Money Designer - นักออกแบบการเงิน

Money Designer - นักออกแบบการเงิน เพจดูแลสินค้าประกันชีวิต,ประกันสุขภาพ,ประกันโรคร้ายแรง

07/01/2026

Alive powered by AIA

    ❤️
07/01/2026

❤️

06/11/2025

อยากหักค่าใช้จ่ายจริงทางภาษี ต้องรู้อะไรบ้าง? คืนนี้ผมจะชวนทุกคนมาคุยเรื่องนี้กันครับ 😎
คืนนี้เลตนิดหน่อย เราเจอกัน 22.00 น. นะครับ ใครยังไม่นอน หาเพื่อนคุย แวะมาทักกันได้เลยครับผม

06/11/2025

ทำไมคุณถึงพัฒนาตัวเอง
ทุกวัน แต่ชีวิตยังอยู่ที่เดิม

ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่า

ตัวเองพยายามพัฒนาตัวเองมาตลอด
แต่ทำไมชีวิตยังไม่เปลี่ยนแปลงสักที?

อ่านหนังสือไปเยอะแยะ ฟังพอดแคสต์จนจำได้ แต่พอลองถามตัวเองว่า "แล้วชีวิตเราดีขึ้นยังไง?"

กลับตอบไม่ได้สักคำ

นี่คือ Thread สำหรับคุณ

ผมเคยเติดกับ "วงจรพัฒนาตัวเอง" อยู่หลายปี

ในวันวันหนึ่ง ผมใช้เวลาไปกับ:

- อ่านหนังสือพัฒนาตัวเองทุกคืน
- ฟังพอดแคสต์ทุกเช้า
- ติดตามคนสำเร็จทุกคนในโซเชียล

แต่พอมองชีวิตตัวเอง...

ยังคงอยู่ที่เดิม มีรายได้เท่าเดิม ไม่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว

และที่แย่ที่สุดคือ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ทำอะไรเลย

หลังจากที่ผมค้นพบความจริงข้อนี้ ผมจึงได้เปลี่ยนแปลงตัวเองจน

- มีผู้ติดตามวิชานอกห้องรวมทุกช่องเป็นหลักแสน
- ได้รับหนังสือและรายได้จากสปอนเซอร์สำนักพิมพ์
- มีรายได้จากการขายอีบุ๊กที่ตัวเองเขียน
- ได้เจอกับคนดีๆ ที่อยู่ในวงการพัฒนาตัวเอง

คุณไม่จำเป็นต้องรู้เยอะ อ่านเยอะ ฟังเยอะ ถึงจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

และนี่คือ Process ที่ผมใช้

# วิธีออกจากวงจร
"พัฒนาตัวเองแทบตาย แต่ชีวิตยังอยู่ที่เดิม"

ขั้นตอนที่ 1: รู้ว่าตัวเองอยากมีชีวิตอย่างไร?

เป้าหมายชีวิตไม่ได้เจอกันง่ายๆ ผ่านการอ่านหนังสือหรือฟังพอดแคสต์

มันเจอได้ผ่านการฟังเสียงของตัวเองจากภายใน
จงใช้เวลากับตัวเอง

และตอบ 5 คำถามนี้อย่างตรงไปตรงมา:

- ถ้าเหลือเวลาอีก 1 ปี ฉันจะใช้ชีวิตอย่างไร?
- ถ้าไม่สนเรื่องเงิน ในแต่ละวัน ฉันจะทำอะไรบ้าง?
- สิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขในแต่ละวัน มีอะไรบ้าง?
- สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกแย่ในแต่ละวัน มีอะไรบ้าง?
- ฉันต้องทำอะไรได้บ้าง เพื่อได้ใช้ชีวิตตามที่เขียน?

คำตอบจาก 5 คำถามนี้ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

ไม่ใช่แค่ความรู้ที่ได้มา แต่เป็นความชัดเจนในชีวิตที่คุณต้องการ

ขั้นตอนที่ 2: รู้ว่าต้องทำอะไร?

ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะดูดีแค่ไหน หากคุณไม่ลงมือทำอะไรเลย มันจะไม่มีวันเป็นจริง

จากคำถามข้อ 5: "ฉันต้องทำอะไรได้บ้าง เพื่อได้ใช้ชีวิตตามที่เขียน"

ถ้าคำตอบคือ:

- การสร้างธุรกิจเพื่อมีรายได้เพิ่ม → จงสร้าง
- การได้ใช้เวลากับครอบครัว → จงหาเวลา
- การได้เป็นคนเก่งที่สุดในสายอาชีพ → จงเป็นให้ได้

กุญแจที่ทำให้คุณไปถึงจุดนั้นได้ คือ การเรียนรู้และไม่ยอมแพ้

- "เรียนรู้" จากความผิดพลาดของตัวเองและคนที่สำเร็จกว่า หาความรู้และติดตั้งทักษะใหม่ๆ เพื่อคว้าเป้าหมายที่ไม่เคยได้

- "ไม่ยอมแพ้" ให้กับความล้มเหลว คำดูถูก คำสบประมาทที่ผ่านเข้ามา

สิ่งที่คุณทำได้ในตอนนี้:

- ศึกษาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณต้องทำ
- ฝึกทักษะให้เชี่ยวชาญในสิ่งที่คุณต้องทำ
- ทำในสิ่งที่คุณต้องทำ แม้มันจะยากแค่ไหน

จงเรียนรู้ จงล้มลง จงลุกขึ้น และจงเดินหน้าต่อไป

ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง

จากคนที่ยุ่งตลอดเวลาจนไม่มีเวลาพัฒนาตัวเอง
เป็นคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองจนเห็นผลลัพธ์:

- มีเวลาให้กับสิ่งที่อยากทำมากขึ้น
- มีความสุขกับการพัฒนาตัวเอง
- บริหารเวลากับงานได้ดีขึ้นจนมีเวลาเหลือ

นี่คือคอร์สที่เหมาะกับคุณ
คอร์ส Modern Productivity OS

คอร์สที่ไม่ได้สอนแค่เรื่อง Productivity
แต่จะสอนทางลัดที่ทำให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเอง
จาก “รู้เยอะ” กลายเป็น “ทำได้จริง”

อ่านรายละเอียดและวิธีการสมัคร:
> กดลิงก์ใต้คอมเมนต์

06/11/2025

[ ] เรื่องเงินทางทฤษฎีทำไม่ยาก แต่ทำไมหลายคนยังทำไม่ได้? ถอดรหัส Money Scripts เปลี่ยนทัศนคติทางการเงินที่ฝังลึกไปสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน
ทางทฤษฎีแล้วเรื่องเงินถือว่าไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไหร่ หลายคนทราบดีว่าโดยพื้นฐานแล้วแนวทางการใช้เงิน ‘ที่ดี’ นั้นก็คือใช้น้อยกว่าที่หามาได้ แบ่งเงินเก็บออมเผื่อเหตุฉุกเฉิน วางแผนลงทุนสำหรับการเกษียณ​ กระจายความเสี่ยง ป้องกันความเสียหายด้วยประกันชนิดต่างๆ และคอยพัฒนาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินให้กับตัวเองเสมอ
คำถามที่สำคัญและน่าสนใจกว่าคือเมื่อรู้แล้วทำไมหลายคนยังทำไม่ได้? ทำไมมันยังยากเหลือเกิน เหมือนเรารู้ว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ แต่เราก็เลือกที่จะไม่ทำมันอยู่ดี
การรู้ว่าอะไรดีก็เรื่องหนึ่ง การลงมือทำอย่างสม่ำเสมอก็อีกเรื่องหนึ่ง
แล้วเราจะขุดตัวเองให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงเรื่องการเงินได้ยังไงกัน?
🧠 Money_Scripts
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ความรู้ทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นักจิตวิทยาและนักการเงินเรียกว่า "Money Scripts" หรือ "เรื่องราวทางการเงิน"
บาริ เทสสเลอร์ (Bari Tessler) นักบำบัดการเงินและผู้เขียนหนังสือ "The Art of Money" อธิบายว่า Money Scripts คือ "สิ่งที่คุณเรียนรู้เกี่ยวกับเงินจากการเลี้ยงดู วิธีที่คุณตอบสนองหรือต่อต้าน รวมถึงรูปแบบทางการเงินในปัจจุบันของคุณ" แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงจิตวิทยา แต่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการวางแผนการเงินกระแสหลัก
👨‍👩‍👧‍👦 ดร. แบรด คลอนทซ์ (Dr.Brad Klontz) นักจิตวิทยาการเงินจาก Creighton University สหรัฐอเมริกากล่าวว่า "Money Scripts มักเกิดขึ้นในวัยเด็กและฝังรากลึกจนเรามักไม่รู้ตัวว่ามีอยู่ แต่มันส่งผลอย่างมากต่อพฤติกรรมทางการเงินของเราในวัยผู้ใหญ่" โดย “พื้นฐานทางครอบครัว ถือว่าเป็นส่วนสำคัญกับทัศนคติและมุมมองเรื่องเงินของคนเราแทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น การใช้จ่าย การเก็บออม การลงทุน และความสามารถในการรับความเสี่ยง”
โดยคลอนทซ์และคณะผู้วิจัยได้สร้างแบบทดสอบชื่อ the Klontz Money Script Inventory - II (KMSI-II)
ที่สามารถบ่งบอกลักษณะความเชื่อทางการเงินของแต่ละบุคคล จากนั้นได้ลงพื้นที่ไปสอบถามกลุ่มตัวอย่าง โดยได้ข้อสรุป เป็นการแบ่งคนออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
🚫 1. Money Avoidance คนกลุ่มนี้มองว่า "เงิน คือ มารร้าย"
เห็นว่า คนรวยเป็นพวกโลภมาก และมักตั้งคำถามว่า คนเราจะมีเงินไปมากมายทำไม ในเมื่อคนอื่นยังขาดแคลน คนกลุ่มนี้ จึงมักใช้จ่ายโดยไม่ใส่ใจอะไร หาได้เท่าไรก็ใช้เท่านั้น ไม่เน้นเก็บออม และชอบลงทุนตามกระแส โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับกำไร-ขาดทุน
🙏 2. Money Worship คนกลุ่มนี้มองว่า "เงิน เป็น พระเจ้า"
มีกรอบความคิดว่า การมีเงินจะช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปได้ ยิ่งมีเงินมาก ยิ่งมีความสุข คนเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะทำงานหนัก เพื่อให้ได้เงินมากๆ แล้วนำเงินไปใช้จ่ายสร้างความสุข ชอบใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสูง ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้น เป็นไปได้ที่จะรับความเสี่ยงได้สูง เพราะคาดหวังผลตอบแทนสูงๆ เพื่อให้รวยเร็วๆ
👑 3. Money Status คนกลุ่มนี้มองว่า “เงิน เป็น เครื่องแสดงสถานะ”
มักใช้เงินสร้างตัวตน มักจ่ายเงินไปกับข้าวของต่างๆ เพื่อสร้างการยอมรับจึงมีโอกาสที่จะใช้เงินเกินตัว เสี่ยงเป็นหนี้ และอาจจับพลัดจับผลู เข้าสู่วงการพนัน เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่าย สำหรับรูปแบบการลงทุนของคนกลุ่มนี้จะคล้ายกับคนกลุ่มที่แล้ว คือ พร้อมเสี่ยง เพื่อสร้างทางลัดไปสู่ความร่ำรวย
🛡️ 4. Money Vigilance คนกลุ่มมองว่า “เงิน เป็น ของรัก”
เห็นว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ ต้องปลอดภัย เงินมีไว้เก็บ ไม่ได้มีไว้ให้ใช้ บางครั้งจึงถูกมองว่าเป็นคนขี้เหนียว เพราะมักจะคิดแล้วคิดอีกกว่าจะยอมควักกระเป๋าจ่ายแต่ละบาท ดังนั้นรูปแบบการลงทุนของคนกลุ่มนี้ คิดเน้นช้าแต่ชัวร์ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่แน่นอน เพราะรับเรื่องของขาดทุนไม่ค่อยได้นั่นเอง
🧰 แก้ไข Money_Scripts
การศึกษาในสหราชอาณาจักรพบว่า ผู้ที่เติบโตมาในครอบครัวที่ปกปิดเรื่องการใช้จ่าย มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมทางการเงินที่เป็นปัญหา เช่น การสะสมเงินมากเกินไป เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ในขณะที่งานวิจัยอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์ที่เลวร้ายในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องเงินหรือไม่ก็ตาม มักส่งผลเสียต่อการตัดสินใจทางการเงินในภายหลัง
รามิตร เศรษฐี (Ramit Sethi) ผู้เขียนหนังสือขายดี “ผมจะสอนให้คุณรวย” กล่าวว่า "บทบาทที่มองไม่เห็นเหล่านี้ฝังลึกในตัวเราจนเราไม่รู้ตัวว่ามันกำกับทัศนคติหรือพฤติกรรมของเรา" เขาเตือนว่าหากปล่อยให้ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึก "มันอาจกลายเป็นกับดักทางจิตวิทยาที่ฉุดรั้งเราไว้"
การศึกษาในสหราชอาณาจักรพบว่า ผู้ที่เติบโตมาในครอบครัวที่ปกปิดเรื่องการใช้จ่าย มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมทางการเงินที่เป็นปัญหา เช่น การสะสมเงินมากเกินไป เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ในขณะที่งานวิจัยอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์ที่เลวร้ายในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องเงินหรือไม่ก็ตาม มักส่งผลเสียต่อการตัดสินใจทางการเงินในภายหลัง
สิ่งสำคัญที่ต้องทราบก่อนคือว่าเราอาจจะไม่ได้ตกอยู่ในแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของ Money Scripts เท่านั้น แต่บางทีจะคาบเกี่ยวในหลายๆ กลุ่มได้ และการรู้ว่าเราอยู่ในกลุ่มไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยเราแก้ไขปัญหาเรื่องการเงินของเราได้โดยอัตโนมัติ
แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เราจะได้รู้ (อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี) ว่าเบื้องหลังพฤติกรรมที่เกิดขึ้นนี้มาจากไหน และการตระหนักรู้ตรงนี้ก็จะช่วยเป็นบันไดขั้นแรกของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นได้
ข่าวดีคือ การทำความเข้าใจและแก้ไข Money Scripts ของตัวเองเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ นักจิตวิทยาพบว่าการบำบัดแบบปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive-Behavioral Therapy) สามารถช่วยให้เราสามารถเอาชนะนิสัยทางการเงินที่เป็นปัญหาได้ ตั้งแต่ปัญหาร้ายแรงอย่างการใช้จ่ายเกินตัวแบบหยุดไม่ได้ การพนัน หรือการสะสมของมากเกินไป ไปจนถึงปัญหาทั่วไปอย่างการหลีกเลี่ยงการจ่ายบิล
ยูจีนี จอร์จ (Eugenié George) นักการศึกษาด้านการเงินและผู้เขียนหนังสือ "Our Money Stories" แนะนำวิธีการจัดการกับความเชื่อเรื่องเงินเป็นสามขั้นตอน
📝 1. เริ่มจากการสำรวจอารมณ์และความทรงจำเกี่ยวกับเงิน : ลงค้นลงไปลึกๆ ในความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องการเงิน มันเข้ามามีส่วนกับชีวิตของคุณแบบไหน คนรอบตัวสอนเราเกี่ยวกับเงินยังไง อะไรที่ทำให้รู้สึกกระวนกระวายใจ เครียด อะไรที่อยากจะเปลี่ยน เขียนสิ่งเหล่านี้ลงในสมุด ไม่ต้องมีรูปแบบใดทั้งสิ้น ปล่อยให้อารมณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับเงินไหลออกมา
🔍 2. วิเคราะห์ตัวเลขการเงินของตัวเองอย่างละเอียด : เมื่อเข้าใจพื้นฐานแล้วว่าเรารู้สึกยังไงกับเงิน เราต้องอย่าปล่อยให้มันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้ เขียนบันทึกรายรับรายจ่ายของตัวเองทุกบาทที่เข้าและออกไป ดูว่าอันไหนเป็นการเสียเงินแบบที่ไม่ตรงกับเป้าหมายในชีวิตของเราหรือที่เราให้คุณค่า
ตรงนี้เราต้องซื่อสัตย์กับตัวเองด้วย มันอาจจะเจ็บปวดที่จะยอมรับว่าเราไม่ได้จัดการเงินได้ดีขนาดนั้น แต่ปัญหาการเงินจะไม่หายไปหากไม่เผชิญหน้ากับมันตรงๆ
บางทีคุณอาจจะเห็นแล้วว่าตอนนี้เรามีปัญหาเรื่องการมองเงินเป็นพระเจ้า ให้คุณค่ากับของนอกกายมากเกินไป อาจจะมาจากตอนที่เป็นเด็กถูกสอนมาแบบนั้น ซึ่งไม่เป็นไร เมื่อรู้ปัญหา นี่เป็นโอกาสในการแก้ไขแล้ว
🎯 3. การวางแผนจัดการเงินในอนาคตบนพื้นฐานของสิ่งที่ค้นพบ : หลังจากเห็นตัวเลข ก็ต้องวางแผนต่อเลยว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง เริ่มเปลี่ยนจากตรงไหน ลดค่าใช้จ่ายลงตรงไหนได้บ้าง ออมเพิ่มไหม ลงทุนรึเปล่า หาหนังสือการเงินมาอ่าน ฯลฯ
🗓️ ที่สำคัญคืออย่าทำแค่ครั้งเดียว ในช่วงแรกให้ทำทุกอาทิตย์เลยก็ได้ หรือสองอาทิตย์ครั้ง ถ้ามีแฟนก็เอาแฟนมาทำ ‘Money Dates’ คุยกันเรื่องเงินเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย
⏳ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลง Money Scripts ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลา
อเรียนนา วัย 35 ปี ผู้บริหารบริษัทสตาร์ตอัปแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก เล่าว่าเธอต้องใช้เวลาหลายปีในการเอาชนะความกลัวเรื่องเงินที่สั่งสมมาตั้งแต่วัยเด็ก "ฉันเคยหลีกเลี่ยงการตรวจสอบยอดบัญชีและใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตเพราะกลัวว่าจะเห็นตัวเลขที่แย่" เธอกล่าว "แต่พอฉันเข้าใจว่าพฤติกรรมนี้มาจากไหน ฉันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงทีละน้อย ตอนนี้ฉันตั้งเวลาทุกสัปดาห์เพื่อตรวจสอบการเงินของตัวเอง และรู้สึกควบคุมได้มากขึ้น"
ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า การรู้จักให้อภัยตัวเองเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการนี้ เทสสเลอร์กล่าวว่า "คุณแก้ไขรูปแบบด้วยการสังเกต ให้ความสนใจ และสังเกตช่วงเวลาก่อนที่คุณจะตกหลุมพราง คุณอาจยังพลาดอยู่ แต่ครั้งต่อไปที่คุณกลับมาอยู่ตรงนั้น คุณได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับมันแล้ว"
🆓 ในยุคที่ความมั่นคงทางการเงินกลายเป็นความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ การเข้าใจและจัดการกับ Money Scripts ของตัวเองอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่อิสรภาพทางการเงินและความมั่งคั่งที่ยั่งยืน แม้จะไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาการเงินทั้งหมดได้ในทันที แต่ก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญสู่การมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับเงิน และท้ายที่สุด กับตัวเราเองด้วย
#การเงินส่วนบุคคล

26/07/2025

[ ] "เกษียณ" ไม่ใช่การนอนอยู่บ้าน แต่เป็นการได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ นิยามการเกษียณใหม่ ไม่ต้องรออายุ 60 แค่มีเงินมากพอ ก็เกษียณได้
คำว่าเกษียณอาจฟังดูน่าเบื่อและห่างไกลจากความคิดในหลาย ๆ คน คำว่าเกษียณในอดีตอาจหมายถึง คนสูงวัยที่เลิกทำงานและใช้ชีวิตทั้งวันอยู่กับบ้านเป็นส่วนใหญ่ ด้วยคำนิยามเหล่านี้อาจทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สนใจในเรื่องวางแผนเกษียณ เพราะยังรู้สึกว่าไกลตัว แต่ถ้านิยามคำว่าเกษียณใหม่ในยุคนี้ คำว่าเกษียณหมายถึง “อิสระ” อิสระในการเลือกใช้ชีวิตที่ต้องการและงานเป็นแค่ทางเลือกว่าจะทำงานหรือไม่ทำงานก็ได้ เพราะมีเงินเก็บเพียงพอ อาจจะเกษียณตอนอายุ 40 ปี 50 ปี หรืออาจจะทำงานไปจนถึง 70 ปี เพราะยังสนุกและมีความสุขกับการทำงาน ถ้าอยากจะมีอิสระในการใช้ชีวิตและตั้งใจเริ่มวางแผนเกษียณวันนี้มีหลักการเลือกใช้เครื่องมือวางแผนเกษียณ ดังนี้
➡️ตรวจสอบเครื่องมือสำหรับเก็บเงินเกษียณ
เชื่อว่าหลายคนมีแผนในใจว่าอยากจะมีรายได้เท่าไหร่หลังเกษียณ บางคนอาจจะเริ่มคำนวณเงินก้อนที่จำเป็นต้องมีในวันเกษียณ เช่น 10 ล้านบาท 20 ล้านบาท แต่หลายคนอาจสงสัยหรือไม่รู้ว่าจะเก็บเงินเกษียณไว้ที่ไหนเพื่อให้ได้เงินเกษียณอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ ดังนั้น การเลือกเครื่องมือเก็บเงินและลงทุนเพื่อเกษียณ จึงมีความสำคัญ โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้
➡️เงื่อนไขอาชีพ
เครื่องมือเก็บเงินเพื่อการเกษียณ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรสามารถลงทุนได้ทั้งหมด ยกเว้นบางเครื่องมือที่มีเงื่อนไขเรื่องอาชีพที่ต้องพิจารณาเพิ่ม
💵1. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เฉพาะข้าราชการที่สามารถลงทุนใน กบข.
💵2. ประกันสังคมมีทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ
- มาตรา 33 (ภาคบังคับ) สำหรับลูกจ้างในระบบเป็นภาคบังคับต้องส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม 5% ของเงินเดือน และสูงสุดไม่เกิน 750 บาท/เดือน
- มาตรา 39 (ภาคสมัครใจ) สำหรับลูกจ้างที่เคยประกันตนมาตรา 33 นำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนและต้องการรับสิทธิประโยชน์ต่อเนื่องจากประกันสังคม โดยส่งเงิน 432 บาท/เดือน
- มาตรา 40 (ภาคสมัครใจ) สำหรับลูกจ้างนอกระบบหรืออาชีพฟรีแลนซ์ มีทางเลือกส่งเงิน 3 ทาง ทางเลือกที่หนึ่ง 70 บาท/เดือน ทางเลือกที่สอง 100 บาท/เดือน ทางเลือกที่สาม 300 บาท/เดือน
ซึ่งแต่ละมาตราจะได้รับผลประโยชน์ที่แตกต่างกันไป
💵3. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)
สำหรับพนักงานบริษัททั่วไป เก็บเงินจากการหักเงินเดือนตามสัดส่วนที่เราต้องการ (2%-15%ของรายได้) และได้รับเงินสมทบจากนายจ้าง (2%-15%ของรายได้) อย่างไรก็ตามเงินสมทบจากนายจ้างขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแต่ละบริษัทว่าจะสมทบเท่าไหร่ นอกจากนี้ Provident Fund ยังมีสิทธิประโยชน์เรื่องภาษี สามารถนำส่วนเงินสะสมไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินเดือนและสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
💵4. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
เหมาะสำหรับอาชีพอิสระที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากทางภาครัฐ นักเรียน นักศึกษา ชาวไร่ชาวนา พ่อค้าแม่ค้า ฯลฯ สามารถออมเงินผ่าน กอช. ขั้นต่ำ 50 บาท/เดือน สูงสุด 1,100 บาท/เดือน และได้รับเงินสมทบจากรัฐบาล เงินออมสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาทต่อปี
➡️เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับรายได้
มีบางเครื่องมือที่ต้องพิจารณาเรื่องเกณฑ์รายได้ที่ต้องเสียภาษี จึงจะเลือกเก็บเงินผ่านเครื่องมือนี้ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขในการลงทุน ดังนั้น ถ้ารายได้ไม่ต้องเสียภาษีก็ไม่ควรใช้เครื่องมือเหล่านี้ กองทุนรวมที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี (RMF / SSF)
💵 กองทุนสำรองเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF )
มีเงื่อนไขการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี คือ ซื้อสูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 500,000 บาทเมื่อรวมกับเงินออมเพื่อการเกษียณอื่นๆ ( กบข. / กอช. / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / ประกันบำนาญ / SSF)
💵กองทุนการออมระยะยาว (SSF )
เงื่อนไขการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี คือ ซื้อสูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 200,000 บาทเมื่อรวมกับเงินออมเพื่อการเกษียณอื่นๆ ไม่เกิน 500,000 บาท ( กบข. / กอช. / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / ประกันบำนาญ / RMF)
นอกจากนี้ยังมีเครื่องอื่นๆ ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้และไม่มีบทลงโทษกรณีซื้อเกินเงื่อนไข
💵 ประกันบำนาญ ลดหย่อนสูงสุดสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้และไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อรวมกับเงินออมเพื่อการเกษียณอื่นๆ ไม่เกิน 500,000 บาท ( กบข. / กอช. / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / SSF / RMF) ประกันชีวิต/ประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนสูงสุด 100,000 บาท
อายุ อายุมีส่วนสำคัญในการเลือกเครื่องมือ บางเครื่องมือสามารถซื้อได้ถึงอายุ 55 ปี หรือ 60 ปี เช่น ประกันบำนาญหรือประกันสะสมทรัพย์บางแบบ นอกจากนี้สำหรับคนอายุมาก เช่น อีก 45 ปี 50 ปี ใกล้เกษียณในอีก 5 -10 ปี ต้องเลือกลงทุนในเครื่องมือที่ความเสี่ยงไม่สูงมากเพื่อไม่ให้เงินต้นขาดทุน
เครื่องมือที่กล่าวมามีการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ดังนั้น ต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับอายุและความเสี่ยงที่รับได้
➡️ทำความเข้าใจสินทรัพย์การลงทุน
เครื่องมือวางแผนเกษียณแต่ละอย่างมีการลงทุนที่แตกต่างกัน ดังนั้น ต้องเรียนรู้สินทรัพย์ลงทุน (Asset Class) โดยสินทรัพย์พื้นฐานที่ควรรู้มี 5 ประเภท
💵1. เงินสด หรือเงินฝากธนาคาร
ใช้เก็บเพื่อเป็นสภาพคล่องหรือใช้เป็นเงินฉุกเฉิน ไว้ในบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร โดยเงินฝากจะได้รับผลตอบแทนคือดอกเบี้ย
💵2. ตราสารหนี้
ถ้าให้รัฐบาลกู้ยืมเงิน เรียกว่า พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ถ้าให้บริษัทกู้ยืมเงิน เรียกว่า หุ้นกู้ ส่วนใหญ่แล้วตราสารหนี้จะมีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง ความผันผวนต่ำถึงปานกลาง ใช้ลงทุนเพื่อสร้างสภาพคล่องหรือลงทุนเพื่อเน้นกระแสเงินสดรับอย่างต่อเนื่อง ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ คือ ดอกเบี้ยและส่วนต่างราคา
3. หุ้น
มีความเสี่ยงสูง และมีความผันผวนสูง ลงทุนเพื่อเน้นเติบโตสูงและโอกาสได้ผลตอบที่ชนะเงินเฟ้อ ผลตอบแทน คือ กำไรส่วนต่างจากราคาหุ้นและเงินปันผล
4. อสังหาริมทรัพย์
มีความเสี่ยงสูง สภาพคล่องต่ำ ลงทุนเพื่อการเติบโตของเงินลงทุนหรือสร้างกระแสเงินสดประจำจากค่าเช่า โดยสามารถลงทุนทางตรงโดยการซื้อบ้าน คอนโดหรือลงทุนทางอ้อมผ่านกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ได้เช่นกัน ผลตอบแทน คือ ส่วนต่างราคาและค่าเช่า
5. สินทรัพย์ทางเลือก
เช่น ทองคำ สินทรัพย์ที่หลายคนนิยมและมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe heaven) มักลงทุนเพื่อไว้กระจายความเสี่ยงเพราะให้ผลตอบแทนที่ดีสวนทางกับเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี มีสภาพคล่องสูง ผลตอบแทน คือ ส่วนต่างราคา
หากรู้จักเครื่องมือให้เหมาะสมกับอาชีพ รายได้ และระยะเวลาของตัวเอง รวมถึงการเข้าใจสินทรัพย์ลงทุน จะทำให้การบริหารเงินเพื่อการเกษียณเป็นไปอย่างประสิทธิภาพมากขึ้น ย่อมส่งผลให้การวางแผนเพื่อการเกษียณมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเช่นกัน
เขียนโดย: กชจุฑา เพียรวนิช ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™
#สมาคมนักวางแผนการเงินไทย #เกษียณ #วางแผนเกษียณ #วางแผนการเงิน

24/12/2024
24/06/2024

สรุปวิธีโกง ทุกรูปแบบ ในแวดวงการเงิน ที่อยู่คู่สังคมไทย /โดย ลงทุนแมน
ในประวัติศาสตร์ สังคมไทย จะมีคดีฉ้อโกงทางการเงิน ผุดขึ้นมาเป็นประเด็นร้อนอยู่เสมอ
ทั้งคดีแชร์ลูกโซ่ ไปจนถึงการหลอกลวงเงินไปลงทุนใน FOREX, หุ้น, คริปโทเคอร์เรนซี, เหมืองบิตคอยน์ ที่นำเงินไปแล้ว แต่ไม่ได้ไปลงทุนจริง

โดยในหลายคดี มีผู้เสียหายเป็นคนไทยจำนวนมาก
บางคดี มูลค่าความเสียหายรวมกันหลายพันล้าน หรือหลักหมื่นล้านบาท

แถมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง ยังเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง นักธุรกิจชื่อดัง ดารา ไปจนถึงยูทูบเบอร์

แล้วทุกวันนี้ เรากำลังเผชิญกับกลโกงทางการเงิน อะไรบ้าง ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ตั้งแต่เหตุการณ์ แชร์แม่ชม้อย, แชร์ชาร์เตอร์, แชร์แม่มณี, FOREX-3D, ซินแสโชกุน, ประสิทธิ์ เจียวก๊ก
ซึ่งก็เป็นหลักฐานสำคัญว่า สุดท้ายแล้วคนเราก็ยังไม่สามารถตามทันคำโกหกของผู้อื่น
ดังนั้น เพื่อเป็นการไม่ประมาท เราจึงควรรู้จักกับการโกงในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะอ้างอิงจากสารคดี Netflix “Money, Explained” ที่มีตอนย่อยชื่อ Get Rich Quick

วิธีที่แรกคือ “Advance Fee”
กลวิธีจ่ายเงินก่อน เพื่อแลกกับเงินก้อนใหญ่ทีหลัง
เป็นวิธีหลอกลวงเอาเงินก้อนหนึ่ง และหลังจากนั้นก็จะหายไปเลย
มักพบทางสังคมออนไลน์ อย่างเช่น Facebook หรือตามอีเมลที่ส่งมา

เราอาจเคยเจอกับประโยคว่า
“คุณได้รับรางวัลเงินล้าน เพียงแค่โอนเงินค่าธรรมเนียมมา รับทันที”
หรือ “คุณโอนเงินมาให้ก่อน แล้วเราจะส่งใบแสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ให้ภายหลัง”
สิ่งเหล่านี้ก็คือ กลโกงแบบ Advance Fee นั่นเอง

รู้หรือไม่ว่า ถึงกลวิธีนี้จะดูแสนเชยก็ตาม แต่ยังสามารถกอบโกยได้มหาศาลทั่วทุกมุมโลก..

วิธีถัดมาก็คือ “Pump & Dump” หรือกลวิธีลากขึ้นไปเชือด
ซึ่งเป็นกลโกงยอดนิยมในปัจจุบันอย่างมาก

โดยวิธีนี้จะหลอกให้คนเข้าไปลงทุนในสิ่งที่ไม่มีค่าหรือไร้ค่า
หลังจากนั้นเหล่าคนที่อยู่เบื้องหลังการโกง จะคอยปั่นราคาให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
และทยอยขายเมื่อราคาเริ่มถึงจุดที่จะไปต่อไม่รอด

ปัจจุบันมักพบเจอกลวิธีนี้ในวงการซื้อขายหุ้น รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัล
โดยขั้นตอนคือ จะมีคนส่งสัญญาณปั่นราคาเข้าไปในแอปส่งข้อความต่าง ๆ เช่น Telegram เพื่อให้คนวงในเข้าไปซื้อสินทรัพย์ก่อน แล้วดันราคาให้พุ่งขึ้นสูง

หลังจากนั้นคนอื่นจะคิดว่าสินทรัพย์นี้กำลังเป็นที่นิยมและอยู่ในช่วงขาขึ้น
จึงตามเข้าไปซื้อด้วย และเวลาต่อมานี้เองที่เหล่าคนวงในจะขายทำกำไร วัฏจักรการโกงจึงสิ้นสุดลง

อีกวิธีซึ่งอยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน
ก็คือ Ponzi Scheme หรือธุรกิจ “แชร์ลูกโซ่” แบบพอนซี

โดยชื่อนี้ตั้งตามชาร์ล พอนซี ชาวอิตาลีที่อพยพมาสหรัฐอเมริกา ในปี 1920
ซึ่งเขาอ้างกับผู้ที่มาลงทุนด้วยว่า จะได้ผลตอบแทน 50% ภายใน 45 วัน
แต่ถ้ารอถึง 6 เดือน จะได้ผลตอบแทนถึง 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงคือ เขาแค่เอาเงินของนักลงทุน
รายใหม่มาจ่ายให้รายเก่าไปเรื่อย ๆ เช่น สมมติให้ A เป็นสมาชิกก่อน B
เมื่อ B นำเงินเข้ามาลงทุน เงินส่วนนั้นก็จะถูกกระจายไปยัง A
และเมื่อ C เข้ามาเป็นสมาชิกลำดับถัดมา เงินในส่วนนี้เองก็กระจายไปยัง A และ B

ซึ่งปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งที่หมุนเงินในระบบ และสร้างผลตอบแทนให้กับคนที่เข้ามาลงทุนไม่ทัน นั่นจึงทำให้แชร์ลูกโซ่ล้มลงไป

เป็นกรณีเดียวกับแชร์ลูกโซ่ครั้งใหญ่ที่สหรัฐอเมริกา ในปี 2008
Bernie Madoff ที่รับประกันว่านักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนปีละ 10-15%
ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วกองทุนของเขาไม่สามารถทำได้ แต่ใช้เงินจากนักลงทุนรายใหม่มาจ่ายรายเก่าเท่านั้นเอง

ซึ่งการฉ้อโกงส่วนใหญ่ในประเทศไทย ก็ถูกจัดอยู่ในประเภทนี้ เช่น แชร์แม่ชม้อย หรือแชร์ชาร์เตอร์

อีกรูปแบบของแชร์ลูกโซ่ จะอยู่ในรูปแบบของ Pyramid หรือธุรกิจ “แชร์ลูกโซ่” แบบเครือข่าย

รูปแบบของกลโกงนี้จะแตกต่างจากพอนซีตรงที่ว่า สมาชิกแต่ละคนจะเป็นคนหาลูกข่ายของตัวเอง เมื่อเทียบกับพอนซีจะมีผู้บงการเพียงคนที่จัดระดมทุน โดยสมาชิกในเครือจะแค่รอกำไรเข้ามา

ซึ่งทั้ง 2 วิธี จะเริ่มมีปัญหาเดียวกัน เมื่อไม่สามารถหาผู้เข้ามาร่วมในวงคนต่อไปได้

บางบริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่ายหรือขายตรง ก็ใช้วิธีการดึงคนเข้าแบบนี้เช่นกัน
จากตอนแรกโปรโมตขายสินค้า ต่อมาก็ชวนขายของด้วยกัน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม MLM กลับเป็นธุรกิจถูกกฎหมาย ?

เพราะมันมีกติกาอยู่ว่า ตราบใดที่เงินจากการขายสินค้า มากกว่าค่าธรรมเนียมการเข้า จะยังไม่ถือเป็นแชร์ลูกโซ่นั่นเอง

กรณีในประเทศไทยคือ แชร์บลิสเชอร์
ที่ถูกจัดตั้งโดยบริษัท บลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ซึ่งให้บริการที่พักสำหรับผู้ที่สมัครสมาชิกในราคาพิเศษ และหากสมาชิกรายอื่นสามารถหาคนมาสมัครสมาชิกเพิ่มได้ จะมีค่าตอบแทนด้วย

แต่เหตุการณ์ก็ต้องจบลง เมื่อพบว่าบลิสเชอร์ไม่มีที่พักของตนเองเลย บัตรสมาชิกไม่สามารถใช้งานได้จริง
สุดท้ายแล้วแชร์ลูกโซ่รายนี้ก็ล่มสลายหายไป ซึ่งสร้างความเสียหาย 800 ล้านบาท

นอกจากนั้น การมีเฉพาะกลโกงอย่างเดียว จะไม่เพียงพอสำหรับหลอกล่อให้ผู้คนเข้ามา
คนฉ้อโกงเหล่านี้จึงทำการตลาดควบคู่กันไปด้วย เช่น

Fantastic Promise คำสัญญาที่สวยหรู
“คุณสามารถสร้างรายได้มหาศาล โดยไม่ต้องสร้างสินค้าสักชิ้น”
ทำให้คนเริ่มสนใจ ด้วยวิธีการที่ดูเรียบง่าย แต่ได้ผลตอบแทนที่สูง

Compelling Story นำเสนอเรื่องราวจากดินสู่ดาว
“จากพนักงานออฟฟิศ เงินเดือน 15,000 บาท สู่การเป็นนายของตัวเองที่มีเงินเดือนเป็นล้าน”
เพื่อสร้างความหวัง ซึ่งทำให้หลายคนคิดว่าตัวเองก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

Social Proof มีหลักฐานยืนยันจากสมาชิก
“แค่ผมทำตามที่เขาสอน ผมก็สามารถจับเงินล้านได้ภายในปีเดียวเท่านั้น”
เพราะพฤติกรรมคนส่วนใหญ่มักเชื่อรีวิวจากลูกค้าด้วยกันเอง

Sense of Urgency สร้างความรู้สึกรีบร้อน
“รับสมาชิกเพียง 30 คนเท่านั้น รอบครั้งก่อนเต็มเร็วมาก สมัครด่วนหากไม่อยากพลาดโอกาส”
คำโปรยที่ส่งผลให้การตัดสินใจของเรา เน้นการใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

Not a Scam การบอกว่าตัวเองไม่ใช่กลโกง
เพื่อเป็นการยืนยันให้เหล่าสมาชิกในเครือข่ายมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
แม้ความจริงจะรู้อยู่แล้ว ว่าตัวเองเป็น Scam

ซึ่งวิธีนี้นี่เอง OneCoin เคยใช้บอกกลุ่มผู้ถือเหรียญดิจิทัลของตน
ก่อนที่จะถูกจับได้ว่าเป็นเพียงแชร์ลูกโซ่เท่านั้น

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ

งานวิจัยหนึ่งที่สำรวจกลุ่มผู้เสียหายจากการโดนฉ้อโกง เพื่อหาลักษณะร่วมกันของกลุ่มคนเหล่านี้

ปรากฏว่า กลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีอะไรที่สัมพันธ์กันเลย.. ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ความฉลาด หรืออายุ

เรื่องนี้ถูกตอกย้ำจากความจริงที่ว่า แม้แต่ Stephen Greenspan ผู้เขียนหนังสือ Annals of Gullibility หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องการจับผิดกลโกง ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของ Bernie Madoff แชร์ลูกโซ่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา..

แล้วถ้าหากถามว่า กลโกงเหล่านี้ทำไมมันยังอยู่
แถมยังสามารถวิวัฒนาการตามรูปแบบของสังคม ที่เปลี่ยนไปได้มายาวนานเป็นร้อยปี จากประเทศโปเยส ยุคที่หลอกขายพื้นที่บนประเทศที่ไม่มีอยู่จริง
มาจนถึงยุคของเรา ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นเครื่องมือ

คำตอบข้อเดียว ก็คือ “ความโลภ” ของมนุษย์ที่ยังคงฝังอยู่ในทุกยุคสมัย
ทำให้มนุษย์เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่สวยหรู แม้มันเป็นเรื่องหลอกลวง

ดังนั้น ก่อนที่เราจะเข้าไปลงทุนในอะไรก็ตาม
โปรดอย่าเริ่มต้นจากการดูว่า เราจะได้รับผลตอบแทนเท่าไร

จุดเริ่มต้นที่ควรจะเป็นก็คือ การลงทุนครั้งนี้
มันจะสร้างความเสียหายให้กับเรามากสุดได้เท่าไร ถ้ามันไม่เป็นความจริง..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman

ที่ปรึกษาชีวิตและการเงินผู้แนะนำการลงทุน
17/11/2023

ที่ปรึกษาชีวิตและการเงิน
ผู้แนะนำการลงทุน

ที่อยู่

Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

0820888188

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Money Designer - นักออกแบบการเงินผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Money Designer - นักออกแบบการเงิน:

แชร์