27/08/2026
🤔เยนจะกลับมาแข็งค่าได้จริงหรือไม่ เมื่อการแทรกแซงกำลังต่อสู้กับปัจจัยพื้นฐาน?
ปลายเดือนกรกฎาคม 2026 ญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงเงินเยน หลังค่าเงินอ่อนลงใกล้ 164 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้ามาร่วมซื้อเยนในเวลาต่อมา การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งสัญญาณชัดเจนว่า ทางการทั้งสองประเทศไม่ต้องการเห็นค่าเงินเคลื่อนไหวรุนแรงจนกระทบเสถียรภาพของตลาด
อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงสามารถเปลี่ยน “ราคา” ของเงินเยนได้ในระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยน “ปัจจัยพื้นฐาน” ที่อยู่เบื้องหลังค่าเงินได้ทันที
ประเด็นที่ต้องติดตามจากนี้คือ ญี่ปุ่นจะสามารถพยุงเงินเยนไว้ได้นานเพียงใด หากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและทิศทางกระแสเงินทุนยังคงกดดันค่าเงินยังไม่เปลี่ยนแปลง
🇯🇵. Intervention ช่วยหยุด Momentum แต่ไม่ได้เปลี่ยน Fundamentals
เหตุผลที่ญี่ปุ่นต้องเข้าแทรกแซงไม่ได้อยู่ที่ระดับของค่าเงินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “ความเร็ว” ของการอ่อนค่าด้วย
เงินเยนที่อ่อนค่ามีทั้งผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ ด้านหนึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก แต่อีกด้านกลับทำให้ต้นทุนนำเข้าพลังงาน อาหาร และวัตถุดิบสูงขึ้น ก่อนส่งผ่านไปยังต้นทุนของภาคธุรกิจและค่าครองชีพของครัวเรือน
ปัญหาจะรุนแรงขึ้นเมื่อเงินเยนอ่อนค่าเร็ว เพราะตลาดอาจเริ่มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน นักลงทุนที่คาดว่าเยนจะอ่อนค่าต่ออาจเร่งขายเยนหรือเพิ่มสถานะ Short Yen ทำให้ค่าเงินอ่อนลงไปอีก จนกลายเป็นวงจรที่เสริมแรงตัวเอง
การแทรกแซงจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงดันค่าเงินเยนให้แข็งขึ้น แต่ยังต้องการ
• หยุด Momentum ของการอ่อนค่า
• ลดการเก็งกำไรแบบ One-way Bet
• เพิ่มความเสี่ยงของการถือสถานะ Short Yen เพราะนักลงทุนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าทางการจะเข้าแทรกแซงอีกเมื่อใด
ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นใช้เงินจำนวนมากในการเข้าแทรกแซงตลาด โดยในปี 2022 ใช้เงินประมาณ 9.2 ล้านล้านเยน ปี 2024 ประมาณ 9.8 ล้านล้านเยน และในปี 2026 ประมาณ 8.5 ล้านล้านเยน
แต่ประสบการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นข้อจำกัดสำคัญของ Intervention คือ ช่วยทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและหยุดแรงขายได้ แต่ผลดังกล่าวอาจไม่ยั่งยืนหากปัจจัยพื้นฐานยังไม่เปลี่ยน
Intervention จึงอาจซื้อ “เวลา” ให้กับเงินเยน แต่การเปลี่ยน “ทิศทาง” ยังต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงของ Fundamentals
🇺🇸การเข้ามาของสหรัฐฯ เพิ่ม “ความน่าเชื่อถือ” ของ Intervention
วันที่ 31 กรกฎาคม New York Fed ขายเงินยูโรและซื้อเงินเยนในนามกระทรวงการคลังสหรัฐฯ การเข้ามาของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ใหม่ว่า หากเงินเยนอ่อนค่าเร็วและรุนแรงเกินไป ญี่ปุ่นอาจไม่ได้รับมือเพียงลำพัง
แต่เหตุใดสหรัฐฯ จึงต้องสนใจค่าเงินของญี่ปุ่น?
เหตุผลสำคัญคือ ความผันผวนของเงินเยนสามารถส่งผลไปไกลกว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่น
เงินเยนเป็นหนึ่งในสกุลเงินสำคัญที่ใช้เป็นแหล่งเงินทุนของ Carry Trade เนื่องจากนักลงทุนสามารถกู้เงินเยนที่มีต้นทุนต่ำ แล้วนำเงินไปลงทุนในหุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์ในประเทศอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเงินเยนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว นักลงทุนจำนวนมากอาจต้องปรับสถานะพร้อมกัน โดยขายสินทรัพย์ในต่างประเทศและซื้อเยนกลับเพื่อปิดสถานะหรือชำระหนี้ กระบวนการ Unwind Carry Trade จึงสามารถส่งผ่านความผันผวนจากตลาดเงินเยนไปยังตลาดหุ้น พันธบัตร และค่าเงินอื่นทั่วโลก
เป้าหมายของสหรัฐฯ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นการผลักดันให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการช่วยลดความเสี่ยงจาก Excessive Volatility และ Disorderly Market Conditionsหรือการเคลื่อนไหวของตลาดที่รวดเร็วและรุนแรงจนกระทบเสถียรภาพทางการเงินในวงกว้าง
หรือพูดง่ายๆ ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อพยุง “เงินเยน” แต่ยังมีเหตุผลที่จะป้องกันไม่ให้ความผันผวนของเงินเยนลุกลามไปยังตลาดการเงินอื่น
🇪🇺ทำไมสหรัฐฯ จึงขายยูโรเพื่อซื้อเยน?
สิ่งน่าสนใจของการแทรกแซงครั้งนี้คือ สหรัฐฯ ไม่ได้ขายดอลลาร์เพื่อซื้อเยนโดยตรง แต่เลือกขายยูโรแล้วนำไปซื้อเยน
ในเชิงนโยบาย การเลือกใช้ยูโรช่วยลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับดอลลาร์ เพราะหากสหรัฐฯ ขายดอลลาร์จำนวนมาก ตลาดอาจตีความไปไกลกว่าการพยุงเงินเยนว่า สหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณว่าต้องการให้ดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งอาจกระทบต่อความคาดหวังในตลาดและเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ
การขายยูโรจึงช่วยสร้างแรงซื้อให้เงินเยน โดยหลีกเลี่ยงแรงกดดันโดยตรงต่อดอลลาร์ และลดโอกาสที่ตลาดจะตีความ Intervention ครั้งนี้ว่าเป็นการเปลี่ยนทิศทางนโยบายค่าเงินของสหรัฐฯ
Signal ที่ส่งไปยังตลาดจึงค่อนข้างชัดเจนว่า เป้าหมายคือการลดความผันผวนที่ผิดปกติของเงินเยน ไม่ใช่การเปิดเกมทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า
💥แต่มีสิ่งหนึ่งที่ Intervention ยังแก้ไม่ได้
นั่นคือ “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย”
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 1.00% ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 3.50–3.75% ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยยังมากกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนต่างดังกล่าวยังสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนกู้เงินเยนที่มีต้นทุนต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของ Yen Carry Trade
ตราบใดที่ผลตอบแทนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยยังคุ้มกับต้นทุนและความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ก็ยังคงมีแรงจูงใจให้เงินทุนบางส่วนไหลออกจากเยนไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
จึงเกิดสถานการณ์ที่ค่อนข้างย้อนแย้ง
รัฐบาลกำลังใช้เงินซื้อเยน ขณะที่โครงสร้างของตลาดยังให้เหตุผลกับนักลงทุนในการขายเยน
Intervention จึงสามารถทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง การทำให้เยนแข็งค่าต่อเนื่องย่อมยากกว่าการหยุดการอ่อนค่าในระยะสั้น
🤒ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น
การทำความเข้าใจแรงกดดันต่อเงินเยนในวันนี้ ต้องย้อนกลับไปดูพัฒนาการของเศรษฐกิจญี่ปุ่นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
หลัง Plaza Accord ปี 1985 เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นจึงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ก่อนที่ราคาหุ้นและอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และฟองสบู่แตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990
เศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังจากนั้นต้องเผชิญทั้งปัญหาหนี้เสีย เงินฝืด และการเติบโตต่ำเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม Plaza Accord ไม่ได้เป็นสาเหตุเดียวของ Lost Decades ปัญหาหนี้เสียที่ใช้เวลานานในการแก้ไข รวมถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างสังคมสูงวัยและกำลังแรงงานที่ลดลง ล้วนมีส่วนทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวได้ช้า
ผลที่ตามมาคือ ญี่ปุ่นต้องพึ่งพานโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นเวลาหลายทศวรรษ ตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ ดอกเบี้ยติดลบ การซื้อสินทรัพย์ ไปจนถึง Yield Curve Control
เมื่อผลตอบแทนในประเทศอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน นักลงทุนญี่ปุ่นจึงมีแรงจูงใจนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมเงินเยนที่ต่ำก็ทำให้เงินเยนกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินสำคัญสำหรับ Carry Trade
แรงกดดันต่อเงินเยนในวันนี้จึงไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่มีรากมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายการเงินที่สะสมมานานหลายทศวรรษ
💰ทำไมเกินดุลบัญชีเดินสะพัด แต่เงินเยนยังอ่อนค่า?
อีกปัจจัยที่ดูเหมือนควรช่วยพยุงเงินเยน คือ ญี่ปุ่นยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและมีรายได้จากต่างประเทศจำนวนมาก แต่โครงสร้างของรายได้เหล่านี้แตกต่างจากอดีต
รายได้จากต่างประเทศส่วนสำคัญมาจาก Primary Income เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล และกำไรจากการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในต่างประเทศ ไม่ได้เกิดจากการส่งออกสินค้ามากกว่าการนำเข้าเพียงอย่างเดียว
ที่สำคัญ รายได้เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องไหลกลับเข้าญี่ปุ่นทั้งหมด บริษัทญี่ปุ่นสามารถเก็บกำไรไว้ขยายธุรกิจในต่างประเทศ นักลงทุนสามารถนำดอกเบี้ยและเงินปันผลไปลงทุนต่อ และรายได้ที่ได้รับเป็นดอลลาร์หรือยูโรก็ไม่จำเป็นต้องถูกแลกกลับเป็นเงินเยนทันที
ดังนั้น แม้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะช่วยสนับสนุนฐานะภายนอกของญี่ปุ่น แต่ ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างแรงซื้อเงินเยนในตลาด Foreign Exchange ในขนาดเดียวกับตัวเลขที่ปรากฏในบัญชีเดินสะพัด
เพราะแม้ญี่ปุ่นจะมีรายได้จากต่างประเทศจำนวนมาก แต่หากเงินเหล่านั้นไม่ได้ถูกนำกลับมาแลกเป็นเยน ก็ไม่ได้ช่วยสร้างแรงซื้อเงินเยนในตลาดมากนัก
🔎แล้วอะไรจะทำให้เงินเยนเปลี่ยนทิศทางได้จริง?
คำตอบอยู่ที่ว่า แรงจูงใจของตลาดจะเปลี่ยนไปเมื่อใด
หาก Fed ลดดอกเบี้ย ขณะที่ BOJ สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นจะแคบลง และแรงจูงใจในการทำ Yen Carry Trade จะลดลงตามไปด้วย
แต่เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเอง
ค่าจ้างต้องเติบโต การบริโภคต้องไม่อ่อนแรงเกินไป และเงินเฟ้อต้องมีความต่อเนื่องมากพอที่จะเปิดทางให้ BOJ ปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ โดยไม่สร้างภาระต่อเศรษฐกิจมากเกินไป
หากส่วนต่างดอกเบี้ยแคบลงพร้อมกับกระแสเงินทุนของญี่ปุ่นเริ่มไหลกลับประเทศมากขึ้น แรงซื้อเยนก็จะมาจากตลาดแทนที่จะต้องอาศัยรัฐบาลเป็นผู้ซื้อรายสำคัญ
📌การแทรกแซงซื้อเวลาได้ แต่ตลาดจะเป็นผู้ตัดสินทิศทาง
ในระยะสั้น การที่ทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ แสดงความพร้อมเข้ามาในตลาด ย่อมทำให้การเก็งกำไรว่าเงินเยนจะอ่อนค่าต่อมีความเสี่ยงสูงขึ้น และช่วยลดแรงกดดันจากการเคลื่อนไหวของตลาดในทิศทางเดียว
แต่สิ่งที่ Intervention ทำได้ยากกว่าคือ การเปลี่ยนแรงจูงใจของเงินทุน
ตราบใดที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง และนักลงทุนยังมองเห็นผลตอบแทนที่ดีกว่าจากการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ แรงกดดันต่อเงินเยนก็ยังมีโอกาสกลับมาได้
การแทรกแซงอาจช่วยพยุงค่าเงินเยน ลดความผันผวน และซื้อเวลาได้ชั่วคราว แต่บททดสอบที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลหยุดซื้อ เพราะเงินเยนจะกลับมาแข็งค่าอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อนักลงทุนมีเหตุผลมากพอที่จะซื้อเยน โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเป็นคนซื้อให้
ดังนั้น ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed และ BOJ จึงเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะว่าจะช่วยให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแคบลงได้มากเพียงใด เราจึงคงต้องจับตาการประชุม FOMC วันที่ 15-16 กันยายน 2026 และ BOJ วันที่ 17-18 กันยายน 2026 อย่างใกล้ชิด
เรื่องและภาพ: BBL Research, Bnomics
════════════════
Making Economics Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
════════════════
#เงินเยน #ธนาคารกรุงเทพ