fundii 𝐟𝐮𝐧𝐝𝐢𝐢 แอปดูกองทุนรูปแบบใหม่ ที่ทำให้การลงทุนเป็นเรื่องง่าย สนุก และไม่เครียด 📱💭

28/08/2026

🇺🇸 Kevin Warsh ส่งสัญญาณ Hawkish ที่ Jackson Hole ย้ำเงินเฟ้อยังเป็นภารกิจหลักของ Fed👀

📈 กำไร 100% แต่ทำไมยังรู้สึกว่า “แพ้”?สมมติคุณลงทุน $10,000 ผ่านไปไม่กี่ปี พอร์ตโตเป็น $20,000กำไร 100% ก็น่าจะดีใจแล้วใ...
28/08/2026

📈 กำไร 100% แต่ทำไมยังรู้สึกว่า “แพ้”?

สมมติคุณลงทุน $10,000 ผ่านไปไม่กี่ปี พอร์ตโตเป็น $20,000กำไร 100% ก็น่าจะดีใจแล้วใช่ไหม? แต่พอรู้ว่าเพื่อนลงทุน $10,000 เหมือนกัน แล้ววันนี้มี $30,000 อยู่ดี ๆ กำไร $10,000 ของเรากลับดูน้อยลงทันทีทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
🧠 เพราะมนุษย์ไม่ได้วัดความสำเร็จจากสิ่งที่ตัวเองมีอย่างเดียว แต่เรามักเอาตัวเองไป “เทียบกับคนอื่น”

แนวคิดนี้อธิบายผ่าน Social Comparison Theory ของ Leon Festinger ว่า เมื่อเราไม่มีมาตรวัดที่ชัดเจน เรามักใช้คนรอบตัวเป็นตัวอ้างอิงว่าเราทำได้ดีแค่ไหน

และเรื่องนี้อันตรายกับการลงทุนกว่าที่คิดงานวิจัยกับนักลงทุนรายย่อยที่มีประสบการณ์ 807 คน พบว่า เมื่อเราเห็นคนอื่นทำผลตอบแทนได้ดีกว่า อาจนำไปสู่พฤติกรรมอย่าง

📌 เทรดถี่ขึ้น เพราะอยากไล่ตามผลตอบแทน
📌 รับความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อหวังทำกำไรให้ทันคนอื่น
📌 พอใจกับผลตอบแทนตัวเองน้อยลง แม้จริง ๆ จะยังได้กำไร
📌 และอาจ ใส่เงินเพิ่มเพื่อเอาคืน เมื่อเริ่มตามคนอื่นไม่ทัน

จากพอร์ตที่เดิมอาจเหมาะกับเราอยู่แล้ว กลายเป็นว่าเราเริ่มเปลี่ยนแผน เพียงเพราะเห็นคนอื่นทำได้ดีกว่า
🎯 เพราะสุดท้าย เป้าหมายของการลงทุนไม่ใช่การทำผลตอบแทนให้ชนะเพื่อน แต่คือการทำให้เงินของเราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ภายใต้ความเสี่ยงที่เรารับได้ บางครั้งสิ่งที่ทำร้ายพอร์ตเรา จึงไม่ใช่ตลาด... แต่คือ “ผลตอบแทนของคนข้าง ๆ” ต่างหาก
---
📌 ติดตามบทความดีๆ มีสาระเรื่องการลงทุนได้ที่เพจ fundii 📖
╔═══════════╗
เปิดประตูสู่จักรวาลใหม่แห่งการลงทุน ด้วยแอปพลิเคชัน fundii ลองโหลดมาเล่นดูก่อน แล้วจะติดใจ จิ้มเลย https://go.fundiiapp.com/fbdwnl
╚═══════════╝
#ลงทุน #กองทุน #นักลงทุน #ฝันดี

28/08/2026

🔵🔍 งานสัมนา Jackson Hole คืนนี้สำคัญยังไง และเราน่าจะเห็นอะไรจาก คำพูดของ Kevin Warsh ?

✅ รวมกองทุน Passive ค่าธรรมเนียมถูก เหมาะ DCA ระยะยาววววว fundii ขอแนะนำกองทุนที่เหมาะสำหรับ DCA ช่วงนี้ ผลตอบแทนน่าสนใจ...
28/08/2026

✅ รวมกองทุน Passive ค่าธรรมเนียมถูก เหมาะ DCA ระยะยาววววว

fundii ขอแนะนำกองทุนที่เหมาะสำหรับ DCA ช่วงนี้ ผลตอบแทนน่าสนใจ ค่าธรรมเนียมต่ำ มาดูกันว่ามีกองอะไรบ้าง ….⭐️
💙 K-ASIAX กองทุนเปิดเค หุ้นเอเชีย พาสซีฟ
💰 ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 31.38%

💙 K-GOLD-A(A) กองทุนเปิดเค โกลด์-A ชนิดสะสมมูลค่า
💰 ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 28.05%

💙 KKP NDQ100-H กองทุนเปิดเคเคพี NDQ100 - HEDGED ชนิดทั่วไป
💰 ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 20.06%

💙 KKP PGE-H กองทุนเปิดเคเคพี พาสซีฟ โกลบอล อิควิตี้ เฮดจ์ ชนิดทั่วไป
💰 ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 16.85%

💙 K-US500X-A(A) กองทุนเปิดเค หุ้นยูเอส พาสซีฟ-A ชนิดสะสมมูลค่า
💰 ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 16.13%

*ข้อมูล ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2026
DCA ไม่ได้ทำให้คุณรวยเร็ว แต่มันช่วยให้คุณ “ไม่พลาดรอบใหญ่” และไม่ต้องปวดหัวจับจังหวะตลาดทุกวัน สิ่งสำคัญไม่ใช่เริ่มตอนตลาดดีที่สุด แต่คือ “เริ่มให้เร็วพอ และสม่ำเสมอพอ” 📈

⚠️ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
---
📱 ซื้อ ขาย สับเปลี่ยนกองทุน ผ่านแอป fundii ได้เลยครับ ✨
╔═══════════╗
เปิดประตูสู่จักรวาลใหม่แห่งการลงทุน ด้วยแอปพลิเคชัน fundii ลองโหลดมาเล่นดูก่อน แล้วจะติดใจ จิ้มเลย https://go.fundiiapp.com/fbdwnl
╚═══════════╝
#ลงทุน #กองทุน #ต้นทุนต่ำ #สนุก #ฝันดี

🚨 งบ NVIDIA คอนเฟิร์มภาพว่าหุ้น Technology ยัง “ไปต่อ” และเราควรวางสัดส่วนหุ้นกลุ่ม Tech ในพอร์ตอย่างไรต่อจากนี้?หลังงบ ...
28/08/2026

🚨 งบ NVIDIA คอนเฟิร์มภาพว่าหุ้น Technology ยัง “ไปต่อ” และเราควรวางสัดส่วนหุ้นกลุ่ม Tech ในพอร์ตอย่างไรต่อจากนี้?

หลังงบ NVIDIA ที่เพิ่งประกาศออกมาสด ๆ ร้อน ๆ คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคงไม่ใช่ว่า “NVIDIA งบดีไหม?” เพราะคำตอบชัดเจนมาหลายไตรมาสว่า งบยังดีมาก แต่คำถามที่ผมว่าสำคัญกว่าคือ AI Investment Cycle ที่ดันหุ้น Technology มาตลอดหลายปี ยังเหลือระยะทางอีกแค่ไหน?
เพราะวันนี้เราไม่ได้กำลังลงทุนใน NVIDIA ที่ Market Cap หลักแสนล้านดอลลาร์เหมือนช่วงเริ่มต้นของ ChatGPT อีกแล้ว แต่กำลังลงทุนในบริษัทที่มีขนาดใหญ่ระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ Hyperscaler อย่าง Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta ก็ใช้เงินกับ AI Infrastructure ปีละหลายแสนล้านดอลลาร์ 💰
🕹️ ดังนั้น ยิ่งหุ้นขึ้นมาไกล คำว่า “AI ยังโต” อย่างเดียวคงไม่พอแล้วครับ สิ่งที่เราต้องการเห็นจากนี้คือ รายได้ต้องโตจริง กำไรต้องตามมา และเงินลงทุนมหาศาลที่บริษัทต่าง ๆ เทลงไป ต้องเริ่มสร้างผลตอบแทนกลับมาให้ผู้ถือหุ้นได้จริงด้วย จากงบไตรมาส 2/2026 ที่ทยอยประกาศออกมาจนเกือบครบ รวมถึง NVIDIA ล่าสุด ผมมองว่าอย่างน้อยตอนนี้คำตอบยังอยู่ใน “ฝั่งบวก” ครับ
NVIDIA รายงานรายได้ไตรมาสล่าสุดที่ 96.22 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Data Center Revenue อยู่ที่ประมาณ 89 พันล้านดอลลาร์ โต 117% YoY และบริษัทให้ Guidance ไตรมาสถัดไปที่ประมาณ 108 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาด
👀 สิ่งที่น่าสนใจมากกว่างบที่ดีกว่าคาด คือ NVIDIA ยังมองการเติบโตต่อเนื่องไปถึงปีงบประมาณ 2028 ทั้งที่ฐานรายได้วันนี้ใหญ่มากแล้ว ขณะที่ Vera Rubin ซึ่งเป็น AI Platform รุ่นถัดไปก็เริ่มเข้ามาเป็น Growth Driver ตัวใหม่ ตรงนี้ผมว่าเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างสำคัญ เพราะถ้า AI Infrastructure กำลังเข้าสู่ปลาย Cycle จริง สิ่งที่เราควรเริ่มเห็นคือ NVIDIA ระมัดระวัง Guidance มากขึ้น ลูกค้าเริ่มชะลอ Order หรือกำลังการผลิตเริ่มมากกว่า Demand

แต่ภาพที่เราเห็นตอนนี้ยังไม่ใช่แบบนั้น ปัญหายังดูเหมือน “Supply วิ่งตาม Demand” มากกว่า .
“Demand เริ่มหาย” ซึ่งถ้าเราดูให้กว้างขึ้น งบ Q2 ของ S&P 500 โดยรวมยังออกมาแข็งแรง และหุ้น Technology เป็นหนึ่งในกลุ่มที่กำไรเติบโตโดดเด่นที่สุดโตประมาณ 75% YoY พูดง่าย ๆ คือ รอบนี้ไม่ได้มีแค่ Story ว่า“ราคาหุ้น Tech ขึ้นเพราะทุกคนเชื่อเรื่อง AI” แต่ กำไรจาก AI กำลังเริ่มวิ่งตาม Story ขึ้นมาจริง ๆ
ทำให้ AI Cycle รอบนี้ต่างจาก Bubble หลายครั้งในอดีต ที่ราคาหุ้นขึ้นไปไกลมาก แต่รายได้ กำไร หรือ Cash Flow ของบริษัทจำนวนมากยังตามไม่ทัน และ สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจกว่างบของ NVIDIA เอง คือ พอเราเอางบและ Guidance ของหลายบริษัทมาต่อกัน ภาพมันเริ่มชัดว่า AI ไม่ได้ขาดแค่ GPU อีกต่อไปแล้ว
💫 ถ้าช่วงแรกของ AI Boom คือยุค “Compute Shortage” ช่วงต่อไป ผมเรียกว่าเป็นยุค “Everything Shortage” ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างบนโลกจะขาด แต่หมายถึง ทุกครั้งที่อุตสาหกรรมแก้คอขวดหนึ่งได้ ปัญหาก็จะขยับไปอยู่ที่อีกส่วนหนึ่งของ Supply Chain
ช่วงแรกโลกต้องการ GPU มากกว่าที่ NVIDIA และผู้ผลิต Semiconductor จะผลิตได้ หุ้นที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจึงเป็นกลุ่ม GPU, Foundry และ Advanced Semiconductor แต่พอ GPU เริ่มมีมากขึ้น ปัญหาคอขวดไม่ได้หาย แต่มันแค่ “ย้ายที่”
ถัดไปสิ่งที่เริ่มไม่พอก็คือ Memory เพราะ AI รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Reasoning Model, Long Context และ Agentic AI ต้องใช้ Memory มากขึ้นเรื่อย ๆ และต้องส่งข้อมูลเข้า GPU ให้เร็วขึ้นด้วย ทำให้ HBM ไม่ได้เป็นแค่ Component ประกอบชิ้นหนึ่งอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนสำคัญที่กำหนดว่าชิปที่ราคาแพงมาก ๆ เหล่านั้นจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแค่ไหน
📋 Micron และ SK Hynix สองผู้เล่นรายใหญ่ของ Memory Industry ก็มองไปในทิศทางเดียวกันว่าตลาด HBM ยังมีโอกาสโตแรงต่อ และอาจมีขนาดใกล้ 1 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 จึงยังมองว่า Memory Cycle รอบนี้มีโอกาสยาวกว่าวัฏจักร Memory ในอดีต ไม่ใช่ว่าความเป็น Cyclical ของธุรกิจ Memory หายไปนะครับ แต่มันมี Structural Demand ชุดใหม่จาก AI เข้ามาเสริมอยู่ด้านบน แล้วพอเรามีทั้ง GPU และ Memory มากขึ้น ปัญหาก็ขยับไปอีกว่า “แล้วจะให้ชิปหลายพันหรือหลายหมื่นตัวคุยกันยังไง?”
เลยเป็นเหตุผลที่ Networking เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ AI Model ขนาดใหญ่ไม่ได้ใช้ GPU ตัวเดียวทำงาน แต่ใช้ GPU จำนวนมหาศาลทำงานร่วมกันเป็น Cluster เพราะฉะนั้นยิ่งเพิ่ม Compute เข้าไปใน Data Center มากเท่าไร Network ระหว่าง Chip, Server และ Rack ก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
⚡️ต่อให้เรามี GPU ที่แรงที่สุดในโลก แต่ถ้าชิปส่งข้อมูลหากันไม่เร็วพอ สิ่งที่เราจ่ายเงินซื้อมาแพงมากก็ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอยู่ดี และพอมีทั้ง GPU, HBM และ Network พร้อม คอขวดถัดไปกลับเป็นเรื่องที่ฟังดูแทบไม่ใช่ Technology เลยครับ นั่นคือ “ไฟฟ้า” ข้อมูลจาก IEA ประเมินว่าความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกมีโอกาสเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวไปแตะประมาณ 945 TWh ภายในปี 2030 ขณะที่การใช้ไฟของ Server ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีแนวโน้มโตประมาณ 30% ต่อปี
ตรงนี้ทำให้ AI Theme เริ่มขยายจาก Semiconductor ออกไปถึง Power Grid, Cooling, Nuclear, และ Data Center Infrastructure มากขึ้นเรื่อย ๆ และอาจเป็นหนึ่งใน “คลื่นลูกถัดไป” ของ AI ที่ตลาดจะพูดถึงมากขึ้นในอีก 2–4 ปีข้างหน้า
เพราะสุดท้าย ต่อให้โลกผลิต GPU ได้เยอะแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีไฟ ไม่มี Data Center หรือไม่มีระบบ Cooling มารองรับ เราก็เอา Compute เหล่านั้นมาใช้งานไม่ได้อยู่ดี
📊 อย่างไรก็ตาม ถ้าเราจะสรุปภาพรวม คือ “AI ยังโต ทุกอย่างดีหมด” ก็อาจจะใช่ แต่ก็มีเรื่องนึงที่ต้องระวังมากขึ้น เป็นคอขวดเรื่องใหม่ที่กำลังเริ่มเห็นชัดขึ้น คือ “เงินทุน”
เพราะ Microsoft, Alphabet, Amazon, Meta และ Oracle กำลังเร่งใช้ CAPEX กับ AI อย่างมหาศาล โดยประมาณการของ Reuters ชี้ว่า CAPEX ต่อปีของทั้ง 5 บริษัทในปี 2027 อาจเพิ่มขึ้นจากปี 2025 ราว 5.34 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ Operating Cash Flow ต่อปีเพิ่มขึ้นประมาณ 3.40 แสนล้านดอลลาร์ หรือก็คือ ทุก ๆ Cash Flow ใหม่ 1 ดอลลาร์ บริษัทเหล่านี้ต้องเพิ่มเงินลงทุนประมาณ 1.6 ดอลลาร์
และเราเริ่มเห็นภาพนี้ไหลออกมานอกตลาดหุ้นแล้ว เพราะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI เริ่มออกหุ้นกู้มากขึ้น เพื่อหาเงินมารองรับการลงทุน โดยช่วงแรกของ AI Boom ถูก Funding ด้วย Cash Flow ของบริษัท Technology ที่แข็งแรงมาก แต่ถ้าการลงทุนยังเร่งขึ้นแบบนี้ ในระยะต่อไปบริษัทอาจต้องเริ่มหาเงินจากการกู้มากขึ้น
🏦 และยิ่งถ้า Bond Yield สหรัฐฯยังสูงไปเรื่อย ๆ บริษัทก็ต้องหาเงินด้วยต้นทุนที่แพงขึ้น Project ใหม่ต้องสร้าง Return สูงขึ้นเพื่อให้คุ้ม ขณะเดียวกัน Valuation ของหุ้น Growth ก็ถูกกดดันจาก Discount Rate ที่สูงขึ้นด้วยเพราะฉะนั้น จากนี้เราอาจเห็นภาพ “บริษัทดี งบดี แต่หุ้นไม่ขึ้น” บ่อยขึ้นครับ แต่ไม่ใช่เพราะธุรกิจแย่ แต่เพราะ Expectations ของตลาดสูงมาก กำไรดีอย่างเดียวเริ่มไม่พอ งบที่ออกมาจึงต้องทั้งดีกว่าคาด และให้มุมมองอนาคตที่ดีต่อ ถึงจะทำให้ราคาหุ้นเดินหน้าต่อได้
ถ้าถามว่า AI Infrastructure Cycle ยังเหลืออีกกี่ปี?....
จากข้อมูลปัจจุบัน ผมคิดว่าเรายังมี Visibility ค่อนข้างชัดอย่างน้อยถึง ปี 2028 และถ้านับการลงทุนที่ต่อเนื่องไปยัง Data Center, Memory, Power รวมถึงการนำ AI ไปใช้งานจริงในฝั่ง Enterprise ผมคิดว่า Cycle นี้มีโอกาสลากยาวไปถึง ปี 2030 หรือมากกว่านั้น
ถ้าถามว่าตอนนี้ “ในพอร์ตควรลด Tech. ไหม?” ผมยังไม่เห็นเหตุผลที่จะ Underweight หุ้น Technology ครับ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าต้องเปลี่ยน คือ วิธีการลงทุน เราไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้กับ NVIDIA หรือ Semiconductor เพียงอย่างเดียวเหมือนช่วงแรกของ AI Cycle เพราะโอกาสกำลังกระจายออกไปกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้ามองง่าย ๆ แบ่งกลุ่มธุรกิจ AI ออกเป็นประมาณ 4 ชั้น ชั้นแรก คือ บริษัทที่ “ขายพลั่ว” ให้ AI อย่าง Semiconductor, GPU, HBM, Networking และ Equipment
▶️ ชั้นที่สอง คือ บริษัทที่ “สร้างเหมือง” อย่าง Hyperscaler, Cloud และ Data Center
▶️ ชั้นที่สาม คือ บริษัทที่ “เอา AI ไปสร้างเงินจริง” อย่าง Software, Advertising, E-commerce และ Enterprise Application
▶️ ชั้นสุดท้าย คือ Infrastructure ที่ทำให้ทั้งหมดเกิดขึ้นได้ อย่าง Power, Cooling, Grid และ Energy
เมื่อมองแบบนี้ เราจะเห็นว่าไม่มีหุ้นกลุ่มไหนเป็น Winner เพียงกลุ่มเดียว แต่มันจะไปพร้อมกันทั้ง Supply Chain ส่วนกลุ่มไหนจะวิ่งแรงกว่าก็เป็นอีกเรื่องนึงสำหรับนักลงทุนที่มีเงินในก้อน Technology 100 บาท แนะนำ ให้วางเงินก้อนใหญ่ที่สุดประมาณ 50–60 บาท อยู่ในหุ้น Technology ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นบริษัทที่มี Balance Sheet แข็งแรง ธุรกิจเดิมสร้าง Cash Flow ได้ดี โดยเรา สามารถลงทุนในหุ้นเหล่านี้ผ่านกองทุน Global Technology ต่างๆในไทยได้หลายกองทุน
💲 อีกประมาณ 25–35 บาท ผมมองว่าเหมาะกับ AI Infrastructure อย่าง Semiconductor, Memory, Networking และ Equipment ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตที่สูง แต่ก็มีความผันผวนที่สูงเช่นกัน ซึ่งก็มีกองทุนในไทยหลายกองทุนที่ลงทุนในธีมเหล่านี้โดยเฉพาะ
ส่วนอีก 10–20 บาท สามารถใช้เป็น Tactical Allocation กับ Theme ใหม่ ๆ อย่าง Custom Silicon, Data Center Power หรือ Cooling ซึ่งมีโอกาสได้ประโยชน์จากคอขวดรอบถัดไปของ AI
สุดท้าย จากงบ NVIDIA และ Earnings Season รอบนี้ ผมยังมองว่า “AI ยังไม่ได้หมดของให้ลงทุน แต่คอขวดกำลังย้ายไปเรื่อย ๆ” จาก GPU > Memory > Networking > Data Center > Power > Financing และทุกครั้งที่ Demand ขยับไปยังคอขวดใหม่ โอกาสการลงทุนก็ขยับตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมยังมองว่า Technology ควรเป็นหนึ่งใน Theme ที่ Overweight ต่ออย่างน้อยในช่วง 2–3 ปีข้างหน้าครับ
---
📚 ติดตามมุมมองการลงทุนและบทวิเคราะห์จาก... คุณศุภกฤต พิทักษ์พรเกษม (อู๋)
Product Strategy Lead ฝ่ายงาน Business & Product Development

#หุ้นTechnology #ฝันดี

📰 fundii Daily Market Update 28  สิงหาคม 2569 ✨🇺🇸 สหรัฐฯ งบ NVIDIA และ Marvell ยืนยันอุปสงค์ AI Infrastructure ที่ยังแข็...
28/08/2026

📰 fundii Daily Market Update 28 สิงหาคม 2569 ✨

🇺🇸 สหรัฐฯ งบ NVIDIA และ Marvell ยืนยันอุปสงค์ AI Infrastructure ที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ตลาดจับตาภาษีชิปและความเสี่ยงด้าน Valuation

🇪🇺 ยุโรป ECB ยังเปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงเร่งตัว แม้แนวโน้มเศรษฐกิจยังซบเซา

🇯🇵 ญี่ปุ่น ตลาดให้น้ำหนักสูงต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ขณะที่ Kioxia–Sandisk เตรียมลงทุนเพิ่มกำลังผลิต Memory รองรับ AI Demand

🇨🇳 จีน กำไรภาคอุตสาหกรรมชะลอ แต่ AI ยังเด่น โดย DeepSeek เร่งระดมทุนและ Nvidia ปรับฮาร์ดแวร์รองรับโมเดล AI จีนมากขึ้น

🇰🇷 ตลาดเกิดใหม่ BOK ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด ขณะที่ DRAM ยังอยู่ในภาวะตึงตัวและมีโอกาสหนุนราคา Memory ต่อถึงปี 2571

🇹🇭 ไทย การส่งออกเดือน ก.ค. โต 21.6% โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักจากอุปสงค์เทคโนโลยีโลก

🛢️ สินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันและทองคำปรับขึ้น ขณะที่ตลาดจับตาความคืบหน้าฮอร์มุซและสัญญาณดอกเบี้ยจาก Jackson Hole
---
📢 ไม่อยากพลาดข่าวลงทุนสำคัญ ๆ ใช่ไหม? ปัญหานั้นจะหมดไป เพราะ แอปฯ fundii มี AI สรุปข่าวสำคัญทั่วโลก ทุกประเภทสินทรัพย์ สำหรับคุณโดยเฉพาะ 📱
╔═══════════╗
เปิดประตูสู่จักรวาลใหม่แห่งการลงทุน ด้วยแอปพลิเคชัน fundii ลองโหลดมาเล่นดูก่อน แล้วจะติดใจ จิ้มเลย https://go.fundiiapp.com/fbdwnl
╚═══════════╝
#ลงทุน #กองทุน #ข่าวการลงทุน #ข่าวหุ้น

27/08/2026

งบ NVIDIA คอนเฟิร์มภาพว่าหุ้น Technology ยัง “ไปต่อ” และเราควรวางสัดส่วนหุ้นกลุ่ม Tech ในพอร์ตอย่างไรต่อจากนี้?
โดย: ศุภกฤต พิทักษ์พรเกษม, CISA
หัวหน้าส่วนงานกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน
บลน. โรโบเวลธ์ จำกัด
หลังงบ NVIDIA ที่เพิ่งประกาศออกมาสด ๆ ร้อน ๆ คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคงไม่ใช่ว่า “NVIDIA งบดีไหม?” เพราะคำตอบชัดเจนมาหลายไตรมาสว่า งบยังดีมาก แต่คำถามที่ผมว่าสำคัญกว่าคือ
AI Investment Cycle ที่ดันหุ้น Technology มาตลอดหลายปี ยังเหลือระยะทางอีกแค่ไหน?
เพราะวันนี้เราไม่ได้กำลังลงทุนใน NVIDIA ที่ Market Cap หลักแสนล้านดอลลาร์เหมือนช่วงเริ่มต้นของ ChatGPT อีกแล้ว แต่กำลังลงทุนในบริษัทที่มีขนาดใหญ่ระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ Hyperscaler อย่าง Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta ก็ใช้เงินกับ AI Infrastructure ปีละหลายแสนล้านดอลลาร์
ดังนั้น ยิ่งหุ้นขึ้นมาไกล คำว่า “AI ยังโต” อย่างเดียวคงไม่พอแล้วครับ
สิ่งที่เราต้องการเห็นจากนี้คือ รายได้ต้องโตจริง กำไรต้องตามมา และเงินลงทุนมหาศาลที่บริษัทต่าง ๆ เทลงไป ต้องเริ่มสร้างผลตอบแทนกลับมาให้ผู้ถือหุ้นได้จริงด้วย
จากงบไตรมาส 2/2026 ที่ทยอยประกาศออกมาจนเกือบครบ รวมถึง NVIDIA ล่าสุด ผมมองว่าอย่างน้อยตอนนี้คำตอบยังอยู่ใน “ฝั่งบวก” ครับ
NVIDIA รายงานรายได้ไตรมาสล่าสุดที่ 96.22 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Data Center Revenue อยู่ที่ประมาณ 89 พันล้านดอลลาร์ โต 117% YoY และบริษัทให้ Guidance ไตรมาสถัดไปที่ประมาณ 108 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาด
สิ่งที่น่าสนใจมากกว่างบที่ดีกว่าคาด คือ NVIDIA ยังมองการเติบโตต่อเนื่องไปถึงปีงบประมาณ 2028 ทั้งที่ฐานรายได้วันนี้ใหญ่มากแล้ว ขณะที่ Vera Rubin ซึ่งเป็น AI Platform รุ่นถัดไปก็เริ่มเข้ามาเป็น Growth Driver ตัวใหม่ ตรงนี้ผมว่าเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างสำคัญ เพราะถ้า AI Infrastructure กำลังเข้าสู่ปลาย Cycle จริง สิ่งที่เราควรเริ่มเห็นคือ NVIDIA ระมัดระวัง Guidance มากขึ้น ลูกค้าเริ่มชะลอ Order หรือกำลังการผลิตเริ่มมากกว่า Demand
แต่ภาพที่เราเห็นตอนนี้ยังไม่ใช่แบบนั้น ปัญหายังดูเหมือน “Supply วิ่งตาม Demand” มากกว่า .
“Demand เริ่มหาย” ซึ่งถ้าเราดูให้กว้างขึ้น งบ Q2 ของ S&P 500 โดยรวมยังออกมาแข็งแรง และหุ้น Technology เป็นหนึ่งในกลุ่มที่กำไรเติบโตโดดเด่นที่สุดโตประมาณ 75% YoY พูดง่าย ๆ คือ รอบนี้ไม่ได้มีแค่ Story ว่า“ราคาหุ้น Tech ขึ้นเพราะทุกคนเชื่อเรื่อง AI” แต่ กำไรจาก AI กำลังเริ่มวิ่งตาม Story ขึ้นมาจริง ๆ
ทำให้ AI Cycle รอบนี้ต่างจาก Bubble หลายครั้งในอดีต ที่ราคาหุ้นขึ้นไปไกลมาก แต่รายได้ กำไร หรือ Cash Flow ของบริษัทจำนวนมากยังตามไม่ทัน และ สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจกว่างบของ NVIDIA เอง คือ พอเราเอางบและ Guidance ของหลายบริษัทมาต่อกัน ภาพมันเริ่มชัดว่า AI ไม่ได้ขาดแค่ GPU อีกต่อไปแล้ว
ถ้าช่วงแรกของ AI Boom คือยุค “Compute Shortage” ช่วงต่อไป ผมเรียกว่าเป็นยุค “Everything Shortage”
ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างบนโลกจะขาด แต่หมายถึง ทุกครั้งที่อุตสาหกรรมแก้คอขวดหนึ่งได้ ปัญหาก็จะขยับไปอยู่ที่อีกส่วนหนึ่งของ Supply Chain
ช่วงแรกโลกต้องการ GPU มากกว่าที่ NVIDIA และผู้ผลิต Semiconductor จะผลิตได้ หุ้นที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจึงเป็นกลุ่ม GPU, Foundry และ Advanced Semiconductor แต่พอ GPU เริ่มมีมากขึ้น ปัญหาคอขวดไม่ได้หาย แต่มันแค่ “ย้ายที่”
ถัดไปสิ่งที่เริ่มไม่พอก็คือ Memory เพราะ AI รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Reasoning Model, Long Context และ Agentic AI ต้องใช้ Memory มากขึ้นเรื่อย ๆ และต้องส่งข้อมูลเข้า GPU ให้เร็วขึ้นด้วย ทำให้ HBM ไม่ได้เป็นแค่ Component ประกอบชิ้นหนึ่งอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนสำคัญที่กำหนดว่าชิปที่ราคาแพงมาก ๆ เหล่านั้นจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแค่ไหน
Micron และ SK Hynix สองผู้เล่นรายใหญ่ของ Memory Industry ก็มองไปในทิศทางเดียวกันว่าตลาด HBM ยังมีโอกาสโตแรงต่อ และอาจมีขนาดใกล้ 1 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 จึงยังมองว่า Memory Cycle รอบนี้มีโอกาสยาวกว่าวัฏจักร Memory ในอดีต
ไม่ใช่ว่าความเป็น Cyclical ของธุรกิจ Memory หายไปนะครับ แต่มันมี Structural Demand ชุดใหม่จาก AI เข้ามาเสริมอยู่ด้านบน แล้วพอเรามีทั้ง GPU และ Memory มากขึ้น ปัญหาก็ขยับไปอีกว่า
“แล้วจะให้ชิปหลายพันหรือหลายหมื่นตัวคุยกันยังไง?”
เลยเป็นเหตุผลที่ Networking เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ AI Model ขนาดใหญ่ไม่ได้ใช้ GPU ตัวเดียวทำงาน แต่ใช้ GPU จำนวนมหาศาลทำงานร่วมกันเป็น Cluster เพราะฉะนั้นยิ่งเพิ่ม Compute เข้าไปใน Data Center มากเท่าไร Network ระหว่าง Chip, Server และ Rack ก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
ต่อให้เรามี GPU ที่แรงที่สุดในโลก แต่ถ้าชิปส่งข้อมูลหากันไม่เร็วพอ สิ่งที่เราจ่ายเงินซื้อมาแพงมากก็ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอยู่ดี
และพอมีทั้ง GPU, HBM และ Network พร้อม คอขวดถัดไปกลับเป็นเรื่องที่ฟังดูแทบไม่ใช่ Technology เลยครับ
นั่นคือ “ไฟฟ้า” ข้อมูลจาก IEA ประเมินว่าความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกมีโอกาสเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวไปแตะประมาณ 945 TWh ภายในปี 2030 ขณะที่การใช้ไฟของ Server ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีแนวโน้มโตประมาณ 30% ต่อปี
ตรงนี้ทำให้ AI Theme เริ่มขยายจาก Semiconductor ออกไปถึง Power Grid, Cooling, Nuclear, และ Data Center Infrastructure มากขึ้นเรื่อย ๆ และอาจเป็นหนึ่งใน “คลื่นลูกถัดไป” ของ AI ที่ตลาดจะพูดถึงมากขึ้นในอีก 2–4 ปีข้างหน้า
เพราะสุดท้าย ต่อให้โลกผลิต GPU ได้เยอะแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีไฟ ไม่มี Data Center หรือไม่มีระบบ Cooling มารองรับ เราก็เอา Compute เหล่านั้นมาใช้งานไม่ได้อยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราจะสรุปภาพรวม คือ “AI ยังโต ทุกอย่างดีหมด” ก็อาจจะใช่ แต่ก็มีเรื่องนึงที่ต้องระวังมากขึ้น เป็นคอขวดเรื่องใหม่ที่กำลังเริ่มเห็นชัดขึ้น คือ “เงินทุน”
เพราะ Microsoft, Alphabet, Amazon, Meta และ Oracle กำลังเร่งใช้ CAPEX กับ AI อย่างมหาศาล โดยประมาณการของ Reuters ชี้ว่า CAPEX ต่อปีของทั้ง 5 บริษัทในปี 2027 อาจเพิ่มขึ้นจากปี 2025 ราว 5.34 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ Operating Cash Flow ต่อปีเพิ่มขึ้นประมาณ 3.40 แสนล้านดอลลาร์
หรือก็คือ ทุก ๆ Cash Flow ใหม่ 1 ดอลลาร์ บริษัทเหล่านี้ต้องเพิ่มเงินลงทุนประมาณ 1.6 ดอลลาร์
และเราเริ่มเห็นภาพนี้ไหลออกมานอกตลาดหุ้นแล้ว เพราะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI เริ่มออกหุ้นกู้มากขึ้น เพื่อหาเงินมารองรับการลงทุน โดยช่วงแรกของ AI Boom ถูก Funding ด้วย Cash Flow ของบริษัท Technology ที่แข็งแรงมาก แต่ถ้าการลงทุนยังเร่งขึ้นแบบนี้ ในระยะต่อไปบริษัทอาจต้องเริ่มหาเงินจากการกู้มากขึ้น
และยิ่งถ้า Bond Yield สหรัฐฯยังสูงไปเรื่อย ๆ บริษัทก็ต้องหาเงินด้วยต้นทุนที่แพงขึ้น Project ใหม่ต้องสร้าง Return สูงขึ้นเพื่อให้คุ้ม ขณะเดียวกัน Valuation ของหุ้น Growth ก็ถูกกดดันจาก Discount Rate ที่สูงขึ้นด้วย
เพราะฉะนั้น จากนี้เราอาจเห็นภาพ “บริษัทดี งบดี แต่หุ้นไม่ขึ้น” บ่อยขึ้นครับ แต่ไม่ใช่เพราะธุรกิจแย่ แต่เพราะ Expectations ของตลาดสูงมาก กำไรดีอย่างเดียวเริ่มไม่พอ งบที่ออกมาจึงต้องทั้งดีกว่าคาด และให้มุมมองอนาคตที่ดีต่อ ถึงจะทำให้ราคาหุ้นเดินหน้าต่อได้
ถ้าถามว่า AI Infrastructure Cycle ยังเหลืออีกกี่ปี?
จากข้อมูลปัจจุบัน ผมคิดว่าเรายังมี Visibility ค่อนข้างชัดอย่างน้อยถึง ปี 2028 และถ้านับการลงทุนที่ต่อเนื่องไปยัง Data Center, Memory, Power รวมถึงการนำ AI ไปใช้งานจริงในฝั่ง Enterprise ผมคิดว่า Cycle นี้มีโอกาสลากยาวไปถึง ปี 2030 หรือมากกว่านั้น
ถ้าถามว่าตอนนี้ “ในพอร์ตควรลด Tech. ไหม?” ผมยังไม่เห็นเหตุผลที่จะ Underweight หุ้น Technology ครับ
แต่สิ่งที่ผมคิดว่าต้องเปลี่ยน คือ วิธีการลงทุน เราไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้กับ NVIDIA หรือ Semiconductor เพียงอย่างเดียวเหมือนช่วงแรกของ AI Cycle เพราะโอกาสกำลังกระจายออกไปกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้ามองง่าย ๆ แบ่งกลุ่มธุรกิจ AI ออกเป็นประมาณ 4 ชั้น
ชั้นแรก คือ บริษัทที่ “ขายพลั่ว” ให้ AI อย่าง Semiconductor, GPU, HBM, Networking และ Equipment
ชั้นที่สอง คือ บริษัทที่ “สร้างเหมือง” อย่าง Hyperscaler, Cloud และ Data Center
ชั้นที่สาม คือ บริษัทที่ “เอา AI ไปสร้างเงินจริง” อย่าง Software, Advertising, E-commerce และ Enterprise Application
ชั้นสุดท้าย คือ Infrastructure ที่ทำให้ทั้งหมดเกิดขึ้นได้ อย่าง Power, Cooling, Grid และ Energy
เมื่อมองแบบนี้ เราจะเห็นว่าไม่มีหุ้นกลุ่มไหนเป็น Winner เพียงกลุ่มเดียว แต่มันจะไปพร้อมกันทั้ง Supply Chain ส่วนกลุ่มไหนจะวิ่งแรงกว่าก็เป็นอีกเรื่องนึง
สำหรับนักลงทุนที่มีเงินในก้อน Technology 100 บาท แนะนำ ให้วางเงินก้อนใหญ่ที่สุดประมาณ 50–60 บาท อยู่ในหุ้น Technology ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นบริษัทที่มี Balance Sheet แข็งแรง ธุรกิจเดิมสร้าง Cash Flow ได้ดี โดยเรา สามารถลงทุนในหุ้นเหล่านี้ผ่านกองทุน Global Technology ต่างๆในไทยได้หลายกองทุน
อีกประมาณ 25–35 บาท ผมมองว่าเหมาะกับ AI Infrastructure อย่าง Semiconductor, Memory, Networking และ Equipment ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตที่สูง แต่ก็มีความผันผวนที่สูงเช่นกัน ซึ่งก็มีกองทุนในไทยหลายกองทุนที่ลงทุนในธีมเหล่านี้โดยเฉพาะ
ส่วนอีก 10–20 บาท สามารถใช้เป็น Tactical Allocation กับ Theme ใหม่ ๆ อย่าง Custom Silicon, Data Center Power หรือ Cooling ซึ่งมีโอกาสได้ประโยชน์จากคอขวดรอบถัดไปของ AI
สุดท้าย จากงบ NVIDIA และ Earnings Season รอบนี้ ผมยังมองว่า “AI ยังไม่ได้หมดของให้ลงทุน แต่คอขวดกำลังย้ายไปเรื่อย ๆ” จาก GPU > Memory > Networking > Data Center > Power > Financing และทุกครั้งที่ Demand ขยับไปยังคอขวดใหม่ โอกาสการลงทุนก็ขยับตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมยังมองว่า Technology ควรเป็นหนึ่งใน Theme ที่ Overweight ต่ออย่างน้อยในช่วง 2–3 ปีข้างหน้าครับ
#การลงทุน

💙 PVD ไม่ได้เป็นสวัสดิการที่ดีแค่กับพนักงาน แต่องค์กรก็ได้ประโยชน์เหมือนกันสำหรับนายจ้าง การมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)...
27/08/2026

💙 PVD ไม่ได้เป็นสวัสดิการที่ดีแค่กับพนักงาน แต่องค์กรก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน

สำหรับนายจ้าง การมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไม่ได้มีแค่เรื่องการออมเงินเพื่อเกษียณของพนักงาน แต่ยังเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่ช่วยดูแลคนในองค์กร พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับทั้ง นายจ้างและลูกจ้าง 💰
💬 ประกันสังคม vs กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง vs PVD ต่างกันตรงไหน? fundii สรุปมาให้แล้ว เซฟกันไว้ได้เลย
---
📌 ติดตามบทความดีๆ มีสาระเรื่องการลงทุนได้ที่เพจ fundii 📖
╔═══════════╗
เปิดประตูสู่จักรวาลใหม่แห่งการลงทุน ด้วยแอปพลิเคชัน fundii ลองโหลดมาเล่นดูก่อน แล้วจะติดใจ จิ้มเลย https://go.fundiiapp.com/fbdwnl
╚═══════════╝
#กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ #สวัสดิการพนักงาน #นายจ้าง #วางแผนเกษียณ

🚨 One Asset Management ประกาศจ่ายปันผลกองทุนคุณภาพ 🩶 ONE-SETHD กองทุนเปิด วรรณ เซ็ท ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน 💰  จ่ายปันผล จำ...
27/08/2026

🚨 One Asset Management ประกาศจ่ายปันผลกองทุนคุณภาพ

🩶 ONE-SETHD กองทุนเปิด วรรณ เซ็ท ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน
💰 จ่ายปันผล จำนวน 0.3500 บาท/หน่วย
📅 จ่ายวันที่ 4 กันยายน 2569
📈 คิดเป็นผลตอบแทน 3.04%*
*อัตราผลตอบแทนคิดจากมูลค่า NAV ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2569
_________________
🩶 ONE-ULTRA กองทุนเปิด วรรณ อัลตร้า อินคัม ฟันด์
💰 จ่ายปันผล จำนวน 0.0400 บาท/หน่วย
📅 จ่ายวันที่ 4 กันยายน 2569
📈 คิดเป็นผลตอบแทน 0.41%*
*อัตราผลตอบแทนคิดจากมูลค่า NAV ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2569
_________________
🩶 ONE-GLOBFIN-RD กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล ไฟแนนเชียล ชนิดจ่ายเงินปันผลสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป
💰 จ่ายปันผล จำนวน 0.8000 บาท/หน่วย
📅 จ่ายวันที่ 4 กันยายน 2569
📈 คิดเป็นผลตอบแทน 6.09%*
*อัตราผลตอบแทนคิดจากมูลค่า NAV ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2569
_________________
🩶 ONE-PROP-ID กองทุนเปิด วรรณ พร็อพเพอร์ตี้ พลัส ฟันด์ ชนิดจ่ายเงินปันผลสำหรับผู้ลงทุนสถาบัน
💰 จ่ายปันผล จำนวน 0.3500 บาท/หน่วย
📅 จ่ายวันที่ 4 กันยายน 2569
📈 คิดเป็นผลตอบแทน 1.28%*
*อัตราผลตอบแทนคิดจากมูลค่า NAV ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2569
_________________
🩶 ONE-PROP-AR กองทุนเปิด วรรณ พร็อพเพอร์ตี้ พลัส ฟันด์
💰 จ่ายปันผล จำนวน 0.3500 บาท/หน่วย
📅 จ่ายวันที่ 4 กันยายน 2569
📈 คิดเป็นผลตอบแทน 1.28%*
*อัตราผลตอบแทนคิดจากมูลค่า NAV ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2569
⚠️ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
---
📱 ซื้อ ขาย สับเปลี่ยนกองทุน ผ่านแอป fundii ได้เลยครับ ✨
╔═══════════╗
เปิดประตูสู่จักรวาลใหม่แห่งการลงทุน ด้วยแอปพลิเคชัน fundii ลองโหลดมาเล่นดูก่อน แล้วจะติดใจ จิ้มเลย https://go.fundiiapp.com/fbdwnl
╚═══════════╝
#ลงทุน #กองทุน #กองทุนจ่ายปันผล #สนุก #ฝันดี

🥇 2 สัญญาณที่เคยเตือนว่า “ทองกำลังจบรอบ” ในปี 2011ย้อนกลับไปปี 2011 ราคาทองคำเคยพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดบริเวณ $1,921/oz ก่อน...
27/08/2026

🥇 2 สัญญาณที่เคยเตือนว่า “ทองกำลังจบรอบ” ในปี 2011

ย้อนกลับไปปี 2011 ราคาทองคำเคยพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดบริเวณ $1,921/oz ก่อนเข้าสู่ขาลงครั้งใหญ่ โดยก่อนจะกลับทิศ มี 2 สัญญาณสำคัญเกิดขึ้น

1. 🇺🇸 ความกลัววิกฤตสหรัฐฯ เริ่มคลี่คลาย
ตอนนั้นตลาดกังวลว่าสหรัฐฯ อาจผิดนัดชำระหนี้ นักลงทุนจึงแห่เข้าหาทองคำในฐานะ Safe Haven แต่เมื่อปัญหาเพดานหนี้คลี่คลาย ความต้องการถือทองเพื่อหลบความเสี่ยงก็เริ่มลดลง

2. 📉 เงินเฟ้อไม่แรงอย่างที่กลัว และ Real Yield เริ่มกลับขึ้น
แม้ Fed จะอัดฉีดสภาพคล่องผ่าน QE แต่ไม่ได้เกิด Hyperinflation อย่างที่ตลาดบางส่วนกังวล เมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อลดลงและ Real Yield สูงขึ้น สินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยก็เริ่มกลับมาน่าสนใจเมื่อเทียบกับทองคำ

🎯 พูดง่าย ๆ รอบใหญ่ของทองในปี 2011 เริ่มหมดแรงเมื่อ “ความกลัวลดลง + Real Yield กลับขึ้น” แล้วกลับมาที่วันนี้... ทองคำกลับมายืนเหนือ $4,500 อีกครั้ง

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ทองขึ้นมาเยอะหรือยัง?” แต่ต้องดูว่า 2 สัญญาณที่เคยทำให้ทองจบรอบในอดีต กำลังกลับมาอีกครั้งหรือยัง? เพื่อน ๆ คิดว่ารอบนี้ทองไปต่อ...หรือใกล้จบรอบแล้วครับ?
---
📌 ติดตามบทความดีๆ มีสาระเรื่องการลงทุนได้ที่เพจ fundii 📖
╔═══════════╗
เปิดประตูสู่จักรวาลใหม่แห่งการลงทุน ด้วยแอปพลิเคชัน fundii ลองโหลดมาเล่นดูก่อน แล้วจะติดใจ จิ้มเลย https://go.fundiiapp.com/fbdwnl
╚═══════════╝
#ลงทุน #กองทุน #นักลงทุน #ฝันดี

ที่อยู่

1-7 Zuellig House 6th Floor, Silom Road, Silom
Bang Rak
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ fundiiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์