Excel ก็ยังได้
เเต่พอบริหารเงินหลัก 7-8 หลัก คุณจะเริ่มเห็นความสำคัญละ ว่าทำไมนักเทรด นักลงทุน หลายคนๆ ถึงผันตัวมาใช้เเนวทางเเบบ Quant กันเยอะขึ้น
เพราะการ Discrete ตลอดเวลา มันมีข้อจำกัดหลายๆ อย่างในการบริหารความเสี่ยง เเละการจัดการ Portfolio Construction ครับ ☺