บริษัท บีเคเเบงค์ จำกัด

บริษัท บีเคเเบงค์ จำกัด บริการด้านการเงิน สำหรับเจ้าของธุรกิจ จดหนังสือรับรองบริษัทเท่านั้น*

24/09/2025

สรุป 3 วิกฤติของ ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกลุ่มเซ็นทรัล /โดย ลงทุนแมน
บอกได้เลยว่าคุณทศ จิราธิวัฒน์ คือบุคคลที่ให้สัมภาษณ์ยากมาก การได้ฟังแนวคิดวิธีทำธุรกิจในรอบนี้ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเราน่าจะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน คุณทศเล่าตั้งแต่เหตุการณ์ไฟไหม้ที่เซ็นทรัล ชิดลม วิกฤติต้มยำกุ้ง และวิกฤติโควิด 19

กลุ่มเซ็นทรัลผ่านอะไรมาบ้าง
บทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้ของคุณทศ จิราธิวัฒน์ คืออะไร ?

ถ้าพร้อมแล้ว ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

เริ่มด้วยการที่คุณทศ ได้กล่าวถึงวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ที่ธุรกิจได้เผชิญมา 3 ครั้ง

1. วิกฤติไฟไหม้ห้างเซ็นทรัล ชิดลม (วิกฤติทางอารมณ์)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับห้างเซ็นทรัล ชิดลม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและเปรียบเสมือน “เรือธง” หรือ “บ้าน” ของตระกูล
ไฟไหม้ทำให้ตึกเสียหายทั้งหมด และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเกิดของคุณทศด้วย

ในแง่ของธุรกิจ วิกฤตินี้ไม่ได้ทำให้ธุรกิจเสียหาย เพราะลูกค้ายังคงไปใช้บริการสาขาอื่นได้
แถมวิกฤติได้กลายเป็นโอกาสในการปรับปรุง ทำให้สามารถสร้างห้างใหม่ที่ดียิ่งกว่าเดิมได้

แต่ในแง่อารมณ์เป็นเรื่องที่หนักมาก โดยคุณทศยอมรับว่าถึงกับเคยร้องไห้

2. วิกฤติต้มยำกุ้ง (วิกฤติการเงิน)

เป็นวิกฤติที่หนักที่สุดและส่งผลกระทบทั้งประเทศ
ปัญหาหลักคือบริษัทจำนวนมากกู้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อค่าเงินบาทอ่อนตัวจาก 25 บาทเป็น 50 กว่าบาท ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทันที

บริษัทต้องขายทรัพย์สินออกไปจำนวนมากเพื่อรักษาธุรกิจหลักเอาไว้ ทรัพย์สินที่ต้องขายไปรวมถึงธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น เช่น
- บิ๊กซี ซึ่งตอนนั้นมีเพียง 20 สาขา
- หุ้น 40% ในคาร์ฟูร์

ต้องขายหุ้นคาร์ฟูร์ราคาร้อยล้าน คนซื้อหุ้นไป ต่อมาเอาไปขายต่อได้หมื่นล้าน

คุณทศบอกว่า การขายบิ๊กซีเป็นสิ่งที่เสียดายที่สุด บิ๊กซีเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกในไทย ก่อนโลตัสและคาร์ฟูร์ แม้ในช่วงวิกฤติ บิ๊กซีก็ยังคงเติบโตและไม่เคยขาดทุน

ฝรั่งซื้อบิ๊กซีไปประมาณ 6,000 กว่าล้านบาท และขายต่อในภายหลังได้มากกว่า 100,000 ล้านบาท.. ภายใน 20 กว่าปี

3. วิกฤติโควิด 19

เป็นสถานการณ์ที่แปลก เพราะการกระจายความเสี่ยง (Diversify) ที่ทำไว้ ทั้งธุรกิจโรงแรม ค้าปลีก ศูนย์การค้า การขยายไปเวียดนามและยุโรป ถูกกระทบพร้อมกันหมด เป็นครั้งแรกในรอบ 75 ปีที่บริษัทต้องปิดร้าน ปิดศูนย์การค้า

แต่เซ็นทรัลใช้วิกฤติเป็นโอกาสในการปรับปรุงวิธีการขาย โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้ยอดขายไม่ได้เหลือ 0 แต่ยังรักษายอดขายไว้ได้ “หลายสิบเปอร์เซ็นต์” ผ่านการขายออนไลน์และวิธีการอื่น ๆ โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องมาที่ร้าน

วิกฤติที่ผ่านมาเหล่านี้ ทำให้คุณทศ ได้บทเรียน รวมถึงได้สร้างวินัยและหลักคิดสำคัญให้กับบริษัท

1. การเรียนรู้ที่จะปฏิเสธ
ก่อนวิกฤติ นักธุรกิจมักมองเห็นโอกาสไปหมดและอยากทำทุกอย่าง แต่คำถามสำคัญคือ “คุณต้องเรียนรู้ที่จะปฏิเสธ”

2. ความมุ่งเน้น
วิกฤติทำให้ผู้บริหารและคณะกรรมการเข้าใจว่า ควรโฟกัสเฉพาะธุรกิจหลัก (Core Business)

3. การบริหารค่าใช้จ่าย
วิกฤติทำให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายจนกลายเป็น “Lean” มาก เหมือนนักกีฬาที่ไม่มีไขมัน การดูแลค่าใช้จ่ายที่ดีทำให้บริษัทไม่เจ๊ง

4. การลงทุนอย่างมีวินัย
บริษัทได้จัดตั้ง Investment Committee (IC) ขึ้นมาเพื่อรีวิวการลงทุนทั้งหมด (แม้แต่หลักสิบล้านหรือร้อยล้าน) เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนมีประสิทธิภาพ คุ้มทุน และมีความเสี่ยงที่เหมาะสม

5. การจัดการสต๊อก
วิกฤติทำให้รู้ว่าการมีห้องสต๊อกสินค้าจำนวนมากนั้นไม่จำเป็น การลดสต๊อกเพื่อบริหารกระแสเงินสด ไม่ได้ทำให้ยอดขายตกหรือมีปัญหาในการทำงาน

พื้นที่สต๊อกสามารถลดลงได้อย่างมาก เช่น จาก 2,000 ตร.ม. เหลือ 500 ตร.ม. ทำให้บริษัทมีประสิทธิภาพขึ้น

ในขณะที่ปรัชญาการเงินและการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัลคือ

1. การลงทุนระยะยาว
ธุรกิจของตระกูลให้ความสำคัญกับการสร้างและการพัฒนา
ตลอด 75 ปีที่ดำเนินกิจการ บริษัทจ่ายปันผลไม่เกิน 20 ปี เพื่อนำเงินของบริษัทไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง

2. การควบคุมหนี้
บริษัทลงทุนเยอะ แต่มีการควบคุมหนี้อย่างเคร่งครัด โดยมีสูตรที่ไม่ให้หนี้เกิน 3 เท่าของเงินที่หาได้ เช่น ถ้าหาได้ 100 หนี้ไม่ควรเกิน 300

3. การลงทุนตามความชำนาญ
เน้นการลงทุนในธุรกิจที่เชี่ยวชาญ ได้แก่ ที่ดิน การก่อสร้าง รีเทล โรงแรม และศูนย์การค้า

นอกจากนี้ วิกฤติเซ็นทรัลชิดลม ได้สอนว่าต้องขยายฐานให้กว้างขึ้น และสร้างเสาหลัก (Core Business) หลายเสาแทนที่จะพึ่งพาเสาเดียว

ซึ่งบริษัทได้เปลี่ยนนโยบาย จากการเน้นกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัด รวมถึงมีการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ซึ่งก็มีทั้งประสบความสำเร็จ และล้มเหลว

อย่างใน อินโดนีเซีย ไม่ประสบความสำเร็จในการขยายสาขา เหตุผลคือ อินโดนีเซียมีบริษัท “ยักษ์” ใหญ่มาก ทำให้เราเป็นแค่ “Nothing” ที่นั่น และอุตสาหกรรมค้าปลีกมีการผูกขาดสูง ถูกควบคุมโดยผู้เล่นบางกลุ่ม

การผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ ในอินโดนีเซียถูกควบคุมโดยไม่กี่บริษัท แคบมาก ซึ่งจะทำให้ทำธุรกิจยาก ต่างจากประเทศไทยที่ธุรกิจกระจายไปหลาย ๆ บริษัทที่หาคู่ค้าได้ง่ายกว่า

ส่วน จีน ประสบความล้มเหลวและขาดทุนไปมาก
เพราะจีนเป็นตลาดที่ใหญ่เกินไป มีผู้เล่นมากเกินไป Supply มีเยอะเกินไป ไม่สมดุล

ส่วนประเทศที่ธุรกิจไปได้ดี ก็จะมีเวียดนาม มีอัตราการเติบโต 6-8% แต่แปลกที่เห็นเวียดนามโตดี ไทยไม่ค่อยโต แต่ในสายตาของคุณทศกลับเห็นประเทศไทยช่วงหลังโดยเฉพาะหลังโควิด-19 ก็ยังมีการพัฒนากว่าเวียดนามมาก

สำหรับยุโรป (อิตาลี) เทรนด์เปลี่ยนไปเน้นที่แบรนด์หรู ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของโลก

มาที่คำถามเรื่อง การบริหารธุรกิจครอบครัว ในมุมของคุณทศ

คุณทศเปิดเผยว่า การบริหารธุรกิจครอบครัว มีความยากกว่าการบริหารทั่วไป เพราะต้องทำให้สมาชิกครอบครัว ที่มีหลากหลายความคิดเห็น พอใจ

แต่ทางเซ็นทรัล ก็มีการปรับตัวสู่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
จากเดิมที่เป็นระบบ “กงสี” ซึ่งทุกอย่างปนกัน
องค์กรได้ปรับสู่ความเป็นมืออาชีพ โดยให้ความสำคัญกับ 3 วงหลักคือ ธุรกิจ ครอบครัว และผู้ถือหุ้น

ซึ่งการเลือก CEO จะเลือกคนที่เหมาะสมที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกครอบครัวเสมอไป

และมี Family Council คอยรับผิดชอบเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจโดยตรง เช่น เรื่องบ้าน งานแต่งงาน งานศพ ค่าเล่าเรียน หรือการรักษาพยาบาล

แต่ในอีกมุม ข้อดีของ Family Business ก็คือการมีวิสัยทัศน์และการตัดสินใจระยะยาว ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีและต่อเนื่องกับคู่ค้าและพาร์ตเนอร์มานานหลายสิบปี

คุณทศมองว่า ธุรกิจของไทยถือว่าดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่งด้านรีเทล และการพัฒนาโครงการ Mixed-Use ขนาดใหญ่ ซึ่งต่างชาติไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน ยุโรป ก็มาศึกษาโมเดลของเซ็นทรัล

จุดแข็งของไทยคือภาคบริการ
คนไทยเก่งด้านบริการ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และศิลปะ แต่รัฐบาลมักเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน และแทบไม่ดูแลภาคบริการเลย

รัฐบาลควรสนับสนุนภาคบริการมากขึ้น ปัญหาสำคัญคือระบบรถไฟ หรือ โครงสร้างพื้นฐานที่ยังขาด คุณทศยกตัวอย่างเกาะสมุยพอมีสนามบินเปลี่ยนไปมาก แต่เดิมเป็นเกาะที่มีแต่สวนมะพร้าว

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการฝึกอบรมคนไทยให้เข้าสู่ตำแหน่งที่มีรายได้สูง เช่น เชฟในโรงแรม 5 ดาว ได้เงินเดือนหลายแสนบาท ตอนนี้มีแต่หัวหน้าเชฟฝรั่ง คนไทยเป็นหัวหน้าเชฟได้

แม้เทคโนโลยีจะทำให้การบริการสะดวกขึ้น แต่จะไม่สามารถทดแทนการใช้บริการได้ ไทยควรสร้างสถานที่ที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามา จากเดิมเน้นขายของ เปลี่ยนเป็น Service และ Entertainment มากขึ้น

สำหรับเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น คุณทศ เห็นว่า
ภาษีนำเข้าของไทยสูงที่สุดในเอเชีย สูงกว่าเมียนมา กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย

ภาษีที่สูงนี้ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ เนื่องจากคนไทยไปซื้อของต่างประเทศ และทำให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายต่อหัวในการซื้อของน้อยที่สุด หากปรับภาษีนำเข้าให้แข่งขันได้ จะช่วยกระตุ้นการซื้อในประเทศ

ในเรื่องช่องทางการขาย จะไม่มีช่องทางใดที่จะครอบงำทั้งหมด การขายผ่านออนไลน์, โซเชียลมีเดีย, TikTok มีความสำคัญ และร้านค้าต้องสามารถทำได้ทุกรูปแบบ (Omnichannel)

เทรนด์การใช้จ่าย เด็กยุคใหม่กล้าใช้เงินและเน้นของคุณภาพดี
ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุหลังโควิด-19 ก็กล้าใช้เงินมากขึ้นเช่นกัน เพราะไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร

สุดท้ายนี้ คุณทศได้ให้คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่และธุรกิจ SME ว่า

ปัจจัยสู่ความสำเร็จของ SME จะไปได้ไกลหากมี 3 สิ่ง
1. ความหลงใหล (Passion) ในธุรกิจ
2. ความเป็นผู้นำที่ดี
3. วินัย ในเรื่องค่าใช้จ่ายและการลงทุน

โดย SME ต้องหาดีมานด์/ซัปพลาย ให้ถูกต้อง
ควรหาช่องทางที่คนอื่นไม่ทำ และเมื่อทำแล้วต้องรักษาคุณภาพ บริการ และความน่าเชื่อถือไว้

และความรู้ด้านภาษา เป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้
เราต้องมีความเชี่ยวชาญในภาษาอังกฤษและภาษาจีน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงเทคโนโลยีและความรู้ทั่วโลก ถ้าเราได้ภาษาเราจะเรียนรู้ได้ทั่วโลก คนไม่รู้ภาษากับรู้ภาษาจะต่างกันมาก

รวมถึงทัศนคติการทำงาน อย่ากังวลเรื่องเงินเดือนในระยะแรก ให้ใส่ใจในเนื้องาน มีทัศนคติแบบ “Can do attitude” และสร้างผลงานที่ดี

ถ้าเปลี่ยนงานไปมา มุ่งเน้นผลประโยชน์ระยะสั้น จะทำให้ชีวิตการทำงานตันในช่วงอายุ 40 ปี

ช่วงอายุ 20-30 ปี เป็นช่วงที่ต้องสร้างฐานความสำเร็จ แล้ว Payback ที่คุ้มค่า จะมาในช่วง 40-60 ปีที่เป็นช่วงสำคัญที่สุด..

บทความนี้สรุปจากการสัมภาษณ์คุณ​ทศ จิราธิวัฒน์ หัวข้อ “ถอดบัญญัติธรรมนูญ จิราธิวัฒน์ ไม่มีวิกฤติใดที่ฝ่าไปไม่ได้” จากหอการค้าไทย ในช่อง ThaiChamber Official

บริษัท บีเคแบงค์ จำกัด lงินทุน lงินหมุนเวียน สำหรับเจ้าของกิจการ จดทะเบียน 6 เดือนขึ้นไป Tel.084-0501207(ปรึกษาฟรี) #กรุ...
28/08/2025

บริษัท บีเคแบงค์ จำกัด lงินทุน lงินหมุนเวียน สำหรับเจ้าของกิจการ จดทะเบียน 6 เดือนขึ้นไป
Tel.084-0501207
(ปรึกษาฟรี)
#กรุงเทพ #สมุทรปราการ #นนทบุรี #สมุทรสาคร #ฉะเชิงเทรา #นครปฐม #อยุธยา

22/04/2025

จากพนักงานที่โดนไล่ออก สู่ธุรกิจ Home Depot 12 ล้านล้าน /โดย ลงทุนแมน
หากเราเป็นพนักงานประจำแล้วโดนไล่ออก
เราจะตัดสินใจทำอะไรต่อไป ?

เก็บคำตอบของเราไว้..
แล้วเราลองมาดูตัวอย่างอดีตพนักงานบริษัทที่ถูกไล่ออก และได้ตัดสินใจก่อตั้งธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่ชื่อว่า Home Depot

สำหรับคนไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อนี้สักเท่าไร
แต่รู้หรือไม่ว่า Home Depot เป็นบริษัทค้าปลีกอุปกรณ์แต่งบ้านที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่ากว่า 12.1 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่า LVMH อาณาจักรแบรนด์หรู เจ้าของ Louis Vuitton, Dior, Celine เสียอีก..

แล้วเส้นทางของอดีตพนักงาน ที่โดนไล่ออกนี้เป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1978 หรือ 47 ปีก่อน

คุณ Bernard Marcus และคุณ Arthur M. Blank ทั้งสองคนเป็นพนักงานประจำ ทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง

บริษัทนั้นชื่อว่า Handy Dan เจ้าของเชนร้านค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ที่แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ช่วงเวลานั้น Handy Dan เป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงิน มีแนวโน้มที่จะล้มละลาย

นั่นจึงทำให้บริษัท Handy Dan จำเป็นต้องขายกิจการ โดยมีคุณ Sanford Sigoloff นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านการฟื้นฟูบริษัท เข้ามารับช่วงต่อ

การเปลี่ยนผ่านมือเจ้าของกิจการในครั้งนั้น ทำให้บริษัทเกิดการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงการไล่พนักงานออก เพื่อลดค่าใช้จ่าย
และแน่นอนว่า คุณ Bernard Marcus และคุณ Arthur M. Blank เป็นสองรายชื่อที่อยู่ในลิสต์..

หากเราเป็นเขา หลังโดนไล่ออกแล้ว
เราจะทำอย่างไร ?

สำหรับคุณ Bernard Marcus และคุณ Arthur M. Blank
พวกเขาใช้เวลา 76 วัน นับตั้งแต่วันที่โดนไล่ออก เพื่อก่อตั้งบริษัทของตนเองขึ้นที่ชื่อว่า The Home Depot, Inc.

บริษัทแห่งนี้ทำธุรกิจเหมือนกับ Handy Dan นั่นก็คือ ธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน และตกแต่งบ้าน

แต่ที่ต่างกันก็คือ อดีตพนักงานทั้งสองคน นำไอเดียทางธุรกิจ ที่เคยคิดไว้เมื่อสมัยทำงานอยู่ Handy Dan มาสร้างเป็นธุรกิจ

ไอเดียแรกคือ การขายสินค้าในราคาถูก มีสินค้าครบครัน เน้นการขายปริมาณมาก ๆ
ไอเดียที่สองคือ การฝึกพนักงานให้บริการลูกค้าได้ทุกรูปแบบ

สิ่งเหล่านี้จึงกลายมาเป็นรูปแบบหน้าร้าน Home Depot ที่มีลักษณะคล้ายโกดังเก็บสินค้า ที่ชั้นวางเต็มไปด้วยสินค้าเกินกว่า 30,000 รายการ

รวมถึงพนักงานในเสื้อกันเปื้อนสีส้ม ที่ทุกคนพร้อมจะสาธิตการใช้งานอุปกรณ์ซ่อมบ้าน ตกแต่งบ้าน ทั้งที่ใช้งานยาก ง่าย ให้ครบทุกชนิด

ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่า ผ่านไปเพียงปีเดียว ไอเดียของคุณ Bernard Marcus และคุณ Arthur M. Blank ได้แก้ปัญหาให้ลูกค้า จนบริษัทสามารถขยายกิจการ จนมีหน้าร้าน 3 สาขา พนักงาน 200 คน

และอีกเพียง 2 ปีหลังจากนั้น Home Depot ก็สามารถจดทะเบียน เข้าตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา ได้สำเร็จ

ในปี 1989 Home Depot ยังเติบโตระเบิด ขยายกิจการไปแล้วกว่า 100 สาขา
แต่ในทางกลับกัน Handy Dan อดีตนายจ้างของผู้ก่อตั้ง Home Depot ประกาศล้มละลาย..

ทั้งเรื่องที่ Home Depot สามารถเสนอสินค้าที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกความต้องการในการปรับปรุงบ้าน ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง เครื่องมือ ไปจนถึงของตกแต่ง ​

และการให้บริการลูกค้าที่ดี โดยมีพนักงานที่มีความรู้ความสามารถ ให้คำแนะนำ และช่วยเหลือลูกค้าในการปรับปรุงบ้าน ​

ก็ส่งเสริมให้ Home Depot มีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือสูงในตลาดปรับปรุงบ้าน เพราะลูกค้ามั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ ​

จน Home Depot สามารถขยายสาขาไปได้ทั่วประเทศ รวมถึงต่างประเทศ
ปัจจุบันมีทั้งหมด 2,347 สาขา กระจายธุรกิจอยู่ในสหรัฐอเมริกา 2,025 สาขา แคนาดา 182 สาขา และเม็กซิโก 140 สาขา

นอกจากนี้ บริษัทยังใช้กลยุทธ์ O2O (Online to Offline) ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะการขายสินค้าในร้าน แต่มี สินค้ากว่า 1 ล้านรายการ ที่วางขายบนช่องทางออนไลน์ด้วย

การมีจำนวนสาขา และจำนวนรายการสินค้าที่มาก จึงทำให้ Home Depot ต้องมีความเชี่ยวชาญเรื่องการจัดการห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อควบคุมต้นทุน และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

แล้วตอนนี้ Home Depot ใหญ่ขนาดไหน ?

ผลประกอบการย้อนหลัง
ปี 2021 รายได้ 5.2 ล้านล้านบาท กำไร 5.6 แสนล้านบาท
ปี 2022 รายได้ 5.4 ล้านล้านบาท กำไร 5.8 แสนล้านบาท
ปี 2023 รายได้ 5.2 ล้านล้านบาท กำไร 5.2 แสนล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 5.4 ล้านล้านบาท กำไร 5.1 แสนล้านบาท

โดยรายได้ 92% มาจากในสหรัฐอเมริกา และ 8% มาจากประเทศอื่น ๆ

จากตัวเลขผลประกอบการสะท้อนให้เห็นว่า..
Home Depot แม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงโตระเบิดแล้ว แต่บริษัทก็ยังมีรายได้และกำไร ค่อนข้างสม่ำเสมอ

ตอนนี้ Home Depot มีมูลค่าบริษัทสูงถึง 12.1 ล้านล้านบาท
ซึ่งมูลค่าดังกล่าวเพิ่มขึ้นคิดเป็น 10,120 เท่า เมื่อเทียบกับมูลค่าวันแรก ที่บริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 1981 หรือ 44 ปีก่อน..

แล้วเรื่องราวของ Home Depot ให้ข้อคิดอะไรกับเรา ?

ไม่ว่าเราจะทำอะไร
ผิดหวังขนาดไหน
เราก็มีสิทธิ์เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

เหมือนกับคุณ Bernard Marcus และคุณ Arthur M. Blank ที่โดนไล่ออก
แต่ก็กลับมาร่วมกันสร้างธุรกิจใหม่ ที่พวกเขาเชี่ยวชาญ
จนผ่านมา 47 ปี

การเริ่มใหม่ของพวกเขา มีมูลค่าบริษัทกว่า 12.1 ล้านล้านบาท ไปแล้วนั่นเอง..
____________________________
เหลือ 20 ที่นั่งสุดท้าย เสาร์ 26 เม.ย.นี้ ! สัมมนาความรู้การลงทุน จาก 14 วิทยากรชั้นนำของประเทศไทย "BEAT THE MARKET” ตามล่าหาโอกาสผลตอบแทนชนะตลาด ดูรายละเอียดที่ https://www.zipeventapp.com/e/BEAT-THE-MARKET-2025

14/02/2025

ตัวอย่าง แบรนด์ของฝากยอดฮิต ของแต่ละจังหวัด

ที่อยู่

Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

+66827619691

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บริษัท บีเคเเบงค์ จำกัดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์