KMC Loan To Business

KMC Loan To Business ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก KMC Loan To Business, บริการเงินกู้, กรุงเทพมหานคร, Bang Bua Thong.

KMC Loan To Business
สินเชื่อ เงินกู้ วงเงินพร้อมใช้ ดอกเบี้ยเบาใจ
เจ้าของธุรกิจ ที่จดทะเบียน บริษัท หจก. บจก. โรงงาน ฯลฯ
ต้องการทุนหมุนเวียนเพื่อขยายหรือหมุนเวียนธุรกิจ
โทร:062-265-5264 ไลน์ คุณ ธนวัฒน์

05/03/2026

สหรัฐปิดบวก–เกาหลีใต้เปิดเขียว ดัน 8 หุ้นชิ้นส่วนอิเล็กฯ เอเชียฟื้นตัว โบรกแนะภูมิรัฐศาสตร์ยังเสี่ยงสูง
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 5 มี.ค.2569 เวลา 10.00 น.หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับบวกยกแผง นำโดย
หุ้น DELTA บวก 10.46% เพิ่มขึ้น 25.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 264.00 บาท
หุ้น KCE บวก 5.42% เพิ่มขึ้น 0.40 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 16.90 บาท
หุ้น SMT บวก 4.46% เพิ่มขึ้น 0.05 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.17 บาท
หุ้น CCET บวก 4.04% เพิ่มขึ้น 0.18 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 4.64 บาท
หุ้น TEAM บวก 4.00% เพิ่มขึ้น 0.10 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.60 บาท
หุ้น HANA บวก 2.89% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 17.80 บาท
หุ้น METCO บวก 2.32% เพิ่มขึ้น 6.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 265.00 บาท
หุ้น SVI บวก 0.68% เพิ่มขึ้น 0.05 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 7.35 บาท
.
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์วันนี้ โดยเฉพาะหุ้น DELTA ที่ปรับตัวขึ้นราว 10% เป็นเพียงการฟื้นตัวTechnical Rebound ตามทิศทางตลาดหุ้นโลก
โดยได้แรงหนุนสำคัญมาจากบรรยากาศเชิงบวกของตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนก่อนหน้า รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในช่วงเช้า ซึ่งถือเป็นตลาดหลักของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชีย ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มเดียวกันทั่วภูมิภาคเคลื่อนไหวสอดคล้องกันในเชิงสินทรัพย์เสี่ยง
"DELTA ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนี SET Index สูง ทำให้เมื่อราคาปรับตัวขึ้น จึงช่วยหนุนภาพรวมของตลาดหุ้นไทยให้ดูคึกคักตามไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เคลื่อนไหวตามกระแสเงินทุนต่างชาติและทิศทางตลาดโลก"
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะอิงกับกระแสสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเป็นหลัก แตกต่างจากกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม หรือโรงพยาบาล ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง
สำหรับในเชิงกลยุทธ์การลงทุน มองว่าการดีดตัวครั้งนี้เป็นเพียงจังหวะเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นอิหร่านยังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจกลับมากดดันตลาดได้ทุกเมื่อ จึงแนะนำให้นักลงทุนที่มีสถานะกำไร ควรทยอยแบ่งขายทำกำไรออกมาบางส่วน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ หากต้องเลือกระหว่างการถือหุ้นไทยกับทองคำในจังหวะที่ตลาดรีบาวด์ขึ้นมาเช่นนี้ แนะนำให้ขายหุ้นไทยออกก่อน และเลือกถือทองคำต่อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมกันนี้นักลงทุนควรบริหารจัดการพอร์ตอย่างรอบคอบ โดยสำรองเงินสดไว้บางส่วนตลอดเวลา เพื่อรองรับความผันผวนและโอกาสการเข้าลงทุนในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจWealth #กรุงเทพธุรกิจStock

02/03/2026

🔥 น้ำมันโลกเดือด! Brent พุ่งกระฉูด 13% ทะลุ $82 ทันทีที่เปิดตลาด รับศึกตะวันออกกลางขยายวง! 🛢️
ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าพุ่งทะยานอย่างรุนแรงในการซื้อขายคืนวันอาทิตย์ เมื่อตลาดต้องเผชิญกับการเปิดภาคซื้อขายครั้งแรกท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยกระแสความตึงเครียดที่ลุกลามได้กลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลก ส่งผลให้นักลงทุนรีบเข้าเก็งกำไรรับความเสี่ยงที่อุปทานอาจขาดตอน
สถิติราคาถูกทำลายลงในพริบตา โดยสัญญาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก พุ่งพรวดขึ้นถึง 13% ทะลุระดับ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเพียงไม่กี่นาทีหลังเปิดตลาด ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ ไม่น้อยหน้า ทะยานขึ้นเกือบ 10% ข้ามเส้น 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปอย่างง่ายดาย
วิกฤตการณ์ในอิหร่านที่กำลังลุกลามไปทั่วทั้งภูมิภาคได้ผลักดันให้ราคา Brent แตะระดับสูงสุดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ต้นปี 2025 ในขณะที่ฝั่ง WTI พุ่งขึ้นไปทำลายสถิติเดิมในช่วง "สงคราม 12 วัน" ของปี 2025 สะท้อนถึงความกังวลของตลาดที่มองว่าความขัดแย้งครั้งนี้อาจลากยาวและรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้
ในขณะที่ตลาดน้ำมันกำลังลุกเป็นไฟ นักลงทุนบางส่วนได้พากันหนีตายเข้าหา "สินทรัพย์ปลอดภัย" ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นมากกว่า 2% ทันที พร้อมกับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐอีกราว 0.3% นอกจากนี้ ความหวังจากส่วนต่างกำไรที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้หุ้นของยักษ์ใหญ่พลังงานอย่าง Saudi Aramco ในตลาดตะวันออกกลาง ดีดตัวขึ้นกว่า 3% รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในครั้งนี้

24/02/2026

‘ไทย’ ตั้งรับสู้วิกฤติ #ภาษีทรัมป์ เร่งเจรจาสหรัฐ พร้อมลุย ‘FTA’ ลดความเสี่ยง-หาตลาดใหม่
การจัดเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ถูกศาลฎีกาของสหรัฐมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ภายหลังมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐดังกล่าว ประธานาธิบดีสหรัฐได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อบังคับใช้ภาษีศุลกากรทั่วโลกใหม่ในอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 มีผลเวลา 00.01 น.วันที่ 24 ก.พ.2569
หลังจากนั้นวันที่ 21 ก.พ.2569 ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศใช้อัตราภาษี 15% เป็นระดับที่ได้รับอนุญาต และตรวจสอบตามกฎหมายแล้วมีผลบังคับใช้ทันที แต่ยังไม่ออกเป็นคำสั่งฝ่ายบริหาร
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือด่วนในวันที่ 22 ก.พ.2569 ร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีศาลฎีกาสหรัฐมีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในระยะสั้นเป็นบวกต่อความเชื่อมั่น ซึ่งสะท้อนที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตอบรับการใช้มาตรการภาษีสหรัฐที่ใช้เครื่องมือไม่ได้สะดวก
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันอัตราภาษีเฉลี่ยในอาเซียนอยู่ที่ 19% โดยมาตรการล่าสุดของสหรัฐกำหนดที่ 15% มีผลบังคับใช้ 150 วัน ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Rate) ของสินค้าไทยบางรายการอาจลดเหลือต่ำกว่า 10%
นอกจากนี้ ไทยได้เปรียบเพิ่มขึ้นเนื่องจากประเทศคู่แข่งที่เคยได้สิทธิภาษี 10% ถูกปรับขึ้นที่ 15% เท่ากัน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเท่าเทียมมากขึ้น
“แม้การยกเลิกดังกล่าวไม่หมายความว่าการกีดกันทางการค้าจะหมดไป แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้เครื่องมือภาษีอื่น ซึ่งระยะสั้นเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกไทยมาก เนื่องจากอัตราภาษีลดจากเดิมที่ไทยถูกจัดเก็บอัตรา 19% มาอยู่ที่ 15% เท่าประเทศอื่น”
นายเอกนิติ ระบุว่า การเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ยังดำเนินต่อเนื่องเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุด และเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการภาษีอื่นระยะยาว โดยกระทรวงพาณิชย์จัดทีมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และคาดว่าช่วงความไม่แน่นอนนี้จะเห็นผู้ประกอบการเร่งส่งออกสินค้าในไตรมาส 1-2 หรือภายในกรอบ 150 วัน
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/economics/1222438
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจEconomic

20/02/2026

🤨"เตี๊ยมกันเองหรือเปล่า? ทรัมป์ฟ้องหน่วยงานที่ตัวเองคุม เรียก 3.12 แสนล้าน! เหมือนซ้ายฟ้องขวา แต่กระเป๋าเดียวกัน? 💸"
ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ ทีมกฎหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องยื่นคำชี้แจงต่อศาลในคดีประวัติศาสตร์ที่เขาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรมสรรพากร (IRS) เป็นเงินสูงถึง 312,000 ล้านบาท ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวในขณะที่กุมอำนาจสูงสุดของประเทศ
แม้ทรัมป์จะเป็น "โจทก์" หรือผู้ฟ้อง แต่เขากลับต้องเป็นฝ่าย "เผชิญหน้า" กับข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใส เพราะในทางปฏิบัติ ทรัมป์คือเจ้านายใหญ่ที่มีอำนาจสั่งการเหนือ IRS (จำเลย) และ กระทรวงยุติธรรม (ทนายฝั่งจำเลย) สถานะที่ "คุมทั้งสองฝั่งของกระดาน" นี้เองที่ทำให้นักกฎหมายกังวลว่าคดีนี้อาจเป็นการเตี้ยมกันเพื่อดึงเงินภาษีประชาชนเข้ากระเป๋าตัวเอง
กลุ่มอดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้ระงับคดีนี้ไว้ชั่วคราว หรือแต่งตั้ง "คนกลาง" เข้ามาควบคุมกระบวนการ โดยให้เหตุผลว่าหากปล่อยให้ทรัมป์จัดการเอง คดีนี้จะกลายเป็นการ "สมรู้ร่วมคิด" ที่ชัดเจนที่สุด เพราะเขาสามารถสั่งให้หน่วยงานรัฐยอมแพ้คดีและเซ็นเช็คจ่ายเงินให้ตัวเองได้ทันทีโดยไม่มีใครขวาง
นอกจากเรื่องอำนาจแล้ว ตัวเลข 3.12 แสนล้านบาท ยังถูกตั้งคำถามว่า "เอามาจากไหน?" เนื่องจากกลุ่มผู้คัดค้านมองว่าเป็นการเรียกค่าเสียหายที่สูงเกินจริงและไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ จึงมีการยื่นขอให้ศาลสั่งลบตัวเลขนี้ออกจากบันทึกคดี เพราะถือว่าเป็นการเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผล
ขณะที่กระทรวงยุติธรรม (DOJ) ยังคงแบ่งรับแบ่งสู้ โดยระบุเพียงว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนจะทำหน้าที่ตามจริยธรรม แต่ยังไม่มีแผนการรับมือที่ชัดเจนว่าจะจัดการกับปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนนี้อย่างไร ทำให้การยื่นเอกสารของทรัมป์ในสัปดาห์หน้าจะเป็น "หมัดเด็ด" แรกที่จะพิสูจน์ความโปร่งใสของรัฐบาล
คดีนี้จึงไม่ใช่แค่การเรียกร้องสิทธิ์ของพลเมืองคนหนึ่ง แต่มันคือการทดสอบว่า "ประธานาธิบดีจะฟ้องหน่วยงานภายใต้โอวาทตัวเองเพื่อเอาเงินแสนล้านได้หรือไม่" ซึ่งผลลัพธ์ของคดีนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่สั่นคลอนกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐฯ ไปตลอดกาล

17/02/2026

ผลผลิตพอมี แต่ไม่รู้จะขายที่ใคร ? รู้จัก 'BAAC Matching' แพลตฟอร์มแห่งโอกาสของเกษตรกรไทย
สินค้าเกษตรไทยมูลค่า 1.66 ล้านล้านบาท แต่เกษตรกรจำนวนมากยังติดกับดักพ่อค้าคนกลาง 'BAAC Matching' จึงถูกพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมผู้ขาย-ผู้ซื้อโดยตรง
ทั้งนี้ การเปิดตลาดใหม่ทั้ง B2C และ B2B ช่วยเกษตรกรรู้ดีมานด์ ขายได้ราคายุติธรรมสร้างรายได้ยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งการอุดหนุน
อ่านต่อ : https://www.bangkokbiznews.com/corporate-moves/business/business/1221630
#กรุงเทพธุรกิจ

16/02/2026

⚠️ หนี้สหรัฐฯ งอกวินาทีละ 2.5 แสนดอลล์! 💸 สัญญาณอันตราย 'วงจรหนี้มรณะ' ที่บีบให้โลกต้องรีเซ็ตด้วยทองคำ!
Taylor Kenney จาก ITM Trading ได้กล่าวในงาน VRIC 2026 จัดโดย Cambridge House International Inc. ถึงวิกฤตหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่กำลังเร่งตัวขึ้นในอัตราที่น่ากังวล โดยปัจจุบันหนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน วงจรนี้ถูกเรียกว่า "วงจรหนี้มรณะ" ที่บีบให้รัฐบาลต้องกู้เงินใหม่มาเพื่อจ่ายดอกเบี้ยของหนี้เก่า จนนำไปสู่การเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยครองส่วนแบ่งสูงถึง 75% แต่ปัจจุบันกลับลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 56% เท่านั้น

ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "The Great Gold Reset" จึงเกิดขึ้นเพื่อเตรียมรับมือกับการล่มสลายของระบบเงินกระดาษ โดยธนาคารกลางทั่วโลกได้เริ่มปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ด้วยการลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหันไปสะสมทองคำแท่งในปริมาณมหาศาลกว่า 1,000 ตันต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
ข้อมูลที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ กว่า 76% ของธนาคารกลางทั่วโลกคาดการณ์ว่าจะมีการซื้อทองคำเพิ่มขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า ในขณะที่ 73% คาดว่าจะลดการถือครองดอลลาร์ลง การเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นการสร้าง "สมอเรือที่เป็นกลาง" เพื่อใช้เป็นหลักประกันความมั่นคงใหม่
ความน่าสนใจของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการเกิดรอยแยกระหว่างตลาดการเงินตะวันตกและตะวันออก ในขณะที่ตลาดตะวันตกยังคงยึดติดกับการซื้อขาย "ทองคำกระดาษ" หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีปริมาณสิทธิการถือครองสูงเกินกว่าจำนวนทองคำที่มีอยู่จริง แต่ฝั่งตะวันออกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ BRICS และจีน กลับกำลังสร้าง "ระเบียงทองคำ" ซึ่งเป็นโครงข่ายคลังเก็บทองคำกายภาพจริงในฮ่องกง ดูไบ และซิงคโปร์ เพื่อใช้ทองคำเป็นตัวกลางในการชำระบัญชีโดยไม่ต้องผ่านระบบดอลลาร์
นอกจากนี้ การล่มสลายของระบบ "เปโตรดอลลาร์" (Petrodollar) ที่เคยผูกพันธะระหว่างน้ำมันกับดอลลาร์มาตั้งแต่ปี 1971 กำลังถูกแทนที่ด้วยระบบใหม่ที่ยอมรับการชำระค่าน้ำมันด้วยทองคำกายภาพ การที่มูลค่าการถือครองทองคำของธนาคารกลางแซงหน้าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งจากสินทรัพย์ที่เป็นหนี้ ไปสู่สินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเองและจับต้องได้จริงอย่างถาวร
บทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์สอนเราว่า เมื่อเกิดการรีเซ็ตระบบเงินตราครั้งใหญ่ ทองคำจะไม่เพียงแค่มีราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาดทั่วไป แต่มันจะถูก "ปรับฐานราคาใหม่" อย่างรุนแรงเพื่อให้สมดุลกับปริมาณเงินที่ถูกพิมพ์ออกมามหาศาลทั่วโลก การสะสมทองคำของสถาบันการเงินระดับโลกจึงเป็นเสมือนการส่งสัญญาณให้เราเห็นว่า กฎเกณฑ์การเงินเดิมกำลังจะถูกเปลี่ยนไป และผู้ที่ถือครองสินทรัพย์ที่แท้จริงเท่านั้นที่จะรอดพ้นจากการเสื่อมค่าของเงินตรา

14/02/2026

💥 เจอตัวแล้ว! วาฬลึกลับผู้พิชิตแร่เงิน 🐳 เท Short แร่เงิน หนัก 450 ตัน กวาดกำไรเน้นๆ 9,000 ล้านบาท! 💸
ในโลกของการเงินที่เต็มไปด้วยฝูงปลาตัวเล็กตัวน้อยที่วิ่งไล่ตามกระแส แต่กลับมี "วาฬลึกลับ" รายหนึ่งที่เฝ้ารอจังหวะอย่างใจเย็น และล่าสุดเขาเพิ่งสร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้คนทั้งวงการต้องสั่นสะเทือน! เจอตัวแล้ว! เขาคือ Bian Ximing มหาเศรษฐีนักเทรดชาวจีนผู้ซ่อนตัวอยู่ในยิบรอลตาร์ ที่เพิ่งโชว์เหนือด้วยการ "เทเงิน" เดิมพันครั้งมโหฬารสวนทางคนทั้งโลก!
ย้อนกลับไปในช่วงที่ราคาแร่เงิน (Silver) กำลังพุ่งทะยานจนใครๆ ก็คิดว่าไม่มีวันหยุด Bian Ximing กลับมองเห็นรอยร้าวเบื้องหลังการเก็งกำไรที่บ้าคลั่ง เขาไม่รอช้า สั่งบริษัท Zhongcai Futures ให้เริ่มปฏิบัติการ "เทเงิน" เปิดสถานะขาย (Short) อย่างต่อเนื่อง จนยอดสัญญาพุ่งสูงถึง 30,000 สัญญา หรือเทียบเท่ากับแร่เงินมหาศาลกว่า 450 ตัน ในจังหวะที่ราคากำลังพุ่งแตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์!
การเดิมพันครั้งนี้คือการ "เทเงิน" วัดใจระดับพระกาฬ แม้ในช่วงแรกเขาจะต้องเผชิญกับแรงเหวี่ยงของตลาดจนขาดทุนไปบ้าง แต่ระดับวาฬชั้นครูอย่าง Bian กลับไม่กะพริบตา เขายังคงนิ่งและถือสถานะไว้อย่างเยือกเย็น จนกระทั่งสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้น เมื่อราคาแร่เงินดิ่งเหวร่วงลงกว่า 16% ในพริบตา!
ชัยชนะในครั้งนี้ส่งผลให้เขากวาดกำไรทางบัญชีไปได้สูงถึง 288 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยมหาศาลกว่า 9,072,000,000 บาท และแม้จะหักลบกลบหนี้ความเสี่ยงในช่วงแรกออกไป เขายังคงเดินออกจากสนามเทรดพร้อมกำไรสุทธิในกระเป๋ามากกว่า 1,000 ล้านหยวน!
Bian Ximing ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ในขณะที่แมลงเม่ากำลังแห่ไล่ราคาแร่เงินเพราะความโลภ แต่วาฬตัวจริงกลับมองเห็นช่องว่างของการปั่นกระแส และเลือกที่จะ "เทเงิน" สวนทางเพื่อสยบตลาดลงอย่างราบคาบ ปัจจุบันเขายังคงนิ่งสงบ ไม่ให้สัมภาษณ์ และปล่อยให้ตัวเลขกำไรระดับ 9 พันล้านบาท ทำหน้าที่ประกาศความยิ่งใหญ่ของเขาแทน
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของโชคลาภ แต่มันคือสงครามจิตวิทยาและการบริหารหน้าตักระดับโลก ใครที่คิดจะเดินตามรอยวาฬตัวนี้ คงต้องกลับไปทำการบ้านหนักๆ เพราะในโลกของการ "เทเงิน"... มีเพียงผู้ที่นิ่งและมองเกมขาดที่สุดเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะ!

12/02/2026

'อนุทิน' ยันไทยไม่ใช่ 'คนป่วยแห่งเอเชีย' แต่เป็นประเทศแห่งโอกาส ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
“อนุทิน”ชี้ไทยไม่ใช่คนป่วยแห่งเอเชีย แต่เป็นประเทศแห่งโอกาสในการลงทุน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลกวุ่นวาย เปิดทางมืออาชีพ ร่วมครม.เพิ่ม เผยมีรายชื่ออยู่ในใจแล้ว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงกรณีที่สื่อต่างประเทศ แสดงความเห็นในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศไทยจนมีการขนานนามประเทศไทยว่าเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" (Sick Man of Asia) ว่าคำกล่าวนี้อาจเกิดจากอคติบางอย่างที่มีต่อประเทศไทย ประเทศไทยไม่ได้เป็นอย่างที่มีการกล่าวดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อเรามีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ก็จะสามารถทำนโยบายต่างๆให้เศรษฐกิจดีขึ้น เรียกได้ว่าเราเป็นตัวของตัวเอง และไม่มีใครมาสั่งการหรือชี้นำได้
นายอนุทิน กล่าวว่า ในปัจจุบันผู้ที่มองไทยเป็นคนป่วยนั้นลืมไปว่าในช่วงเวลานี้ ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งโอกาส ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเกือบทุกภูมิภาคของโลก แต่อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความมั่นคงและมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างมาก นอกจากนั้นประเทศไทยมีจุดแข็งในด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ได้เปรียบผู้อื่นเนื่องจากตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของภูมิภาค
“ในสภาวะที่โลกเต็มไปด้วยการแข่งขัน คู่แข่งรายอื่นๆ ย่อมพยายามหาทาง ด้อยค่า ประเทศไทยเพื่อให้ตนเองได้เปรียบ แต่ประเทศไทยจะไม่ใช้วิธีการดังกล่าวในการตอบโต้ เนื่องจากวัฒนธรรมและอุปนิสัยพื้นฐานของคนไทยที่รักสงบและไม่รุกรานใคร แต่ถ้าใครมีรุกรานเราเราก็ตอบโต้สั่งสอนให้ได้หลาบจำ”
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ผลการเลือกตั้ง ที่ออกมาสะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าภายหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่จะเป็น รัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาสะท้อนถึง Mandate หรืออาณัติจากประชาชนที่มอบให้พรรคภูมิใจไทยเข้ามาทำงาน ซึ่งรัฐบาลพร้อมจะผลักดันให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
เมื่อถามว่าในส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่เอกชนเรียกร้องให้มีมืออาชีพเข้ามาทำงานเพิ่มเติมนอกจาก3 คน ได้แก่ คุณเอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์ ที่เข้ามาทำงานก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าตนเองมีรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาทำงานในใจแล้ว โดยเน้นคนที่เป็นมืออาชีพและสามารถ "เข้ามาแล้วทำงานได้เลย" เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน แลประชาชน ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของตนเองที่จะต้องหาคนที่เป็นมืออาชีพเข้ามาทำงาน
พร้อมทั้งตอบด้วยว่า แม้ในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ท่านนายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่ได้อยู่เฉยๆ เพื่อรอเปิดงานตัดริบบิ้นเท่านั้น แต่ได้วางรากฐานต่างๆ ไว้เพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่สามารถเข้ามาสานต่อและ ทำงานได้เต็มกำลัง เต็มสูบ ทันที
นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้ให้คำมั่นว่าสูตรรัฐบาลใหม่จะต้องไม่มีพรรคการเมืองหรือ ส.ส. ที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตหรือธุรกิจสีเทา เพื่อสร้างความโปร่งใสและเสถียรภาพให้กับบริหารราชการแผ่นดินต่อไป
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจupdate

28/01/2026

เปิดผล ‘เนชั่นโพล‘ ‘ส้ม-น้ำเงิน-แดง’ สูสี ฉายภาพ ‘การเมืองตรีศูล’ สามพรรคหลักหักกันไม่ลง
“เนชั่นโพล” ส่งทีมลงพื้นที่ภาคสนามในแบบ “เดินสำรวจ-เคาะประตูบ้าน” คนไทยทั่วทุกภาคของประเทศ โดยแบ่งเป็นกลุ่มจังหวัด 9 ภูมิภาค ลงลึกถึงระดับชุมชน หมู่บ้าน ทั้งในและนอกเขตเทศบาล จำนวนกลุ่มตัวอย่างแต่ละภูมิภาค 1,200 ตัวอย่าง รวมทั้งประเทศมากถึง 10,890 ตัวอย่าง
ผลสำรวจพบว่า ในระดับประเทศ ประชาชนมีแนวโน้มการเลือกตั้ง สส.เขต จากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมากที่สุด ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือร้อยละ 21.14 และ 21.11 ตามลำดับ (พรรคภูมิใจไทยมากกว่าเล็กน้อย) รองลงมาคือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 17.56 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.58 แต่มีคนที่ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 23.85
ส่วน สส.แบบบัญชีรายชื่อ ประชาชนมีแนวโน้มเลือกพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยมากที่สุดใกล้เคียงกัน ที่ร้อยละ 21.89 และร้อยละ 20.59 ตามลำดับ (พรรคประชาชนมากกว่าเล็กน้อย) รองลงมาคือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 17.02 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.9 ส่วนที่ยังไม่ตัดสินใจ มีถึงร้อยละ 24.73
64% กาบัตร 2 ใบพรรคเดียวกัน แต่เปลี่ยนจากปี 66
จากผลสำรวจทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่ง คือ ร้อยละ 64.6 มีแนวโน้ม การเลือก สส. เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นพรรคเดียวกันในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนการเลือกไม่ใช่พรรคเดียวกัน อยู่ที่ร้อยละ 35.4
นอกจากนั้น คนส่วนใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่งยังมีแนวโน้มการเลือก สส. เขต ไม่เหมือนรอบที่แล้ว ถึงร้อยละ 58.58 ส่วนการเลือก สส. เขตพรรคเดิม เหมือนรอบที่แล้ว อยู่ที่ร้อยละ 41.42
สำหรับ สส. บัญชีรายชื่อ คนส่วนใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่ง มีแนวโน้มการเลือกไม่เหมือนรอบที่แล้วเช่นกัน คืออยู่ที่ร้อยละ 58.97 ส่วนการเลือก สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเดิม เหมือนรอบที่แล้ว อยู่ที่ร้อยละ 41.03
อ่าน: https://www.bangkokbiznews.com/politics/1218574
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจUpdate #เนชั่นโพล

27/01/2026

อนุมัติดีลช้า! ทรัมป์จ่อขึ้นภาษีรถยนต์-ยา เกาหลีใต้เป็น 25%
เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ โพสต์ทรูธโซเชียล เมื่อวันจันทร์ (26 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น
“สภาเกาหลีใต้ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงกับสหรัฐ”
“ประธานาธิบดีอี (แจมย็อง) กับผม บรรลุข้อตกลงยิ่งใหญ่สำหรับสองประเทศเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2025 และเรายืนยันเงื่อนไขเหล่านี้อีกครั้งตอนผมไปเกาหลีเมื่อวันที่ 29 ต.ค.2025 แล้วทำไมสภาเกาหลีถึงยังไม่อนุมัติ” ทรัมป์ตั้งคำถาม
“เนื่องจากสภาของเกาหลียังไม่ได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์ของเรา ซึ่งเป็นสิทธิของพวกเขา ผมจึงขอเพิ่มภาษีนำเข้าของเกาหลีใต้สำหรับรถยนต์ ไม้แปรรูป ยา และภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทนอื่นๆ ทั้งหมด จาก 15% เป็น 25%” ทรัมป์ระบุ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานถ้อยแถลงจากทำเนียบบลูเฮาส์ของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ว่า รัฐบาลสหรัฐยังไม่ได้แจ้งรัฐบาลสหรัฐอย่างเป็นทางการเรื่องการขึ้นภาษี สำนักข่าวต่างๆ รายงานด้วยว่า ที่ปรึกษาประธานาธิบดีเกาหลีใต้จะประชุมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือมาตรการเกี่ยวกับการขึ้นภาษี
เกาหลีใต้เป็นผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐรายใหญ่สุดรายหนึ่ง ตามข้อมูลของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ปี 2024 สหรัฐนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ มูลค่า 1.316 แสนล้านดอลลาร์ ฮุนไดมอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์เกาหลีใต้เป็นผู้นำเข้ารถยนต์ใหม่รายใหญ่สุดเข้ามายังสหรัฐ
ตามข้อตกลงที่ประกาศในเดือน ก.ค. ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเกาหลีใต้ในอัตรา 15% ลดลง 10% จากที่ขู่ไว้ก่อนหน้านั้นในเดือนเดียวกัน
ในเวลาเดียวกันทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า เกาหลีใต้ตกลงที่จะ “ลงทุน 3.5 แสนล้านดอลลาร์ในกิจการที่สหรัฐเป็นเจ้าของและควบคุม คัดสรรโดยตัวผมในฐานะประธานาธิบดี”
ในเดือน พ.ย. ศาลฎีกาสหรัฐพิจารณาข้อโต้แย้งคดีฟ้องร้องทรัมป์เก็บภาษีฝ่ายเดียวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คณะผู้พิพากษาไม่แน่ใจว่าเขามีอำนาจเก็บภาษีได้โดยไม่ผ่านการเห็นชอบของสภาคองเกรส แต่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาในคดีนี้
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจEconomic

" สินเชื่อเพื่อเจ้าของกิจการตัวจริง อนุมัติไว ไม่ยุ่งยาก " #สินเชื่อSME  #สินเชื่อSMEs  #สินเชื่อเพื่อธุรกิจ  #สินเชื่อธ...
11/10/2025

" สินเชื่อเพื่อเจ้าของกิจการตัวจริง อนุมัติไว ไม่ยุ่งยาก "

#สินเชื่อSME #สินเชื่อSMEs #สินเชื่อเพื่อธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #สินเชื่อผู้ประกอบการ #เสริมสภาพคล่องธุรกิจ #เงินทุน #ที่ปรึกษาด้านการเงิน #เจ้าของธุรกิจ #เจ้าของกิจการ #เถ้าแก่ #เงินหมุนธุรกิจ #หมุนเวียนธุรกิจ #ต่อยอดธุรกิจ #ขยายกิจการ #จ่ายเงินเดือน #เงินด่วน #เงินฉุกเฉิน #สินเชื่อโรงงาน #สินเชื่อOD #สินเชื่อเบิกเกินบัญชี ุน

ทุนหมุนเวียนเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับเจ้าของธุรกิจติดต่อสอบถามหรือยื่นเรื่องขอทราบผลเบื้องต้นได้ภายใน 15 นาที #สินเชื่อSME ...
08/10/2025

ทุนหมุนเวียนเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับเจ้าของธุรกิจ
ติดต่อสอบถามหรือยื่นเรื่องขอทราบผลเบื้องต้นได้ภายใน 15 นาที

#สินเชื่อSME #สินเชื่อSMEs #สินเชื่อเพื่อธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #สินเชื่อผู้ประกอบการ #เสริมสภาพคล่องธุรกิจ #เงินทุน #ที่ปรึกษาด้านการเงิน #เจ้าของธุรกิจ #เจ้าของกิจการ #เถ้าแก่ #เงินหมุนธุรกิจ #หมุนเวียนธุรกิจ #ต่อยอดธุรกิจ #ขยายกิจการ #จ่ายเงินเดือน #เงินด่วน #เงินฉุกเฉิน #สินเชื่อโรงงาน #สินเชื่อOD #สินเชื่อเบิกเกินบัญชี ุน

ที่อยู่

กรุงเทพมหานคร
Bang Bua Thong
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ KMC Loan To Businessผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์