Mr.CS Engineer Insurance

Mr.CS Engineer Insurance ป้องกันความเสี่ยง วางแผนการเงินด้วยประกันภัยและการลงทุน เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงิน

02/07/2022
ใครจะไปคิด...ว่าการเกิดโรคร้ายแรง จะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ทั้งบนโรคเดิม หรือต่างกลุ่มโรค⚠แล้ววันนี้...เงินเก็บที่คุ...
01/07/2022

ใครจะไปคิด...ว่าการเกิดโรคร้ายแรง จะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ทั้งบนโรคเดิม หรือต่างกลุ่มโรค
⚠แล้ววันนี้...เงินเก็บที่คุณมี เพียงพอต่อการรักษา และใช้ชีวิตต่อไปหรือไม่
AIA Multi-Pay CI แบบประกันโรคร้าย เจอ จ่าย หลายจบ... ตอบโจทย์เรื่องโรคร้ายแรงที่คุณอาจคิดไม่ถึง
✅ คุ้มครองโรคร้ายแรงต่างกลุ่มโรค ได้รวมสูงสุด 11 ครั้ง รับผลประโยชน์รวมสูงสุด 800% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
✅ เคลมซ้ำบนโรคเดิม สำหรับ 3 โรคร้ายแรงระดับรุนแรงที่พบบ่อย ได้สูงสุดอีกโรคละ 1 ครั้ง ได้แก่ โรคมะเร็งระยะลุกลาม กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด และ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน
✅ ยกเว้นการจ่ายเบี้ยประกันภัยทันที หากตรวจพบโรคร้ายแรงระดับรุนแรง แต่ได้รับความคุ้มครองสูงสุดถึงอายุ 99 ปี
✅รับผลประโยชน์ กรณีเสียชีวิต 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย หักด้วยความคุ้มครองโรคร้ายแรงที่เคยจ่ายไปแล้ว (หากมี)
รายละเอียดเพิ่มเติม https://bit.ly/MPCI-FBCV
พิเศษ เพียงลงทะเบียนบนเว็บไซต์ และซื้อแบบประกันโรคร้ายแรง AIA Multi-Pay CI วันนี้ รับสิทธิ 2 ต่อ
🎁ต่อที่ 1 รับบัตรเติมน้ำมัน PTT มูลค่า 1,000 บาท* (จำกัด 1,500 ท่านแรก)
🎁ต่อที่ 2 ผ่อน 0% นาน 7 เดือน สำหรับผู้ถือบัตรเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์**
📌วันนี้ – 30 ก.ย. 2565
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
**เมื่อสมัครบริการหักบัญชีบัตรเครดิตอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง (AUTO PAY) โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
หมายเหตุ
• ผู้ขอเอาประกันภัยควรศึกษาและทำความเข้าใจในเอกสารเสนอขายก่อนตัดสินใจทำประกันภัย เมื่อได้รับกรมธรรม์แล้ว โปรดศึกษารายละเอียด ข้อกำหนดและเงื่อนไขในกรมธรรม์
• ข้อกำหนดและเงื่อนไขของความคุ้มครองจะระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยที่ออกให้กับผู้ถือกรมธรรม์

ประกันสังคมจ่ายเยอะมากกับโรคร้ายแรง พิจราณาป้องกันวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีของท่าน สำหรับท่านใดที่มีประวัติครอบครัวที่มีความ...
29/06/2022

ประกันสังคมจ่ายเยอะมากกับโรคร้ายแรง พิจราณาป้องกันวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีของท่าน สำหรับท่านใดที่มีประวัติครอบครัวที่มีความเสี่ยงด้านโรคร้ายแรง
https://lin.ee/EHWDWdD
ความคุ้มครองที่มีเพียงพอต่อค่ารักษาโรคร้ายแรงหรือไม่
บ.เอไอเอ จำกัด มีผลิตภัณฑ์ใหม่มาแนะนำ
เจอโรคร้ายจ่ายหลายจบ คุ้มมาก

เป้าหมายการออมเงินคุณคืออะไร?
22/06/2022

เป้าหมายการออมเงินคุณคืออะไร?

บทความดีๆมาให้อ่านกันครับ!!!คนรุ่นสี่สิบห้าสิบก็ต้องเริ่มคิดเรื่องนี้กันบ้างแล้ว  ส่วนใหญ่การคิดเรื่องเกษียณจะเป็นเรื่อง...
21/06/2022

บทความดีๆมาให้อ่านกันครับ!!!

คนรุ่นสี่สิบห้าสิบก็ต้องเริ่มคิดเรื่องนี้กันบ้างแล้ว ส่วนใหญ่การคิดเรื่องเกษียณจะเป็นเรื่องการเงินซะเยอะว่าจะต้องเก็บเงินอย่างไรถึงจะพอเลี้ยงตัวได้เมื่อไม่ต้องทำงานแล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครคิดถึงชีวิตและการใช้ชีวิตหลังเกษียณให้มีความสุขที่สุด เราถึงจะเห็นคนที่เกษียณแล้วไม่นานก็ป่วย แก่เร็วมาก และดูเป็นทุกข์อยู่ไม่น้อย

การคิดว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เกษียณอย่างมีความสุขจึงน่าสนใจเพราะด้วยอายุที่ยืนขึ้นขนาดนี้ อายุหลังเกษียณอาจจะเป็นหนึ่งในสามของชีวิตก็เป็นได้ แถมเดี๋ยวนี้การเกษียณตัวเองนั้นอาจจะไม่ใช่หกสิบอย่างที่คิด บางคนรับ early retire ตั้งแต่ห้าสิบห้าสิบห้า หรือตัดสินใจมาใช้ชีวิตเกษียณเองตั้งแต่สี่สิบก็มี

ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่เจอสภาวะ “เกษียณ” ในตอนอายุสี่สิบกลางๆที่ริจะไม่ทำงานประจำแล้ว จะลอง slow life รับส่งลูก ใช้ชีวิตสบายๆบ้าง

ในช่วงนั้นผมเองก็ค้นพบอะไรหลายๆอย่างว่าการที่เกษียณแล้วไม่ทำอะไรเลยนั้น ช่วงแรกๆก็ดีอยู่ แต่ซักพักก็รู้สึกแก่เร็วและเบื่อเอามากๆ จนต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่หลายแบบกว่าจะลงตัว เลยพอเข้าใจถึงสภาวะที่พอคนเกษียณแล้วแป๊บๆก็แก่หรือป่วยเอาง่ายๆได้ว่าเป็นเพราะอะไร

ผมได้ฟัง talk ของ ดอกเตอร์ ไรเล่ย์ มอยนส์ ( riley moynes ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่เขียนหนังสือเรื่อง money coach ที่อยู่ในวัยเกษียณและได้สังเกตและวิเคราะห์ถึงคนที่เกษียณไปแล้วจำนวนมากว่าจะมีแพทเทิร์นที่คล้ายๆกัน

จะมีคนเกษียณจำนวนไม่น้อยที่จะเป็นทุกข์ แต่ก็มีหลายคนที่สามารถใช้ “ชีวิต” ได้อย่างสนุกและมีความสุขสมวัย ดร.ไรเล่ย์ เล่าว่าการเข้าสู่วัยเกษียณนั้นมี 4 ช่วง ที่ทุกคนที่เลิกทำงานแล้วต้องเจอ

ช่วงแรกเรียกว่าช่วง vacation เป็นช่วงหลายเดือนหรือปีแรกของการหยุดทำงาน อยากตื่นกี่โมงก็ได้ อยากทำอะไร ไปไหนมาไหนก็ได้ ไม่มีเจ้านายคอยตาม ไม่มีลูกน้องต้องรับผิดชอบให้ปวดหัว

ไม่มีตารางเวลาที่กดทับมานานหลายสิบปี เป็นช่วงที่ผ่อนคลาย เหมือนความฝันช่วงทำงานว่าการเกษียณไม่ต้องทำงานแล้วน่าจะเป็นแบบนี้นี่เอง เป็นอิสระที่รอมานาน
พอใช้ชีวิตแบบนี้ไปซักพักก็จะเริ่มเบื่อ

ตอนที่ผมออกจากงานประจำช่วงแรกๆก็เป็นแบบนั้นจริงๆ อยากไปห้างเดินพารากอนเมื่อไหร่ก็ได้ ไปซื้อหนังสือ ซื้อของตามใจชอบ แต่ไปซักสามสี่ครั้งก็ไม่มีอะไรจะดู หนังสือที่ซื้อก็ยังไม่ได้อ่าน เดินเบื่อๆซักพักก็กลับ เริ่มรู้สึกชีวิตว่างเปล่าจะรู้สึกหลงทางและตั้งคำถามกับชีวิตเยอะมากว่าจะไปยังไงต่อดี ไม่อยากหายใจทิ้งแบบนี้เลย

ช่วงนี้เป็นช่วงที่สองเรียกว่าช่วงที่รู้สึก lost ดร ไรเล่ย์ บอกว่าที่เรารู้สึกแบบนั้นเพราะเราสูญเสียความรู้สึกที่เคยมีไป 5 ประการก็คือ เราเสียรูทีนที่ทำอะไรซ้ำๆประจำไป เราเสียอัตลักษณ์ (identity) ที่เคยมีในที่ทำงาน

เราเสียความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานไป เสีย sense of purpose ว่าเคยมีเป้าหมายให้พุ่งชนมีปัญหาให้แก้ไข และที่สำคัญโดยเฉพาะข้าราชการหรือผู้บริหารคือการเสีย “อำนาจ” ที่เคยมีไป

การสูญเสียห้าประการนี้จะเริ่มค่อยๆเข้ามาหลังจากเราหมด honeymoon period แต่จะเริ่มรู้สึกรุนแรงเพราะมันหายไปทีเดียวห้าอย่างในชีวิต เราจะเริ่มรู้สึกซึมเศร้า ร่างกายก็จะทรุดลง เริ่มหงุดหงิดกับคู่ชีวิตที่เจอกันทุกวัน เริ่มรู้สึกกลัวกับความว่างเปล่านั้นมากขึ้นเรื่อยๆ

พอรู้สึกแย่มากๆ หลายคนก็จะเริ่มฮึดสู้ ไม่อยากใช้ชีวิตแบบว่างเปล่าอย่างนั้น ก็จะเข้าสู่ช่วงที่สาม เป็นช่วงลองผิดลองถูก (trial and error) พยายามจะหาความหมายให้ชีวิตอีกครั้งด้วยการลองทำอะไรที่คิดว่าทำได้ดี ซึ่งก็ไม่ง่ายนักเพราะสิ่งที่เราทำได้ดีก็อาจจะไม่ได้มีใครต้องการ

หรือไปลองอะไรใหม่ๆแต่ก็อาจต้องผิดหวังอีกหลายครั้ง แต่ต้องสู้เพื่อหาอะไรที่ทำให้เราอยากตื่นเช้ามาทำให้ได้ เพราะถ้าหาไม่เจอเราก็จะวนอยู่ในช่วงที่สองอย่างทุกข์ทรมาน

ไม่ใช่ทุกคนจะผ่านช่วงที่สามมาช่วงที่สี่ได้ แต่ถ้าใครมาถึงช่วงที่สี่ได้ก็จะเป็นกลุ่มคนที่มีความสุขที่สุดที่ ดร ไรเล่ย์ได้เจอ ดร ไรเล่ย์สรุปว่าช่วงที่สี่ก็คือช่วงที่เราสามารถ reinvent และ rewire ตัวเองได้

สามารถตอบคำถามได้ว่า purpose ใหม่ของตัวเองคืออะไร และจากที่ ดร ไรเล่ย์ได้พูดคุย ซักถามคนที่ได้พบความสุขที่แท้จริงนั้น แทบทั้งหมดก็คือการที่ได้ดูแล ได้ช่วยเหลือคนอื่น (service to others) ไม่ว่าจะเป็นงานการกุศล การได้สอนหนังสือให้ความรู้กับคนรุ่นใหม่ ฯลฯ

ตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือแม่ของผมเอง ที่เดิมช่วงเริ่มเกษียณก็เป็นเหมือนที่ ดร ไรเล่ย์บอก ได้เที่ยวได้ใช้ชีวิตซักพักก็เริ่มเบื่อ ในช่วงนั้นแม่ผมดูแก่เร็ว ไม่มีความสุขเลย ลองทำอะไรหลายอย่างจนเมื่อสิบปีก่อนได้ไปทำงานให้ศาล ไปช่วยไกล่เกลี่ยช่วยเยาวชนที่หลงผิด

งานยุ่งมากๆจนแทบไม่มีเวลา แต่แม่ผมดูมีความสุขมาก ร่างกายแข็งแรงขึ้น ดูสาวสดใส จนตอนนี้หน้าเด็กจนจะเท่าผมอยู่แล้ว แม่ผมโชคดีที่ได้ผ่านช่วงต่างๆมาถึงช่วงที่สี่ ได้ service to others เหมือนกับที่ ดร ไรเล่ย์บอกไว้ไม่มีผิด.. แม่ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนวัยเกษียณที่ได้ค้นพบ purpose ใหม่ได้ในที่สุด

บทเรียนสำหรับคนที่เตรียมตัวเกษียณนั้น ถ้าตามสี่ช่วงที่ ดร ไรเล่ย์บอก ก็คือสนุกกับอิสระกับ vacation ช่วงแรกให้เต็มที่ แล้วเตรียมรับมือกับความว่างเปล่าอย่างมีสติ ก่อนที่จะทดลองอะไรใหม่ๆด้วยความสนุก และหาทางเข้าสู่ช่วงที่สี่ พยายามทำตัวให้มีประโยชน์กับคนอื่นเพื่อที่จะมีความสุขได้สุดๆหลังเกษียณอย่างสมวัย

สำหรับคนที่ยังไม่ใกล้กับคำว่าเกษียณนั้น ถ้าในที่สุดแล้ว ความสุขที่แท้จริงที่เหล่าคนเกษียณค้นพบก็คือการที่ได้ service to others

การที่ทำตัวมีประโยชน์กับคนอื่น การที่ได้รู้ความลับนั้นก็น่าจะมีประโยชน์กับการใช้ชีวิตในตอนนี้ และน่าจะเป็นแต้มต่อที่ไม่ต้องรอให้เกษียณถึงจะเข้าถึงความสุขและสงบในใจนั้นได้ตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ…..

ง่ายจริงครับ ลองทำแล้ว !!!
19/06/2022

ง่ายจริงครับ ลองทำแล้ว !!!

กดลิงก์ด้านล่างเพื่อลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ เสตย์ฟิต https://lin.ee/EHWDWdD
19/06/2022

กดลิงก์ด้านล่างเพื่อลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ เสตย์ฟิต

https://lin.ee/EHWDWdD

วางแผนการเงินหมอบูรณ์ ประกันสังคมหมอสันต์ กับความคิดเห็นต่อประกันสังคมเทียบกับบัตรทองมิถุนายน 18, 2565บอกเลยว่าอ่านแล้วด...
18/06/2022

วางแผนการเงิน

หมอบูรณ์ ประกันสังคม
หมอสันต์ กับความคิดเห็นต่อประกันสังคมเทียบกับบัตรทอง
มิถุนายน 18, 2565

บอกเลยว่าอ่านแล้วดีมากๆ เรียนปรึกษาคุณหมอเรื่องในอนาคตค่ะ ปัจจุบันดิฉันอายุ 46 ค่ะ ไม่ได้แต่งงาน เคยทำงานประจำค่ะ ตอนนี้ออกจากงานประจำมาแล้วค่ะ ขายกาแฟ รายได้ 7,000-10,000บาทต่อเดือน กำลังตัดสินใจวางแผนยามชราค่ะ และมีความเชื่อศรัทธาในตัวคุณหมอ เพื่อมีส่วนช่วยชี้แนะการวางแผนในอนาคต จึงใคร่เรียนถามขอคำชี้แนะ ดังนี้ค่ะ
1. ดิฉันเลือกไม่ถูกค่ะ ว่าจะต่อสิทธิ์ประกันสังคมมาตรา 39 ดี เพื่อเอาสิทธิ์รักษาพยาบาลต่อไป หรือ ไปใช้สิทธิ์บัตรทอง แต่ได้เงินบำนาญจากประกันสังคมเดือนละ 3,000 บาทต่อเดือน ตอนอายุ 60 ปีถึงตาย

2. จริงๆดิฉันมีน้องชายแท้ๆ 1 คน น้องชายลูกอาที่เลี้ยงมาอีก 1 คน มีหลานสาวตัวน้อย 2 คนค่ะ...แต่..ใจของดิฉันรับรู้อะไรบางอย่าง ทำให้ทราบสัจธรรมของชีวิต ว่า ไม่ควรฝากผีฝากไข้กับใคร ไม่ควรทำตัวเป็นภาระใครยามชรา .. นี่คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หวังพึ่งคำแนะนำจากคุณหมอค่ะ

3. ยามชราดิฉันควรไปอยู่บ้านพักคนชราไหมค่ะคุณหมอ จากนี้ไปดิฉันควรคิดและปฏิบัติตนอย่างไรดีค่ะ คาดหวังเพียงยามชราไม่ลำบาก และมีความสุขค่ะคุณหมอ

ตอบครับ

1.ถามว่าแก่แล้วจะหยุดต่อบัตรประกันสังคมเพื่อเอาสิทธิบำนาญเดือนละ 3,000 บาท แล้วไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบัตรทองดีไหม ตอบว่าดีครับ..ถ้าทั้งสองระบบนั้นไม่ล่มไปเสียก่อน ในคำตอบนี้ผมแยกเป็นสี่ประเด็นนะ
ประเด็นที่ 1. อะไรคือส่วนที่ดีที่สุดของบัตรประกันสังคม ตอบว่าบำนาญนั่นแหละครับ เป็นส่วนที่ดีที่สุดของบัตรประกันสังคม เพราะในบรรดาเงินประกันสังคมที่เก็บไปทั้งหมด ราว 90% จะไปเป็นกองทุนชราภาพ ก็คือบำนาญนั่นแหละ ดังนั้นหากคุณมีสิทธิประกันสังคม เรื่องอะไรจะทิ้งส่วนที่ดีที่สุดและเป็น 90% ของระบบนี้ไปรับแค่สิทธิรักษาพยาบาลซึ่งเป็นแค่ 10% ของระบบละครับ ว่าที่จริงแล้วการมีมาตรา 39 คือเปิดให้ผู้ชราต่อสิทธิได้ด้วยการเป็นผู้ประกันตนเองนั้น เป็นลูกเล่นที่จะชลอการจ่ายบำนาญนั่นเอง ถ้าสมาชิกขยันต่อบัตรกันมาก ก็จะได้ตายไปทั้งๆที่ยังเป็นสมาชิกซึ่งต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือนอยู่ซึ่งเป็นการอยู่ในฐานะเป็นผู้เลี้ยงระบบ แทนที่จะเป็นผู้ร้บบำนาญซึ่งเป็นการอยู่ในฐานะผู้เป็นภาระต่อระบบ

ประเด็นที่ 2. การย้ายไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบัตรทอง กับการใช้สิทธิรักษาพยาบาลของประกันสังคม อะไรดีกว่ากัน ตอบว่าบัตรทองดีกว่าในแง่ของระบบเครือข่ายการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมกว่า คือเริ่มตั้งแต่พยาบาลเยี่ยมบ้านใกล้บ้านใกล้ใจหรือรพ.สต.ขึ้นไปจนถึงรพ.ศูนย์ที่มีขีดความสามารถรักษาโรคลึกได้ครบถ้วน ส่วนประกันสังคมนั้นดีกว่าในแง่สามารถเลือกรพ.เอกชนเป็นรพ.คู่สัญญาได้ (หากมองว่ารพ.เอกชนสวยงามและสะดวกสบายกว่าของรพ.ของรัฐ) ส่วนคุณภาพการรักษาโดยเนื้อในนั้นไม่ต่างกัน โหลงโจ้งผมมีความเห็นว่าดีพอๆกันครับ แล้วแต่คนชอบ

ประเด็นที่ 3. ทั้งสองระบบมั่นคงไหม ตอบว่าโลกนี้ไม่มีอะไรมั่นคง ให้คุณอยู่กับปัจจุบันและยอมรับความไม่แน่นอนของอนาคต สมัยผมเป็นหมออยู่นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมที่จัดว่าเป็นสวรรค์ของประชาชนระดับรากหญ้าโดยเฉพาะคนแก่ แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ประมาณปีค.ศ. 1989 ถ้าจำไม่ผิด รัฐบาลก็ประกาศเลิกระบบบำนาญประชาชนเสียดื้อๆ แบบตูม..ม ช็อคซีเนมา ผู้คนร้องแรกแหกกระเฌอกันราวกับว่าโลกจะแตก เวลาออกตรวจคนไข้ผมต้องเสียเวลาไปกับการฟังคนแก่บ่นเรื่องการเลิกบำนาญ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เห็นมีใครเป็นอะไรไป ทุกคนก็ยอมรับกันได้ ที่เล่าให้ฟังนี้เพื่อให้เข้าใจว่าขนาดประเทศที่เป็นสังคมนิยมมาแต่อ้อนแต่ออดยังเลิกสวัสดิการสังคมได้ ก็ในเมื่อเงินมันไม่มีจะไม่เลิกได้ไงละครับ
ประเด็นที่ 4. ในระหว่างสองระบบ ระบบบัตรทองกับประกันสังคม อย่างไหนมั่นคงกว่ากัน ตอบว่าระบบบัตรทองมั่นคงกว่า เพราะผมทำนายว่าหากไม่มีการเปลี่ยนกฎกติกา ระบบประกันสังคมไปได้อย่างเก่งก็อีกไม่เกินสามสิบปี เพราะตามข้อมูลเท่าที่เปิดเผยออกมา เราเริ่มจ่ายบำนาญในปี พ.ศ. 2557 ปีแรกก็มีคนรับบำนาญราว 1.3 แสนคน จ่ายเงินไป 4,700 ล้านบาท คำนวณแบบง่ายๆพอไปถึงปี 2587 เงินออก (20% ของค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย) ก็จะเริ่มมากกว่าเงินเข้า (ฝ่ายละ 3%ของค่าจ้าง) แปลไทยให้เป็นจีนว่า "บ้อจี๊" และถ้าคุณแอบเงี่ยหูฟังเวลา รมต.หรือผู้รับผิดชอบให้สัมภาษณ์ กี่คนต่อกี่คน พูดกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็จะพูดเหมือนกันหมดตรงที่มีความกังวลว่าเบี้ยจะไม่พอจ่ายส่วนระบบบัตรทองนั้นก็ใช่ว่าจะมีเงิน ว่าไปแล้วก็ยากจนกว่าระบบประกันสังคมเสียอีก แต่ผมทำนายว่าจะมั่นคงกว่าเพราะมันเป็นระบบถูลู่ถูกัง เนื่องจากเมืองไทยนี้เป็นประเทศของนักร้อง ระบบการเมืองของเราไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลเลือกตั้งล้วนต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชนซึ่งเป็นนักร้อง
ไม่มีใครกล้าแตะระบบบัตรทองเพราะกลัวนักร้อง ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล คืออย่างน้อยก็สามรัฐบาลที่ผ่านมา ผมเขียนจดหมายถึงผู้มีอำนาจให้ออกกฎหมายจัดเก็บเงินเบี้ยสุขภาพเอาจากคนรวยและหันมาใช้เงินไปกับการส่งเสริมสุขภาพให้มากขึ้นเพื่อให้ระบบอยู่ได้ แต่ทุกรัฐบาลก็..เงียบ เพราะเขากลัวนักร้อง จึงคงต้องทนถูลู่ถูกังกันไปอย่างนี้อย่างมั่นคงชั่วกัลปาวสาน เรียกว่าเป็นความมั่นคงแบบไทยๆ



2. ถามว่าความจริงก็พอมีหลานพอให้พึ่งได้แต่มีความคิดว่าไม่ควรไปฝากผีฝากไข้กับใคร คิดอย่างนี้ถูกต้องไหม ตอบว่าถูกต้องแล้วครับ เพราะคนรุ่นหลังตัวเขายังเอาตัวเขาเองไม่รอดเลย แล้วคุณจะไปหวังพึ่งเขาได้อย่างไร

3. ถามว่ายามชราควรไปอยู่บ้านพักคนชราดีไหม ตอบว่าไม่ดีหรอกครับ เพราะในยุโรปและอเมริกาตอนนี้เตียงรับดูแลผู้สูงอายุล้วนว่างลงเพราะไม่มีคนเข้า คนแก่ทุกวันนี้หนีสถาบันดูแล เพราะคุณภาพชีวิตของการอยู่ในสถาบันดูแลผู้สูงอายุ สู้คุณภาพชีวิตของการใช้ชีวิตในชุมชนไม่ได้ ดังนั้นหากคุณมีที่อยู่อาศัยของตนเองอยู่ในชุมชนอยู่แล้วผมแนะนำให้คุณอยู่ในชุมชนนั่นแหละ บ้านมันใหญ่เกินกำลังตัวเองคุณก็ขายไปซื้อที่มันเล็กลงพออยู่ได้ อย่าไปห่วงว่าเวลาตายจะไม่มีใครมาดูใจ โถ จะตายอยู่แล้วยังห่วงนั่นห่วงนี่อีกหรือ โครงสร้างของชุมชนในประเทศเราเป็นระบบสนับสนุนคนแก่โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว และระบบบัตรทองเองก็ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลที่บ้านเลยทีเดียว มีการลงทะเบียนคนแก่ในเขต รพ.สต.ใกล้บ้าน มีทีมงานเยี่ยมบ้านคนแก่เป็นระยะๆ ถ้าเป็นแผลนอนกดทับก็มีทีมทำแผลระดับมืออาชีพเอาเครื่องมือมาทำแผลให้ถึงบ้าน โดยที่คุณก็ยังได้อยู่บ้านของตัวเองที่ตัวเองรักและคุ้นเคย นี่เป็นระบบดูแลสุขภาพในวัยชราที่ดีที่สุดแล้ว
เมื่อเดือนก่อนผมขับรถขี้นเหนือ ได้มีโอกาสไปเที่ยวชมบ้านพักคนชราของกรมประชาสงเคราะห์กับอบจ.เชียงใหม่ซึ่งสร้างไว้ที่ อ. แม่แตง สถานที่แห่งนั้นแยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นคล้ายโรงพยาบาลผู้สูงอายุซึ่งรับเอาผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เข้ามาอยู่ที่นั่น ส่วนนี้เรียกว่าเป็น nursing home นั่นเอง ส่วนนี้ไม่มีอะไรที่ผมจะพูดถึงเป็นพิเศษ เพราะก็เหมือนกับรพ.ผู้สูงอายุทั่วไป อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่ชาวบ้านแถบนี้เรียกว่า "บ้านคุณนาย" คือเป็นโซนบ้านพักในรูปแบบที่เรียกกันในภาษาฝรั่งว่า "independent living" ผู้อยู่อาศัยต้องออกเงินสร้าง เมื่อตัวเองตายแล้วก็ตกเป็นของรัฐเพื่อให้คนอื่นเข้ามาอยู่ต่อ โลเคชั่นที่ตั้งของสถานที่ดีมากไม่มีที่ติ อากาศเย็นสบาย อยู่ในป่าไม้ ชุ่มฉ่ำ ใกล้ชิดธรรมชาติ บ้านแต่ละหลังก็สร้างอย่างถาวร อยู่ใกล้กันพอดีๆไม่แน่นไม่ห่าง ถนนหนทางภายใน น้ำไฟ รัฐบาลลงทุนให้อย่างดีหมด แต่.. ชุมชนมันไม่มีชีวิต นึกภาพถ้าผมเป็นคนแก่ จะให้ผมมาอยู่ในที่แบบนี้ ผมไม่เอานะ ผมขอไปอยู่ในสลัมที่ผัวเมียทะเลาะกันส่งเสียงเอะอะมีเด็กวิ่งเล่นเกะกะเจี้ยวจ๊าวดีกว่า เพราะแม้ผมจะแก่ แต่ผมก็ยังมีชีวิตอยู่ ผมจึงต้องการอยู่ในชุมชนที่มีชีวิต ผมไม่ต้องการอยู่ในชุมชนที่ไม่มีชีวิต

4. ถามว่าในวัยชราควรดูแลตัวเองอย่างไร ตอบว่าให้คุณพึ่งตัวเองแบบวันต่อวัน เปลี่ยนไปใช้ชีวิตในลักษณะที่พึ่งตัวเองได้ 100% เสียตั้งแต่วันนี้ กินอาหารที่มีพืชเป็นหลักและไขมันต่ำ ออกกำลังกายทุกวัน จัดการความเครียดโดยหัดวางความคิดลบๆทิ้งไปเสีย นอนหลับให้ได้ดีโดยไม่ใช้ยา ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ตากแดด ขุดดิน ฟันหญ้า ปลูกต้นไม้ ใส่ใจที่จะฝึกฝนทำกิจวัตรสำคัญ (IADL) เจ็ดอย่าง และกิจวัตรจำเป็น (ADL) ห้าอย่าง ให้ได้ด้วยตัวเองให้ได้นานจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
กิจวัตรสำคัญเจ็ดอย่าง (IADL) ได้แก่
(1) อยู่คนเดียวได้ หมายความว่าทนเหงาได้

(2) ขนส่งตัวเอง เช่นเดิน หรือไปขึ้นรถ ได้

(3) ทำอาหารกินเองได้

(4) ช้อปปิ้งเองได้

(5) ปัดกวาดเช็ดถูที่อยู่ตัวเองได้

(6) บริหารยาตัวเองได้

(7) บริหารเงินของตัวเองได้

ส่วนกิจวัตรจำเป็นห้าอย่าง (ADL) ได้แก่
(1) อาบน้ำแปรงฟันได้เอง

(2) แต่งตัวสวมเสื้อผ้าได้เอง

(3) กินเองได้

(4) อึฉี่เองได้

(5) เดินเหินได้เอง

ที่อยู่

AIA Thailand, ซอย สุรวงศ์ แขวง สุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10500

เบอร์โทรศัพท์

+66863559871

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Mr.CS Engineer Insuranceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Mr.CS Engineer Insurance:

แชร์