Bnomics by Bangkok Bank

Bnomics by Bangkok Bank Making Economics Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน

💞 เศรษฐศาสตร์ของ Fandomเมื่อความชอบกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ 🔙 ก่อนจะถึงยุค social media คำว่าแฟนคลับอาจหมายถึงเพียงกลุ่มค...
31/05/2026

💞 เศรษฐศาสตร์ของ Fandom
เมื่อความชอบกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ

🔙 ก่อนจะถึงยุค social media คำว่าแฟนคลับอาจหมายถึงเพียงกลุ่มคนที่ชื่นชอบศิลปิน นักแสดง หรือทีมกีฬาทีมหนึ่ง

แต่วันนี้ โลกของ Fandom ได้กลายเป็นมากกว่านั้น

Fandom ไม่ได้แค่ติดตามผลงาน
แต่พร้อมซื้อสินค้า / สะสมอัลบั้ม / เดินทางไปคอนเสิร์ต / ช่วยปั่นยอดวิว
หรือแม้แต่แข่งขันกันเป็น Top Spender

หลายอุตสาหกรรมจึงเริ่มมองว่า Fandom ไม่ใช่แค่ฐานผู้ชม
แต่คือพลังทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ความสัมพันธ์ และอัตลักษณ์

💞 คำว่า Fandom มาจาก Fan + Kingdom

หมายถึงชุมชนของคนที่มีความชอบร่วมกัน

สิ่งสำคัญของ Fandom ไม่ใช่แค่การติดตามศิลปิน
แต่คือความรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง

และความรู้สึกนั้น เชื่อมโยงกับหลักเศรษฐศาสตร์อย่างน่าสนใจ

🤝 Social Capital –– Fandom คือทุนทางสังคม

บางครั้ง การอยู่ในด้อมไม่ได้ให้แค่ความสุข แต่ให้เครือข่าย
มีเพื่อนใหม่ / มีคอมมูนิตี้ / มีพื้นที่พูดคุย / ได้การยอมรับจากกลุ่ม

นักสังคมศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า Social Capital หรือทุนทางสังคม

ดังนั้น การเข้าร่วม Fandom จึงคล้ายการลงทุนในความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง

🎫 Experience Economy –– คนยุคใหม่ซื้อประสบการณ์มากกว่าสินค้า

แนวคิดนี้อธิบายว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ค่ากับประสบการณ์มากกว่าของที่จับต้องได้

จึงเกิดปรากฏการณ์ เช่น
บินไปดูคอนเสิร์ต / ซื้อสิทธิ Hi-touch / ซื้อแฟนมีต / ซื้อ immersive experience

เพราะสิ่งที่คนจ่ายเงินจริง ๆ คือความทรงจำ

🪞 Identity Economics –– ซื้อ เพื่อสะท้อนว่าเราเป็นใคร

แนวคิดของ George Akerlof และ Rachel Kranton อธิบายว่า
คนเราไม่ได้ตัดสินใจเลือกสิ่งต่าง ๆ เพียงเพราะผลประโยชน์ทางการเงินสูงสุดเท่านั้น

แต่ตัดสินใจตาม ความเชื่อ หรือบทบาททางสังคมที่อยากเป็น
ฉันเป็นแฟนวงนี้ / ฉันอยู่ด้อมนี้ / ฉันเป็นคนประเภทนี้

ดังนั้น การซื้ออัลบั้ม เสื้อ หรือไปคอนเสิร์ต จึงเป็นการยืนยันตัวตนของตัวเอง

👑 Conspicuous Consumption –– การบริโภคเพื่อแสดงสถานะทางสังคม

ทฤษฎีของ Thorstein Veblen อธิบายว่า
บางครั้งคนไม่ได้ซื้อเพื่อใช้ แต่ซื้อเพื่อแสดงสถานะทางสังคม

ในโลกของ Fandom
การซื้อบัตร VIP / สะสม rare item / โชว์ยอดเปย์ / แข่ง Top Spender
สิ่งเหล่านี้คือการบริโภคเชิงสถานะ

ยิ่ง limited ยิ่ง exclusive
ยิ่งเข้าถึงยาก ก็ยิ่งสะท้อนว่าเราอยู่ใกล้ศิลปินมากแค่ไหน

🃏 Endowment Effect –– ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ ยิ่งปล่อยยาก

แนวคิดจากเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมอธิบายว่า
คนมักให้คุณค่ากับสิ่งที่รู้สึกเป็นเจ้าของมากกว่ามูลค่าจริงของสิ่งนั้น

Photocard ใบเดียว อาจมีค่าทางใจมหาศาล
ของที่ศิลปินเคยจับ หรือ limited edition
จึงถูกให้มูลค่าสูงมาก แม้มูลค่าทางกายภาพอาจไม่ได้สูงตาม

🌍 Fandom จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบ

แต่มันคือพื้นที่ที่เต็มไปด้วย
อารมณ์ ตัวตน สถานะทางสังคม ความสัมพันธ์ และประสบการณ์

ผู้คนไม่ได้จ่ายเงินเพราะจำเป็นต้องซื้อเสมอไป

แต่จ่ายเพื่อความรู้สึกว่า
เราเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
เราได้ใกล้ชิดคนที่ชอบ
และเรามีที่ยืนในสังคม

ในโลกยุคใหม่ เศรษฐกิจอาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “ความจำเป็น” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่ขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า ตัวเองมีความหมาย มีความผูกพัน และมีที่ทางในสังคม

“Fandom” จึงกลายเป็นหนึ่งในพลังทางเศรษฐกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกยุคใหม่

เรื่องและภาพ: กุสุมา ธะนะวงศ์ Economist, Bnomics
════════════════
Making Economic Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
════════════════

#ด้อม #แฟนคลับ #ธนาคารกรุงเทพ

Weekly Brief: ไทยเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส” ขณะที่วิกฤตอิหร่าน–ช่องแคบฮอร์มุซกดดันเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงา...
29/05/2026

Weekly Brief: ไทยเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส” ขณะที่วิกฤตอิหร่าน–ช่องแคบฮอร์มุซกดดันเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงาน
Key Takeaways
• รัฐบาลไทยเปิดลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างเป็นทางการ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ การบริโภค และช่วยเหลือ SMEs ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
• มาตรการดังกล่าวสามารถช่วยกระตุ้นอุปสงค์และการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบได้ในระยะสั้น แต่ประสิทธิผลระยะยาวอาจยังจำกัด
• ตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มปรับมุมมองว่า ธนาคารกลางสำคัญอาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าคาด หากราคาพลังงานและเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
1. ไทยเปิดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หวังดันกำลังซื้อ และ SME ให้ฟื้นตัว
ตามที่ รัฐบาลไทยเปิดลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำคัญที่สุดของรัฐบาลในปีนี้ โดยมีผู้ลงทะเบียนกว่า 25 ล้านคน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ภาระหนี้ครัวเรือนระดับสูง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังคงจับตาประสิทธิภาพของมาตรการในการกระตุ้นการใช้จ่ายจริง รวมถึงผลกระทบต่อฐานะการคลังของภาครัฐในระยะต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่ภาระหนี้สาธารณะและต้นทุนดอกเบี้ยของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
BBL Research เห็นว่า
• มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักในการกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น (Short-term Demand Stimulus) เพื่อพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถช่วยเพิ่มการใช้จ่ายของประชาชนและสร้างการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบได้จริง โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อของภาคครัวเรือนอ่อนแอลงอย่างมาก
• ผลของมาตรการอาจเป็นเพียง “การเร่งเวลาใช้จ่าย” (Intertemporal Substitution) มากกว่าการสร้างกำลังซื้อใหม่อย่างแท้จริง กล่าวคือ ประชาชนอาจนำการใช้จ่ายในอนาคตมาใช้ในช่วงเวลาที่ได้รับสิทธิ์ ส่งผลให้ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจมีลักษณะกระจุกตัวในระยะสั้น ขณะที่ประสิทธิผลในระยะยาวอาจยังจำกัด หากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างด้านรายได้ หนี้ครัวเรือน และผลิตภาพทางเศรษฐกิจ
• แม้ว่ามาตรการจะถูกออกแบบมาเพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและพยุงผู้ประกอบการรายย่อย แต่ในทางปฏิบัติ ประโยชน์ของมาตรการอาจไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมเท่าที่สังคมคาดหวัง เพราะทำให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อให้ใช้สิทธิ์ได้คุ้มค่า ส่งผลให้ร้านค้าที่มีสินค้าแพงกว่า ร้านขนาดใหญ่ หรือร้านที่มีระบบพร้อมกว่า มีโอกาสได้รับประโยชน์มากกว่า
• หากเศรษฐกิจเผชิญภาวะ “โตต่ำ แต่ต้นทุนยังสูง” หรือ Stagflation การใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอาจมีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจาก กนง. อาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยนโยบายได้มากนัก ส่งผลให้ภาระการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจตกอยู่กับนโยบายการคลังมากขึ้นในระยะต่อไป

2. ตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มกลับมา Price in ภาพ “Higher for Longer” มากขึ้น
ตลาดการเงินทั่วโลกยังให้น้ำหนักกับภาพ “ดอกเบี้ยสูงนาน” แม้หลังการเปลี่ยนผ่านประธาน Fed คนใหม่ โดยท่าทีล่าสุดของ Fed ยังสะท้อนแนวทางระมัดระวังต่อเงินเฟ้อและยังไม่เร่งลดดอกเบี้ย ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะเครื่องชี้ด้านราคาและตลาดแรงงานยังอยู่ในระดับที่ Fed มองว่าสอดคล้องกับการคงนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป อีกทั้งเจ้าหน้าที่ Fed หลายรายยังย้ำว่าการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ยังคงเป็นภารกิจหลัก แม้จะมีความเป็นไปได้ที่ ประธาน Fed คนใหม่ อาจมีความยืดหยุ่นด้านนโยบายการเงินมากขึ้นในระยะต่อไป
ส่วน ECB ยังคงย้ำว่า ตลาดการเงินอาจประเมินความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการคลังต่ำเกินไป โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน และภาระหนี้ภาครัฐที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับ Bank of England ที่ยังมีท่าทีระมัดระวังต่อแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศ โดยเฉพาะเงินเฟ้อภาคบริการและค่าจ้าง ทำให้การลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางหลักอาจเกิดขึ้นช้ากว่าที่ตลาดเคยคาดไว้
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านตลาดพันธบัตรอย่างชัดเจน โดย U.S. Treasury Yields ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ที่กลับขึ้นมาใกล้ระดับ 5% อีกครั้ง สะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ภูมิรัฐศาสตร์ และฐานะการคลังของรัฐบาลในระยะยาว
BBL Research เห็นว่า ภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงความกังวลระยะสั้นเรื่องเงินเฟ้อหรือความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่กำลังสะท้อนการเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ที่ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลัง หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านพลังงานที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ตลาดเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับภาพ Higher for Longer มากขึ้นในระยะยาว ไม่ใช่เพียงปัจจัยชั่วคราวเหมือนในอดีต

สิ่งที่ต้องติดตาม
• ผลของโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อกำลังซื้อ การบริโภค และการฟื้นตัวของ SMEs ในช่วงครึ่งหลังของปี
• ความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงท่าทีเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและมาตรการทางทหารในตะวันออกกลาง
• ท่าทีของธนาคารกลางสำคัญ โดยเฉพาะ Fed ต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ภายใต้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและพลังงาน

BBL Research
29 พฤษภาคม 2569

ภาษีมรดก: พันธสัญญาแห่งความมั่งคั่ง Key Takeaways: • ภาษีมรดกไม่ใช่เพียงเรื่องรายได้รัฐ แต่คือคำถามว่า “ความมั่งคั่ง” คว...
29/05/2026

ภาษีมรดก: พันธสัญญาแห่งความมั่งคั่ง

Key Takeaways:

• ภาษีมรดกไม่ใช่เพียงเรื่องรายได้รัฐ แต่คือคำถามว่า “ความมั่งคั่ง” ควรถูกส่งต่อข้ามรุ่นได้มากเพียงใด
• หลายประเทศใช้ภาษีมรดกเป็นเครื่องมือจำกัดการกระจุกตัวของทรัพย์สินและรักษาความเท่าเทียมของโอกาส
• ไทยจัดเก็บภาษีมรดกในอัตราต่ำและมีฐานภาษีแคบ ทำให้บทบาทยังเป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่ากลไกกระจายความมั่งคั่งจริงจัง

เมื่อทายาทตระกูล Samsung ต้องจ่ายภาษีมรดกมูลค่ากว่า 12 ล้านล้านวอน หรือราว 2.66 แสนล้านบาท โลกไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียง “ข่าว”

เพราะนี่คือการชำระภาษีมรดกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ และมีมูลค่าเทียบเท่าราว 1.5 เท่าของรายได้ภาษีมรดกรวมของประเทศในปี 2024

💰 ภาษีมรดก (Inheritance Tax): ภาษีที่ “แตะต้องความรู้สึก” มากที่สุด

เมื่อผู้สร้างธุรกิจรุ่นแรกเริ่มส่งต่อทรัพย์สินและธุรกิจให้คนรุ่นถัดไป สิ่งที่ถูกส่งต่อไม่ใช่เพียงบ้าน หุ้น หรือที่ดิน แต่คือ “โอกาสในชีวิต” และ “ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ” ที่จะติดตัวคนรุ่นถัดไปด้วย

เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านภาษี แต่สะท้อนคำถามสำคัญในระบบทุนนิยมว่า ทรัพย์สินและอำนาจทางเศรษฐกิจควรถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้มากเพียงใด

แนวคิดเรื่อง “ความเท่าเทียมของโอกาส” จึงกลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการถกเถียงเรื่องภาษีมรดก

แม้แต่ Warren Buffett ยังเคยเปรียบเทียบการส่งต่อมรดกมหาศาลว่า “เหมือนการเลือกนักกีฬาโอลิมปิกจากลูกของเจ้าของเหรียญทอง” เพื่อชี้ว่า ระบบทุนนิยมควรเปิดโอกาสให้ผู้คนสร้างตัวจากความสามารถ มากกว่าชาติกำเนิด

และนี่คือจุดที่รัฐใช้ภาษีมรดกเป็นเครื่องมือถ่วงดุลระหว่างสิทธิของครอบครัวกับความเท่าเทียมของสังคม

🏛️ จากกองทุนทหาร สู่เครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ

แนวคิดภาษีมรดกมีรากย้อนไปถึงจักรวรรดิโรมัน เมื่อจักรพรรดิออกุสตัสจัดเก็บภาษีมรดกเพื่อดูแลทหารผ่านศึก ก่อนที่ในยุคสมัยใหม่ ประเทศยุโรปจะพัฒนาภาษีนี้ให้กลายเป็นเครื่องมือจัดการการกระจุกตัวของทรัพย์สินอย่างจริงจัง

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ภาษีมรดกตั้งอยู่บน 3 หลักการสำคัญ

1️⃣ Meritocracy – ความสำเร็จควรมาจากความสามารถ มากกว่าชาติกำเนิด

2️⃣ Social Contract – ทรัพย์สินจำนวนมากเติบโตขึ้นได้ เพราะโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย และระบบเศรษฐกิจที่รัฐและสังคมร่วมกันสร้างไว้

3️⃣ Preventing Wealth Stagnation – การป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเดิมนานเกินไป และช่วยให้ทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

🌍 ประเทศที่เก็บภาษีมรดกสูงที่สุดในโลก

หลายประเทศเลือกตั้ง “อัตราภาษีสูงสุด” ในระดับสูง เพื่อจำกัดการกระจุกตัวของทรัพย์สินระยะยาว

🇯🇵 ญี่ปุ่น: สูงสุด 55%
สูงที่สุดในโลก จากแนวคิดว่าการส่งต่อทรัพย์สินจำนวนมากอาจลดแรงจูงใจของคนรุ่นใหม่ในการสร้างตัวเอง อีกทั้งญี่ปุ่นยังเป็นสังคมสูงวัยที่รัฐต้องแบกรับภาระสวัสดิการจำนวนมาก

🇰🇷 เกาหลีใต้: 50%
ภาษีมรดกไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคล แต่ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดการสืบทอดอำนาจของ Chaebol หรือกลุ่มทุนครอบครัวขนาดใหญ่

🇩🇪 เยอรมนี: 50%
แม้อัตราสูง แต่เปิดทางลดหย่อนจำนวนมากให้ธุรกิจครอบครัว หากทายาทยังรักษากิจการและการจ้างงานต่อไปได้

🇫🇷 ฝรั่งเศส: 45%
และหากเป็นญาติหรือบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด อัตราภาษีจะสูงขึ้นอีก

🇺🇸 สหรัฐฯ / 🇬🇧 สหราชอาณาจักร / 🇳🇱 เนเธอร์แลนด์: 40%

📍ตัวเลขเหล่านี้มักเป็นเพียง “อัตราสูงสุดตามกฎหมาย” ไม่ใช่อัตราที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องเผชิญจริง

ℹ️แม้อัตราสูง แต่หลายประเทศก็มี “ทางออก”

แม้หลายประเทศจะใช้อัตราภาษีสูง แต่แทบทั้งหมดก็ออกแบบ “เกณฑ์ยกเว้น” หรือมาตรการลดหย่อน เพื่อไม่ให้ภาระตกกับคนชั้นกลางมากเกินไป

🇯🇵 ญี่ปุ่น ยกเว้น 30 ล้านเยนแรก และเพิ่มอีก 6 ล้านเยนต่อทายาทหนึ่งคน

🇺🇸 สหรัฐฯ ยกเว้นมรดกมูลค่ากว่า 13–15 ล้านดอลลาร์ต่อคน ทำให้มีเพียงมหาเศรษฐีส่วนน้อยที่เข้าสู่ระบบภาษี

🇬🇧 อังกฤษ มีระบบ Nil Rate Band ที่ยกเว้นพื้นฐาน 325,000 ปอนด์ และเพิ่มเป็น 500,000 ปอนด์ หากส่งต่อบ้านพักอาศัยให้ลูกหลาน

🇫🇷 ฝรั่งเศส ยกเว้นคู่สมรสทั้งหมด และให้บุตรยกเว้น 100,000 ยูโรต่อคน

🇩🇪 เยอรมนี อนุญาตให้ลดหย่อนจำนวนมาก หากธุรกิจยังดำเนินกิจการและรักษาการจ้างงานไว้ได้

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า แม้รัฐต้องการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ก็พยายามไม่ให้ภาษีกลายเป็นภาระหนักเกินไปต่อครอบครัวทั่วไป หรือกระทบธุรกิจที่ยังมีบทบาทต่อเศรษฐกิจ

💵 ภาษีมรดกสร้างรายได้ให้รัฐมากแค่ไหน?

แม้ภาษีมรดกจะถูกพูดถึงอย่างมากในเชิงการเมืองและความเหลื่อมล้ำ แต่ในทางปฏิบัติ รายได้จากภาษีประเภทนี้กลับไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับภาษีประเภทอื่น

ข้อมูลของ OECD ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ภาษีมรดกและภาษีการให้ สร้างรายได้เพียงประมาณ 0.5% ของรายได้ภาษีทั้งหมดของประเทศสมาชิก OECD เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม บางประเทศสามารถจัดเก็บได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างชัดเจน

🇰🇷 เกาหลีใต้ มีรายได้จากภาษีมรดกสูงที่สุดในกลุ่ม OECD คิดเป็นประมาณ 1.6% ของรายได้ภาษีทั้งหมด

ส่วน 🇧🇪 เบลเยียม 🇫🇷 ฝรั่งเศส และ 🇯🇵 ญี่ปุ่น ต่างมีสัดส่วนรายได้จากภาษีมรดกมากกว่า 1% ของรายได้ภาษีรวม สาเหตุสำคัญมาจากอัตราภาษีที่สูง ฐานภาษีที่กว้าง และมูลค่าทรัพย์สิน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

😍 โลกอีกด้าน: ประเทศที่เลือก “ไม่เก็บภาษีมรดก”

บางประเทศไม่มีการจัดเก็บภาษีมรดก เพราะให้ความสำคัญกับการดึงดูดเงินทุน การรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการดึงดูดผู้มีความมั่งคั่งจากทั่วโลก

ประเทศอย่าง 🇸🇬 สิงคโปร์ 🇦🇺 ออสเตรเลีย และ 🇨🇦 แคนาดา จึงเลือกใช้แนวทางภาษีที่แตกต่างออกไป

สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า แต่ละประเทศมีวิธีมองบทบาทของภาษีมรดกต่างกัน ตามแนวคิดเศรษฐกิจ สังคม และเป้าหมายของประเทศนั้น ๆ

⚖️ภาษีแห่งความเป็นธรรม หรือภาษีซ้ำซ้อน?

ในความเป็นจริง ภาษีมรดกยังเป็นหนึ่งในภาษีที่ถูกถกเถียงมากที่สุดในโลก

ฝ่ายสนับสนุนมองว่า หากไม่มีภาษีประเภทนี้ ทรัพย์สินจำนวนมหาศาลอาจถูกส่งต่ออยู่ในกลุ่มครอบครัวเดิมต่อเนื่องหลายรุ่น จนระบบเศรษฐกิจสูญเสีย “การแข่งขันที่เท่าเทียม” และเปิดทางให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่มีอิทธิพลเหนือสังคมมากขึ้น

ขณะที่ฝ่ายคัดค้านมองว่า รัฐไม่ควรมีสิทธิแตะต้องทรัพย์สินที่เจ้าของสร้างมาทั้งชีวิตเพื่อส่งต่อให้ลูกหลาน และมองว่าภาษีมรดกคือ “ภาษีซ้ำซ้อน” เพราะทรัพย์สินเหล่านั้นอาจเคยถูกเก็บภาษีเงินได้ ภาษีนิติบุคคล หรือภาษีทรัพย์สินมาแล้วตลอดชีวิต

🤔󠄻 ภาวะ Asset Rich, Cash Poor

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงมากคือ กรณีที่ทายาทมีทรัพย์สินจำนวนมากในรูปที่ดิน หุ้น หรือธุรกิจ แต่ไม่มีเงินสดเพียงพอจ่ายภาษี จนต้องรีบขายทรัพย์สินหรือขายกิจการในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง

ขณะเดียวกัน โลกยุคใหม่ยังเผชิญความท้าทายในการจัดเก็บภาษีจาก Digital Assets เช่น Bitcoin หรือ NFT เพราะหากทายาทไม่มีรหัสผ่านทรัพย์สินเหล่านี้อาจหายไปจากระบบภาษีตลอดกาล

🇹🇭 บริบทไทย: ภาษีเชิงสัญลักษณ์ มากกว่ากลไกกระจายทรัพย์สิน

ไทยเริ่มจัดเก็บภาษีมรดกอย่างจริงจังในปี 2016 โดยกำหนดเกณฑ์ยกเว้นที่ 100 ล้านบาท และเก็บในอัตราเพียง 5% สำหรับทายาทสายตรง และ 10% สำหรับบุคคลอื่น

รายได้ที่รัฐจัดเก็บได้จริงอยู่เพียงเฉลี่ยปีละประมาณ 400–500 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจไทย ถือว่าน้อยมาก

อีกทั้งในทางปฏิบัติ ผู้มีทรัพย์สินจำนวนมากยังสามารถวางแผนภาษีผ่านบริษัทโฮลดิ้ง การโอนทรัพย์สินล่วงหน้า หรือการใช้ภาษีการให้ (Gift Tax) เพื่อลดภาระภาษีได้ ทำให้ภาษีมรดกไทยมีลักษณะเป็น “สัญลักษณ์ทางนโยบาย” มากกว่าการเป็นเครื่องมือกระจายความมั่งคั่งอย่างจริงจัง

🟰 บทสรุป: ระหว่างสิทธิของครอบครัว กับความเท่าเทียมของสังคม

ท้ายที่สุด ภาษีมรดกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขหรือกฎหมายภาษี แต่เชื่อมโยงไปถึงคำถามสำคัญว่า สังคมควรเปิดให้ทรัพย์สินและอำนาจทางเศรษฐกิจถูกถ่ายทอดข้ามรุ่นได้มากเพียงใด

และในโลกที่ความมั่งคั่งกำลังกระจุกตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ โจทย์นี้อาจยิ่งตอบได้ยากขึ้นว่า เราควรให้น้ำหนักกับ “สิทธิในการส่งต่อทรัพย์สิน” หรือ “ความเท่าเทียมของโอกาส” มากกว่ากัน

เรื่องและภาพ: กรรวี วงษ์ศิริเลิศ Economist, Bnomics
════════════════
Making Economics Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
════════════════
#ภาษีมรดก #ธนาคารกรุงเทพ

ก๊าซธรรมชาติ: ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เช้าวันหนึ่ง คุณตื่นขึ้นมา เปิดไฟ อาบน้ำอุ่น ชงกาแฟ เดินทางไปทำงาน แวะซื้อ...
28/05/2026

ก๊าซธรรมชาติ: ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ

เช้าวันหนึ่ง คุณตื่นขึ้นมา เปิดไฟ อาบน้ำอุ่น ชงกาแฟ เดินทางไปทำงาน แวะซื้ออาหาร เปิดแอร์ในออฟฟิศ ก่อนกลับบ้านมาทำอาหารและพักผ่อน

กิจกรรมธรรมดาเหล่านี้ดูเหมือนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันมากนัก แต่แทบทุกช่วงเวลามีสิ่งหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง นั่นคือ “ก๊าซธรรมชาติ”

🇹🇭 ก๊าซธรรมชาติที่ต้องนำเข้า: ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจุบัน ไทยยังสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้เองประมาณครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยมีแหล่งผลิตสำคัญในอ่าวไทย เช่น แหล่งเอราวัณ บงกช และพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (JDA) อย่างไรก็ตาม อุปสงค์พลังงานที่เพิ่มขึ้นและการลดลงของแหล่งก๊าซเดิม ทำให้ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศเพิ่มเติม ทั้งในรูปแบบก๊าซทางท่อและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)

ในปี 2568 ไทยนำเข้าก๊าซมูลค่า 8,299.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากหลายประเทศสำคัญ เช่น เมียนมา (18.8%) กาตาร์ (17.8%) ออสเตรเลีย (14.1%) สหรัฐฯ (13.7%) และมาเลเซีย (10.6%) ทำให้ต้นทุนพลังงานของไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของตลาดโลกมากกว่าที่หลายคนคิด

⚡ Methane: จุดเริ่มต้นของไฟฟ้าและต้นทุนอาหาร

องค์ประกอบหลักของก๊าซธรรมชาติคือก๊าซมีเทน (Methane) ซึ่งถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงสำคัญในโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และระบบขนส่งบางประเภทผ่านเชื้อเพลิง CNG และ LNG นอกจากนี้ Methane ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแอมโมเนียและยูเรีย ซึ่งเป็นฐานของปุ๋ยเคมีที่ใช้ในภาคเกษตร

เมื่อราคาก๊าซปรับเพิ่ม ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า การเดินทาง และการผลิตอาหารจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่เห็นทันที แต่ค่อย ๆ สะท้อนผ่านค่าครองชีพของประชาชน

🧪 Ethane: วัตถุดิบของอุตสาหกรรมพลาสติก

ก๊าซอีเทน (Ethane) เป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น ใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติกและเส้นใยสังเคราะห์ ก่อนจะกลายเป็นสิ่งของธรรมดา…ที่คุณหยิบใช้ทุกวัน เช่น ขวดน้ำ บรรจุภัณฑ์ เสื้อผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้นจึงไม่ได้กระทบเฉพาะภาคพลังงาน แต่ยังส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก ผ่านต้นทุนวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

🍳 Propane และ Butane: พลังงานในครัวเรือนและร้านอาหาร

ก๊าซโพรเพน (Propane) และบิวเทน (Butane) เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และยังถูกนำมาผสมเพื่อผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ซึ่งเป็นแก๊สหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน ร้านอาหาร และธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก

เมื่อราคาก๊าซเพิ่มขึ้น ต้นทุนร้านอาหารและผู้ประกอบการขนาดเล็กมักได้รับผลกระทบโดยตรง ก่อนจะสะท้อนต่อไปยังราคาอาหารและบริการในชีวิตประจำวัน

🧴 ของเหลวจากก๊าซธรรมชาติ: วัตถุดิบของอุตสาหกรรมเคมี

ของเหลวจากก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas Liquids: NGL) เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ถูกแยกออกมาจากก๊าซธรรมชาติ และถูกใช้ต่อในอุตสาหกรรมเคมี พลาสติก สี วัสดุสังเคราะห์ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอีกจำนวนมาก

การเปลี่ยนแปลงของราคาก๊าซและวัตถุดิบไฮโดรคาร์บอนจึงสามารถส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมได้ในวงกว้าง แม้ผู้บริโภคอาจไม่สังเกตเห็นโดยตรง

🚛 Condensate: จุดเริ่มต้นของต้นทุนการขนส่ง

Condensate คือของเหลวไฮโดรคาร์บอนที่ได้จากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติ และสามารถนำไปกลั่นเป็นเชื้อเพลิง เช่น เบนซินและดีเซล

เชื้อเพลิงเหล่านี้เป็นต้นทุนสำคัญของระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า ดังนั้นเมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งก็มักเพิ่มขึ้นตาม และส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ

📌 พลังงานที่เชื่อมโยงกับค่าครองชีพของทุกคน

ก๊าซธรรมชาติอาจเป็นพลังงานที่ผู้คนไม่ค่อยนึกถึงในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริง มันคือหนึ่งในรากฐานสำคัญของต้นทุนทางเศรษฐกิจ

เมื่อราคาก๊าซเปลี่ยนแปลง ผลกระทบจะค่อย ๆ กระจายผ่านค่าไฟฟ้า อาหาร พลาสติก การขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก

ท้ายที่สุด สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้มีเพียงต้นทุนของธุรกิจ แต่รวมถึงค่าครองชีพทั้งระบบ และนี่คือหนึ่งในกลไกสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า เงินเฟ้อจากพลังงาน

เรื่องและภาพ: กรรวี วงษ์ศิริเลิศ Economist, Bnomics
════════════════
Making Economics Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
════════════════
#ก๊าซธรรมชาติ #ราคาน้ำมัน #ค่าครองชีพ #ธนาคารกรุงเทพ

ประเทศไทยอาจพึ่ง “แรงงาน รปภ. ต้นทุนต่ำ” มานานกว่าที่คิด Key Takeaways• รปภ. มีรายได้เฉลี่ย 16,955 บาทต่อเดือน แต่เกือบค...
27/05/2026

ประเทศไทยอาจพึ่ง “แรงงาน รปภ. ต้นทุนต่ำ” มานานกว่าที่คิด

Key Takeaways
• รปภ. มีรายได้เฉลี่ย 16,955 บาทต่อเดือน แต่เกือบครึ่งทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือเฉลี่ยสูงถึง 11 ชั่วโมงต่อวัน
• กฎหมายใหม่ที่เริ่มใช้ 24 เม.ย. 2569 ทำให้ OT ของ รปภ. ชัดเจนขึ้น
• ความปลอดภัยกำลังกลายเป็นต้นทุนจริงของเศรษฐกิจเมือง ตั้งแต่คอนโด โรงแรม โรงงาน ไปจนถึงโลจิสติกส์
• หาก OT ถูกจ่ายจริง ต้นทุนของหลายธุรกิจอาจสูงขึ้น แต่รายได้และคุณภาพชีวิตของแรงงานบางส่วนก็อาจดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

⏰รายได้เฉลี่ยเกือบ 17,000 บาท…แต่แลกมากับชั่วโมงทำงานยาว

รู้หรือไม่ว่า จากฐานข้อมูลการสำรวจภาวะการมีงานทำของประชากร โดยสำนักงานสถิติ พบว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยมีรายได้เฉลี่ย 16,955 บาทต่อเดือน โดยแรงงานชายมีรายได้เฉลี่ย 17,310 บาท ขณะที่แรงงานหญิงอยู่ที่ 13,829 บาท

แม้รายได้เฉลี่ยอาจดูไม่ต่ำมากนักเมื่อเทียบกับแรงงานบริการบางกลุ่ม แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับชั่วโมงทำงาน จะพบว่า รายได้ส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายเวลาการทำงาน มากกว่าการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน

47.1% ของ รปภ. ทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
48.3% ทำงาน 40–49 ชั่วโมง
มีเพียง 3.1% ที่ทำงานต่ำกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เกือบครึ่งของแรงงาน รปภ. ไทย ทำงานเกินระดับมาตรฐานค่อนข้างมาก

หากคิดจากรายได้เฉลี่ยภายใต้เวลาทำงานมาตรฐานประมาณ 208 ชั่วโมงต่อเดือน (26 วัน * 8 ชม.) จะอยู่ราว 81 บาทต่อชั่วโมง แต่ในความเป็นจริง เมื่อเวลาทำงานยาวขึ้น รายได้ต่อชั่วโมงที่แท้จริงจึงต่ำกว่านั้นอีก

ในทางเศรษฐศาสตร์แรงงาน ปรากฏการณ์ลักษณะนี้มักสะท้อนระบบที่ยังแข่งขันผ่าน “ต้นทุนแรงงานต่ำ” มากกว่าการเพิ่มผลิตภาพผ่านเทคโนโลยีหรือการจัดการ

👮 รปภ. คือแรงงานที่ทำให้เมืองไม่เคยหลับ

กรุงเทพฯ มีสัดส่วนแรงงาน รปภ. สูงสุดที่ 18.7% รองลงมาคือ ภูเก็ต (5%) ชลบุรี (3.4%) ฉะเชิงเทรา (2.9%) นนทบุรี (2.7%) และสมุทรปราการ (2.7%)

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รปภ. ไม่ได้กระจุกอยู่แค่เมืองเศรษฐกิจ ยังพบการกระจายตัวในจังหวัดชายแดนและพื้นที่ความมั่นคง เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และตาก

นั่นหมายความว่า ความปลอดภัยเป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และความมั่นคงของประเทศไปพร้อมกัน

ในอีกความหมายหนึ่ง แรงงาน รปภ. กำลังทำหน้าที่คล้าย “urban security infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยของเมืองสมัยใหม่ ดังนั้น เมื่อกฎหมาย OT ใหม่มีผล ต้นทุนที่เปลี่ยนไปจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัท รปภ. แต่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เศรษฐกิจหลายประเภททั่วประเทศ

🏙️ รปภ. ไม่ได้อยู่แค่ “บริษัท รปภ.”

หลายคนอาจคิดว่า รปภ. ทำงานอยู่ในบริษัทรักษาความปลอดภัยเป็นหลัก แต่ข้อมูลจริงพบว่า

• 22.8% อยู่ในบริษัทจัดหาแรงงาน
• 19.3% อยู่ในบริการรักษาความปลอดภัย
• 5.2% อยู่ในอสังหาริมทรัพย์
• 4.9% อยู่ในค้าปลีกและโรงแรม
• 4.1% อยู่ในโลจิสติกส์

รปภ. จำนวนมากไม่ได้ทำงานอยู่ใน “บริษัท รปภ.” เพียงอย่างเดียว โดยกว่า 4 ใน 10 ทำงานผ่านระบบจ้างเหมาหรือบริษัทจัดหาแรงงาน

ลักษณะดังกล่าวสะท้อนว่า อุตสาหกรรมนี้แข่งขันกันผ่านต้นทุนแรงงานเป็นสำคัญ ทำให้ชั่วโมงทำงานที่ยาวอาจไม่ใช่เพียงพฤติกรรมของแรงงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจของภาคบริการไทย

💰 เมื่อ OT เริ่มถูกตีมูลค่าใหม่

กฎหมายใหม่ที่เริ่มใช้ 24 เม.ย. 2569 กำหนดให้ รปภ. ที่ทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน ต้องได้รับค่าล่วงเวลาอย่างน้อย 1.25 เท่า และวันหยุดสูงถึง 2.5 เท่า ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแรงงานกลุ่มนี้ เพราะที่ผ่านมา รปภ. จำนวนมากทำงานกะยาวโดยไม่ได้รับค่าล่วงเวลาอย่างชัดเจน

หากคิดจากรายได้เฉลี่ย 16,955 บาทต่อเดือน จะอยู่ที่ประมาณ 81 บาทต่อชั่วโมง และถ้าทำ OT วันละ 3 ชั่วโมง และทำงานวันเสาร์ซึ่งถือเป็นวันหยุดประมาณ 4 วันต่อเดือน รายได้ OT อาจเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 9,000 บาทต่อเดือน

• ค่าแรงเฉลี่ย ≈ 81 บาทต่อชั่วโมง
• OT วันทำงาน ≈ 101 บาทต่อชั่วโมง
• OT วันหยุด ≈ 202 บาทต่อชั่วโมง

นั่นหมายความว่า ในกรณีที่ยังทำ OT เท่าเดิม รายได้รวมอาจขยับจากประมาณ 17,000 บาท ไปใกล้ระดับ 26,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอนว่า ในทางปฏิบัติ นายจ้างบางส่วนอาจเลือกเพิ่มจำนวนพนักงาน ปรับรูปแบบการทำงานเป็น “เข้ากะ” แทน

แต่ไม่ว่าทางเลือกจะเป็นแบบไหน สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ “เวลาทำงาน” ของแรงงานกลุ่มนี้ เริ่มมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

⚖️ประเทศไทยกำลังเริ่ม “จ่ายค่าความปลอดภัยตามจริง”

ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยคุ้นชินกับการมีแรงงานที่ทำงานยาว ค่าแรงไม่สูง และรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตลอด 24 ชั่วโมง
กฎหมาย OT ใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องเพิ่มค่าแรง แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดที่มีต่อแรงงาน

เมื่อ OT ถูกตีมูลค่าใหม่ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจึงอาจค่อย ๆ กระจายไปทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าส่วนกลาง โรงแรม ห้าง โรงงาน โลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจบริการต่าง ๆ

หรืออาจพูดได้ว่า เรากำลังเริ่มจ่ายต้นทุนที่แท้จริงของความปลอดภัย

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าต้นทุนคือ เศรษฐกิจไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แข่งขันด้วยค่าแรงต่ำ ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ เทคโนโลยี และคุณภาพแรงงานมากขึ้นได้หรือไม่
เรื่องและภาพ: ทักษิณ แซ่เตียว Economist, Bnomics
════════════════
Making Economics Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
════════════════
#เศรษฐกิจไทย #แรงงานไทย #รปภ #ธนาคารกรุงเทพ

สรุปมุมมองจากเวทีเสวนา“Unlock India: เปิดประตูสู่อินเดีย”อ่านสรุปประเด็นสำคัญและมุมมองจากวิทยากรในเวทีเสวนาได้ที่:https:...
26/05/2026

สรุปมุมมองจากเวทีเสวนา
“Unlock India: เปิดประตูสู่อินเดีย”

อ่านสรุปประเด็นสำคัญและมุมมองจากวิทยากรในเวทีเสวนาได้ที่:
https://www.bangkokbank.com/-/media/files/about-us/corporate-social-responsibility/unlock-india/e-book.pdf

🌍 หนี้รัฐบาลทั่วโลกอาการหนัก: จุดเริ่มต้นของวิกฤต หรือ แค่การคลังตึงตัว?🔑 Key Takeaways• หนี้สาธารณะโลกไม่ได้เป็นแค่ตัวเ...
26/05/2026

🌍 หนี้รัฐบาลทั่วโลกอาการหนัก: จุดเริ่มต้นของวิกฤต หรือ แค่การคลังตึงตัว?

🔑 Key Takeaways
• หนี้สาธารณะโลกไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขบนงบดุลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของรัฐบาลต่อการรับมือวิกฤตรอบใหม่
• IMF ประเมินว่าหนี้ภาครัฐโลกในปี 2029 อาจเข้าใกล้ 100% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่เคยเห็นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
• ภาระดอกเบี้ยกำลังเบียดพื้นที่งบประมาณของหลายประเทศ
• ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเพิ่มภาระต่อการคลัง ผ่านราคาพลังงาน LNG และอาหารที่สูงขึ้น
• การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังอาจทำได้จำกัดมากขึ้น

📉 หนี้โลกวันนี้: ปัญหาไม่ใช่แค่ “หนี้สูง” แต่คือ “รัฐบาลเริ่มมีทางเลือกน้อยลง”

เศรษฐกิจโลกวันนี้เหมือนกำลังอยู่ในยุคที่ทุกปัญหาต้องใช้เงินแก้ แต่โลกกำลังขาดคือ ขีดความสามารถทางการคลัง

ข้อมูลจาก IMF Fiscal Monitor เดือนเมษายน 2026 ชี้ว่า หนี้ภาครัฐทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะ 94% ของ GDP ในปี 2025 ขณะที่การขาดดุลการคลังทั่วโลกยังอยู่ใกล้ 5% ของ GDP และ หนี้โลกอาจเข้าใกล้ 100% ของ GDP ภายในปี 2029 ซึ่งเป็นระดับที่โลกเคยเห็นครั้งล่าสุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่แค่หนี้สูง แต่คือ หนี้ยังเพิ่มขึ้น ในช่วงที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเจอรายจ่ายระยะยาวพร้อมกันหลายด้าน

👨🏼‍🦳 สังคมสูงวัย
🪖 งบกลาโหม
🌱 การลงทุนด้าน climate transition
🔥 ความมั่นคงทางพลังงาน
🩺 ต้นทุนสาธารณสุข
🏗️ รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่

ในอดีต เมื่อเกิดวิกฤตรัฐบาลจำนวนมากยังสามารถอัดงบประมาณขนาดใหญ่เพื่อพยุงเศรษฐกิจ แล้วค่อยกลับมาจัดการหนี้ภายหลัง

แต่วันนี้วิธีคิดแบบนั้นอาจจะเป็นไปได้ยาก

💸 ดอกเบี้ย: เมื่อหนี้เริ่มกินพื้นที่งบประมาณ

แรงกดดันสำคัญของหนี้โลกในวันนี้ ไม่ได้มาจากยอดหนี้เพียงอย่างเดียว แต่มาจาก “ต้นทุนของการแบกรับหนี้”

ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น รัฐบาลจำนวนมากต้องออกพันธบัตรใหม่ เพื่อ refinance หนี้เดิมด้วยต้นทุนที่แพงกว่าเดิม ทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

IMF ประเมินว่า รายจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลทั่วโลกเพิ่มจากประมาณ 2% เป็นเกือบ 3% ของ GDP ภายในเวลาเพียง 4 ปี
ตัวเลขอาจดูเพิ่มขึ้นไม่มากแต่ในเชิงงบประมาณถือว่าสำคัญมาก

เพราะรายจ่ายดอกเบี้ยไม่ใช่การสร้างถนน โรงเรียน โรงพยาบาล โครงสร้างพื้นฐาน หรือการสร้างผลิตภาพใหม่ให้กับเศรษฐกิจ แต่เป็นกลายเป็นต้นทุนจากการกู้ในอดีต ที่เบียดพื้นที่งบประมาณของอนาคต

สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ภาระนี้ทำให้การจัดสรรงบประมาณระหว่างบำนาญ กลาโหม สาธารณสุข และการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดยากขึ้น

สำหรับประเทศเกิดใหม่ ต้นทุนชำระหนี้ที่สูงขึ้นอาจเบียดงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและงบสังคม

ส่วนประเทศรายได้น้อย ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะรายได้รัฐจำนวนมากอาจถูกใช้ไปกับการจ่ายดอกเบี้ยจนเหลืองบประมาณน้อยลงสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ

คำถามทางการคลังจึงเริ่มเปลี่ยนจาก

รัฐบาลยังกู้ได้หรือไม่?

ไปสู่

รัฐบาลต้องเสียอะไร เพื่อให้ยังกู้ต่อไปได้?

⚡วิกฤตพลังงาน : แรงกดดันใหม่ทางการคลัง

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก ผ่านราคาน้ำมัน LNG และอาหารที่สูงขึ้น และผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ค่าครองชีพหรือกำไรของธุรกิจ แต่กำลังย้อนกลับมากดดันฐานะการคลังของรัฐบาลด้วย

สำหรับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ผลกระทบส่งผ่านค่อนข้างตรงไปตรงมา เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น รัฐบาลมักต้องเข้ามาช่วยเหลือผ่านเงินอุดหนุน การลดภาษี การควบคุมราคา หรือมาตรการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเท่ากับการย้ายต้นทุนจากตลาดพลังงานโลก เข้ามาอยู่บนงบดุลของภาครัฐ

ดังนั้น วิกฤตพลังงานจึงไม่ได้เป็นแค่ปัญหาเงินเฟ้ออีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัญหาทางการคลังด้วยเช่นกัน

ยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ รัฐบาลก็ยิ่งเผชิญแรงกดดันจากการขาดดุลที่สูงขึ้น ต้นทุนกู้ยืมที่แพงขึ้น และความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายที่ลดลง

ทั้งที่ความยืดหยุ่นทางการคลังเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดในช่วงนี้

🚩รัฐบาลกำลังเจอทางเลือกทางนโยบายที่ยากขึ้น

ในช่วงโควิด-19 ทางเลือกค่อนข้างชัดเจน คือรัฐบาลต้องใช้จ่ายอย่างมากเพื่อป้องกันเศรษฐกิจทรุดตัว

แต่วันนี้ สมดุลของนโยบายซับซ้อนขึ้นมาก

หากกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป อาจทำให้ขาดดุลสูง หนี้เพิ่ม และเงินเฟ้ออยู่สูงนานขึ้น

แต่หากรัดเข็มขัดเร็วไป ก็อาจกระทบการเติบโต การจ้างงาน และแรงกดดันทางสังคม

IMF เตือนว่า มาตรการการคลังที่เกินกว่ามาตรการพยุงเศรษฐกิจและการช่วยเหลือแบบตรงจุด อาจทำให้เงินเฟ้อและดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด

ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การลดรายจ่าย

แต่คือการฟื้นความน่าเชื่อถือทางการคลัง โดยไม่ทำลายแรงส่งของเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณให้ชัดเจน การวางจังหวะนโยบายที่เหมาะสม และการแยกให้ชัดระหว่างมาตรการชั่วคราวกับภาระรายจ่ายถาวร

🧭 พื้นที่ทางการคลัง: หลักยึดใหม่ของเสถียรภาพ

ประเทศที่มีกรอบวินัยการคลังน่าเชื่อถือ มีกลไกช่วยเหลือที่ตรงจุด และมีแผนระยะกลางที่ชัดเจน จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าเมื่อเกิดวิกฤตรอบใหม่

ในทางกลับกัน ประเทศที่ยังไม่เร่งปรับโครงสร้างการคลังอาจยังเข้าถึงเงินทุนได้ แต่ต้องแลกกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้ หนี้สาธารณะโลกจึงไม่ได้เป็นเพียงคำถามเรื่องความยั่งยืนทางการคลังอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อจำกัดเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของเศรษฐกิจโลก
.
เรื่องและภาพ: ธนโชติ นนทกะตระกูล Economist, Bnomics
════════════════
Making Economics Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
════════════════
#หนี้ #รัฐบาล #คลัง
#ธนาคารกรุงเทพ

QUICK BRIEF 25 พ.ค. 2569
25/05/2026

QUICK BRIEF 25 พ.ค. 2569

ทรัมป์–สี จิ้นผิง ส่งสัญญาณลดความตึงเครียด แต่ผลต่อการค้าและการลงทุนไทย–อาเซียนยังต้องจับตาKey Takeaways• จีนและสหรัฐฯ ส...
25/05/2026

ทรัมป์–สี จิ้นผิง ส่งสัญญาณลดความตึงเครียด แต่ผลต่อการค้าและการลงทุนไทย–อาเซียนยังต้องจับตา

Key Takeaways
• จีนและสหรัฐฯ ส่งสัญญาณประคองความสัมพันธ์เพื่อลดความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ระยะสั้น
• การค้าโลกคลายแรงกดดันบางส่วน แต่ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีและสินค้ายุทธศาสตร์ยังไม่จบ
• แร่หายาก (rare earths) ชิปขั้นสูง และไต้หวัน ยังคงเป็นจุดเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลก
• China+1 ยังเดินหน้าต่อ ทำให้อาเซียนยังเป็นฐานลงทุนสำคัญของโลก
• ไทยมีโอกาสรับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต แต่การแข่งขันเพื่อดึงดูด FDI ในภูมิภาครุนแรงขึ้น
• ความเสี่ยงสำคัญของไทยคือการถูกเพ่งเล็งด้านการค้าและ rules of origin จากสหรัฐฯ

การพบหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 14–15 พฤษภาคม 2026 ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนโลกในระยะสั้น แต่หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ การหารือครั้งนี้อาจเป็น “การซื้อเวลา” มากกว่าการแก้ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างสองมหาอำนาจอย่างแท้จริง

ฝั่งจีนใช้คำว่า “เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อสะท้อนความต้องการลดความตึงเครียด ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ให้น้ำหนักกับการลดความเสี่ยงและประคองความสัมพันธ์ มากกว่าการรีเซ็ตความสัมพันธ์ทั้งหมด

📦 การค้าสงบศึก แต่เทคโนโลยียังแข่งขันหนัก

ประเด็นสำคัญของการหารืออยู่ที่ความพยายามลดแรงปะทะทางการค้า โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้า เช่น สินค้าเกษตรและเครื่องบิน ขณะที่จีนต้องการลดแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้า

อย่างไรก็ดี แม้บรรยากาศโดยรวมจะดีขึ้น แต่สินค้ายุทธศาสตร์ยังเป็นพื้นที่แข่งขันหลัก โดยเฉพาะ แร่หายาก และชิปขั้นสูง ซึ่งยังอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมส่งออกและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีของทั้งสองฝ่าย

สิ่งนี้สะท้อนว่า โลกอาจไม่ได้กลับไปสู่ยุค globalization แบบเดิม แต่กำลังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างระมัดระวังมากขึ้น

⛽พลังงานและฮอร์มุซ: ความมั่นคงยังสำคัญ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดเสรี เพื่อไม่ให้การขนส่งพลังงานโลกสะดุด

สหรัฐฯ ยังระบุว่า จีนสนใจเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานและลดการพึ่งพาเส้นทางหรือภูมิภาคใดมากเกินไป

แม้ฝั่งจีนไม่ได้กล่าวถึงอิหร่านหรือฮอร์มุซโดยตรง แต่เห็นว่าพลังงานและเส้นทางเดินเรือยังเป็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจโลก

🇹🇼 ไต้หวันยังเป็นจุดเสี่ยงใหญ่

แม้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลายลง แต่จีนยังย้ำชัดว่าไต้หวัน เป็นประเด็นอ่อนไหวที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ และนี่เป็นสัญญาณว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกยังไม่หายไป และยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และห่วงโซ่อุปทานขั้นสูง

🌏 อาเซียนยังได้ประโยชน์จาก China+1

แม้สหรัฐฯ และจีนจะเริ่มลดแรงปะทะ แต่บริษัทข้ามชาติยังเดินหน้ากระจายฐานการผลิตต่อเนื่องผ่านกลยุทธ์ China+1 เพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และ supply chain

อย่างไรก็ตาม China+1 ไม่ได้หมายถึงการย้ายออกจากจีนทั้งหมด เพราะจีนยังคงเป็นศูนย์กลางด้าน R&D เครือข่ายซัพพลายเออร์ และฐานการผลิตครบวงจรของโลกในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้หลายบริษัทเลือกย้ายเฉพาะการประกอบขั้นปลายมายังอาเซียน ขณะที่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง การออกแบบ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยังคงอยู่ในจีน

อาเซียนจึงยังเป็นฐานรองรับการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ EV และเศรษฐกิจดิจิทัล

สำหรับไทย จุดแข็งสำคัญยังอยู่ที่ฐานการผลิตยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ กำลังผลิตไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ซึ่งช่วยรองรับการลงทุนใหม่ เช่น Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยก่อนหน้านี้ ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok ก็เลือกไทยเป็นหนึ่งในฐานลงทุนด้าน Data Center ในภูมิภาค สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันดึงดูด FDI ในอาเซียนรุนแรงขึ้นมาก ไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านทักษะแรงงาน กฎระเบียบ ความรวดเร็วเชิงนโยบาย และต้นทุนโลจิสติกส์ เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

🤝 โอกาสมีอยู่จริง แต่ความเสี่ยงยังสูง

ในภาพรวม การพบกันครั้งนี้ช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ (Tail Risk) ของเศรษฐกิจโลกในระยะสั้น และช่วยประคองความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนบางส่วน

แต่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ ทั้งการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ความเสี่ยงไต้หวัน และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มใช้ภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าเป็นเครื่องมือ

🇹🇭 สำหรับไทย โอกาสสำคัญไม่ใช่แค่การเป็นฐานประกอบเพื่อส่งออก แต่คือการดึงกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มจริงเข้าสู่ประเทศ ทั้ง supply chain วัตถุดิบ ชิ้นส่วน โลจิสติกส์ และ R&D

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีความเสี่ยงจากการถูกเพ่งเล็งเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า (rules of origin) มากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่นำเข้าชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจากจีนจำนวนมาก ก่อนประกอบและส่งออกไปสหรัฐฯ

ทั้งหมดนี้ทำให้ไทยต้องเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้ทันโลก เพราะหากปรับตัวช้า โอกาสจากการย้ายฐานการผลิตอาจไหลไปยังประเทศที่มีความพร้อมมากกว่าได้ไม่ยาก
เรื่อง: ดร. สุรเกียรติ เคหะบุญศิริหรรษา Economist, Bnomics
ภาพประกอบ: บริษัท ก่อการดี จำกัด
════════════════
Making Economics Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
════════════════
#ลงทุนอาเซียน
#ธนาคารกรุงเทพ

ที่อยู่

333 ถนนสีลม
Bangkok
10500

เบอร์โทรศัพท์

+6622302209

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bnomics by Bangkok Bankผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Bnomics by Bangkok Bank:

แชร์