FXTiger-RebateClub

FXTiger-RebateClub ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก FXTiger-RebateClub, บริการทางการเงิน, Ban Sam Ngam.

*****กลยุทธ์เทรด*****                                    ***  ตามล่า หา PinBar   ***    PinBar จัดเป็นรูปแบบการเทรดใน Pr...
21/10/2020

*****กลยุทธ์เทรด*****
*** ตามล่า หา PinBar ***
PinBar จัดเป็นรูปแบบการเทรดใน Price อีกรูปแบบที่ถือว่ามีประสิทธิภาพและความแม่นยำในการเปิด ออร์เดอร์ พอสมควรครับ โดยคำว่า “Pin” นั้นย่อมาจากคำว่า “Pinocchio” ครับ ซึ่งเราน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง เรื่องนิทานของหุ่นเชิดน้อยที่ชอบโกหก ดังนั้นรูปแบบแท่งเทียน “Pin Bar” ที่จะพูดถึงต่อไปนี้ คือ “Reversal Pattern” ที่แสดงถึงระดับราคาหรือจุดราคาหนึ่งของตลาดที่เกิดการ เปลี่ยนทิศทาง
ลักษณะเฉพาะของ PinBar
ด้วยแท่งเทียน “Pin Bar” นั้นจะประกอบไปด้วย “หางยาว” ด้านบนหรือด้านล่าง … ซึ่งหางยาวที่เหมือนกับจมูกของ Pinocchio นั่นแหล่ะคือการแสดงถึงการ Reject หรือ False Break (Fakey) ณ ระดับราคาสำคัญๆ

บริเวณระหว่างราคา “เปิด” และ “ปิด” ของแท่งเทียนเราเรียกว่า “Body” โดยปกติจะเป็นสีขาว (หรือเขียว) สำหรับแท่งเทียนที่ราคาปิดสูงกว่าเปิด และจะเป็นสีดำ(หรือแดง) สำหรับแท่งเทียนราคาปิดตำกว่าเปิด

“Body” ของแท่ง Pin Bar ควรอยู่เอียงไปทางด้านบน หรือด้านล่างของแท่งเทียนจะดีกว่า ไม่ควรอยู่ตรงกลาง โดยที่ Body นั้นอาจมีขนาดเล็กจนเป็นขีด (เปิดเท่ากับปิด) ก็ได้

“หางยาว” ของ Pin Bar ควรยืดออกไปจากกลุ่มของแท่งเทียนก่อนหน้า ยิ่งหางยาว ยิ่งดี

กฎเหล็กเลยคือจะเห็น “Body” ที่มีขนาดไม่เกิน 1/3 ของความยาวทั้งแท่ง (หางยาว 2/3 ของทั้งแท่ง)
Pips เลย แหละครับ เวลาวิ่งแต่ละที ในภาพ บริเวณ ลูกศรชี้ เกิดภาวะ PinBar แล้ว กราฟมีการกลับทิศ ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน

จุดเด่นของ PinBar
เป็นรูปแบบการเทรดที่มีผลกำไรค่อนข้างสูง ความเสี่ยงต่ำ
เกิดขึ้นไม่บ่อย นัก และมักจะเกิดขึ้นในเวลาที่ มีเหตุการณ์สำคัญ
มีความแม่นยำค่อนข้างสูง
โอกาสที่เราจะพบ PinBar
ที่บริเวณแนวรับ และแนวต้าน
บริเวณที่เกิด ภาวะ Break Out
จุด Pivot Level
จุดเข้าเทรดของ Pin Bar
หลัก ๆ มีด้วยกัน 2 แบบดังนี้ครับ

1) เข้าบริเวณ Body ของแท่ง กรณีเป็น Bullish Pin Bar จะเข้าเทรดตรงส่วนบนของ Body หากเป็น Bearish Pin Bar จะเข้าเทรดตรงส่วนล่างของ Body

2) เข้าเทรดที่กึ่งกลางแท่ง กรณีนี้เหมือนกันทั้ง Bullish Pin Bar และ Bearish Pin Bar

มาดูจังหวะการเปิด ออร์เดอร์ และจุด ทำกำไรกันเลย ครับ ต้องใช้กราฟ H4 ถึงจะคุ้มค่าในการเฝ้ารอและทำไร ของ กลยุทธ์ ตามล่า หา PinBar
เปิด ออร์เดอร์ Buy ที่ จุด A แล้ว ถือ รอ จนเห็นสัญญาณ PinBar กลับทิศ ที่จุด B ปิดทำกำไร ได้เลย คำนวณจาก จุด A => B เป็นจำนวน 5 แท่ง บวกมา 9 pips
เปิด ออร์เดอร์ Buy ที่ จุด C แล้ว ถือ รอ จนเห็นสัญญาณ PinBar กลับทิศ ที่จุด D ปิดทำกำไร ได้เลย คำนวณจาก จุด C => D เป็นจำนวน 3 แท่ง บวกมา 3 pips รอบนี้ค่อนข้างเร็ว แต่ก็พอได้กำไร
เปิด ออร์เดอร์ Buy ที่ จุด E แล้ว ถือ รอ จนเห็นสัญญาณ PinBar กลับทิศ ที่จุด F ปิดทำกำไร ได้เลย คำนวณจาก จุด E => F เป็นจำนวน 8 แท่ง บวกมา 4 pips ไม้นี้ได้เป็นกอบ เป็นกำ คุ้มค่าที่รอ
ตามด้วย ภาวะ Break Out รอบนี้ลงแรง ลงเร็ว ใช้เวลาถือ 13 แท่ง => 13X4 = 52 ชั่วโมง ราว ๆ 2 วันกับ 4 ชั่วโมง บวกมา 432.6 pips คุ้งยิ่งกว่าคุ้ม ..

ย้ำอีกครั้งว่า … Risk : Reward เป็นเรื่องที่คุณต้องทำการบ้านมาก่อน … คิดมาก่อน ไม่ใช่มา “โลภ” เอาหน้างาน ผมแนะนำหากเป็น …​ Timeframe H4 จัดค่า 1:3 – 1:6 , Timeframe Day จัดค่า 1:2 – 1:3

รูปแบบ “Pin Bar” เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการเทรด Forex โดยอาศัย Price Action ซึ่งการใช้ Pin Bar ที่ดีที่สุดนั้นต้องวิเคราะห์ควบคู่กับ ระดับแนวรับ/ต้าน ด้วย และต้องวิเคราะห์ Trend หลัก เพื่อหา Bias สำหรับ Confirm สัญญาณที่มีคุณภาพ..

Pin Bar ใช้ได้ในทุกๆ Timeframe แต่จะแม่นยำกว่าหากใช้ใน กราฟ H4 และ Day มันเป็นไปได้ที่เราจะทำกำไรในระยะยาวจากการเทรด Pin Bar เพียงอย่างเดียว โดยหลังจากที่คุณเพิ่ม setup ที่ทรงพลังอันนี้เข้าไปในแผนการเทรด Forex แล้ว แล้วจะรู้ว่าไม่สามารถเทรดโดยไม่มีมันได้อีก

สรุป
สรุปได้ว่าหลักสำคัญในการใช้ Pin Bar Signal ก็คือ ต้องอยู่ถูกที่ และจะแม่นยำก็ต่อเมื่อนำปัจจัยแวดล้อมเข้ามาช่วยด้วยนั่นเอง สำหรับเทรดเดอร์หลายคนอาจเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอยู่เสมอ เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรในตลาด Forex พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

CCI (Commodity Channel Index) เป็น indicator อีกหนึ่งตัวที่เป็นระดับ Top ของกลุ่มที่ใช้วัดการแกว่งตัวในตลาด Forex ถ้าหาก...
20/10/2020

CCI (Commodity Channel Index) เป็น indicator อีกหนึ่งตัวที่เป็นระดับ Top ของกลุ่มที่ใช้วัดการแกว่งตัวในตลาด Forex ถ้าหากว่าเปรียบเทียบกับ RSI หรือ Indicator ที่วัดการแกว่งตัว ตัวอื่น ๆ ถือว่าสูสี โดยเฉพาะเมื่อ indicator ตัวอื่นที่ใช้ในการแกว่งตัว จะต้องเผชิญปัญหาในช่วงที่ตลาดมีเทรนด์ สำหรับ Commodity Channel Index ไม่มีปัญหาที่กล่าวมาเลย เพราะมันสามารถใช้ได้ดีในช่วงเทรนด์ด้วย นอกจากนี้ยังคมความเป็น Oscillator ในช่วงตลาด Sideway ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอยู่
ข้อมูลเบื้องต้น
CCI หรือชื่อเต็มว่า Commodity Channel Index เป็นเครื่องมือประเภทการวัดการแกว่งตัว หรือที่เรียกว่า Oscillator ได้รับการพัฒนาโดย Donald Lambert ในช่วงปี 1980 ซึ่งหลังจากเปิดตัว indicator ตัวนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง และเป็นเครื่องมือที่สามารถเห็นเทรดเดอร์ใช้ในการเทรดได้บ่อย ๆ โดยหลักการที่ประยุกต์ใช้ในการเทรด CCI คือ การเทรดโดยการวิเคราะห์สัญญาณ Overbought และ Oversold

การคำนวณ
สำหรับการคำนวณ CCI จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การคำนวณ CCI และการคำนวณ Typical Price ซึ่งจะใช้ในการคำนวณ CCI อีกต่อหนึ่ง โดยสูตรการคำนวณ CCI แสดงได้ดังต่อไปนี้

CCI = (Typical Price – 20 Period SMA ของ TP) / (.015 x Mean Deviation)

Typical Price (TP) = (High + Low + Close)/3

โดยที่ค่า Mean deviation คือ ค่า Standard Deviation ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วจะเหวี่ยงออกจากค่ามาตรฐาน หรือ mean เท่ากับ 1.5 %
วิธีการใช้งาน
สำหรับการใช้งาน CCI นั้นสามารถแบ่งการใช้งานออกเป็นสองช่วง คือ CCI ในช่วงเทรนด์และ CCI ในช่วงตลาด Side Way แต่ในความเป็นจริงแล้ว CCI เป็นเครื่องมือในตลาด Sideway ดังนั้นการใช้งานในตลาดเทรนด์นั้นต้องมีการปทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของ CCI ในตลาด Forex ที่มีเทรนด์กันก่อน สำหรับการใช้งาน Indicator CCI โดยแยกตลาดที่มีเทรนด์กับตลาด Sideway เป็นดังต่อไปนี้

ในบรรดาเครื่องมือเทรดโดยใช้เทรนด์ นอกจาก Moving Average ถือเป็นสุดยอดของเครื่องมือ แต่ถ้าหากว่าเราจะกล่าวถึงความสุดยอดขอ...
19/10/2020

ในบรรดาเครื่องมือเทรดโดยใช้เทรนด์ นอกจาก Moving Average ถือเป็นสุดยอดของเครื่องมือ แต่ถ้าหากว่าเราจะกล่าวถึงความสุดยอดของเครื่องมือในการวิเคราะห์ตลาดมีเทรนด์ตัวหน ที่ไม่น้อยหน้า Moving Average เลยก็คงจะเป็น Moving Average Convergence Divergence หรือ ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ MACD ซึ่งเป็นเครื่องมือยอดนิยมอีกตัวหนึ่งในฝั่งเทรดเดอร์ต่างประเทศ และได้รับความนิยมพอสมควร MACD เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ ที่พยายามแก้ไขจุดบอดของ Moving Average อยู่หลายจุด ทำให้มันเป็นการบอกเทรนด์ที่ลงตัวพอสมควร
ข้อมูลเบื้องต้น
MACD หรือ Moving Average Convergence Divergence เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ราคา อัตราแลกเปลี่ยน ในตลาด Forex ซึ่งสร้างโดย Gerald Appel ในช่วงปี 1970 มันถูกออกแบบมาเพื่อเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ การลดลงของความแข็งแกร่งของเทรนด์ ทิศทาง โมเมนตั้มในการเทรด ซึ่งเดิมทีเครื่องมือถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในตลาด หุ้น อย่างไรก็ตาม การเวิเคราะห์ ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย

MACD นั้นถูกจัดอยู่ในหมวด Oscillator ซึ่งก็คือหมวดการวัดการแกว่งตัว อย่างไรก็ตาม MACD ไม่สามารถใช้วัดการแกว่งตัวของราคาได้ดี เพราะว่า ลักษณะของมันสร้างจากเครื่องมือประเภทเทรนด์ ทำให้มันใช้งานดีกว่าในตลาดเทรนด์
การใช้งาน
สำหรับการใช้งาน MACD นั้นมีเพียงตลาดเทรนด์เพียงอย่างเดียว เนื่องจาก MACD นั้นสร้างจาก Moving Average ทำให้มันไม่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วต่อการเคลื่อนไหวรุนแรง โดยในตัวอย่างนี้เป็นการวิเคราะห์ โดยใช้ Time Frame 4 ชั่วโมง ซึ่ง การวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงนี้ ต้องแจ้งให้เทรดเดอร์ทราบก่อนว่า MACD จะใช้ได้ดีบางช่วงเวลา แต่บางช่วงเวลาที่ตลาด Sideway จะทำให้สัญญาณมันผิดพลาด โดยรายละเอียดการวิเคราะห์มีดังต่อไปนี้

ถ้าหาก Moving Average เป็นราคาแห่งตลาดเทรนด์ ราชาแห่งตลาดไซด์เวย์ก็ต้องเป็น Stochastic Oscillator เช่นกัน เพราะว่า ถ้าหา...
16/10/2020

ถ้าหาก Moving Average เป็นราคาแห่งตลาดเทรนด์ ราชาแห่งตลาดไซด์เวย์ก็ต้องเป็น Stochastic Oscillator เช่นกัน เพราะว่า ถ้าหากเราเปรียบเทียบเครื่องมือ ในการวิเคราะห์การแกว่งตัวหรือ การเทรดช่วงที่ตลาดเป็น Sideway ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในบรรดาเครื่องมือทั้งหมดที่เคยคิดค้นมา ต้องยอมยกให้ Stochastic Oscillator ที่เหมาะกับตลาด Forex ด้วยประการทั้งปวง เนื่องจาก ตลาด Forex นั้นจะมีความผันผวนสูงมากทำให้เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์เทรนด์นั้นไม่ค่อยจะได้ผล แต่ไม่ใช่ในกรณีของ Stochastic
ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น Stochastic คือเป็นเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์การแกว่งตัวของราคา (Oscillator) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะสามารถบอกแนวรับแนวต้านของราคา เครื่องมือนี้ ถือเป็นเครื่องมือที่เก่าแก่มากที่สุดเท่าที่เคยพบมา เพราะว่ามันถูกพัฒนาโดย Dr. George Lane ในช่วงปี 1950 เลยทีเดียว เครื่องมือ Stochastic นั้นไม่ได้เป็นกระบวนการทางสถิติที่เรียกว่า Random Process แต่คำว่า Stochastic ในที่นี้ คือ จุดของราคาปัจจุบันที่สัมพันธ์กับช่วงราคาที่เคลื่อนไหวในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งการเปรียบเทียบนี้จะใช้กระบวนการ Moving เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือ มีการขยับจำนวนแท่งที่ใช้ในการคำนวณไปเรื่อย ๆ โดยการคำนวณ Stochastic แสดงใน section ถัดไป
วิธีคำนวณ
การคำนวณ Stochastic นั้นประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ โดยในตัวอย่างการคำนวณ ต่อไปนี้ จะเป็น Stochastic 10 Period หรือก็คือ ใช้ 10 แท่งในการคำนวณ โดยจะแบ่งการนคำนวณออกเป็น 2 สมการดังต่อไปนี้

%K = 100 x (ราคาปัจจุบัน – ราคาต่ำสุดใน10 แท่ง) / (ราคาสูงสุดใน 10 แท่ง – ราคาต่ำสุดใน 10 แท่ง)

%D = ((ค่า K1 + K2 +K3)/3)

โดยที่ % D ก็คือ เอา %K มาทำ Moving Average อีกต่อหนึ่ง เรียกว่า Moving Average ของ %K 3 ซึ่งนั่นจะเป็นค่าที่เราตั้งในการเทรด โดยในตัวอย่าง เราได้ทำการยกตัวอย่าง %K เท่ากับ 10 วัน และ %D เท่ากับ 3 วัน แต่ในการเทรดจริง เราสามารถเลือกค่าต่าง ๆ เหล่านี้ว่าจะใช้จำนวนแท่งในการคำนวณเท่าไหร่ ซึ่งจะปรากฏในหน้าต่างการตั้งค่าของ Indicator ตั้งแต่แรก

ชื่อเต็มว่า Parabolic Support and Resistance ถือเป็นหนึ่งใน indicator เก่าแก่อีกตัวหนึ่งที่อยู่ในตลาดมานาน เป็นเครื่องมื...
15/10/2020

ชื่อเต็มว่า Parabolic Support and Resistance ถือเป็นหนึ่งใน indicator เก่าแก่อีกตัวหนึ่งที่อยู่ในตลาดมานาน เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทิศทางของราคาตลาด Forex ด้วยลักษณะเครื่องมือที่โดดเด่นและมีเอกลักษณะเฉพาะตัว ทำให้การประยุกต์ใช้นั้นค่อนข้างง่ายและสามารถทำการวิเคราะห์ได้อย่างตรงไปตรงมา สำหรับรายละเอียดด้านอื่นๆ และการใช้งาน Parabolic SAR นั้น ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมสำหรับเทรดเดอร์หลายคน นอกจากนี้ ความละเอียดอ่อนในการตั้งค่าเครื่องมือ ก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้
ในการวิเคราะห์ราคาหลักทรัพย์ หรือ การวิเคราะห์ตลาด Forex เครื่องมือหนึ่งที่มีความสำคัญ และมีบทบาทในการวิเคราะห์ ราคามาอย่างยาวนานคือ Parabolic SAR ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ J. Wellles Wilder, Jr คิดค้นขึ้นมา วัตถุประสงค์ของเขา คือ ต้องการที่จะบอกจุดกลับตัวของราคา ว่าตอนนี้เทรนด์เปลี่ยนทิศทางหรือยัง ซึ่งการวิเคราะห์นี้สามารถใช้ได้ทุกตลาด และจะมีประสิทธิภาพสูงในตลาด Forex เครื่องมือนี้ เป็นเครื่องมือประเภทบอกเทรนด์ของราคา และเป็นเครื่องมือประเภท Lagging System หรือก็คือ เมื่อราคาเปลี่ยนแปลงแล้วจึงทำให้การวิเคราะห์เปลี่ยน

Parabolic SAR มีการใช้ในการวิเคราะห์ ในตลาด Forex ที่หลากหลายเช่น การวิเคราะห์แนวรับแนวต้าน บ่อยครั้งที่มันจะใช้เป็น Stop loss เพราะว่า ถ้าหากนั่นคือ จุดกลับตัวก็หมายความว่า จุด Stop loss ที่ดีก็สามารถสร้างขึ้นจาด Parabolic SAR ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้สร้าง หรือ Wilder ได้แนะนำว่า เครื่องมือนี้ทำงานได้ดีในช่วงที่ตลาดมีเทรนด์ ซึ่งเขาบอกว่า ควรจะใช้ในช่วงต้นเทรนด์ และควรจะใช้เครื่องมือที่บอกความแข็งแกร่งของเทรนด์เป็นตัวช่วย ตัวอย่างเช่น Average Directional Index หรือ ADX ประกอบ
เงื่อนไขการซื้อขาย
เงื่อนไขการซื้อและขายของ Parabolic SAR นั้น คือ การที่ Parabolic SAR นั้นอยู่ด้านล่างของราคา ให้ใช้เป็นสัญญาณ Buy และเมื่อ Parabolic SAR นั้นอยู่ด้านบนก็ให้ใช้เป็นสัญญาณ SELL
ในรูปจะเห็นว่า เราได้ทำการ Post highlight สีแดงและสีฟ้า ซึ่งสีฟ้าคือจุดเข้า Buy ส่วนสีแดงคือจุดเข้า Sell ก็ง่ายๆ ครับเพราะว่าถ้าหากมันเลื่อนจุดประไข่ปลาออกไปก็คือการเลื่อน Stop loss แต่ ต้องไม่ลืมว่า จุด Stop loss นั้นไม่ใช่ Take Profit นะครับ จุด Stop loss กับจุด Take Profit มันคนละเรื่อง

สำหรับการบอก Sideway เราสามารถความชันของกลุ่มแท่งเทียน บอกได้ซึ่งตัวอย่างในภาพสีเหลี่ยมสีเหลือง คือ ช่วง Sideway ซึ่งเป็นช่วงที่ Parabolic SAR นั้นไม่สามารถใช้ได้ผล ซึ่งเป็นช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงในการเทรด อย่างไรก็ตามเราก็ไม่รู้หรอกว่า การเทรดจะออก Sideway เมื่อไหร่ สิ่งที่เราทำได้คือ การตั้ง Stop loss ไว้ก่อน
สรุป
สำหรับการใช้งาน Parabolic SAR ก็มีเพียงเท่านี้ครับ สิ่งสำคัญสำหรับ Parabolic SAR คือ การตั้งค่า Parabolic SAR ซึ่งหลายคนอาจจะทำได้ดีกว่าการใช้ค่ามาตรฐาน และที่สำคัญ สิ่งที่ต้องใช้ประกอบคือ ใช้เครื่องมืออื่น ๆ ในการบอก Sideway ก็ได้ แต่ในนี้ผมแนะนำให้ใช้กราฟแท่งเทียนนั่นแหละ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกก่อนว่า เราจะไม่มีทางรู้ว่ามันจะ Sideway หรือไม่เพราะว่า สัญญาณ Parabolic SAR นั้นจะเกิดขึ้นก่อน ก็ถ้ามันไม่ Sideway ก็จะกลายเป็นว่าเราตกรถ ฉะนั้นตัวเลือกที่ดีคือการส่งคำสั่งก่อน ตั้ง Stop loss ไว้ถ้าหากเห็นแล้วว่ามัน Sideway ค่อยหาจังหวะออกตอนที่มันมีกำไรก็ได้เช่นกัน

Indicator Relative Strength Index คือ Indicator ที่เป็นที่ 2 รองจาก Stochastic เท่านั้นในความคิดของผม สำหรับหมวด indicat...
14/10/2020

Indicator Relative Strength Index คือ Indicator ที่เป็นที่ 2 รองจาก Stochastic เท่านั้นในความคิดของผม สำหรับหมวด indicator ที่อยู่ในหมวด Oscillator เพราะว่า เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือที่สามารถเทรดและใช้ได้ผลดีมากที่สุดเครื่องมือหนึ่งในบรรดาเครื่องมือแบบ Oscillator ทั้งหลาย นอกจากนี้เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูง เป็นที่รู้จัก แต่หลาย ๆ คนก็ยังมีวิธีการใช้งานที่ยังไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไหร่นัก ในบทความนี้จึงเผยถึงวิธีการใช้งาน indicator RSI นี้
ข้อมูลเบื้องต้น
Relative Strength Index หรือ RSI เป็น Technical Indicator ใช้ในการวิเคราะห์ตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาด Forex แต่ในครั้งแรกมันใช้วัดความแข็งแกร่งของการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง Indicator ตัวนี้มันเป็นคนละตัวกับ Relative Strength เพราะมันคนละแบบกัน

Indicator RSI นั้นถูกจัดให้อยู่ในหมวด Momentum Oscillator เพื่อใช้การวัดความเข้มของทิศทางการเคลื่อนไหวของราคา โดย RSI นั้นจะคำนวฯโมเมนตั้ม เป็น อัตราส่วนของราคาปิดที่สูงขึ้นและต่ำลง ตัว RSI นั้นได้รับการพัฒนา โดน J. Welles Wilder ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ New concepts in Technical Trading System and Commodities Magazine ในปี 1978 และยังได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
การคำนวณ
สำหรับการคำนวณ RSI นั้นสามารถคำนวณได้จากสูตรดังต่อไปนี้

RSI = 100 – [100 / ( 1 + (Average of Upward Price Change / Average of Downward Price Change ) ) ]

โดยที่ Average of Upward Price Change คือ ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงราคาขาขึ้น และ Average of Downward Price Change หรือ ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงราคาขาลง โดยที่ RSI จะเป็นการแสดงค่าเป็น เปอร์เซ็นของการเคลื่อนไหวเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่กำหนด เช่น กำหนดให้ระยะเวลาเท่ากับ 3 หรือ 5 วัน นั่นก็คือ ค่าที่ RSI ใช้ในการคำนวณ และเป็นค่าสำหรับการตั้งค่าการใช้งาน RSI

การใช้งาน
สำหรับการใช้งาน RSI นั้นเป็นเครื่องมือบอกการแกว่งตัว ดังนั้น RSI จะสามารถบอกจุดเข้าเทรดของราคาได้ ซึ่งทำให้การใช้งาน RSI สามารถใช้งานได้ 2 แบบ คือ การใช้งานแบบการแกว่งตัวในเทรนด์ และ การแกว่งตัวในภาวะตลาด Sideway โดยเราจะกล่าวแยกกันดังต่อไปนี้

14/10/2020

Forex Rebates คืออะไร?
วิธีการได้รับเงินสดจากการซื้อขาย Forex?
เมื่อคุณเปิดบัญชีใน Forex Broker และเริ่มทำการค้า (SELL or BUY) คุณจะจ่ายเงินให้กับโบรกเกอร์ในรูปแบบ Spread หรือ Commission สำหรับการเปิดและปิดการซื้อขายแต่ละครั้ง Spread หรือ Commission เป็นโบรกเกอร์ที่เข้ามาจากธุรกิจการค้าของคุณ ตัวอย่างเช่นเมื่อคุณเปิดการซื้อขายสกุลเงิน EURUSD คู่และจ่าย 2 pips เป็น Spread นี้ 2 pips จะเป็นรายได้ของนายหน้า

ตามที่คุณทราบมากที่สุดของโบรกเกอร์ชั้นนำมีพันธมิตรที่แนะนำผู้ค้าให้กับพวกเขา เมื่อผู้ค้าที่ถูกแนะนำโดยคู่ค้าเปิดบัญชีและทำธุรกิจการค้านายหน้าจ่ายให้กับคู่ค้าของตนเป็นค่าคอมมิชชั่นจากเงื้อมมือจากธุรกิจการค้า ในตัวอย่างก่อนหน้านี้ 2 pips เป็นโบรกเกอร์เข้ามาดังนั้นนายหน้าจ่ายส่วนหนึ่งของ 2 pips (เช่น 1 pip) ให้กับคู่ค้าเป็นค่านายหน้า

เราเข้าใจดีว่าโบรกเกอร์และคู่ค้าได้รับเงินสดจริงจากการซื้อขายของลูกค้าในอุตสาหกรรม forex อย่างไร ณ จุดนี้เราสามารถอธิบายได้ว่าอะไรคือโฟ Rebates

พาร์ทเนอร์จ่ายค่าคอมมิชชั่นรายได้บางส่วนแก่ลูกค้าที่ทำการซื้อขาย ดังนั้นในรอบนี้บางส่วนของจำนวนเงินที่พ่อค้าได้จ่ายเงินเพื่อการแพร่กระจายจะถูกส่งกลับไปให้ตัวเอง / hisself นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "Forex Rebates" หรือ "Forex Cash Back" ในตัวอย่างข้างต้นหากคู่ค้าเข้ามาเป็น 1 pip จากการค้าของคุณใน EURUSD Partner จ่าย 70% ของจำนวนเงินให้กับคุณว่าเป็น "Forex Rebate" ในตัวอย่างนี้ส่วนลดโฟของคุณคือ 7 บาท

คุณสามารถมีรายได้จากการค้ำประกันที่ถูกต้องตามกฎหมายและ 100% จากธุรกิจการค้าของคุณไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้

ตอนนี้สมมติว่าคุณมีการซื้อขาย 10 lot ต่อสัปดาห์ใน EURUSD ดังนั้นคุณจะได้รับ 7×10$ นั่นหมายความว่า $ 70 กำไรสุทธิในรูปแบบสัปดาห์ที่ธุรกิจการค้าของคุณที่คู่ของคุณจ่าย คู่ค้าจะจ่ายเงินคืนให้ในรูปแบบต่างๆเช่นการโอนภายใน (Internal Transfer) ไปยังบัญชีโบรกเกอร์ (คู่ค้าในบัญชีในโบรกเกอร์จะโอนไปยังบัญชีของคุณในโบรกเกอร์), WireTransfer, Skrill, Neteller, WebMoney และอื่น ๆ ในสามทางเลือกรายวันรายสัปดาห์หรือ รายเดือน

01/07/2020

ที่อยู่

Ban Sam Ngam
73150

เบอร์โทรศัพท์

0877467729

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ FXTiger-RebateClubผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์