23/07/2026
สำนักเศรษฐศาสตร์ชายขอบ ประเทศไทยต้องยอมรับว่าการกู้เงินนอกระบบเป็นส่วนหนึ่งของกลไกพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก มีหลายรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาการกู้เงินนอกระบบ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ การที่รัฐบาลควรพิจารณา พรบ ผู้ประกอบการเงินกู้นอกระบบ มันถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องยอมรับการกู้เงินนอกระบบ เพราะเป็นแหล่งเงินที่ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงได้ วิธีที่จะดึงเงินกู้นอกระบบให้มีมาตรฐานที่ชัดเจน ควรเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบให้มีมาตรฐานในการปล่อยเงินกู้นอกระบบ การเพิ่มแรงจูงใจให้กับผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบ สำนักเศรษฐศาสตร์ชายขอบเสนอ รัฐบาลควรค้ำวงเงินกู้นอกระบบที่ 10 เปอร์เซ็นต์ ของยอดเงินกู้ของแต่ละผู้กู้เงิน เพื่อเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้ระบบเงินกู้นอกระบบมีมาตรฐานที่ชัดเจน พรบ ผู้ประกอบการเงินกู้นอกระบบ เมื่อออกมาแล้วกำหนดให้ผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคล แต่ควรเสียภาษีในอัตราเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เสียในอัตราทั่วไป เนื่องจากผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบต้องรับความเสี่ยงที่สูงมากกว่าธนาคารทั่วไปเป็นอย่างมาก แล้วการจูงใจให้ผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบในการทำให้ถูกกฏหมาย ผ่าน พรบ ผู้ประกอบการเงินกู้นอกระบบ ผู้ประกอบการเงินกู้นอกระบบเหล่านี้เมื่อมีกฏหมายคุ้มครอง ก็จะเข้าสู่ระบบที่เป็นมาตรฐาน เนื่องจากไม่ต้องเสียเงินให้กับหน่วยงานของรัฐที่เรียกรับประโยชน์ หลายคนอาจตั้งคำถามว่าผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบได้ดอกเบี้ยที่สูงจากผู้กู้ แต่กฏของอุปสงค์ อุปทาน จะแก้ปัญหานี้ตามกลไกเศรษฐศาสตร์ เนื่องจาก พรบ ผู้ประกอบการเงินกู้นอกระบบ ทำให้ผู้ประกอบการเงินกู้นอกระบบได้รับความคุ้มครอง ปริมาณผู้ที่สนใจเห็นโอกาสเหล่านี้ ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณผู้ประกอบการเงินกู้นอกระบบให้เกิดการแข่งขันในเรื่องการคิดดอกเบี้ย ทำให้ดอกเบี้ยที่ผู้กู้ต้องเสียลดลงจากการแข่งขันกันของผู้ประกอบการเงินกู้นอกระบบ เศรษฐกิจฐานรากก็จะมีเงินทุนในการประกอบอาชีพ สร้างเศรษฐกิจในระดับชุมชน เป็นแหล่งเงินทุนให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่มีความเสี่ยงสูงที่ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารได้ เมื่อเกิดการหมุนของเงินเศรษฐกิจฐานรากจะผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจในวงกว้าง เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผู้ประกอบการเงินกู้นอกระบบก็จะเสียภาษีนิติบุคคลตาม พรบ ผู้ประกอบการเงินกู้นอกระบบ ทำให้รัฐได้ภาษีที่เป็นฐานที่กว้างขึ้น ส่งผลดีต่อการลดความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจไทย