SME Money group สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

SME Money group สินเชื่อเพื่อธุรกิจ บริษัท SME Money group เป็นบริษัทที่ให้คำปรึกษาเรื่องการเงิน

เปิด 10 อันดับประเทศ ‘ไทย’ นำเข้า ‘เชื้อเพลิง’ จากที่ใดมากที่สุดตามรายงานข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณ...
03/03/2026

เปิด 10 อันดับประเทศ ‘ไทย’ นำเข้า ‘เชื้อเพลิง’ จากที่ใดมากที่สุด
ตามรายงานข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงเป็นมูลค่า 1,441,069.77 ล้านบาท ลดลง 17.21% YoY
โดยประเทศที่มีการนำเข้ามากสุดคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ 416,060.06 ล้านบาท สัดส่วน 28.87% ของการนำเข้าเชื้อเพลิงทั้งหมด ครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง แม้จะมียอดการนำเข้าที่ลดลง 23.13% ในปี 2568 ก็ตาม
สำหรับประเทศอิหร่าน ไทยนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงจากอิหร่านเป็นอันดับที่ 59 ในปี 2568 คิดเป็นมูลค่า 17.32 ล้านบาท นับเป็นสัดส่วนของการนำเข้าเชื้อเพลิงที่น้อยมากจนแทบเหลือ 0% เมื่อเทียบกับการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงทั้งหมด

เปิด 10 อันดับประเทศ ‘ไทย’ นำเข้า ‘เชื้อเพลิง’ จากที่ใดมากที่สุด

ตามรายงานข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง ซึ่งประกอบด้วย น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และเชื้อเพลิงอื่นๆ เป็นมูลค่า 1,441,069.77 ล้านบาท ลดลง 17.21% YoY

โดยประเทศที่มีการนำเข้ามากสุดคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ 416,060.06 ล้านบาท สัดส่วน 28.87% ของการนำเข้าเชื้อเพลิงทั้งหมด ครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง แม้จะมียอดการนำเข้าที่ลดลง 23.13% ในปี 2568 ก็ตาม

สำหรับประเทศอิหร่าน ไทยนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงจากอิหร่านเป็นอันดับที่ 59 ในปี 2568 คิดเป็นมูลค่า 17.32 ล้านบาท นับเป็นสัดส่วนของการนำเข้าเชื้อเพลิงที่น้อยมากจนแทบเหลือ 0% เมื่อเทียบกับการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงทั้งหมด

27/02/2026

ทำไม Cash Flow ติดลบ อาจไม่ใช่สัญญาณอันตรายของธุรกิจเสมอไป | MONEY LAB
หลายคนคงจะทราบกันดีว่า หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจก็คือ “สภาพคล่อง”

หมายความว่า กระแสเงินสดไหลเข้า ควรมากกว่า กระแสเงินสดไหลออก เพื่อที่จะทำให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หรือ Cash Flow from Operations เป็นบวก

แต่รู้ไหมว่า บางธุรกิจ การมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ กลับเป็นธรรมชาติของธุรกิจนั้น และอาจไม่ได้เป็นสัญญาณอันตรายเสมอไป

แล้วมีกรณีไหนบ้าง ที่เมื่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ แล้วยังไม่ใช่สัญญาณอันตรายของธุรกิจ ?

MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ

ตัวอย่างแรกคือ ธุรกิจการเงิน ที่มีการปล่อยสินเชื่อ

หน้าที่หลักของธนาคารคือ การรับฝากเงินจากลูกค้าที่มาเปิดบัญชีเงินฝาก และให้ดอกเบี้ยเงินฝากแก่ลูกค้าที่มาฝากเงิน

จากนั้นธนาคารก็นำเงินสดที่ลูกค้าฝากมาบางส่วน แบ่งมาปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่มาขอสินเชื่อ

โดยธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเงินกู้กับลูกหนี้ที่มาขอสินเชื่อจากธนาคาร

ซึ่งกำไรหลักของธนาคารก็มาจาก ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก กับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

เมื่อธนาคารปล่อยกู้เรียบร้อยแล้ว ธนาคารจะบันทึก “เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้” ไว้ในส่วนของสินทรัพย์ แทนที่ “เงินสด” ที่จะหายไปจากการปล่อยกู้ ทำให้งบดุลทั้ง 2 ฝั่งยังคงเท่ากัน

ดังนั้นในช่วงที่ธนาคารกำลังปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เงินสดไหลออกจากธนาคารมากขึ้น

หากในช่วงไหน ธนาคารมีกระแสเงินสดไหลเข้าจากลูกค้าที่มาฝากเงิน น้อยกว่ากระแสเงินสดไหลออกจากการปล่อยกู้ ก็อาจทำให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของธนาคารติดลบได้

แต่เหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้ทำให้ธนาคารมีความเสี่ยงที่จะล้ม เพราะตามกฎของธนาคารกลางแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะต้องสำรองเงินไว้บางส่วน เพื่อรองรับความต้องการถอนเงินของลูกค้าอยู่แล้ว

ซึ่งหากธนาคารปล่อยกู้เพลิน จนเงินสดที่อยู่ในมือเริ่มร่อยหรอ และใกล้จะต่ำกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารจะต้องสำรองไว้

ธนาคารจะไม่สามารถแตะเงินทุนสำรองตามกฎหมายที่ธนาคารกลางกำหนดให้สำรองไว้ได้

แต่สามารถใช้การกู้ยืมเงินจากธนาคารด้วยกันเอง หรือออกหุ้นกู้เพื่อกู้ยืมเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องได้

ดังนั้นแล้วความเสี่ยงที่สำคัญของธนาคารจึงไม่ใช่เรื่องของกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ที่อาจจะติดลบได้ติดต่อกันหลายไตรมาส แต่อยู่ที่การควบคุมไม่ให้เกิดหนี้เสียมากเกินไป

อีกธุรกิจที่คล้ายกันคือ ธุรกิจที่รับซื้อหนี้มาบริหารต่อ หรือที่เรียกว่าธุรกิจบริหารสินทรัพย์

ซึ่งธุรกิจนี้ มักจะนำเงินสดไปซื้อหนี้เสียของธนาคาร มาในราคาถูก เช่น จากเดิมมีมูลค่าหนี้ 100,000 บาท ธนาคารอาจขายต่อให้บริษัทพวกนี้ในราคาเพียง 20,000 บาท

เพราะหากปล่อยไว้เป็นหนี้เสีย ธนาคารก็แทบจะไม่ได้อะไรอยู่แล้ว แต่การขายหนี้สินให้กับธุรกิจบริหารสินทรัพย์ อย่างน้อยธนาคารก็จะได้รับเงินต้นคืนมาบางส่วน

ส่วนธุรกิจรับซื้อหนี้มาบริหารต่อ ก็จะเอาหนี้เสียเหล่านี้มาปรับโครงสร้าง เช่น เจรจากับลูกหนี้ให้คืนเงินมา 50,000 บาท บริษัทก็จะได้กำไร 30,000 บาท ขณะที่ลูกหนี้ก็จ่ายคืนหนี้น้อยลง

ทำให้ถ้าในปีไหนบริษัทบริหารสินทรัพย์ซื้อหนี้เสียจากธนาคารมาเป็นจำนวนมาก ก็จะทำให้ในปีนั้นบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบได้เหมือนกัน

ดังนั้นความเสี่ยงของธุรกิจรับซื้อหนี้มาบริหารต่อ ไม่ได้อยู่ที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ติดลบเป็นช่วง ๆ แต่คือความสามารถของบริษัทในการตามเก็บหนี้

ตัวอย่างสุดท้าย คือธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจผลิตสินค้า ที่ในบางช่วงต้องมีการซื้อสินค้า หรือวัตถุดิบมาตุนไว้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วง High Season ที่ยอดขายของบริษัทจะมากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ

เมื่อบริษัทต้องตุนสินค้า และวัตถุดิบมาก ๆ สินค้าคงเหลือในงบดุลก็จะเพิ่มขึ้น และจะทำให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบได้

ซึ่งหากบริษัทสามารถคาดการณ์ยอดขายล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ก็จะสามารถสร้างกระแสเงินสดจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ในภายหลัง จนชดเชยกับกระแสเงินสดที่ติดลบ ในช่วงที่บริษัทตุนวัตถุดิบมาขาย

แต่หากบริษัทคาดการณ์ยอดขายสูงเกินไป ก็อาจทำให้บริษัทมีสินค้าคงเหลือมากขึ้น เพราะขายของได้น้อยกว่าที่คิด

ถ้าสินค้านั้นอยู่ได้นาน ก็คงไม่กระทบมากเท่าไร แต่ถ้าสินค้านั้นมีอายุจำกัด แล้วบริษัทขายไม่หมด

บริษัทก็ต้องตัดจำหน่ายสินค้าคงเหลือเหล่านั้น ซึ่งมูลค่าสินค้าคงเหลือที่บริษัทตัดจำหน่ายไปเท่าไร มูลค่านั้นก็จะกลายเป็นผลขาดทุนในงบกำไรขาดทุนของบริษัทในมูลค่าเท่ากันด้วย

ดังนั้นการที่เราเห็นกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ติดลบ ในธุรกิจที่ซื้อวัตถุดิบหรือสินค้ามาตุนไว้ ก็ต้องตรวจสอบดี ๆ ว่า บริษัทคาดการณ์ยอดขายสูงเกินไปหรือไม่

สรุปแล้ว แม้ว่าในบางครั้งการที่บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ อาจไม่ใช่สัญญาณอันตรายเสมอไป

แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจทั้งหมดที่ว่ามานี้ ไม่ควรมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบต่อเนื่องกันหลายปี

เพราะไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไร สุดท้ายแล้วก็ต้องใช้กระแสเงินสด มาเป็นสภาพคล่องหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจไปต่อได้ ไม่ใช่มีเพียงแค่กำไรในกระดาษ

ธุรกิจถึงจะสามารถอยู่รอดได้อย่างมั่นคงในระยะยาว..

#ลงทุน
#หลักการลงทุน


Reference
- เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

27/02/2026

3 จุดตาย ที่คนทำธุรกิจต้องรู้ เพื่อไม่ให้ธุรกิจตายก่อนโต | MONEY LAB
ทุก ๆ ร้านเล็ก ๆ ข้างทางที่เราเดินผ่าน 4 ร้าน จะมี 1 ร้านที่กำลังขาดทุนอยู่

นี่เป็นข้อมูลการวิจัย SME จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ในปี 2568 ที่ผ่านมา

และรู้หรือไม่ว่า ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมานี้ จำนวนธุรกิจ SME ที่ปิดกิจการก็เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% ด้วย

ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ SME ไม่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาวนั้นก็มักจะมีอยู่ 3 เหตุผลด้วยกัน

แล้ว 3 จุดตายที่ว่านี้คืออะไร และจะมีวิธีป้องกันอย่างไร ไม่ให้ธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่ เป็นหนึ่งในตัวเลขเหล่านั้น ?

MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ

1. ปัญหาสภาพคล่อง

“อีกไม่กี่วัน จะต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานแล้ว บริษัทยังมีเงินสดในบัญชีไม่พอจ่ายเลย ต้องรีบตามเก็บหนี้จากลูกหนี้การค้าให้ทัน”

มีเจ้าของกิจการ SME จำนวนไม่น้อย ที่ยังต้องปวดหัวทุกครั้ง ในช่วงที่บริษัทต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน

ซึ่งนอกจากเงินเดือนพนักงานแล้ว ค่าใช้จ่ายของธุรกิจยังมี ค่าน้ำ ค่าไฟ ในการดำเนินธุรกิจ และค่าวัตถุดิบที่ต้องจ่ายให้ซัปพลายเออร์

ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำเหล่านี้ ในทางการเงิน เรียกว่า Working Capital หรือเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ

การที่ธุรกิจของเรามีเงินสดในบัญชีไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ก็แปลว่า บริษัทไม่มีเงินสดสำรองไว้ให้เพียงพอเป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการ

ซึ่งตามปกติแล้ว บริษัทจะมีแหล่งเงินทุนไว้ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการอยู่ 2 รูปแบบ คือ

- เงินสดสำรองในบริษัท

- เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน เช่น วงเงินเบิกเกินบัญชีระยะสั้น หรือ OD และตั๋วสัญญาใช้เงิน

อีกสาเหตุหนึ่งที่ SME หลายแห่งมีปัญหาสภาพคล่องก็คือ การมีวงจรเงินสดที่ยาวจนเกินไป เช่น ให้เครดิตเทอมกับลูกหนี้การค้านานเกินไป หรือต้องจ่ายเงินให้เจ้าหนี้การค้าเร็วเกินไป

ดังนั้นแล้ววิธีแก้ไขปัญหาในระยะยาว ก็คือการเจรจากับลูกหนี้การค้าให้จ่ายเงินสดเร็วขึ้น และเจรจากับเจ้าหนี้การค้าเพื่อยืดวันชำระเงินให้นานขึ้น

ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ให้ลองสำรวจดูว่าธุรกิจของเราสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินได้หรือไม่

ซึ่งหากธุรกิจของเราใช้วงเงิน OD จนเต็มแล้ว หรือไม่สามารถขอสินเชื่อระยะสั้นจากธนาคารได้ ให้ลองขายลูกหนี้การค้าแบบมีส่วนลด หรือ Invoice Factoring กับสถาบันการเงิน

ซึ่งธนาคารก็จะนำใบเรียกเก็บเงินนี้ ไปทวงหนี้กับลูกหนี้การค้าของเรา ส่วนเราจะได้รับเงินสดมาทันที แต่จะได้รับมาแบบไม่เต็มจำนวน

เช่น หากเรามีลูกหนี้การค้าที่ค้างชำระกับเราอยู่ 1,000,000 บาท เราสามารถขายใบเรียกเก็บเงินให้กับสถาบันการเงินได้ 80-90% ของมูลค่าลูกหนี้ หรือก็คือ 800,000-900,000 บาท

2. ปัญหา Key Man Risk หรือการพึ่งพาผู้บริหารคนใดคนหนึ่งมากเกินไป

“เจ้าของกิจการไม่มีวันลาพักร้อน เพราะถ้าเราไม่อยู่แม้แต่วันเดียว ธุรกิจก็เดินต่อไม่ได้”

ผู้ประกอบการ SME หลายคนมักจะต้องลงไปดูแลธุรกิจหน้างาน คอยแก้ไขปัญหาทั้งหมดอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งเรื่องนี้นอกจากจะทำให้เจ้าของธุรกิจเหนื่อยแล้ว ยังทำให้ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องกลยุทธ์ พาธุรกิจให้เติบโตใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

โดยหลายธุรกิจ มักจะมีพนักงานหลายฝ่ายทำงานด้วยกัน เช่น ฝ่ายการผลิต ฝ่ายการขายและการตลาด ฝ่ายบัญชีการเงิน หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล

ดังนั้นเจ้าของธุรกิจ SME จึงควรจัดโครงสร้างองค์กรให้เป็นระเบียบตั้งแต่เนิ่น ๆ

ด้วยการจัดตั้งแผนกแต่ละแผนกขึ้นมา จากนั้นก็แต่งตั้งหัวหน้าแผนกแต่ละแผนกขึ้นมาควบคุมการทำงานของแต่ละแผนก

เมื่อมีหัวหน้าแผนก ซึ่งเปรียบได้กับผู้บริหารระดับต้นแล้ว ก็ต้องแต่งตั้งผู้บริหารระดับกลาง ทำหน้าที่เป็น MD คอยดูแลการทำงานในภาพรวมของทุกแผนกด้วย

ส่วนเจ้าของธุรกิจ ควรทำหน้าที่เป็นผู้บริหารระดับสูง หรือ CEO คอยดูแลเรื่องกลยุทธ์ธุรกิจ กำหนดทิศทางว่าบริษัทจะเติบโตอย่างไร

อีกทั้งยังต้องวางแผนสืบทอดกิจการ หรือที่เรียกว่า Succession Plan เมื่อมีอายุได้ประมาณหนึ่ง

รวมถึงอาจพิจารณา ทำประกันชีวิตประเภท Key Man Insurance ไว้ ถ้าหากธุรกิจเริ่มใหญ่ประมาณหนึ่งแล้ว เพื่อที่เวลาเราจากไปกะทันหัน อย่างน้อยบริษัทก็จะได้มีเงินไปจ้างผู้บริหารเก่ง ๆ เข้ามา

3. พนักงานเฉื่อยแฉะ ทำงานไปวัน ๆ

หลายครั้งเรามักจะได้ยินเจ้าของกิจการบ่นว่า “พนักงานอยากได้เงินเดือนสูง แต่ไม่อยากทำงานหนัก หรือไม่ได้คิดแบบเจ้าของกิจการ”

รู้ไหมว่าปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจ่ายโบนัส

ด้วยการกำหนด KPI ให้ชัดเจนว่าพนักงานต้องมีผลสัมฤทธิ์อย่างไรบ้าง จึงจะได้รับโบนัส

นอกจากการเขียน KPI ให้ชัดเจนแล้ว การให้โบนัสก็อาจจะเปลี่ยนจาก “เงินสด” ให้กลายเป็น “หุ้นสำหรับพนักงาน” หรือ Employee Stock Ownership Plan (ESOP)

ข้อดีของการเปลี่ยนโบนัสเป็นหุ้นก็คือ พนักงานจะได้รับผลประโยชน์ทั้งเงินปันผลในแต่ละปี และมูลค่าหุ้นที่จะเพิ่มขึ้น ถ้าหากเรานำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ตราบใดที่พนักงานยังคงถือหุ้นอยู่

ทำให้ผลประโยชน์ของพนักงาน สอดคล้องกับผลประกอบการและการเติบโตของบริษัทมากขึ้น และเป็นการรักษาพนักงานเก่ง ๆ ให้อยู่กับบริษัทนาน ๆ

ส่วนบริษัทก็จะมีสภาพคล่องดีขึ้นด้วย เพราะการจ่ายหุ้นเป็นโบนัสแทนเงินสด ทำให้บริษัทไม่ต้องสำรองเงินสดก้อนโตไว้จ่ายเป็นโบนัส

นอกจากนี้การจ่ายหุ้นเป็นโบนัส ก็ยังถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ที่บริษัทสามารถใช้ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ด้วย

และนี่ก็คือ 3 จุดตายที่ผู้ประกอบการ SME มักจะตกม้าตายกัน

ในโลกแห่งความเป็นจริง มีบริษัทมากมายที่มีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพดีกว่าคู่แข่งที่เป็นเจ้าตลาด

แต่สุดท้ายก็ต้องปิดกิจการ หายไปแบบเงียบ ๆ เพราะความผิดพลาดในการบริหารกิจการใน 3 ข้อนี้

แต่ถ้าเราแก้ปัญหา 3 จุดตายที่ว่านี้ ตามที่บทความนี้ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้เบื้องต้นแล้ว

แม้จะไม่ได้การันตีว่าเราจะกลายเป็นบริษัทยิ่งใหญ่ ได้เป็นเจ้าตลาด

แต่เราจะลดโอกาสในการเจอข้อผิดพลาดเหล่านี้ และจะสามารถรักษากิจการให้อยู่ได้อย่างยาวนานแน่นอน..

#ธุรกิจ
#โมเดลธุรกิจ

18/02/2026

ปี 69 เริ่มต้นอย่างปัง! 8,418 ธุรกิจตั้งใหม่แจ้งเกิด เทคโนโลยี–พลังงาน–สุขภาพ ยึดตลาด
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลการวิเคราะห์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมกราคม 2569 พบมีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,418 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนกว่า 62% ทุนจดทะเบียนรวม 24,376 ล้านบาท เริ่มเศรษฐกิจต้นปีด้วยความสดใส พร้อมชี้เป้า 5 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่งปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกันการลงทุนจากต่างชาติยังขยายตัว เงินลงทุนรวมกว่า 33,779 ล้านบาท
ผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมกราคม 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,418 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา เดือนธันวาคม 2568 (5,187 ราย) เพิ่มขึ้น 3,231 ราย คิดเป็น 62.29% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาเดือนมกราคม 2568 (8,862 ราย) ลดลง 444 ราย คิดเป็น 5.01%
ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 24,375 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมาเดือนธันวาคม 2568 (13,385 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 10,990 ล้านบาท คิดเป็น 82.11% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เดือนมกราคม 2568 (24,950 ล้านบาท) ลดลง 575 ล้านบาท คิดเป็น 2.30%
ทั้งนี้ มีนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน รวมทั้งสิ้น 9,050 ล้านบาท คือ 1) บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 5,050 ล้านบาท ประกอบธุรกิจวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และ 2) บริษัท ทวีลาภ 698 จำกัด ทุนจดทะเบียน 4,000 ล้านบาท ประกอบธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ซื้อขาย จัดส่ง จัดหา สำรวจ พัฒนา แปรสภาพ และวางแผน
เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ได้แก่ 1) ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น มีจำนวน 238 ราย เพิ่มขึ้น 195 ราย คิดเป็น 453.49% ทุนจดทะเบียน 118.30 ล้านบาท 2) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร มีจำนวน 398 ราย เพิ่มขึ้น 62 ราย คิดเป็น 18.45% ทุนจดทะเบียน 626.49 ล้านบาท และ 3) เกี่ยวกับบัญชีการทำบัญชีและการตรวจสอบบัญชี การให้คำปรึกษาด้านภาษี มีจำนวน 177 ราย เพิ่มขึ้น 46 ราย คิดเป็น 35.11% ทุนจดทะเบียน 99.15 ล้านบาท
การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือนมกราคม 2569 มีจำนวน 1,252 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา เดือนธันวาคม 2568 (6,112 ราย) ลดลง 4,860 ราย คิดเป็น 79.52% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมากับเดือนมกราคม 2568 (1,431 ราย) ลดลง 179 ราย คิดเป็น 12.51%
ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 13,267 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา เดือนธันวาคม 2568 (17,797 ล้านบาท) ลดลง 4,530 ล้านบาท คิดเป็น 25.45% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา กับเดือนมกราคม 2568 (4,601 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 8,666 ล้านบาท คิดเป็น 188.36%
ทั้งนี้ มีนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 1 ราย คือ บริษัท พิษณุโลก บิ๊กซี 2015 จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,478 ล้านบาท ประกอบธุรกิจดิสเคาท์สโตร์ ซุปเปอร์เซ็นเตอร์
(ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2569) พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,058,497 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.95 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 974,255 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.47 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 775,946 ราย คิดเป็น 79.65% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.46 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,803 ราย คิดเป็น 20.20% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,506 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.58 ล้านล้านบาท
สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 529,392 ราย ทุนจดทะเบียน 13.70 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 319,154 ราย ทุนจดทะเบียน 2.62 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 125,709 ราย ทุนจดทะเบียน 7.14 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.34%, 32.76% และ 12.90% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ
ในปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยและโลกยังมีความผันผวนแต่ก็ยังมีกลุ่มธุรกิจที่กรมฯ มองว่ามีโอกาสทางการตลาด เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคและมีฐานการเติบโตที่ดีในระยะยาวใน 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่
1) ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม พบว่า ธุรกิจกลุ่มนี้มีสถิติการจดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับความต้องการขององค์กรต่างๆ ที่หันมาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ Cloud Computing ที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Destination) การสร้างความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่มีความซับซ้อนสูงรองรับความปลอดภัยของข้อมูลขนาดใหญ่
2) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน ปัจจุบันมีการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวในรูปแบบ การทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ทำให้ธุรกิจโซลาร์เซลล์เปลี่ยนจากการติดตั้งเพื่อลดค่าไฟ สู่การส่งออกตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) จึงเข้ามาช่วยเก็บไฟไว้ใช้ช่วงพีคหรือช่วงที่ผลิตได้น้อย และใช้ AI มาช่วยบริหารพลังงานให้มีประสิทธิภาพ
3) ธุรกิจสุขภาพและยา การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงวัย หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วยให้สอดรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสม หรือมีบริการเสริมอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงผู้บริโภคให้เข้ามาสู่สินค้าของตนเอง เกิดการทดลองใช้และกลายเป็นความจงรักภักดีต่อสินค้าตามมา
4) ธุรกิจท่องเที่ยวและนันทนาการ ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยยังมีแรงวิ่ง ขณะที่ไทยมีโอกาสในตลาดที่ดี โดยผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างการบริการในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่จะเกิดความประทับใจให้ฝังอยู่ในความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจนเกิดการบอกต่อ และกลับมาเที่ยวซ้ำ รวมถึงบริการ wellness ที่ครบวงจร ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีความถนัดอยู่แล้ว อาทิ สปา ฟื้นฟูสุขภาพ โภชนาการ โปรแกรมพักผ่อนเชิงป้องกันโรค และการบริการที่เป็นมิตรกับครอบครัวและผู้สูงวัย อีกทั้ง หากผู้ประกอบการสามารถทำแพ็กเกจให้เลือกได้ตามงบประมาณ และใช้การรีวิวเป็นมาตรฐานบริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก็จะช่วยดึงลูกค้าจากทั่วโลกได้
5) ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ อาหารมูลค่าสูงและความปลอดภัยอาหาร มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น โดยภาคเกษตรอัจฉริยะจะขับเคลื่อนด้วยการลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน อาทิ การจัดการน้ำ ปุ๋ย และโรคพืช แบบแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และทำให้รายได้สม่ำเสมอขึ้น ขณะที่อาหารมูลค่าสูงจะโตจากเทรนด์สุขภาพ สังคมสูงวัย และความต้องการอาหารเฉพาะกลุ่ม อาทิ โปรตีนทางเลือก อาหารเสริม โภชนาการเฉพาะบุคคล โดยสินค้าจะเน้นที่คุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารที่ตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางได้มากกว่าเลือกเพราะราคาถูกเพียงอย่างเดียว และเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะนำพาสินค้าเกษตรของไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียมในระดับโลกได้

#ธุรกิจตั้งใหม่ #ธุรกิจมาแรง #เทรนด์ธุรกิจ #ธุรกิจ

29/12/2025

อะ

04/11/2025

วิกฤติอลูมิเนียมสหรัฐฯ สั่นสะเทือนห่วงโซ่ยานยนต์ โอกาสทองผู้ประกอบการไทย
เว็บไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในประเทศ เมืองไมอามี สหรัฐ ฯ รายงานถึงสถานการณ์การผลิตรถยนต์ของสหรัฐหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานอะลูมิเนียมของบริษัท Novelis ในเมืองออสวีโก รัฐนิวยอร์ก เมื่อเดือนก.ย. พ.ศ. 2568 ว่า เป็นเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐอเมริกา โรงงานแห่งนี้เป็นผู้ผลิตแผ่นอะลูมิเนียมระดับอุตสาหกรรมยานยนต์รายสำคัญ ซึ่งส่งวัตถุดิบให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั้ง Ford และ Stellantis ในสัดส่วนสูง
การหยุดการผลิตในช่วงเวลาสั้นๆ ได้สร้างผลกระทบต่อสายการประกอบรถยนต์หลายรุ่น ตั้งแต่ SUV ระดับพรีเมียม ไปจนถึงรถกระบะรุ่นขายดีอย่าง F-150 ที่ใช้แผ่นอะลูมิเนียมของ Novelis เป็นโครงสร้างหลัก จึงไม่น่าแปลกที่โรงงานของ Ford ในมิชิแกนและเคนทักกี รวมทั้งสายการผลิตของ Stellantis ในมิชิแกน ต้องหยุดการผลิตชั่วคราวและส่งผลให้แรงงานหลายพันคนเข้าสู่ระบบการว่างงานชั่วคราวในทันที
ส่วนผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไม่รุนแรงเท่า เนื่องจาก Novelis เน้นผลิตอะลูมิเนียมเกรดตัวถังรถยนต์ แต่การขาดแคลนในตลาดสหรัฐฯ ย่อมส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นในทุกอุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าโลหะ
จากรายงานของ Novelis และหน่วยงานภาครัฐของนิวยอร์ก คาดว่าโรงงานออสวีโกจะกลับมาดำเนินการผลิตได้ภายในต้นปี พ.ศ. 2569 แต่จะยังไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังในช่วงแรก เนื่องจากต้องซ่อมแซมระบบ hot mill และปรับกระบวนการควบคุมคุณภาพใหม่ทั้งหมด
แม้เหตุเพลิงไหม้จะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุเดียวของความตึงตัวในห่วงโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง
หลังบริษัทผู้ผลิตชิป Nexperia ในเนเธอร์แลนด์ต้องหยุดการส่งออกชั่วคราวจากข้อจำกัดด้านความมั่นคงกับจีน ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปและสหรัฐฯ มีสต็อกชิปเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านภาษีนำเข้าอะลูมิเนียมและแร่หายากที่สูงขึ้น รวมทั้งต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่ยังไม่ลดลงตามที่คาดหวัง เมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน อุตสาหกรรมยานยนต์จึงเผชิญภาวะต้นทุนสูงและความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลต่อราคายานยนต์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเกือบ 50,000 ดอลลาร์ต่อคันโดยเฉลี่ยและทำให้ผู้ผลิตต้องหันมาทบทวนยุทธศาสตร์การจัดหาวัตถุดิบใหม่อย่างจริงจัง
เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ ที่พึ่งพาซัพพลายเออร์รายใหญ่เพียงไม่กี่ราย และกระตุ้นให้ภาครัฐและเอกชนหันมาให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง แนวโน้มการผลิตใกล้ตลาดหรือ near-shoring จึงชัดเจนมากขึ้น
บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ทั้ง Ford และ Stellantis ต่างประกาศแผนลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานก็เริ่มมองหาแหล่งผลิตใหม่ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะเม็กซิโก ซึ่งมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าและสามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี USMCA ได้เต็มที่
ทั้งนี้สคต.เมืองไมอามี สหรัฐฯ ได้ให้ความเห็นถึงโอกาสของผู้ประกอบการไทยในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ว่า แนวทางที่ควรพิจารณาดำเนินการในขณะนี้ ได้แก่
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1205522
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจEconomic

14/09/2025

UPDATE: แบงก์ชาติ เร่งปรับแนวทางอายัดบัญชี ลดผลกระทบประชาชนสุจริต
‘แบงก์ชาติ’ ชี้แจง กรณีแบงก์อายัดบัญชีที่โยงกับบัญชีม้า หลังศปอท.-ธนาคารพาณิชย์ ขยายการติดตามเส้นทางเงิน เพื่อกักเงินคืนผู้เสียหายมากที่สุด ส่งผลให้บัญชีประชาชนสุจริตถูกระงับมากขึ้น ลั่นเตรียมปรับแนวทาง เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น
(13 กันยายน) ดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า จากกรณีที่มีข่าวการอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้านั้น บัญชีที่ได้รับผลกระทบจะเป็นบัญชีที่อยู่ในเส้นทางเงินที่รับโอนจากบัญชีม้าเท่านั้น
ซึ่งที่ผ่านมา ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ได้ยกระดับการจัดการบัญชีม้า โดยขยายขอบเขตการติดตามเส้นทางเงินให้กว้างขึ้น เพื่อกักเงินที่โยงกับบัญชีม้ามาคืนผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด จึงทำให้การระงับบัญชีที่เกี่ยวข้องอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากขึ้น
จากความกังวลที่เกิดขึ้น ธปท. ได้หารือกับ ศปอท. และ ธพ. แล้ว และเห็นชอบร่วมกันเบื้องต้นว่าจะเร่งปรับแนวทางการอายัดบัญชีและกระบวนการปลดอายัด เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนสุจริต โดยจะมีการหารือร่วมกันพรุ่งนี้ และจะเริ่มดำเนินการได้ทันที
สำหรับประชาชนสุจริตที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา ท่านสามารถติดต่อยกเลิกการระงับ โดยติดต่อไปยังศูนย์ AOC 1441 ต่อ 2 ได้

04/09/2025

การมีพื้นที่เพื่อสร้างอพาร์ตเมนต์-หอพัก ถูกมองว่าเป็นธุรกิจเสือนอนกิน มองเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอ...

28/08/2025

หุ้นกู้ฉบับนี้ จ่ายดอกเบี้ยมา 400 ปี ตั้งแต่สมัยอยุธยา | MONEY LAB
ในขณะที่ผู้คนในอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา กำลังทำนาเพื่อค้าขายกับพ่อค้าชาวต่างชาติ และยังต้องระแวงว่าสงครามกับศัตรูตัวฉกาจอย่างพม่าจะปะทุขึ้นมาอีกเมื่อไร

ในขณะเดียวกันอีกฟากหนึ่งของโลก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในตอนนั้นกำลังเจอปัญหาเขื่อนแตกอยู่บ่อยครั้ง จนน้ำท่วมหลากหลายพื้นที่

ทำให้ทางหน่วยงานจัดการน้ำต้องวุ่นระดมทุนจากประชาชน เพื่อจ่ายค่าซ่อมแซมเขื่อนอยู่ตลอด

แม้เหตุการณ์เหล่านี้ จะเป็นจุดเล็ก ๆ ในประวัติศาสตร์ ที่ไม่ได้ถูกจารึกไว้อย่างยิ่งใหญ่ในตำราเรียนทั่วไป

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ วิธีการแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่การเงินของหน่วยงานจัดการน้ำแห่งนั้น คือการใช้วิธีที่ล้ำยุคอย่างการออก “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์”

และที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นก็คือ หุ้นกู้ที่พวกเขาออกเมื่อกว่า 400 ปีที่แล้วนั้น จนถึงวันนี้ก็ยังจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ที่ถือหุ้นกู้ฉบับดังกล่าวอยู่เลย

ถ้าอยากรู้แล้วว่าเรื่องราวอันมหัศจรรย์แห่งโลกการเงินนี้ มีอะไรที่น่าสนใจ ?

MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ

ถ้าเราพูดถึงหุ้นกู้ปกติทั่วไป ก็คือการที่บริษัทขอกู้เงินจากเรา แลกกับการให้เราถือหุ้นกู้ไว้

จากนั้นก็จ่ายดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในหุ้นกู้ให้เรา ตลอดระยะเวลาที่ระบุ เช่น 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี จากนั้นพอครบระยะเวลาก็คืนเงินต้นให้

แต่เมื่อหุ้นกู้ มีคำว่า “ชั่วนิรันดร์” มาต่อท้าย ก็หมายความว่า หุ้นกู้ที่เราถืออยู่จะไม่มีกำหนดครบระยะเวลา แต่บริษัทจะจ่ายดอกเบี้ยให้กับเราไปเรื่อย ๆ

จนกว่าบริษัทจะทำการไถ่ถอนหุ้นกู้คืน และจ่ายเงินต้นให้กับเรา

แลกกับที่บริษัทก็จะจ่ายดอกเบี้ยให้สูงกว่าหุ้นกู้ปกติเพื่อชดเชยความเสี่ยง จากการที่บริษัทขอยืมเงินเราไปอย่างไม่มีกำหนด และอาจงดจ่ายดอกเบี้ยได้ด้วยในบางงวด

เมื่อปูพื้นฐานความแตกต่างระหว่าง หุ้นกู้ทั่วไป และหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์แล้ว ก็ได้เวลานั่งไทม์มาชีน กลับไปในปี พ.ศ. 2167 ซึ่งประเทศไทยยังเป็นอาณาจักรอยุธยา

ณ จังหวัด Utrecht ประเทศเนเธอร์แลนด์ เจ้าหน้าที่การเงินของหน่วยงานจัดการน้ำประจำเขื่อน Bovendams ได้หอบหุ้นกู้กว่า 50 ฉบับ ที่ทำด้วยหนังลูกวัว มาออกขายให้กับประชาชนในเมือง ซึ่งบนใบหุ้นกู้นั้นจารึกสัญญาไว้ว่า

“หุ้นกู้นี้มีมูลค่า 1,200 Carolus Guilders (สกุลเงินของเนเธอร์แลนด์ในสมัยนั้น) และจ่ายดอกเบี้ย 2.5% แก่ผู้ที่ถือครอง”

เพื่อระดมทุนสำหรับซ่อมแซมเขื่อน ซึ่งถูกประเมินไว้ว่าน่าจะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูงถึง 23,500 Carolus Guilders

ถึงตรงนี้เราอาจจะสงสัย ว่าทำไมหน่วยงานจัดการน้ำแห่งนี้ จึงตัดสินใจออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ แทนหุ้นกู้ธรรมดา ที่น่าจะทำได้ง่ายกว่า ?

นั่นก็เป็นเพราะว่า ชาวดัตช์ในสมัยนั้น ต้องต่อสู้กับน้ำท่วมตลอดเวลา จากการที่ผืนดินของเนเธอร์แลนด์ส่วนใหญ่ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล

จึงต้องซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำอยู่เรื่อย ๆ ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไว้ ไม่เช่นนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศก็คงจมลงบาดาลเป็นแน่

เมื่อโครงการซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำ ไม่ใช่โครงการที่ทำแล้วจบ หรือบอกเวลาการใช้เงินที่แน่นอนได้

การขอระดมทุนก้อนใหญ่จากประชาชนไปเลยทีเดียว แล้วค่อยทยอยจ่ายดอกเบี้ยคืนให้เรื่อย ๆ ด้วยการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

อีกทั้งถ้าจะให้ออกหุ้นกู้ 10 ปี หรือ 20 ปี เพื่อระดมทุน แล้วพอครบกำหนดก็ค่อยออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อมาระดมทุนอีกรอบ คล้ายกับที่เราขอกู้เงินกับธนาคารแห่งใหม่ เพื่อรีไฟแนนซ์ดอกเบี้ยบ้าน

ทางหน่วยงานก็มีความเสี่ยงที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยของหุ้นกู้ชุดใหม่สูงกว่าเดิม ถ้าหากระดมทุนครั้งใหม่ในตอนที่ดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวขึ้น หรือที่เรียกว่า “Rollover Risk” นั่นเอง

ทำให้ทางหน่วยงานจัดการน้ำ ได้มีการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ออกมาอีกหลากหลายชุดหลังจากนั้น

ส่วนในฝั่งชาวเมือง ถึงแม้การซื้อหุ้นกู้แบบนี้ก็คงไม่ต่างกับการให้หน่วยงานจัดการน้ำยืมเงินแบบไม่มีกำหนดคืน ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับหลาย ๆ คน

แต่ด้วยความน่าเชื่อถือที่สูงของหน่วยงานจัดการน้ำประจำเขื่อน Bovendams ก็ทำให้ผู้ถือหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์นี้ ไว้ใจว่าทางหน่วยงานจะมีกระแสเงินสดมาจ่ายให้กับพวกเขาไปได้ตลอด

อีกทั้งหน่วยงานจัดการน้ำ ยังมีอำนาจพิเศษในการจัดเก็บภาษี โดยไม่ต้องขึ้นตรงกับรัฐบาลโดยสมบูรณ์ ทำให้แม้เนเธอร์แลนด์จะผิดนัดชำระหนี้ฝรั่งเศส จนต้องถูกจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เข้ายึดครอง ในปี พ.ศ. 2353

หน่วยงานจัดการน้ำดังกล่าว ก็ยังคงจ่ายเงินให้กับผู้ถือหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ด้วยความที่หุ้นกู้นั้นสามารถซื้อขายหรือแม้แต่โอนย้ายเปลี่ยนมือกันได้ ชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นจึงมองว่าหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์นี้ เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่น่าสนใจ ที่ถ้าไม่ขายก็สามารถเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานได้เหมือนกัน

นั่นจึงทำให้กาลเวลาผ่านไปหลายร้อยปี หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์หลากหลายชุด ที่เปลี่ยนมือเจ้าของมามากมาย

ส่วนหนึ่งก็ได้มาอยู่ในมือของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และมหาวิทยาลัยเยล ในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงตลาดหลักทรัพย์อัมสเตอร์ดัม ในประเทศเนเธอร์แลนด์

โดยในปัจจุบันนี้ ทุกปีที่หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์นี้จะจ่ายดอกเบี้ย ผู้ที่ถือหุ้นกู้ในต่างประเทศอย่างตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หรือมหาวิทยาลัยเยล ก็ต้องส่งคนบินไปรับดอกเบี้ยถึงประเทศเนเธอร์แลนด์

จากเงื่อนไขของหุ้นกู้ที่ว่า คนที่จะรับดอกเบี้ยจากหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์นี้ จะต้องนำเอกสารตัวจริงมายืนยัน เพื่อรับดอกเบี้ย

ที่คิดเป็นจำนวนเงินในปัจจุบันนี้ ได้แค่ประมาณ 13.61 ยูโร หรือประมาณ 500 บาทนิด ๆ เท่านั้น ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลยกับค่าเดินทางในการไปเก็บดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนเงินจะดูเล็กน้อย แต่หน่วยงานจัดการน้ำ ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Stichtse Rijnlanden ก็ยังยืนยันที่จะจ่ายดอกเบี้ย ให้กับเหล่าผู้ถือหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์เหล่านั้นอยู่เหมือนเดิม

เพราะเวลาที่ผ่านมากว่า 400 ปีนั้นได้พิสูจน์แล้วว่า มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์แต่ละฉบับนั้น ไม่ใช่ราคาตลาด หรือผลตอบแทนจากดอกเบี้ยมากแค่ไหน

แต่คือ “ความซื่อสัตย์” อันประเมินค่าไม่ได้ ที่ทางหน่วยงานจัดการน้ำจากเนเธอร์แลนด์แห่งนี้ ได้แสดงให้ผู้ถือหุ้นกู้ได้เห็น ผ่านการจ่ายดอกเบี้ยเป็นประจำตลอดมา

ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง แม้ในโลกการเงินการลงทุนในปัจจุบัน ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำหน้า กว่าเมื่อ 400 ปีที่แล้ว..

#ลงทุน
#หุ้นกู้
#ประวัติศาสตร์

20/08/2025

‘วิกฤติซึมลึก’หนักกว่าโควิดและต้มยำกุ้ง | #บทบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ
เศรษฐกิจไทยเวลานี้ว่า “หนักแล้ว” มองไปข้างหน้า “หนักยิ่งกว่า” แม้ว่าสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะเปิดเผยตัวเลข “จีดีพี” ไตรมาส 2 ปี 2568 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเติบโตได้ถึง 2.8%
แต่ก็เป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในภูมิภาค แถมมองไปช่วงครึ่งหลังของปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า สศช.ฟันธงว่าเศรษฐกิจมีทิศทางชะลอตัวลงชัดเจนด้วย ...ถ้าย้อนกลับไปดูเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่หลุดพ้นวิกฤติโควิด เรายังไม่เคยสัมผัสคำว่า “เศรษฐกิจดี” เลย โดยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 4 ปีย้อนหลังเพียงราว 2% ต่อปี ขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนโต 4-6% เราจึงรั้งท้ายกลุ่มมาตลอด ภาพนี้คือ วิกฤติโตต่ำ ซึมลึก หนักกว่าช่วงโควิด หรือแม้แต่วิกฤติต้มยำกุ้ง
เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย? เราตั้งคำถามนี้มานานมาก ยังไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนได้ นั่นเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยเจอ “กับดัก” นานัปการ เราอยู่ในโลกอุตสาหกรรมเก่ามานาน ผลิตสินค้าที่คนใช้น้อยลงเรื่อยๆ แถมยังเผชิญกับเงินเฟ้อต่ำใกล้ระดับติดลบ ปี 2567 เงินเฟ้อขยายตัว 0.4% ขณะที่ปี 2568 คาดการณ์ว่าจะต่ำกว่า 1% ภาคธุรกิจชะลอลงทุนเพราะกำลังซื้อผู้คนหดหาย ที่สำคัญผลิตสินค้ามาก็ขยับราคายาก ยังไม่นับสินค้าจีนที่ต้นทุนต่ำราคาถูกแถมคุณภาพไม่เป็นรองเข้ามาถล่มตลาดไทยยับเยิน จึงไม่แปลกที่จะเห็นธุรกิจไทยทยอยปิดตัวลง เริ่มจากธุรกิจเล็กๆ ก่อน และกำลังจะลามไปสู่ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เพิ่งออกบทวิเคราะห์ที่สะท้อนถึงความน่าเป็นห่วงอย่างมากของ “ธุรกิจขนาดเล็ก” ซึ่งมีสัญญาณว่า “หนี้เสีย” กำลังเพิ่มขึ้น ข้อมูลเหล่านี้ได้มาจาก NCB หรือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ระบุชัดว่า กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กโดยเฉพาะ Super Micro และ Micro กำลังเจอกับวิกฤติหนี้เสีย โดยกลุ่ม Super Micro มีหนี้เสียสูงถึง 14.8% ของสินเชื่อรวม ขณะที่ Micro มีหนี้เสียราว 12.1%
ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพเหล่านี้เป็นผลสะท้อนจากปัญหาเศรษฐกิจที่เราเผชิญมาในหลายระลอก กระทบต่อความสามารถการทำกำไรของภาคธุรกิจ โดยธุรกิจยิ่งเล็กยิ่งมีสัญญาณการเปราะบางของคุณภาพสินเชื่อที่มากขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกร ระบุด้วยว่า การปรับโครงสร้างหนี้แม้จะช่วยฟื้นฟูธุรกิจได้ แต่จะได้ผลก็ต่อเมื่อเข้าไปดูแลตั้งแต่ช่วงเริ่มมีสัญญาณค้างชำระ เพราะถ้าปล่อยให้กลายเป็นหนี้เสียแล้ว โอกาสรอดมีไม่ถึง 10%
อย่างไรก็ตามการแก้วังวนของปัญหาหนี้ ศูนย์วิจัยกสิกร มองว่า ต้องอาศัยเงื่อนไขเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวย เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ มีความสามารถทำกำไรระยะยาว ...ฟังดูเหมือนเป็นคำตอบแบบกำปั้นทุบดิน แต่ก็เป็นเรื่องจริงอย่างที่สุด นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาทางออก และนี่เองที่ กรุงเทพธุรกิจ จะนำไปสู่เวทีสัมมนาใหญ่ Out of The Trap วันที่ 9 ต.ค. 2568 เพื่อร่วมกันหาคำตอบว่า ประเทศไทยจะหลุดพ้นกับดักเศรษฐกิจได้อย่างไร
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจEconomic

ที่อยู่

320 ถ. สีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เขตบางรัก
Bang Rak
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 18:00
อังคาร 08:30 - 18:00
พุธ 08:30 - 18:00
พฤหัสบดี 08:30 - 18:00
ศุกร์ 08:30 - 18:00
เสาร์ 08:30 - 18:00
อาทิตย์ 09:00 - 15:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SME Money group สินเชื่อเพื่อธุรกิจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์