YP. CASH รับแลกเช็ค

YP. CASH รับแลกเช็ค YP. CASH รับแลกเช็ค

ตลาด mai กับโอกาสค้นหาหุ้นตัวเล็ก ที่ไม่ควรมองข้าม / ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x maiแม้ว่าเศรษฐกิจ และโลกการลงทุนจะผันผวนแค่ไ...
29/06/2026

ตลาด mai กับโอกาสค้นหาหุ้นตัวเล็ก ที่ไม่ควรมองข้าม / ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x mai
แม้ว่าเศรษฐกิจ และโลกการลงทุนจะผันผวนแค่ไหน
นักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐานส่วนใหญ่ในทุกยุคยังคงยึดหลักข้อหนึ่งเสมอ คือการมองหากิจการที่ดี และมีโอกาสเติบโตในอนาคต
อย่างเช่นแนวคิดการลงทุนจากคุณภาพของธุรกิจ ที่มักจะเลือกหุ้นรายตัวก่อนมองภาพใหญ่ทั้งเศรษฐกิจหรือ Bottom-Up
เพราะถ้าธุรกิจโตต่อเนื่อง มีกำไรสม่ำเสมอ และแข็งแรงพอจะผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจได้ ราคาหุ้นก็มีโอกาสสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงในระยะยาว
หลายครั้งหุ้นเหล่านี้ ก็เริ่มต้นจากการเป็นหุ้นขนาดกลาง หรือหุ้นขนาดเล็กมาก่อน
แล้วตลาดหุ้นไทยตอนนี้ ยังคงมีโอกาสนี้อยู่ไหม ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แม้ว่าหุ้นขนาดเล็กอาจมีความเสี่ยงมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่
แต่ก็เป็นโอกาสของนักลงทุนหลายคน ที่ชื่นชอบและมีความถนัดในการค้นหาธุรกิจคุณภาพก่อนที่จะเติบโตสะท้อนออกมาในราคาหุ้น
ซึ่งถ้าต้องการโฟกัสการเลือกหุ้นตัวเล็ก หนึ่งในตลาดหุ้นในประเทศไทยก็คือตลาดหลักทรัพย์ mai
ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีศักยภาพ เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากตลาดทุน
ซึ่งบริษัทในตลาด mai หลายแห่ง ยังมีผู้ก่อตั้งหรือผู้ถือหุ้นใหญ่บริหารธุรกิจด้วยตัวเอง จึงมีแรงจูงใจสร้างการเติบโต ตัดสินใจทางธุรกิจได้เร็ว และพร้อมปรับตัวตามโอกาสใหม่
ทีนี้ ถ้าลองศึกษาวิธีคิดของนักลงทุนระดับโลกหลายคน
ส่วนมากก็เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจธุรกิจให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่างเช่น Philip Fisher นักลงทุนระดับตำนาน เจ้าของหนังสือ Common Stocks and Uncommon Profits and Other Writings ที่ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานการลงทุนแบบเน้นการเติบโต
แนวทางคัดเลือกหุ้นของ Philip Fisher จะเน้นลงทุนระยะยาวในบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตสูง
โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงคุณภาพ เช่น ความได้เปรียบในการแข่งขัน และความสามารถของผู้บริหาร
วิธีที่เขาใช้บ่อย ๆ เรียกว่า Scuttlebutt
หรือก็คือ การลงพื้นที่สืบข้อมูลบริษัทจากคู่แข่ง ลูกค้า และพนักงาน
เพื่อค้นหาจุดแข็งของธุรกิจ ที่อาจยังไม่ปรากฏอยู่ในงบการเงิน
ก่อนนำข้อมูลที่ได้ไปใช้คู่กับการดูงบการเงิน รายงานผู้บริหาร และข่าวสารบริษัท สำหรับการตัดสินใจลงทุน
หรือนักลงทุนในตำนานอีกคนอย่าง Peter Lynch
อดีตผู้จัดการกองทุนที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่นจากการลงทุนในบริษัทที่กำลังเติบโต ก็มีแนวคิดคล้ายกัน
สังเกตได้จากหนังสือ One Up On Wall Street
ที่มักจะพูดถึงการมองหาหุ้น 10 เด้ง หรือ Ten Bagger ที่เริ่มต้นจากธุรกิจใกล้ตัวที่เราเข้าใจ และค่อยศึกษาศักยภาพเติบโตของบริษัทนั้นต่อไป
นอกจากนี้ Peter Lynch ยังมีหลักคิดในการคัดเลือกหุ้นเติบโตที่น่าสนใจ เช่น
- มองหาธุรกิจที่เป็นเจ้าตลาด
บริษัทเล็กที่ครองตลาดเฉพาะกลุ่ม มักมีอำนาจแข่งขันและทำกำไรดีกว่าการแข่งในตลาดใหญ่ที่มีคู่แข่งเยอะ
- ผู้บริหารมีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจจริง
เมื่อผู้บริหารถือหุ้นของบริษัทเอง การตัดสินใจ มักจะมุ่งไปสู่การสร้างมูลค่าให้ธุรกิจในระยะยาว
- มองหาบริษัทก่อนที่นักลงทุนรายใหญ่จะเข้ามา
หุ้นที่ให้ผลตอบแทนหลายเท่าตัว มักเป็นหุ้นที่ยังอยู่นอกสายตานักลงทุนสถาบัน
นี่จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนรายย่อย ที่ได้ศึกษาธุรกิจและค้นพบบริษัทคุณภาพ ก่อนที่คนส่วนใหญ่ในตลาดจะเริ่มสนใจ
พูดง่าย ๆ ว่าโอกาสของการลงทุนมีอยู่ตลอดเวลา
เพียงขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนอย่างเรา ๆ จะแสวงหาเส้นทางไปสู่เป้าหมายนั้นมากน้อยแค่ไหนกัน
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้เข้าใกล้เป้าหมายนั้น
คือการเข้าร่วมงานที่รวบรวมทั้งนักวิเคราะห์ นักลงทุนสาย VI ไปจนถึง CEO ตัวจริง มาไว้ในที่เดียว
เพื่อขยายภาพของการมองเห็นโอกาสการลงทุน พร้อมทำความเข้าใจธุรกิจจากมุมมองคนที่อยู่ในสนามจริง
หนึ่งในงานนั้นก็คือ mai FORUM 2026 มหกรรมรวมพลังคน mai ครั้งที่ 10
Discovering the Golden Opportunities เฟ้นหาโอกาสทอง พลิกมุมมองการลงทุน
ภายในงานมีไฮไลต์น่าสนใจหลาย Session มาตอบโจทย์นักลงทุน เช่น
- Session จับทิศเศรษฐกิจโลก กระแสเงินกำลังไหลเข้าไทย
เจาะลึกว่าทำไมกระแสเงิน ถึงมีโอกาสไหลกลับเข้าหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก
พร้อมสแกนหากลุ่มอุตสาหกรรมในตลาด mai ที่ได้เปรียบในรอบวัฏจักรนี้
รวมถึงแจก Checklist คัดหุ้นพื้นฐานแกร่ง และกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงจากผู้บริหารและผู้จัดการกองทุน
- Session ถอดรหัส VI ล่าหุ้น AI ห่านทองคำ
ศึกษาวิธีคิดจากนักลงทุน VI ตัวจริง พร้อมศิลปะการประเมินมูลค่า และความได้เปรียบทางการแข่งขัน
รวมถึงจิตวิทยาการลงทุน และการรับมือความผันผวนของตลาด
- Session ตีแตกหุ้น mai “MAGURO SECURE STP”
ส่อง Business Model เจาะลึกจุดเด่น แผนธุรกิจ และแผนการเติบโต
ของ Maguro Group, nForce Secure และ Sahathai Printing & Packaging
พร้อมการตอบคำถามจากทีมผู้บริหาร และมุมมองเชิงลึกจากนักวิเคราะห์
- Session JUMP+ on Stage : หุ้น mai Showcase “KJL MMM NTF”
เปิดโอกาสให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์ ได้ถามคำถามเชิงลึกกับผู้บริหารบริษัทในโครงการ JUMP+
อย่าง Kijcharoen Engineering Electric, MMM Capital และ NTF Intergroup
- Session ชี้เป้าหุ้นเด่น mai เน้นเติบโตก้าวกระโดด
อัปเดต Market Outlook ประเมินทิศทางตลาดและกลยุทธ์การลงทุน
พร้อมชี้เป้าหุ้นเด่น mai เจาะลึกเหตุผลทางเทคนิค ปัจจัยพื้นฐาน และการปรับพอร์ตรับมือความผันผวน
เรียกได้ว่าเป็นเวทีที่รวมมุมมองที่น่าสนใจของตลาด mai ไว้ในงานเดียว นำโดยผู้บริหารชั้นนำ
- คุณวิรัฐ สุขชัย นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ
- ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
- คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
รวมถึงวิทยากรที่น่าสนใจอีกหลายท่าน อาทิ
- ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล, บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา
- คุณทิพย์วดี อภิชัยสิริ, บลจ.แอสเซท พลัส
- คุณสรพล วีระเมธีกุล, บล.กสิกรไทย
- คุณศรุติ โชติเสรีวิทย์, เจ้าของเพจ Stock Vitamins - วิตามินหุ้น
- คุณภาคภูมิ ศิริหงษ์ทอง, นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่าประเทศไทย (Thai VI)
- คุณทิวา ชินธาดาพงศ์, นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย
- คุณจักรกฤติ สายสมบูรณ์, Maguro Group (MAGURO)
- คุณนักรบ เนียมนามธรรม, nForce Secure (SECURE)
- คุณสุรนัย โรจน์วงศ์จรัต, Sahathai Printing & Packaging (STP)
- คุณเฉลิมเดช ลีวงศ์เจริญ, ต้นแบบนักลงทุนเน้นคุณค่า
- คุณจรูญพันธ์ วัฒนวงศ์, เจ้าของเพจ น้าแดง x นักลงทุน
- คุณกิจพณ ไพรไพศาลกิจ, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
- คุณเกษมสันต์ สุจิวโรดม, Kijcharoen Engineering Electric (KJL)
- คุณณิชา โรจน์วัฒนา, MMM Capital (MMM)
- คุณวิชัย ศิระมานะกุล, NTF Intergroup (NTF)
- คุณกรภัทร วรเชษฐ์, บล.กรุงศรี
- คุณภาดล วรรณรัตน์, บล.หยวนต้า
โดยงาน mai FORUM 2026 มหกรรมรวมพลังคน mai ครั้งที่ 10
จัดขึ้นวันที่ 4 กรกฎาคม 2026 เวลา 09:00-18:00 น. ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

- ที่มา "ลงทุนแมน"

Jeff Yass ผู้หลงใหลในโป๊กเกอร์ สู่นักเสี่ยงโชคแห่ง Wall Street จนมั่งคั่ง 2 ล้านล้านบาท /โดย ลงทุนแมนหากพูดถึงชื่อ Jeff ...
16/08/2025

Jeff Yass ผู้หลงใหลในโป๊กเกอร์ สู่นักเสี่ยงโชคแห่ง Wall Street จนมั่งคั่ง 2 ล้านล้านบาท /โดย ลงทุนแมน
หากพูดถึงชื่อ Jeff Yass หลายคนอาจไม่รู้จัก
เขาคือหนึ่งในเทรดเดอร์ที่ถูกสัมภาษณ์ในหนังสือ The New Market Wizards โดย Jack D. Schwager

เขาคือผู้ร่วมก่อตั้ง Susquehanna บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการเทรดออปชัน ที่มีพนักงานมากกว่า 3,000 คนทั่วโลก

ในปี 2018 คุณ Yass ทำรายได้มากถึง 64,720 ล้านบาท จากข้อมูลของ IRS (กรมสรรพากรสหรัฐฯ)

เขาถูกจัดอันดับโดย Forbes ให้ติดอันดับ 25 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 2.1 ล้านล้านบาท

นี่คือเรื่องราวของชายที่ใช้โป๊กเกอร์เป็นหลักปรัชญาในการตัดสินใจในการลงทุน

แล้วโป๊กเกอร์กับการลงทุน เกี่ยวกันอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

คุณ Yass เกิดในปี 1958 ที่ควีนส์ เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (ปัจจุบันอายุ 67 ปี) ในฐานะลูกของนักบัญชี คุณ Yass ได้เปิดโลกเกี่ยวกับหุ้น ตั้งแต่ยังเด็ก ผ่านการอ่านหนังสือพิมพ์ของพ่อ เพื่อที่จะดูราคาหุ้น

คุณ Yass เริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกตอนอายุ 11 ขวบ แต่ก็ขาดทุนมาโดยตลอด เขาเริ่มรู้จักออปชันตอนเรียนมัธยมจากงานของพ่อเขา

ออปชัน คือสัญญาที่ให้สิทธิ (แต่ไม่ใช่ข้อผูกมัด) ในการ ซื้อ หรือ ขาย หุ้น/สินทรัพย์อ้างอิง ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ภายในเวลาที่กำหนด

โดยผู้ที่ซื้อออปชัน จะต้องจ่ายค่า Premium เพื่อให้ได้สิทธินั้น (ทำให้ผู้ซื้อออปชัน ขาดทุนได้มากสุดคือค่า Premium ที่จ่ายไป)

ในช่วงวัยรุ่นตอนเรียนมหาวิทยาลัย คุณ Yass มักใช้เวลาเล่นโป๊กเกอร์กับเพื่อน ๆ

ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณ Yass มองว่าสามารถนำทักษะในการเล่นโป๊กเกอร์มาใช้ในการลงทุนได้

หลังจบการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐบิงแฮมตัน (SUNY Binghamton) ในปี 1979

คุณ Yass เริ่มเส้นทางเป็นนักพนันมืออาชีพ ก่อนจะเข้าสู่ตลาดการเงินอย่างจริงจังในปี 1981 โดยเริ่มเทรดในตลาดฟิลาเดลเฟีย

เขาเรียนรู้เทคนิคความน่าจะเป็น และ Game Theory เพื่อให้ขนาดกำไรที่ได้จากการเทรดชนะแต่ละครั้งนั้นใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้

Game Theory คือการวางแผนตัดสินใจ โดยคิดทั้งสิ่งที่เราจะทำ และสิ่งที่คนอื่นอาจทำตอบกลับ เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่มีการแข่งขันหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกัน

กลยุทธ์ของคุณ Yass คือ จะคอยมองหาส่วนต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดจากความขาดประสิทธิภาพของตลาด เพื่อหาโอกาสซื้อออปชันที่ราคาต่ำกว่าค่าที่เหมาะสม และขายออปชันที่แพงเกินจริง สร้างกำไรจากส่วนต่างราคาโดยไม่ต้องเดาทิศทางราคา

ในปี 1987 คุณ Yass เห็นโอกาสจากการลงทุน จึงร่วมกับเพื่อนสร้างบริษัท Susquehanna International Group (SIG) ขึ้นมา ด้วยเงินที่เขาได้มาจากการชนะพนันม้า และเล่นโป๊กเกอร์

กฎเหล็กของคุณ Yass ในการเทรดก็เหมือนกับหลักของนักโป๊กเกอร์มืออาชีพ นั่นคือ ถ้าอยากชนะ ให้เดิมพันกับคนที่อ่อนกว่าหรือมีประสบการณ์น้อยกว่า

Susquehanna International Group (SIG) เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดออปชัน โดยครองส่วนแบ่งราว 1 ใน 7 ของปริมาณซื้อขายออปชันหุ้นทั่วโลก

รวมถึงขยายขอบเขตการเทรดไปสู่ทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้ง หุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนี และหุ้นนอกตลาด

ปัจจุบัน SIG ยังลงทุนในบริษัททั่วโลกหลายร้อยแห่ง รวมถึง ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok อีกด้วย

นอกจากนี้ SIG ยังเป็นหนึ่งในผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) ชั้นนำระดับโลกใน ETF และผู้ให้สภาพคล่อง (Liquidity Provider) ในหุ้นที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ

แต่ที่น่าสนใจคือ ที่ SIG มีวัฒนธรรมการฝึกพนักงานแบบไม่เหมือนใคร โดยคัดเลือกและฝึกฝนเทรดเดอร์ผ่านการแข่งขันโป๊กเกอร์ เพื่อพัฒนาทักษะการตัดสินใจภายใต้ความกดดัน

ถึงขนาดที่ว่าเทรดเดอร์ที่ SIG เคยคว้ารางวัลจาก World Series of Poker ระดับโลกมาแล้ว..

แล้วสงสัยไหมว่า โป๊กเกอร์กับการเทรด เหมือนกันอย่างไร ?

คุณ Yass บอกว่าสิ่งที่เหมือนกัน คือ
คนที่ทำเงินได้มากที่สุดส่วนใหญ่ มักไม่ใช่คนที่ชนะบ่อยที่สุด แต่เป็นคนที่ทำกำไรได้สูงที่สุดในแต่ละครั้งเมื่อชนะ

ก็คือ มันไม่สำคัญว่า จะเทรดชนะบ่อยแค่ไหน หรือมีอัตราการเทรดชนะสูงเท่าไร
แต่มันสำคัญตรงที่ ในแต่ละการเทรดที่ชนะ เทรดเดอร์ทำเงินได้มากแค่ไหน และมากเกินพอที่จะชดเชยส่วนที่เทรดแล้วขาดทุนไปทั้งหมด

นอกจากนี้คุณ Yass ยังเชื่อว่าสามารถอบรมสอนคนทั่วไปให้เป็นเทรดเดอร์ได้
โดยคุณ Yass ไม่เชื่อว่าการเทรดนั้นต้องมีพรสวรรค์ตั้งแต่เกิด แต่เป็นอะไรที่ฝึกและสอนกันได้ เหมือนการสอนเล่นโป๊กเกอร์

ปรัชญาของคุณ Yass คือ การให้ความเคารพอย่างสูงต่อความเห็นของตลาด และถ่อมตัวต่อความคิดของตัวเอง เพราะตลาดนั้นมักฉลาดกว่าเรา และบางครั้งจะมีนักลงทุนบางกลุ่มที่ใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น ทำให้ราคาเคลื่อนไหวก่อนความจริงจะเปิดเผย

คุณ Yass ยังแนะนำอีกว่า ถ้าเรามัวแต่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง คุณก็จะพลาดโอกาสในการทำกำไร

แต่ถ้ามุทะลุเกินไป คุณก็อาจจะต้องขาดทุนบ่อย ๆ
วิธีที่ดีที่สุด ก็คือเราต้องรักษาสมดุลทั้งสองอย่างนี้ให้ดี

แนวคิดในการเทรดของคุณ Yass คือ การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน ตลาดการเงินเป็นสนามที่ไม่มีคำตอบแน่นอน การเทรดจึงเป็นเรื่องของการตัดสินใจบนความน่าจะเป็น

รวมถึงทักษะการวางกลยุทธ์ การอ่านคู่แข่ง และการตัดสินใจอย่างมีชั้นเชิง

โดยคุณ Yass มองว่า การหาเงินง่าย ๆ ในตลาดนั้นไม่มีอยู่จริง อย่างเช่น ถ้าซื้อหุ้นที่ราคานี้ จะกำไรแน่นอน
แต่ผลปรากฏว่า ไม่กี่วันต่อมา บริษัทประกาศเพิ่มทุน ทำให้ราคาหุ้นลดลงอย่างรุนแรง

ทำให้เวลาลงทุน เราต้องคิดเสมอด้วยว่า ทำไมตลาดถึงทำแบบนี้ ? มีแรงจูงใจอะไรเบื้องหลังข่าว หรือราคาหุ้น ?

ในมุมของคุณ Yass ตลาดการเงินไม่ใช่เกมเสี่ยงดวง
แต่มันคือ สนามแข่งขันของจิตวิทยา และความน่าจะเป็น
ใครที่บริหารความเสี่ยง มีวินัย และคิดอย่างเป็นระบบมากกว่า ย่อมได้เปรียบ

ซึ่งความแตกต่างระหว่าง “มืออาชีพ” และ “มือสมัครเล่น” คือการรับมือกับความไม่แน่นอนให้ได้ดีที่สุด
นั่นแหละคือรากฐานของความยั่งยืนในการลงทุน

สรุป 3 บทเรียนจากคุณ Yass

1. อย่าโฟกัสที่จำนวนครั้งที่ชนะ แต่จงโฟกัสที่การเพิ่มผลตอบแทนเมื่อกำไร

คุณอาจชนะน้อยครั้ง แต่ทำกำไรได้มหาศาล หากรู้จักรอคอย แล้วเลือกการลงทุนที่ผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่รับได้

2. ใช้กลยุทธ์เพิ่มเงินเดิมพัน (หรือขนาดการเทรด) เมื่อเห็นว่ามีความน่าจะเป็นในการชนะสูง
วิธีนี้จะช่วยทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

3. อย่าหลงไปกับสิ่งที่ดูชัดเจนเกินไป
โอกาสที่เห็นชัดเจน มักจะถูกตลาดรับรู้ไปแล้ว กำไรมักจะอยู่ที่ “จุดที่คนอื่นยังไม่เข้าใจ”

ก่อนจะจบบทความนี้
สำหรับคุณ Yass แล้ว ตลาดก็เหมือนเกมโป๊กเกอร์ขนาดยักษ์

คุณ Yass เคยกล่าวเชิงเสียดสีว่า เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การเทรดออปชันจากการเล่นโป๊กเกอร์ มากกว่าที่เคยเรียนจากวิชาเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเสียอีก..

ก็น่าคิดว่าการลงทุนกับการพนันนั้น มีองค์ประกอบบางส่วนที่คล้าย ๆ กัน
ขึ้นอยู่กับว่าวิธีที่ใช้นั้น มีความได้เปรียบ และยั่งยืนในระยะยาวหรือไม่

สุดท้ายคุณ Yass ได้ให้คำแนะนำนักลงทุนรุ่นใหม่ว่า การลงทุนโดยไม่กระจายความเสี่ยง ก็เหมือนกับการโยนเงินทิ้ง

ถึงแม้การกระจายความเสี่ยงจะทำให้ผลตอบแทนน้อยลง แต่ในขณะเดียวกันมันก็ช่วยให้คุณเสียหายน้อยลงด้วย ลดโอกาสหมดตัว และอยู่ในเกมได้นานขึ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสชนะในระยะยาว..

-ที่มา "ลงทุนแมน"

Kraft Heinz การลงทุนที่ผิดพลาด ของบัฟเฟตต์ /โดย ลงทุนแมนวอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยบอกว่า การลงทุนใน Kraft Heinz บริษัทเจ้าของแ...
13/08/2025

Kraft Heinz การลงทุนที่ผิดพลาด ของบัฟเฟตต์ /โดย ลงทุนแมน
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยบอกว่า การลงทุนใน Kraft Heinz บริษัทเจ้าของแบรนด์ซอส แบรนด์ชีส ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก
เป็นหนึ่งในการลงทุนที่ผิดพลาดของเขา

ซึ่งนำไปสู่การที่บริษัท Berkshire Hathaway ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตั้งด้อยค่าเงินลงทุน 97,000 ล้านบาท จากการถือหุ้น Kraft Heinz ในปี 2019

และล่าสุดไตรมาส 2 ปี 2025 บริษัท Berkshire Hathaway ได้ตั้งด้อยค่าเงินลงทุนอีกราว 122,000 ล้านบาท

เรื่องราวของ Kraft Heinz กลายเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ย้อนกลับไปในปี 2013 วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ร่วมกับ 3G Capital กองทุนจากบราซิล ร่วมกันเข้าซื้อกิจการ H.J. Heinz เจ้าของแบรนด์ซอส Heinz

ก่อนที่ปี 2015 จะนำมาควบรวมกิจการเข้ากับ Kraft Foods Group เจ้าของแบรนด์อย่าง Kraft Mac & Cheese, ชีสแผ่น Kraft, ชุดอาหาร Lunchables

ซึ่งรวมกันเป็นบริษัทใหม่ชื่อ Kraft Heinz ด้วยมูลค่าบริษัทราว 3 ล้านล้านบาท ทำให้กลายเป็นบริษัทอาหารที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ในเวลานั้น

ส่วนเหตุผลที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ 3G Capital ตัดสินใจควบรวม Kraft กับ Heinz ก็เพื่อหวังลดต้นทุน ขยายตลาด และรีดกำไรให้มากขึ้น

ซึ่งทาง 3G Capital เอง ถือเป็นกองทุนที่เชี่ยวชาญในดีลการควบรวมและซื้อกิจการ และใช้กลยุทธ์การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัท

โดยหนึ่งในความสำเร็จคือการซื้อ Burger King ในปี 2010 แล้วพลิกฟื้นธุรกิจจนกำไรเติบโต ก่อนจะควบรวมกับ Tim Hortons กลายเป็น Restaurant Brands International หนึ่งในกลุ่มร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

จากชื่อชั้นทั้ง 3G Capital และวอร์เรน บัฟเฟตต์
อาจคิดได้ว่า ดีล Kraft Heinz มีโอกาสเป็นดีลที่น่าจะประสบความสำเร็จสูงมาก

แต่เรื่องกลับไม่เป็นอย่างที่คิด..

แม้ 3G Capital จะใช้สูตรสำเร็จที่เคยเวิร์กกับหลายบริษัท โดยการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เช่น ปลดพนักงานจำนวนมาก รวมไปถึงการลดค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการวิจัยพัฒนาลงอย่างมาก

ซึ่งกลยุทธ์นี้ ปกติช่วยให้กำไรดีระยะสั้น
เนื่องจากค่าใช้จ่ายลดลงเร็ว

แต่ในกรณีของ Kraft Heinz กลยุทธ์นี้กลับส่งผลในระยะยาว เนื่องจากบริษัทขาดการลงทุนในนวัตกรรมและแบรนด์ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง

ส่งผลให้ เกิดช่องว่างที่เปิดโอกาสให้ คู่แข่งเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์สินค้าของร้านค้า (Private Brands) เช่น Kirkland ของห้าง Costco

นอกจากนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยกล่าวถึง Kraft Heinz
ในการประชุมผู้ถือหุ้นปี 2019 ไว้ว่า ปัญหาอยู่ที่ Kraft ไม่ใช่ Heinz

โดยการเข้าซื้อกิจการ H.J. Heinz ในปี 2013
นั้นเป็นการลงทุนที่ประสบความสำเร็จและมีราคาที่เหมาะสม

แต่การที่จ่ายเงินซื้อกิจการ Kraft Foods Group ที่แพงเกินไป เมื่อ 2 ปีให้หลังจากนั้นต่างหาก ที่นำไปสู่การลงทุนที่ผิดพลาด

ทีนี้ลองมาดูผลประกอบการของ Kraft Heinz กันบ้าง

ปี 2022
- รายได้ 860,257 ล้านบาท
- กำไร 76,717 ล้านบาท

ปี 2023
- รายได้ 866,414 ล้านบาท
- กำไร 92,817 ล้านบาท

ปี 2024
- รายได้ 839,518 ล้านบาท
- กำไร 89,163 ล้านบาท

ครึ่งแรกของปี 2025
- รายได้ 398,471 ล้านบาท
- ขาดทุน 229,486 ล้านบาท

โดยหมวดสินค้าที่ทำเงินให้ Kraft Heinz มากที่สุดคือ
กลุ่มซอสและเครื่องปรุงต่าง ๆ เช่น ซอสมะเขือเทศ Heinz และชีสสเปรด Philadelphia

กลุ่มนี้เรียกว่า Taste Elevation คิดเป็นรายได้กว่า 44% ของทั้งหมด

โดยรายได้มาจาก 2 กลุ่มภูมิภาคหลัก
- อเมริกาเหนือ 75% ของรายได้
- ตลาดอื่น ๆ 25% ของรายได้

จุดสังเกตคือ รายได้ปี 2024 นั้นถือว่าต่ำสุดในรอบ 10 ปี นับจากการควบรวมกิจการของบริษัทปี 2015 โดยไม่นับรวมปี 2020 ที่ล็อกดาวน์

นอกจากนี้ ครึ่งปีแรกของปี 2025 รายได้บริษัทมีแนวโน้มลดลง
รวมถึงการที่ขาดทุนกว่า 2 แสนล้านบาทนั้น

สาเหตุมาจาก บริษัทบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีกว่า 3 แสนล้านบาท โดยเฉพาะจาก ความเสื่อมถอยของมูลค่าแบรนด์ ที่ไม่ได้ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างในอดีตที่ผ่านมา

รวมถึงทาง Kraft Heinz ยังได้ประกาศว่า กำลังพิจารณาทางเลือกการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ซึ่งอาจรวมถึงการแยกกิจการ หรือขายแบรนด์บางส่วน

ปัจจุบันมูลค่าบริษัท Kraft Heinz อยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท

ซึ่งช่วงปี 2017 ราคาหุ้นเคยไปอยู่จุดสูงสุดที่ 99.8 ดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน (4 สิงหาคม 2025) ราคาหุ้นอยู่ที่ 27.4 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงกว่า 72.5% จากจุดสูงสุด

ซึ่งการที่บริษัท Berkshire Hathaway ตั้งด้อยค่าเงินลงทุน 97,000 ล้านบาท จากการถือหุ้นใน Kraft Heinz ในปี 2019

และล่าสุดไตรมาส 2 ปี 2025 บริษัท Berkshire Hathaway ตั้งด้อยค่าเงินลงทุนอีกราว 122,000 ล้านบาท

สะท้อนว่า เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ผิดพลาดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ และไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่หวังไว้นั่นเอง..

ถึงตรงนี้จะเห็นว่า แม้แต่การลงทุนของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับ 3G Capital ที่เป็นสุดยอดการจับมือของพันธมิตรทางธุรกิจ บวกกับธุรกิจแบรนด์ที่โด่งดังทั่วโลก ก็ไม่อาจรับประกันความสำเร็จได้เสมอไป..

ซึ่งสุดท้าย การลงทุนอาจไม่ได้วัดว่า ถูกต้องหรือผิดพลาดกี่ครั้ง แต่วัดตรงที่ว่า หากผิดพลาดแล้วจะเสียหายแค่ไหนมากกว่า

แม้ Kraft Heinz จะเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่ชื่อบริษัท Berkshire Hathaway ก็ยังคงยืนหยัดและเติบโตอย่างต่อเนื่องมาถึงวันนี้

ด้วยการบริหารความเสี่ยง สามารถดูดซับความเสียหายนั้นได้ โดยไม่ส่งผลกระทบถึงบริษัทขั้นหายนะ..

- ที่มา "ลงทุนแมน"

มันสำปะหลังไทย มูลค่าส่งออกหาย 40,000 ล้าน ใน 2 ปี เพราะจีน ซื้อน้อยลง /โดย ลงทุนแมนย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน มันสำปะหลังไทย ...
08/07/2025

มันสำปะหลังไทย มูลค่าส่งออกหาย 40,000 ล้าน ใน 2 ปี เพราะจีน ซื้อน้อยลง /โดย ลงทุนแมน
ย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน มันสำปะหลังไทย เคยมีมูลค่าส่งออก
150,000 ล้านบาท อันดับ 1 ของโลก
แต่วันนี้ กลับเหลือมูลค่าส่งออก 110,000 ล้านบาท
หายไปราว 40,000 ล้านบาท ในเวลาแค่ 2 ปี
และในบางช่วง ราคามันสำปะหลังในประเทศ ตกต่ำเหลือเพียงไม่ถึง 2 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น
เกิดอะไรขึ้นกับมันสำปะหลังไทย ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
มันสำปะหลัง เป็นสินค้าเกษตรของไทย ที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลกมายาวนาน โดยมันสำปะหลังเกินครึ่งโลก มาจากการแปรรูปที่ประเทศไทยแทบทั้งหมด
เพราะไทยเอามันสำปะหลังสดที่เก็บเกี่ยวได้ มาแปรรูปให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น
- แป้งมันสำปะหลังดัดแปร เกิดจากการนำแป้งมันสำปะหลังดิบ มาผ่านกระบวนการทางเคมี
- มันเส้น นำมันสำปะหลังมาสับเป็นชิ้น แล้วตากแห้ง
- มันอัดเม็ด นำมันเส้นมาอัดเป็นเม็ดให้มีขนาดเล็กลง
ซึ่งมันสำปะหลังที่แปรรูปแล้ว ก็จะนำไปขายให้กับ
อุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อาหารสัตว์ กระดาษ เอทานอล เครื่องสำอาง ยา และอื่น ๆ อีกมากมาย
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมมันสำปะหลัง ถึงเป็นพืชเกษตรหลักแสนล้านบาทได้ในช่วงที่ผ่านมา เพราะสามารถส่งขายให้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลายมาก
แต่ตอนนี้ มูลค่าส่งออกมันสำปะหลังแปรรูปของไทย กำลังลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ
- ปี 2565 มูลค่าส่งออก 152,795 ล้านบาท
- ปี 2566 มูลค่าส่งออก 127,728 ล้านบาท
- ปี 2567 มูลค่าส่งออก 110,276 ล้านบาท
ดูจากตัวเลขแค่นี้ จะเห็นได้ว่า แค่ 2 ปี มูลค่าส่งออกมันสำปะหลังแปรรูปของไทย หายไปถึง 42,000 ล้านบาท เลยทีเดียว
แล้วมูลค่า 42,000 ล้านบาทนี้หายไปไหน ?
คำตอบหลัก ๆ ก็มาจากจีน ประเทศที่นำเข้ามันสำปะหลังแปรรูปจากไทยเกินครึ่ง กำลังนำเข้าน้อยลงเรื่อย ๆ
- ปี 2565 จีนนำเข้าจากไทย 98,370 ล้านบาท
- ปี 2566 จีนนำเข้าจากไทย 80,518 ล้านบาท
- ปี 2567 จีนนำเข้าจากไทย 56,720 ล้านบาท
เพียง 2 ปี จีนนำเข้ามันสำปะหลังจากไทย ลดลงราว 42,000 ล้านบาท เท่ากับมูลค่าส่งออกมันสำปะหลังที่ลดลงในช่วงเวลาเดียวกัน
เหตุผลที่จีนนำเข้าน้อยลง ก็เพราะว่าจีนเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับการปลูกพืชอาหารอย่างข้าวโพดมากขึ้น เพื่อนำมาใช้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของตัวเอง
ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็นข้าวโพด เพราะช่วงที่ผ่านมา จีนต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ยูเครน หรือบราซิลมาโดยตลอด
ซึ่งถ้าดูจากประเทศที่นำเข้า ก็คงไม่แปลกใจว่าทำไมจีนต้องเน้นพึ่งพาข้าวโพดในประเทศมากขึ้น เพราะยูเครนก็กำลังเจอสงครามกับรัสเซีย ส่วนสหรัฐฯ ก็เป็นคู่ขัดแย้งกับจีน
และหากหันไปพึ่งพาบราซิลมากขึ้น ก็อาจจะเสี่ยงเกินไปที่จะพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมดจากประเทศเดียว
ซึ่งการที่จีนสนับสนุนข้าวโพดแบบนี้ ก็ทำให้
มันสำปะหลังแปรรูปจากไทย โดยเฉพาะมันเส้นที่เอาไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ขายได้น้อยลงในจีนตามไปด้วย
จากเมื่อ 3 ปีก่อน ไทยขายมันเส้นในจีนได้ 51,000 ล้านบาท ตอนนี้ขายได้แค่ 16,000 ล้านบาทเท่านั้น เรียกได้ว่า หายไป 35,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
ซึ่งถ้าจีนไม่ใช่ลูกค้ารายใหญ่ก็คงไม่เป็นไร แต่เพราะจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ 99% ที่ซื้อมันเส้นจากไทย ทำให้มูลค่าส่งออกที่หายไปกระทบไทยอย่างหนักในทันที
แถมมันเส้น ยังคิดเป็น 34% ของมันสำปะหลังแปรรูปที่ไทยส่งออกอีกด้วย นั่นแปลว่า ยอดส่งออกมันเส้นไปจีนที่หายไป ทำให้ยอดการส่งออกมันสำปะหลังแปรรูปทั้งหมดลดลงไปด้วย
นอกจากมันเส้นที่จีนนำเข้าน้อยลงแล้ว แป้งมันสำปะหลังดัดแปรจากไทย ที่เป็นแป้งมันสำปะหลังที่ผ่านกระบวนการเคมี ก็เริ่มนำเข้าลดลงในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน
- ปี 2565 จีนนำเข้าจากไทย 37,629 ล้านบาท
- ปี 2566 จีนนำเข้าจากไทย 32,948 ล้านบาท
- ปี 2567 จีนนำเข้าจากไทย 32,464 ล้านบาท
ซึ่งถ้าถามว่า แล้วมูลค่าส่งออกที่ลดลงราว 5,000 ล้านบาทไปไหน คำตอบก็เพราะว่า จีนนำเข้าจากประเทศอื่นมากขึ้น
จากเดิมเมื่อ 10 ปีก่อน ส่วนแบ่งตลาดแป้งมันสำปะหลังดัดแปรนำเข้าจากไทย มีสัดส่วนมากถึง 84% ในจีน แต่วันนี้กลับเหลือส่วนแบ่งตลาดแค่ 49% เท่านั้น
โดยส่วนแบ่งตลาดที่หายไปราว 35% ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่เสียไปให้กับเวียดนาม.. คู่แข่งอันดับ 2 ของไทยในตลาดนี้แทน
จากเดิมเมื่อ 10 ปีก่อน แป้งมันสำปะหลังดัดแปรของเวียดนาม มีส่วนแบ่งตลาดแค่ 15%
แต่วันนี้กลับชิงส่วนแบ่งตลาดมาได้มากถึง 39% เลยทีเดียว
ก็คือเวียดนามเพิ่มส่วนแบ่งตลาดมาได้ถึง 24% ซึ่งก็มาจากส่วนแบ่งตลาดที่ไทยเสียไปในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง
และยังมีลาว ที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดตรงนี้ไปอีกด้วย เพราะผ่านไปแค่ 10 ปี ลาวเพิ่มส่วนแบ่งตลาดตรงนี้จาก 0.1% กลายเป็น 10% ในตลาดจีน
จากปัญหาที่จีนนำเข้ามันเส้นน้อยลง เพราะหันไปปลูกข้าวโพดในประเทศมากขึ้น เมื่อรวมกับคู่แข่งอย่างเวียดนามและลาว ที่มาแย่งตลาดแป้งมันสำปะหลังดัดแปร ทำให้มันสำปะหลังไทย กำลังมีมูลค่าการส่งออกที่หายไปหลักหมื่นล้านบาท
เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้ส่งออกมันสำปะหลังแปรรูปของไทยเท่านั้น แต่ยังกระทบมาถึงเกษตรกรไทย ที่ปลูกมันสำปะหลังต้นทางอีกด้วย
ปัจจุบัน มันสำปะหลัง ถูกแปรรูปเพื่อส่งออกต่างประเทศถึง 73% และใช้ในประเทศแค่ 27% เท่านั้น
นั่นแปลว่า เมื่อยอดส่งออกต่างประเทศหายไป ความต้องการมันสำปะหลังลดลง และซัปพลายมีเหลือในตลาดมากขึ้น ทำให้ราคารับซื้อมันสำปะหลังในประเทศตกต่ำแทน
จากเดิมที่ราคารับซื้อมันสำปะหลังสดอยู่ที่ราว 2-3 บาทต่อกิโลกรัม แต่ในปีนี้ มีบางเดือนที่ราคารับซื้อมันสำปะหลังเคยเหลือไม่ถึง 2 บาทต่อกิโลกรัมเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นการที่มูลค่าส่งออกมันสำปะหลังแปรรูปจากไทยลดลง จึงไม่ได้กระทบกับรายได้ส่งออกของประเทศเท่านั้น แต่ยังกลับมากระทบกับเงินในกระเป๋าของเกษตรกรอีกทอดหนึ่ง
ถึงตรงนี้ เราคงเห็นแล้วว่าการพึ่งพาตลาดส่งออกหลักในประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ในวันที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง รายได้การส่งออกก็จะเข้ามาเรื่อย ๆ
แต่หากวันไหน ประเทศที่เคยเป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดให้เรา ไม่ต้องการสินค้านั้นอีกต่อไป เมื่อนั้นก็อาจถึงวันที่ความเจ็บปวด กำลังมาเยือนเราแทน
เหมือนกับมันสำปะหลังแปรรูปของไทยในตอนนี้ ที่มูลค่าส่งออกหายไป 40,000 ล้านบาท ภายในเวลา 2 ปีเท่านั้น..

-ที่มา"ลงทุนแมน"

1 ล้านเหรียญแรก ของมังเกอร์ นักลงทุนตำนานของโลก ต้องรอถึงวัย 40 ปี /โดย ลงทุนแมนเวลาพูดถึงความสำเร็จในปัจจุบัน หลายคนมัก...
05/05/2025

1 ล้านเหรียญแรก ของมังเกอร์ นักลงทุนตำนานของโลก ต้องรอถึงวัย 40 ปี /โดย ลงทุนแมน
เวลาพูดถึงความสำเร็จในปัจจุบัน หลายคนมักคิดว่าต้องรวยเร็ว ต้องสร้างชื่อเสียงและความมั่งคั่ง ตั้งแต่อายุยังน้อย

แต่เรื่องราวของชาร์ลี มังเกอร์ หนึ่งในนักลงทุนระดับตำนาน คู่หูคนสำคัญของวอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกเล่าอีกมุมที่แตกต่างออกไป

รู้ไหมว่า ชาร์ลี มังเกอร์ ต้องรอจนถึงอายุ 40 กว่าปี ถึงจะทำเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐแรกได้ ในช่วงกลางทศวรรษ 1960

และก็ไม่ใช่จากการลงทุนหุ้น แต่มาจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ซึ่งหากปรับด้วยเงินเฟ้อแล้ว เงินจำนวนนี้ เทียบกับช่วงอายุเดียวกันของมหาเศรษฐีหลายคนในสหรัฐอเมริกา ที่ทำเงินจำนวนมากได้ตั้งแต่อายุ 20 ต้น ๆ หรือปลาย ๆ ก็อาจดูช้าไปเลย

แม้จะดูช้า แต่ความมั่งคั่งของชาร์ลี มังเกอร์ ก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมั่นคง และเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในช่วงบั้นปลายชีวิต

จนก่อนเขาจะจากโลกนี้ไป ทรัพย์สินสุทธิของเขา ก็อยู่ที่ 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 90,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ชาร์ลี มังเกอร์ เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1924 ที่เมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลาง

เขาได้เรียนปริญญาตรีที่ University of Michigan ในสาขาคณิตศาสตร์

แต่ระหว่างเรียน สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้น จึงต้องพักการเรียนไป เนื่องจากถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในกองทัพ ตำแหน่งนักอุตุนิยมวิทยา

พอสงครามจบลง เขาตัดสินใจเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้รับปริญญาด้านกฎหมายในปี 1948

หลังจากจบการศึกษา ชาร์ลี มังเกอร์ เริ่มต้นทำงานเป็นทนายความในลอสแอนเจลิส

ซึ่งระหว่างที่ทำงานสายกฎหมาย ชาร์ลี มังเกอร์ ก็มีการเริ่มต้นทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย

ราวปี 1960 เขาสังเกตว่า แถบเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จึงมีคนกำลังย้ายถิ่นฐานมายังเมืองลอสแอนเจลิสจำนวนมาก

นั่นแปลว่า มันจะตามมาด้วยความต้องการที่พักอาศัยและที่ดิน ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหลาย ๆ คนรอบตัวเขา ก็มีความมั่งคั่งขึ้นมาได้ด้วยการเป็นผู้พัฒนาที่ดิน

ประกอบกับชาร์ลี มังเกอร์ ได้มารู้จักกับโอทิส บูท ทายาทของตระกูลใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย จากงานกฎหมายที่เขาทำ

ในเวลานั้น เมื่อคุณปู่ของโอทิส บูท เสียชีวิตลง เขาจึงมาขอคำปรึกษาเรื่องการจัดการมรดกที่ดิน จากชาร์ลี มังเกอร์

แต่แทนที่ ชาร์ลี มังเกอร์ จะมองแค่เรื่องการแบ่งมรดกแบบทนายทั่วไป เขากลับมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่

เขาแนะนำให้โอทิส บูท ควรหาวิธีพัฒนาที่ดินเพื่อเพิ่มมูลค่าในอนาคต แทนที่จะรีบขายที่ดินออกไป เพื่อแบ่งเงินมรดก

ซึ่งโอทิส บูทเอง ก็เล็งเห็นถึงสายตาอันเฉียบคมของชาร์ลี มังเกอร์ ทั้งคู่จึงร่วมกันทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในย่าน Pasadena และเมืองใกล้เคียง

โดยกลยุทธ์ที่ใช้ คือจะมองหาทำเลที่มีศักยภาพ
ที่ยังไม่โดดเด่น แต่มีศักยภาพเติบโตในอนาคต เพื่อนำมาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย
ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า

ช่วงแรก ทั้งสองสามารถสร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ โดยใส่เงินลงไป 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ และได้กลับมา 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นกำไร +400%

อย่างไรก็ตาม พอได้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไปสักระยะหนึ่ง..

ชาร์ลี มังเกอร์ มองว่า การที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะทำเงินมากขึ้น ขนาดโครงการต้องใหญ่ขึ้น ก็จำเป็นต้องใช้เงินทุนที่ใหญ่ขึ้นตาม โดยเฉพาะต้องกู้ยืมหนี้มากขึ้น เป็นความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาไม่รู้จบ

ซึ่งตัวเขาเผยว่า ส่วนตัวไม่ชอบการต้องขอกู้ยืมเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ตลอดเวลา

ทั้งนี้ ชาร์ลี มังเกอร์ มีส่วนในการพัฒนาโครงการทั้งหมด 5 โครงการ โดยโครงการสุดท้ายมีชื่อว่า The Huntington Granada ซึ่งทุกโครงการประสบความสําเร็จเป็นอย่างมาก

หลังจากที่คลุกคลีกับอสังหาริมทรัพย์
และหลังสิ้นสุดโครงการสุดท้าย ชาร์ลี มังเกอร์ ก็สามารถทำเงินได้ราว 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงกลางทศวรรษ 1960

โดยหลังปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว จะมีมูลค่าประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 500 ล้านบาท

นับเป็นเงินล้านดอลลาร์สหรัฐแรกของเขา ที่ทำได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในวัยกว่า 40 ปี

และถือเป็นเม็ดเงินเริ่มต้น ที่ช่วยให้เขาปูทางสู่ความสำเร็จด้านการลงทุนของเขาหลังจากนั้น

ตามคำแนะนำของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เปลี่ยนอาชีพจากนักกฎหมาย และนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นนักลงทุนในหุ้นเต็มตัว

กลายเป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือของทั้งสองคน ที่สร้างอาณาจักร Berkshire Hathaway ให้ยิ่งใหญ่ได้อย่างทุกวันนี้

ซึ่งชาร์ลี มังเกอร์ เป็นทั้งเพื่อน เป็นหุ้นส่วน และเป็นคู่คิดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ยาวนานเกือบ 60 ปี

ก่อนที่ชาร์ลี มังเกอร์ จะเสียชีวิตไปเมื่อปลายปี 2023 ในวัย 99 ปี..
และความมั่งคั่งสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้คือ 90,000 ล้านบาท

ถึงตรงนี้ แล้วเราได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้บ้าง ?

เส้นทางสู่ล้านแรกของ ชาร์ลี มังเกอร์ ไม่ได้เริ่มจากการทำเงินอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าต้องรอจนเลยวัย 40 ปีมาแล้ว
ถึงจะทำเงินล้านแรกได้ แต่ก็เป็นผลจากการตัดสินใจที่มีวิสัยทัศน์ และการทำงานหนักตลอดเวลา

โดยไม่ได้มองแค่ผลกำไรในระยะสั้น แต่มองไปยังมูลค่าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระยะยาว ในขณะที่คนส่วนใหญ่อาจมองข้ามไป โดยมีเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ รอให้มูลค่านั้นค่อย ๆ ออกดอกออกผลและปรากฏขึ้นมา..

- ที่มา "ลงทุนแมน"

ราคาทองคำพุ่ง ทำให้ดูไบ “นครแห่งทองคำ” ขายทองได้ยากขึ้น แต่ที่ไทย ยังขายดี /โดย ลงทุนแมนเมื่อไม่นานมานี้ ราคาทองคำได้พุ่...
28/04/2025

ราคาทองคำพุ่ง ทำให้ดูไบ “นครแห่งทองคำ” ขายทองได้ยากขึ้น แต่ที่ไทย ยังขายดี /โดย ลงทุนแมน
เมื่อไม่นานมานี้ ราคาทองคำได้พุ่งแตะ 3,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งทำราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในขณะเดียวกัน เหล่าบรรดาร้านค้าทองคำในตลาดค้าทองชื่อดังอย่าง Gold Souk ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สถานที่ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น “นครแห่งทองคำ” ต่างออกมาพูดถึงผลกระทบที่ได้รับ จากเหตุการณ์ทองคำพุ่งว่า

แม้ว่าราคาทองคำ จะเพิ่มขึ้น 27% ในปีที่แล้ว
แต่ยอดขายทองรูปพรรณ ลดลงกว่า 13% ซึ่งลดลงมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 11% ซึ่งเดิมที เคยได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวอินเดีย และอิหร่าน ที่มักจะซื้อทองรูปพรรณ เพื่อใส่ในงานแต่งงาน และงานพิธีต่าง ๆ แต่มาวันนี้กลับเป็นสินค้าที่ขายยากขึ้น

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ยอดขายทองรูปพรรณในประเทศไทย กลับยังคงแข็งแรง ด้วยการปรับตัวลดลงเพียงแค่ 2% เท่านั้น

ทำไมยอดขายระหว่างไทยกับดูไบ ถึงลดลงแตกต่างกัน ?
พฤติกรรมการซื้อทองคำของทั้ง 2 ประเทศ เหมือนกันหรือไม่ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่น มารู้จักกับประเภทของทองคำที่เป็นที่นิยมมากที่สุดกันก่อน
ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ “ทองคำแท่ง” และ “ทองรูปพรรณ”

ทองคำแท่ง ทำมาจากทองคำบริสุทธิ์ 96.5% หรือ 99.99% ลักษณะจะเป็นแผ่นหรือแท่งทอง มีขนาดแตกต่างกัน ไม่ได้มีลวดลายสวยงามที่จะเอาไปเป็นเครื่องประดับหรือเอาไว้สวมใส่

ปกติจะนิยมซื้อไว้เพื่อลงทุนระยะยาวเป็นหลัก เพราะค่ากำเหน็จต่ำ หรือไม่มีค่ากำเหน็จเลย ทำให้เวลาขายคืน จะได้ราคาที่เต็มกว่า

ทองรูปพรรณ ส่วนมากทำมาจากทอง 96.5% มักจะเอามาทำเป็น สร้อยคอ กำไล แหวน มีลวดลายสวยงาม เหมาะกับการเป็นเครื่องประดับเอาไว้สวมใส่

แต่การซื้อ จะมีค่ากำเหน็จเพิ่มเติมจากการออกแบบ มากน้อยแล้วแต่ลวดลาย
ปกติจะนิยมซื้อมาไว้สวมใส่เพื่อความสวยงาม เพราะหากขายคืน อาจได้ราคาน้อยกว่าทองคำแท่ง เพราะจะเสียค่ากำเหน็จที่มากกว่า นั่นเอง

แล้วทำไมราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น แต่ยอดขายทองรูปพรรณในดูไบ กลับลดลง ?

จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน ความตึงเครียดทางการค้าอย่าง จีน-สหรัฐฯ ที่ทำให้ผู้คนต่างเริ่มหวั่นไหว และวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยกันมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ทองคำ

ทำให้กระแสเงินลงทุน ไหลมายังทองคำ จากการที่นักลงทุนต่างมองเห็นถึงความเสี่ยงในตลาดหุ้น
และก็เป็นสาเหตุที่ช่วงนี้ ราคาทองคำพุ่งจนทำ New High อยู่เรื่อย ๆ

แต่ทองรูปพรรณที่ดูไบ กลับมียอดขายที่ลดลง เพราะด้วยราคาทองที่แพงขึ้น ทำให้ถูกมองว่า กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะคนที่นิยมซื้อทองรูปพรรณมาเพื่อสวมใส่ ไม่ได้ซื้อมาเพื่อเก็งกำไร การที่จะควักเงินเพื่อจ่ายในราคานี้ ถือว่าแพงมากเกินไป

ทำให้ผู้คนต่างเริ่มชะลอการซื้อ หรือเริ่มหันไปสนใจซื้อเครื่องประดับที่มีน้ำหนักเบา หรือเพชรแทน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มองหาเครื่องประดับที่มีดิไซน์ทันสมัย น้ำหนักเบา และราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น

ทีนี้ เราลองเปลี่ยนมาดูความนิยมทองคำ ในประเทศไทย ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ?

ภาพรวมประเทศไทย ยังเป็นตลาดทองคำที่ใหญ่อันดับ 7 ของโลก โดยในปี 2024 มีปริมาณความต้องการรวมทั้งปีอยู่ที่ 39.8 ตัน เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อนหน้า

ซึ่งปริมาณ 39.8 ตัน เยอะขนาดไหน ก็ลองนึกภาพตามดูว่า เราเข้าฟิตเนส มองไปที่ดัมเบล 10 กิโลกรัมที่วางรวมกันอยู่ 3,980 ลูก

ปัจจัยที่ทำให้ภาพรวมตลาดทองคำของเรายังแข็งแรงนั้นคือ ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำ เพื่อการลงทุน

ส่วนทองรูปพรรณ มีความต้องการหดตัวลง แต่หดตัวเล็กน้อยเพียง 2%

ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา และค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย อย่างกลุ่มเครื่องประดับ ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม ด้วยพฤติกรรมการซื้อทองรูปพรรณของคนไทย ที่ยังคงนิยมซื้อทองรูปพรรณในช่วงโอกาสพิเศษต่าง ๆ เป็นประจำอยู่แล้ว เช่น งานมงคล, ของขวัญวันสำคัญ, การเก็บเป็นมรดก

หรือลงทุนในระยะยาว โดยมุมมองของคนไทยที่มีต่อ “ทองคำรูปพรรณ” นั้นมองว่าไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับ แต่ถือว่าเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย มีมูลค่าคงที่ในระยะยาว สามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้

ที่สำคัญยังเป็นค่านิยมทางสังคม ที่สะท้อนสถานะทางสังคมอีกด้วย อย่างการมอบทองให้ในงานแต่งงาน มอบเป็นของขวัญรับขวัญลูกหลาน หรือมอบให้ในเทศกาลต่าง ๆ

ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มผู้ซื้อทองรูปพรรณในดูไบอย่างสิ้นเชิง ที่มองแค่ว่าเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง
เมื่อราคาทองคำแพงขึ้น กลุ่มคนซื้อในดูไบ เลยชะลอการซื้อ หรือเปลี่ยนไปซื้อสินค้าอื่นแทน

ขณะที่กลุ่มผู้ซื้อทองรูปพรรณในไทย จะมีความหลากหลายมากกว่า และยังมีกลุ่มที่ซื้อทองสะสม เพราะไม่ได้มองว่าเป็นแค่เครื่องประดับเท่านั้น ทำให้ยังคงมีการซื้อขายทองรูปพรรณอยู่ ถึงแม้ว่าราคาทองคำ จะสูงขึ้นมากแล้วก็ตาม
ความต้องการในทองรูปพรรณของไทย เลยไม่ได้หดตัวมากเท่าที่ดูไบ

ซึ่งแนวโน้มทองคำในอนาคต
การลงทุนซื้อทองคำแท่ง ก็ยังคงนิยมเหมือนเดิม ถ้าผู้คนยังเชื่อว่า เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน

แต่ทองรูปพรรณในบางประเทศ อาจจะมีกำลังซื้อลดลง เพราะราคาทองที่แพง

ดังนั้นการปรับกลยุทธ์ ที่จะทำให้ทองรูปพรรณ กลับมามีมูลค่าชวนให้น่าซื้อเหมือนเดิมนั้น อาจจะต้องปรับให้เข้ากับพฤติกรรมผู้ซื้อในอนาคต เช่น การดิไซน์ทองรูปพรรณให้มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร

หรือนำไปประกอบกับสินค้าที่ใช้ทองคำเป็นส่วนประกอบ เช่น แว่นตากรอบแว่นเคลือบทอง, เคสมือถือหุ้มทองคำ, เชิงเทียน, ช้อนส้อมทอง ที่เราเห็นในเอ็มวีของศิลปินแนวฮิปฮอป K-pop เป็นต้น

ถึงแม้สถานการณ์ราคาทองคำที่สูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อตลาดเครื่องประดับทองคำในบางประเทศ ทำให้ยอดขายลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แหล่งขายเครื่องประดับทองคำ ที่คึกคักเป็นอย่างมาก

ส่วนในประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะได้รับผลกระทบด้านราคาทองที่สูงขึ้นเช่นกัน แต่การซื้อทองคำในไทย ยังคงเป็นที่นิยม เนื่องจากทองคำไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแค่เครื่องประดับ แต่ยังสามารถลงทุนในระยะยาวเพื่อความปลอดภัย และสะท้อนถึงสถานะทางสังคม

ขณะที่ในภาคธุรกิจร้านค้าทองคำ อาจจะต้องมีการปรับตัว เพื่อรักษาความนิยมของผู้บริโภค ไม่ให้เปลี่ยนไปซื้อสินค้าอื่นแทน ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทองคำ ที่ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป..

- ที่มา "ลงทุนแมน"

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66979764846

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ YP. CASH รับแลกเช็คผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท