PlanB Thailand แหล่งรวมนักลงทุน วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาธุรกิจของผู้ประกอบการมีหน้าที่ส่งเสริม

เจาะลึกเทรนด์น้ำหอม แบรนด์ควรเดินเกมอย่างไรให้โดนใจคนรุ่นใหม่รู้หรือไม่ว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามที่เติบโตไวที่สุดในปี 20...
31/01/2025

เจาะลึกเทรนด์น้ำหอม แบรนด์ควรเดินเกมอย่างไรให้โดนใจคนรุ่นใหม่
รู้หรือไม่ว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามที่เติบโตไวที่สุดในปี 2023 และปี 2024 ไม่ใช่เครื่องสำอาง แต่เป็น “น้ำหอม”
โดยบริษัทวิจัยการตลาดระดับโลก Euromonitor มองว่าน้ำหอมมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดเอเชียแปซิฟิก
ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มลูกค้าที่หลายธุรกิจ รวมถึงแบรนด์น้ำหอมกำลังให้ความสนใจ ก็หนีไม่พ้นกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Millennials เพราะมีกำลังซื้อสูงและพร้อมที่จะใช้จ่ายกับสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

เทรนด์น้ำหอมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมยกตัวอย่างแบรนด์ที่น่าสนใจ เพื่อเป็นไอเดียในการทำธุรกิจน้ำหอมค่ะ
หากเรามองภาพรวมของตลาดน้ำหอมในปีที่ผ่านมาจะเห็นว่า มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดอยู่พอสมควร
แม้แต่แบรนด์แฟชั่นระดับโลก ก็เปิดตัวคอลเลกชันน้ำหอมภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เช่น Bottega Veneta, Balenciaga และ Valentino
นอกจากนี้ เรายังเห็นบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Kering, Eurazeo และ Manzanita Capital เข้ามาถือหุ้นในน้ำหอม Niche Brand มากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการเติบโตของตลาดน้ำหอม
สำหรับด้านผู้บริโภคพบว่า ชาวอเมริกันมีค่าเฉลี่ยในการใช้น้ำหอมมากถึง 3-4 กลิ่น สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอื่นทั่วโลกที่นิยมใช้ 2-3 กลิ่น
ซึ่งในสหรัฐฯ มีผู้บริโภคอายุน้อย อายุ 12-18 ปี เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชาย ที่มีน้ำหอม 4-5 กลิ่นในรูปแบบและหมวดหมู่ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่สเปรย์ฉีดร่างกายไปจนถึงน้ำหอมระดับหรู
ที่สำคัญ กลุ่มอายุนี้มีแนวโน้มที่จะใช้น้ำหอมในเวลาต่าง ๆ กันตลอดทั้งวัน
โดยเทรนด์น้ำหอมที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภครุ่นใหม่ในปีที่ผ่านมามีด้วยกัน 3 เทรนด์หลัก
อันดับแรกคือ เทรนด์การรีวิวน้ำหอมผ่านแฮชแท็ก PerfumeTok
ในอดีตหลายคนอาจคิดว่าการเลือกซื้อน้ำหอม เป็นสินค้าที่มีกำแพงในเรื่องของการดูจากรีวิวในแพลตฟอร์มออนไลน์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ควรไปดมกลิ่นจริงจากขวด และทดลองฉีดลงบนผิวก่อน
แต่สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน มีพฤติกรรมการเลือกซื้อน้ำหอมที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยเน้นจากการดูรีวิวในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียผ่านแฮชแท็ก PerfumeTok
ซึ่งเทรนด์นี้เป็นคอนเทนต์การรีวิวน้ำหอมที่เน้นข้อมูลลึกลงไปถึงโน้ตและส่วนผสมที่อยู่ในน้ำหอม รวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกหลังฉีดน้ำหอม เพื่อให้คนดูจินตนาการกลิ่นจากน้ำหอมให้เห็นภาพมากขึ้น
อีกทั้งจากข้อมูลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคน้ำหอมของ Circana พบว่า บ่อยครั้งที่แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นแรงกระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อน้ำหอม
นอกจากเทรนด์นี้จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจกลิ่นน้ำหอม และทำให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ด้านธุรกิจแบรนด์น้ำหอมในกลุ่ม Niche Brand หรือน้ำหอมแบรนด์ใหม่ ๆ ก็กลายเป็นไวรัลจากเทรนด์นี้เช่นกัน
ยกตัวอย่างน้ำหอมแบรนด์ Phlur กลิ่น Missing Person ที่ในปี 2022 ถูกขนานนามว่าเป็นกลิ่นของสาวรวย จนมียอดวิวในโซเชียลมีเดียสูงถึง 51.4 ล้านครั้ง ทำให้ขายหมดชั่วข้ามคืน และมีคนรอซื้อถึง 200,000 ราย
ถัดมา เทรนด์กลิ่นขนมหวาน และกลิ่นที่บ่งบอกความรู้สึก
เทรนด์กลิ่นมาแรงในปีที่ผ่านมาคือ Gourmand Scents หรือกลิ่นขนมหวานแนวใหม่ ที่มีโน้ตความหวานน้อยลง และได้แรงบันดาลใจมาจากขนมหวานของทวีปเอเชีย แตกต่างจากน้ำหอมกลิ่นขนมหวานแถบยุโรปแบบเดิม ๆ
อีกทั้งยังมีส่วนผสมยอดฮิตจาก Amber หรือ อำพัน เป็นกลิ่นมัสก์ผสมอัลดีไฮด์ และดอกไอริส ให้กลิ่นแนวอบอุ่น และหรูหรา เป็นส่วนผสมที่ทำให้น้ำหอมติดทนนาน
นอกจากนี้กลุ่มวัยรุ่นยังให้ความสำคัญกับน้ำหอมที่สามารถสื่ออารมณ์ความรู้สึก ตัวอย่างเช่น แบรนด์เครื่องสำอาง Charlotte Tilbury ที่เลือกขยายผลิตภัณฑ์น้ำหอมในชื่อ Collection of Emotions
ในคอลเลกชันมีน้ำหอมถึง 6 กลิ่น มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นอารมณ์อย่างกลิ่น Love, Happiness, Seduction, Serenity, Energy และ Empowerment
สุดท้ายคือ เทรนด์น้ำหอมรูปแบบใหม่
กลุ่ม Gen Z มีความต้องการใช้น้ำหอมที่หลากหลายมากกว่าน้ำหอมสำหรับฉีดผิว หรือเทียนหอมในบ้าน
ทำให้แบรนด์น้ำหอมในตลาดเริ่มขยายฟังก์ชันน้ำหอมที่ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น อย่างเช่น
- น้ำหอมแบบแท่ง มีลักษณะเนื้อบาล์มที่มีข้อดีคือ ไม่หกเลอะเทอะ จากแบรนด์ Glossier, Fenty Beauty และ Byredo
- น้ำหอมแบบพู่กัน ลักษณะเนื้อเจล จากแบรนด์ Jo Loves
- น้ำหอมสำหรับผม เน้นการให้กลิ่นน้ำหอมที่เหมาะกับการฉีดบนเส้นผม จากแบรนด์ Sol de Janeiro
ที่น่าสนใจคือ น้ำหอมลักชัวรีที่มาในขวด Travel Size ที่แม้จะไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ แต่กลับเป็นกลุ่มน้ำหอมแบรนด์หรูที่ผู้บริโภคในกลุ่มอายุ 18-24 ปี ส่วนใหญ่เลือกซื้อ
โดยตัวเลขยอดขายน้ำหอมลักชัวรี เป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดในตลาดน้ำหอมเติบโตขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เนื่องจากพฤติกรรมการใช้น้ำหอมของ Gen Z นิยมสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง จากการเลือกใช้น้ำหอมหลายกลิ่นพร้อมกัน แทนที่จะยึดติดกับการใช้น้ำหอมเพียงกลิ่นเดียว
ทำให้น้ำหอมระดับพรีเมียมในขนาด Travel Size ตอบโจทย์กับงบการใช้จ่ายที่อาจมีจำกัดของวัยรุ่นหลายคน บวกกับราคาที่ถูกกว่าการซื้อน้ำหอมไซซ์ปกติ และยังเป็นข้อดีให้ได้ทดลองหากลิ่นที่ชอบอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นว่า การแข่งขันของแบรนด์น้ำหอมในตลาด มีตั้งแต่น้ำหอมระดับแมสเกิดใหม่ ไปจนถึงน้ำหอมพรีเมียม เป็นข้อดีของผู้บริโภคที่ทำให้มีตัวเลือกซื้อมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ด้านธุรกิจน้ำหอมก็ดูเหมือนมีความท้าทายมากขึ้นในปีนี้ ทั้งต้องตามเทรนด์ สร้างจุดเด่นที่ต้องตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และการปรับตัวในการขายออนไลน์..

ที่มา : ลงทุนเกิร์ล

#ข่าวสารเศรษฐกิจ

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

DeepSeek จากจีน ตัวพลิกเกม AI สู้อเมริกา ข่าวใหญ่ที่สุดในวันนี้ DeepSeek โมเดล AI ของจีน ที่ทุกคนกำลังมองว่าจะกระทบอุตสา...
29/01/2025

DeepSeek จากจีน ตัวพลิกเกม AI สู้อเมริกา
ข่าวใหญ่ที่สุดในวันนี้ DeepSeek โมเดล AI ของจีน ที่ทุกคนกำลังมองว่าจะกระทบอุตสาหกรรม AI ของสหรัฐอเมริกาทั้งระบบ

การผลิตทุกอย่างในโลกนี้ ดูเหมือนว่าสหรัฐอเมริกาจะยอมให้กับจีนไปแล้ว

ยกเว้นเรื่อง AI

สหรัฐอเมริกาทำทุกวิถีทางในการรักษาความได้เปรียบในการเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นการกีดกันไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตชิปคุณภาพสูงของ ASML หรือการแบนส่งออกชิปรุ่นใหม่ของ Nvidia

แต่มาวันนี้ DeepSeek กำลังบอกว่า บางที ชิปคุณภาพสูง ราคาแพง ก็ไม่จำเป็นสำหรับการได้โมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพ

DeepSeek กำลังทำเหมือนที่อุตสาหกรรมรถ EV ของจีน ทำกับรถ EV ของสหรัฐอเมริกา

จริง ๆ แล้วมันรวมไปถึงอุตสาหกรรมอื่นทั่วโลก

นั่นก็คือ ทำของที่มีคุณภาพใกล้เคียง แต่ราคาถูกกว่า จนคนซื้ออดใจไม่ได้..

และทำไมเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ที่เปลี่ยนภาพอุตสาหกรรม AI ไปทั้งหมด ?

OpenAI ก่อตั้งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีพนักงาน 4,500 คน ใช้เงินลงทุนต่อปี 168,500 ล้านบาท

DeepSeek ก่อตั้งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีพนักงาน 200 คน ใช้เงินในการพัฒนาเพียง 190 ล้านบาท

ก่อตั้งไม่นาน
ใช้พนักงานน้อยกว่า 20 เท่า
และใช้งบประมาณน้อยกว่าเป็นหลายร้อยเท่า

มาวันนี้ DeepSeek กำลังท้าชนกับ ChatGPT ของ OpenAI โดยตรง โดยที่ต้นทุนถูกกว่ามหาศาล
DeepSeek เป็นใคร ?

DeepSeek เป็นโมเดล AI ที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2023 หรือเมื่อ 2 ปีก่อนเท่านั้น.. โดยคุณ Liang Wenfeng

ในขณะที่ OpenAI ก่อตั้งมาได้เกือบ 10 ปี

ซึ่งคุณ Liang Wenfeng เป็นคนก่อตั้งบริษัทจัดการกองทุน High-Flyer ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยในการซื้อขายหุ้น

ด้วยความเชี่ยวชาญด้าน AI ของบริษัท ผสมกับความหลงใหลด้าน AI ของคุณ Liang Wenfeng จึงกลายเป็นที่มาของการก่อตั้ง DeepSeek

ซึ่งเงินทุนส่วนใหญ่ในการพัฒนาโมเดล AI ก็มาจากบริษัท High-Flyer นั่นเอง

แต่ก็ต้องบอกว่า โครงการ DeepSeek อาจถูกพัฒนามาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะในปี 2021 คุณ Liang Wenfeng ทุ่มซื้อชิปจาก Nvidia หลายพันตัว เพื่อซุ่มทำโปรเจกต์ AI

จนในปี 2023 ก็ได้เอาโครงการ AI ออกมาก่อตั้งเป็นบริษัท DeepSeek ด้วยการสร้างโมเดล AI ที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงมาก

DeepSeek แจ้งว่าใช้เงินลงทุนเพื่อพัฒนาโมเดลแค่ 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 190 ล้านบาท

ในขณะที่ OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ใช้เงินลงทุนต่อปี เพื่อพัฒนาโมเดล AI ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยราว 168,500 ล้านบาท

นี่ยังไม่รวมบริษัทอเมริกันรายอื่น เช่น Alphabet, Microsoft ที่ใช้เงินลงทุนด้าน AI ของตัวเอง ไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 338,000 ล้านบาท

และโครงการ AI ล่าสุดอย่าง Stargate ของสหรัฐอเมริกาที่จะมีหลาย ๆ บริษัทร่วมลงทุนกันกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยสูงถึง 17 ล้านล้านบาท

เรียกได้ว่า DeepSeek ใช้เงินลงทุนเพื่อพัฒนาโมเดล AI หลักร้อยล้านบาท เพื่อสร้าง AI ที่มีความสามารถน่าทึ่ง แต่บริษัทอเมริกันใช้เงินหลักแสนล้าน หลักล้านล้านบาท

คำถามต่อมาคือ แล้วทำไม DeepSeek ถึงมีต้นทุนที่ถูกมากขนาดนั้น ?

คำตอบคือ แทนที่ DeepSeek จะเดินตามรอยการพัฒนาโมเดล AI แบบเดิม แต่กลับทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป

DeepSeek ใช้วิธีที่เรียกว่า MoE หรือ Mixture of Experts เข้ามาทำให้ต้นทุนถูกลง

สมมติว่า มีคำถามหนึ่งถูกถามเข้ามา DeepSeek
จะดูก่อนว่าคำถามนี้เหมาะกับการให้ผู้เชี่ยวชาญคนไหนเป็นคนตอบ เพื่อให้ได้คำตอบที่ดีที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราถามเรื่องการเงิน โมเดลก็จะเปิดโหมดผู้เชี่ยวชาญการเงิน และเลือกปิดโหมดผู้เชี่ยวชาญในด้านอื่นแทน

วิธีนี้ทำให้ DeepSeek ลดต้นทุนได้มหาศาล เพราะเลือกเปิดโมเดลที่เกี่ยวข้องกับคำถามนั้นแค่อย่างเดียว

ที่น่าสนใจคือ เวอร์ชันล่าสุดของ DeepSeek ใช้ชิปประมวลผลกราฟิกจาก AMD ไม่ได้ใช้ชิปจาก Nvidia ที่เป็นบริษัทเจ้าตลาดชิปนี้ในปัจจุบัน

ทำให้เรื่องนี้ ก็อาจกลายเป็นคำถามที่ตามมาว่า จริง ๆ แล้วชิปประมวลผลจากเจ้าอื่นนอกจาก Nvidia ก็สามารถพัฒนาโมเดล AI ได้ไม่ต่างกันหรือไม่

ซึ่งความสามารถใน AI ของ DeepSeek ตอนนี้
คือ แก้โจทย์คณิตศาสตร์ง่าย ๆ ไปจนถึงแคลคูลัส
สะท้อนให้เห็นความสามารถในการคิดเรื่องตรรกะได้ดี

นอกจากการใช้เงินพัฒนาโมเดลที่น้อยลงแล้ว
DeepSeek ยังตบหน้าสหรัฐอเมริกาต่อ ด้วยการเปิดโมเดลให้ทุกคนเข้าถึงได้ในราคาถูก

ไม่ใช่ถูกแบบที่ต่างกันไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ถูกกว่ากันหลักร้อยเท่า..

และแทนที่จะพัฒนาจากคนในองค์กรแค่อย่างเดียว DeepSeek กลับเลือกเปิดโมเดลเป็น Open Source
ให้นักพัฒนาต่าง ๆ มาออกแบบต่อยอดเองได้

จึงช่วยให้ DeepSeek ลดต้นทุนมหาศาลได้อีก เพราะสามารถให้นักพัฒนาต่อยอดโมเดล AI โดยที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องลงทุนพัฒนาทั้งหมดเอง เหมือนบริษัทอเมริกันเจ้าอื่น

พอต้นทุนถูกก็ทำให้คิดราคาขายได้ต่ำลง

รายได้หลักของ AI ส่วนหนึ่งนั้นก็มาจากการขายชุดโปรแกรม API สำหรับนักพัฒนาที่อยากมาเชื่อมต่อ

DeepSeek สามารถตั้งราคาขายชุดโปรแกรม API ต่ำกว่า OpenAI ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงหลายเท่าตัว

โดยราคาเริ่มต้นของ DeepSeek อยู่ที่ 1-2 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 67 บาทเท่านั้น แต่ OpenAI มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 15-60 ดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า 2,000 บาท

นี่เป็นราคาเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยิ่งโมเดลซับซ้อนมากขึ้น ต้นทุนชุดโปรแกรมตรงนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก

ดังนั้น DeepSeek เลยเหมาะกับบริษัทขนาดเล็กมากกว่า เพราะสามารถใช้เงินลงทุนไม่สูงมากนัก ก็เข้าถึง AI ล้ำ ๆ ได้

แต่ในอีกมุมก็น่าคิดเหมือนกันว่า
ที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Google, Amazon, Meta ต่างกระหน่ำลงทุน ด้วยการซื้อ GPU ของ Nvidia มาลงทุนพัฒนา AI

พอเห็นต้นแบบจาก DeepSeek ที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่ามาก และทำออกมาได้ประสิทธิภาพไม่ต่างกัน

ก็เป็นไปได้เหมือนกันว่า งบการลงทุนในอนาคตของแต่ละบริษัททั้งอุตสาหกรรมนี้ อาจจะถูกหยิบขึ้นมาตัดสินใจกันใหม่..

และในระยะยาว บริษัทที่ต้องการใช้เทคโนโลยี AI อาจจะใช้เงินลงทุนใน AI ลดลงกว่าที่เคยวางแผนเอาไว้

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นของ DeepSeek เท่านั้น ในตอนนี้ DeepSeek อาจโดนตั้งคำถามเรื่อง ความโปร่งใสและความปลอดภัยของข้อมูล

รวมถึงการตอบคำถามของ AI ที่อาจโดนเซนเซอร์โดยรัฐบาลจีน

นอกจากนี้ โมเดลแบบที่ให้ทุกคนเข้าถึงได้แบบ Open Source ก็ยังต้องมีผู้ใช้งานจำนวนมาก
ถึงจะได้รับการยอมรับว่าใช้งานได้จริง

ถึงตรงนี้ แม้ DeepSeek อาจดูเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่จากจีน ถึงสหรัฐอเมริกา ก็จริง แต่ก็อาจเป็นผู้เล่นที่กำลังแข่งขันกันคนละตลาดก็เป็นได้

เรื่องนี้จะเห็นได้ว่า..

ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเน้นการพัฒนาโมเดล AI ที่ซับซ้อนและใช้เงินลงทุนสูง จีนกลับเลือกพัฒนาโมเดล AI ที่อาจซับซ้อนน้อยลง ใช้เงินลงทุนน้อย แต่ราคาถูกลงมหาศาล

ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจจะอยู่ในทุกธุรกิจจีนเช่นกันว่า ทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงสินค้าคล้ายกัน ในราคาที่ถูกลง

ไล่ตั้งแต่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ตโฟน รถ EV แบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์ และในวันนี้ มาเป็นอุตสาหกรรมที่เรานึกไม่ถึงอย่าง AI

ในทุก ๆ ศตวรรษ ประเทศที่มีอำนาจในโลกนี้ จะถูกท้าทายจากประเทศใหม่ ๆ เสมอ

อย่างในศตวรรษก่อนหน้า ที่มีอังกฤษเป็นผู้นำ ก็ได้ถูกท้าชิงโดยสหรัฐอเมริกา และสหรัฐอเมริกาก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกได้สำเร็จในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ในตอนนี้
ถ้าจะหาประเทศไหนในโลก ที่จะมาท้าชิงสหรัฐอเมริกา

ก็คงต้องยอมรับว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้แล้ว จะมาเป็นภัยคุกคามสหรัฐอเมริกา ได้เท่ากับประเทศจีน..

ที่มา : ลงทุนแมน

#ข่าวสารเศรษฐกิจ

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

สรุป 7 ฟีเชอร์ AI ใหม่ ใน Samsung Galaxy S25 Series มีอะไรน่าสนใจบ้าง ? เมื่อคืนนี้ Samsung ได้เปิดตัว Samsung Galaxy S2...
25/01/2025

สรุป 7 ฟีเชอร์ AI ใหม่ ใน Samsung Galaxy S25 Series มีอะไรน่าสนใจบ้าง ?

เมื่อคืนนี้ Samsung ได้เปิดตัว Samsung Galaxy S25 Series
ซึ่งเป็นการยกระดับความสามารถของสมาร์ตโฟน AI ให้เข้าใกล้การใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น

ในปีนี้ Samsung ได้ยกระดับความสามารถของ Generative AI ให้เก่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น

- การค้นหาที่รวดเร็วมากขึ้น
- สร้างสรรค์ได้ดีกว่าเดิม
- แปลภาษาได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
- ปรับปรุงให้สามารถเรียกใช้งานได้ง่ายขึ้น

โดย Samsung ยังได้เปิดเผยอินไซต์พฤติกรรมการใช้งาน Galaxy AI ของคนไทยที่น่าสนใจเช่น ฟีเชอร์ AI ที่คนไทยนิยมใช้งานมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่

- Circle to Search ฟีเชอร์วงสิ่งที่สงสัย เพื่อค้นหาได้ทันที
- Photo Assist ลบจุดรบกวนภายในรูป
- Chat Assist แปลภาษาแบบเรียลไทม์

แล้วความสามารถ AI ที่พัฒนามาใน Samsung Galaxy S25 Series มีอะไรน่าสนใจบ้าง ?
MarketThink สรุปมาให้เป็นข้อ ๆ

1. เรียก Gemini มาเป็นผู้ช่วยส่วนตัว ง่าย ๆ ในคลิกเดียว

เพียงแค่กดปุ่มปิดเครื่องค้าง ก็สามารถสั่งงานผู้ช่วยส่วนตัวที่ทำงานด้วย Gemini ได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูป จดบันทึก สร้างรูปภาพ ก็สามารถทำได้ทันที

นอกจากนี้ ยังสามารถสั่งงานข้ามแอปพลิเคชันได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น แอปพลิเคชันของ Google เช่น Google Maps, Google Calendar

รวมถึงแอปพลิเคชันของ Samsung เช่น Samsung Notes, Samsung Reminder และผู้ให้บริการยอดนิยมอื่น ๆ เช่น WhatsApp, Spotify และอื่น ๆ อีกมากมาย

2. ทำลายกำแพงทางภาษาระหว่างการโทร

สามารถแปลภาษาแบบเรียลไทม์ได้ระหว่างการโทร โดยภาษาที่แปลออกมาจะอยู่ในรูปแบบเสียง

อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เมื่อเพื่อนที่เป็นชาวอเมริกันพูดภาษาอังกฤษ เราจะได้ยินเสียงเพื่อนเป็นภาษาไทย โดยเสียงที่แปลออกมาคือเสียงจาก AI

นอกจากนี้ เมื่อจบการสนทนา เรายังสามารถเรียกดูบทสนทนาระหว่างคุยเป็นคำบรรยายได้อีกด้วย

3. สามารถสร้างสรรค์งานเขียน และจดบันทึกได้อย่างรวดเร็ว

ช่วยเหลือให้งานเขียนสามารถจบได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบหน้า และปรับปรุงข้อความให้ถูกต้อง รวมถึงการแปลช่องแชต และแนะนำคำตอบสำหรับช่องแชต

นอกจากนี้ยังสามารถถอดเสียง, สรุปการบันทึก ไปจนถึงตกแต่งหน้าปกด้วยรูปภาพที่สร้างด้วย AI

4. สามารถแปลภาษาได้แบบเรียลไทม์

พูดง่าย ๆ ก็คือไม่ว่าจะไปประเทศไหน ก็คุยได้รู้เรื่อง ด้วยฟีเชอร์แปลภาษา ท่ีสามารถแปลการสนทนาได้ทันที และสามารถกำหนดออกมาได้ว่าต้องการให้ออกมาในรูปแบบเสียงหรือข้อความ

5. เข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว

สามารถเรียกใช้ตัวช่วย AI ในการทำความเข้าใจหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ, แปลภาษาจากข้อความ และอธิบายรูปภาพได้ทันที

นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกได้อีกว่า ต้องการให้สรุปออกมาในรูปแบบของข้อความ หรือรูปแบบเสียง

6. สามารถลบเสียงรบกวนในวิดีโอ ได้อย่างละเอียด

พูดง่าย ๆ ก็คือ สมมติว่าเราถ่ายวิดีโอในที่ที่มีคนเยอะ และยังมีเสียงรถยนต์วิ่งผ่านไปมา เมื่อเลือกเครื่องมือตัดต่อ AI จะช่วยตรวจจับและแยกเสียงให้ว่า ในคลิปของเราประกอบไปด้วยเสียงรบกวนอะไรบ้าง

ไม่ว่าจะเป็น เสียงคน, เสียงรถยนต์ และเสียงพูดของเรา โดยเราสามารถกำหนดได้ว่าต้องการลดเสียงอะไร และเพิ่มเสียงของอะไร

ที่น่าสนใจคือ เราสามารถบันทึกหน้าจอจาก YouTube มาให้ AI แยกเสียงได้อีกด้วย

เช่น เราอยากร้องเพลง APT. ในรูปแบบคาราโอเกะ เราก็แค่นำคลิปเข้ามาตัดต่อ และกดลดเสียงร้องลงได้ทันที

เพียงเท่านี้เราก็จะได้เพลง APT. แบบคาราโอเกะทันที

7. ฟีเชอร์ Best Face ไม่ว่าจะเซลฟีแบบไหน ก็ออกมาดีทุกรูป

ฟีเชอร์นี้จะใช้ AI ในการปรับหน้าของเราให้ออกมาดูดีขึ้น โดยขั้นตอนการใช้งาน เพียงแค่เปิดโหมด Motion Photo หรือก็คือ โหมดภาพเคลื่อนไหว บน Samsung Galaxy S25 Series

โดยขั้นตอนการทำงานคือ AI จะนำสีหน้าที่ดีที่สุดของเราตอนถ่ายรูปมาให้เลือก แต่ถ้าหากเราเลือกไม่ได้ เราก็สามารถเลือกจาก Motion Photo ได้เลย

ที่มา : MarketThink

#ข่าวสารเศรษฐกิจ

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

ลองคำนวณ ว่าถ้าขายเสื้อตัวละ 100 บาท บน Shopee หักค่าธรรมเนียมหมดแล้ว เราจะได้เงินเท่าไร ? - วันนี้ Shopee เพิ่งมีการปรั...
22/01/2025

ลองคำนวณ ว่าถ้าขายเสื้อตัวละ 100 บาท บน Shopee หักค่าธรรมเนียมหมดแล้ว เราจะได้เงินเท่าไร ?
- วันนี้ Shopee เพิ่งมีการปรับ “ค่าคอมมิชชัน” หรือส่วนแบ่งจากยอดขายที่เราต้องเสียให้แพลตฟอร์มเยอะขึ้น
โดยสินค้าบางหมวดจะมีการขึ้นค่าคอมมิชชันสูงถึง 9% แบบยังไม่รวมภาษี
หมายความว่า ถ้าอยากได้กำไรเท่าเดิม และลดต้นทุนลงไม่ได้ คนขายต้องขึ้นราคาสินค้า ให้พอดีกับค่าคอมมิชชันเรตใหม่
แต่รู้ไหมว่า นอกจากค่าคอมมิชชันแล้ว การขายของบน Shopee รวมถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั้งหลาย
ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซ่อนอยู่อีกเยอะ คนที่ไม่รู้อาจจะตั้งราคาขายผิด จนถึงขั้นขาดทุนได้เลย

สรุปรายละเอียดให้ว่า ถ้าเราขายของบน Shopee ปี 2025 เราจะโดนหักค่าอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างการคำนวณ แบบเข้าใจง่าย ๆ
ผ่านเคสว่า “ถ้าเราขายเสื้อยืดตัวละ 100 บาท บน Shopee เราจะได้เงินเท่าไร ?”
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าการขายของบน Shopee จะมีค่าใช้จ่ายหลัก ๆ 3 อย่างที่เราต้องเสียตามนี้
1. ค่าคอมมิชชัน
2. ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน
3. ค่าธรรมเนียมการเข้าร่วมโปรโมชัน
โดยค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่ว่ามา จะถูกคำนวณแยกกัน และจะมีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) เพิ่มเข้าไปด้วย
ทีนี้ลองมาดูวิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายกันทีละข้อ ว่าถ้าเราขายเสื้อยืดตัวละ 100 บาท บน Shopee ในปี 2025 เราจะโดนหักค่าอะไรบ้าง และหักอย่างไร ?
1. หักค่าคอมมิชชัน หรือส่วนแบ่งที่เราต้องจ่ายให้แพลตฟอร์ม
ในปี 2025 ถ้าเราไม่ใช่ร้านค้าแบบทางการ (Shopee Mall) เราจะโดนคิดค่าคอมมิชชันจาก Shopee ในเรต 5% - 9%
สูตรการคำนวณคือ ค่าคอมมิชชันที่จะโดนหัก = ราคาสินค้า x อัตราค่าคอมมิชชัน
โดยสินค้าประเภทเสื้อยืดผู้ชายและเสื้อยืดผู้หญิง ในปี 2025 Shopee จะคิดค่าคอมมิชชันอยู่ที่ 9.63% แบบรวมภาษีแล้ว
หมายความว่า ถ้าเราขายเสื้อยืดตัวละ 100 บาท บน Shopee
เราจะโดนหักค่าคอมมิชชัน 100 x 9.63% = 9.63 บาท
2. หักค่าธรรมเนียมการชำระเงิน
ทุก ๆ การชำระเงินบน Shopee จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมการชำระเงิน เริ่มต้นที่ 3.21% แบบรวมภาษีแล้ว
สูตรการคำนวณคือ ค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อ = (ราคาสินค้า + ค่าส่ง) x อัตราค่าธรรมเนียมการชำระเงิน
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าจ่ายเงินซื้อเสื้อยืด 100 บาท มีค่าส่ง 25 บาท
ค่าธรรมเนียมชำระเงินจะเท่ากับ (100 + 25) x 3.21% = 4.01 บาท
*ในกรณีที่ลูกค้าชำระผ่านบัตรเครดิต หรือผ่อนชำระผ่าน SPayLater จะมีการคิดค่าธรรมเนียมการชำระเงินเรตอื่นขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี
3. หักค่าเข้าร่วมโปรโมชันส่งเสริมการขาย
บน Shopee จะมีโปรแกรมส่งเสริมการขายอยู่หลัก ๆ 2 รายการ คือ “โปรแกรมส่งฟรี Xtra” และ “โปรแกรมส่วนลด Xtra”
โดยคนขายสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมโปรแกรมที่กล่าวมาก็ได้
แต่ถ้าเข้าร่วม Shopee จะมีการคิด “ค่าธรรมเนียมการบริการ” สูงสุด 5% โดยคิดจากราคาสินค้าต่อชิ้น ตามประเภทของสินค้า
สูตรการคำนวณคือ ค่าธรรมเนียมการบริการ = ราคาสินค้า x อัตราค่าธรรมเนียมการบริการ
โดยในปี 2025 Shopee เก็บค่าธรรมเนียมสินค้าประเภทเสื้อผ้าที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขายทั้ง โปรแกรมส่งฟรี Xtra และโปรแกรมส่วนลด Xtra อยู่ที่ 5.35% แบบรวมภาษีแล้ว
หมายความว่า ถ้าเราขายเสื้อผ้าราคา 100 บาท แล้วเข้าร่วมโปรแกรมส่วนลด Xtra
เราจะเสียค่าธรรมเนียมบริการ 100 x 5.35% = 5.35 บาท
*ถ้าเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขาย 2 อย่างพร้อมกัน Shopee จะคิดค่าธรรมเนียมการบริการสูงสุดแค่ 7% แบบไม่รวมภาษี หลาย ๆ ร้านค้า เลยนิยมเข้าร่วมทั้ง 2 โปรแกรมพร้อม ๆ กันมากกว่า
สรุปแล้ว ถ้าเราขายเสื้อยืดตัวละ 100 บาท บน Shopee หากคิดค่าส่ง 25 บาท
แล้วคำนวณค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามเรตของปี 2025 ตามสมมติฐานที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เราจะโดนหักค่าใช้จ่ายตามนี้
- หักค่าคอมมิชชัน = 9.63 บาท
- หักค่าธรรมเนียมการชำระเงิน = 4.01 บาท
- หักค่าธรรมเนียมการเข้าร่วมโปรโมชัน (โปรแกรมส่วนลด Xtra) = 5.35 บาท
สรุปคือจากเสื้อยืดราคาเต็ม 100 บาท
รวม ๆ แล้วจะได้เงิน 100-(9.63+4.01+5.35) = 81.01 บาท
สุดท้ายนี้ ต้องบอกก่อนว่าการคำนวณนี้ทำเพื่อให้หลายคนเห็นภาพเท่านั้น
เพราะในเคสจริง ๆ ยังมีเรื่องของส่วนลดจากแพลตฟอร์ม, ส่วนลดที่เราออกให้ลูกค้า, ค่าโปรแกรม Affiliate และอื่น ๆ ที่มีวิธีคำนวณต่างกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละคน..


ที่มา : MarketThink

#ข่าวสารเศรษฐกิจ

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

หุ้นกลุ่มแบรนด์หรู บวกแรงยกแผง ✅หลังจาก Richemont บริษัทเจ้าของ Cartier กับ Van Cleef & Arpels ได้ประกาศงบไตรมาสล่าสุด ซ...
18/01/2025

หุ้นกลุ่มแบรนด์หรู บวกแรงยกแผง ✅
หลังจาก Richemont บริษัทเจ้าของ Cartier กับ Van Cleef & Arpels ได้ประกาศงบไตรมาสล่าสุด ซึ่งออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นทันที 16%

และก็พาหุ้นกลุ่มแบรนด์หรูตัวอื่น ๆ ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย
เพราะนักลงทุนมองว่า อุตสาหกรรมแบรนด์หรู ที่เคยชะลอตัวไปก่อนหน้านี้ อาจกำลังเริ่มฟื้นตัวแล้ว..

#ข่าวสารเศรษฐกิจ

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

“มัทฉะฟีเวอร์” จากกระแสฮิต สู่วิกฤติขาดแคลนมัทฉะทั่วโลกหลังจากที่มัทฉะ กลายเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตบนโซเชียลมีเดีย เชื่อว่า...
15/01/2025

“มัทฉะฟีเวอร์” จากกระแสฮิต สู่วิกฤติขาดแคลนมัทฉะทั่วโลก

หลังจากที่มัทฉะ กลายเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตบนโซเชียลมีเดีย เชื่อว่าหลายคนคงอยากไปหาซื้อผงมัทฉะ เพื่อมาลองชงดื่มเองที่บ้าน

แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวังไปตาม ๆ กัน เพราะต้องเจอกับความว่างเปล่าบนชั้นวาง จากผงมัทฉะที่ Sold out แทบจะทุกแบรนด์ จนเรียกได้ว่า เริ่มเข้าสู่วิกฤติขาดแคลนมัทฉะก็ว่าได้

เพราะอะไร มัทฉะถึงเข้าสู่วิกฤติขาดแคลน ?

มัทฉะ คือ ผงชาเขียวเข้มข้นที่ถูกบดละเอียดจากใบชาคุณภาพดี มีกาเฟอีนสูง ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าคล้ายกับการดื่มกาแฟ แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า ทำให้เมนูมัทฉะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

และความนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มีการคาดการณ์ว่าตลาดมัทฉะทั่วโลก จะเติบโตเป็นประมาณ 173,000 ล้านบาท ภายในปี 2028

ซึ่งตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 จนถึงปัจจุบัน ผงมัทฉะกลายเป็นหนึ่งในสินค้าหายาก โดยเฉพาะมัทฉะเกรดที่ใช้ในพิธีชงชา หรือ Ceremonial Grade เนื่องจากมีการผลิตออกมาอย่างจำกัด

โดยผู้จัดการของ Simply Native ร้านขายมัทฉะชื่อดังในเมือง Sydney เล่าว่า ความนิยมของมัทฉะ ส่งผลให้ยอดขายของร้านในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2024 เพิ่มขึ้นกว่า 250% เลยทีเดียว

รวมถึงแบรนด์ผงมัทฉะชั้นนำของญี่ปุ่น เช่น Marukyu Koyamaen, Ippodo Tea และ Ocha no Kanbayashi ต่างก็​​ประกาศจำกัดปริมาณการสั่งซื้อ และผงมัทฉะเกรดพิธีการก็กลายเป็น Rare Item ถึงขั้นที่ทั้งหน้าร้านและบนเว็บไซต์ขายหมดเกลี้ยง

นอกจากนี้ ในประเทศไทย ผงมัทฉะก็ขายดีไม่แพ้กัน ทำให้ร้านดังหลายร้าน เช่น Peace 和 oriental teahouse และ MTCH ต่างประสบปัญหาสินค้าขาดตลาด จนต้องมีการจำกัดการซื้อสินค้าบางรายการ

หนำซ้ำยังเกิดปัญหาการกักตุนสินค้า และการซื้อเพื่อนำไปแสวงหากำไร หรือพูดง่าย ๆ ก็คือมีการนำสินค้าไป Resell นั่นเอง

ต้องบอกว่า สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้มัทฉะเป็นที่ต้องการทั่วโลกในปัจจุบัน เกิดจากกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดียที่ผลักดันให้ผู้คนหันมาสนใจมัทฉะในวงกว้าง

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ถ้าใครได้ติดตามวิดีโอ “Japan Haul” ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ คงสังเกตได้ว่า กระป๋องมัทฉะจากหลากหลายแบรนด์ กลายเป็นไอเทมยอดฮิตติดถุงช็อปปิงแทบทุกใบ

เนื่องด้วยความนิยมในมัทฉะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บวกกับค่าเงินเยนที่อ่อนค่าหนัก ทำให้นักท่องเที่ยวหอบเงินไปเที่ยวญี่ปุ่นจนล้นประเทศ เพื่อซื้อมัทฉะและสินค้าอื่น ๆ ในราคาที่คุ้มค่า

อีกทั้งกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพ ที่มักจะนำเสนอเมนูมัทฉะในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้กลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ หันมาลองดื่มมัทฉะกันมากขึ้น

นอกจากนี้ ความนิยมของมัทฉะ อาจได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทรนด์ Clean Girl ที่เคยฮิตในช่วง 2-3 ปีก่อน โดยสาว ๆ ในเทรนด์นี้มักดูแลตัวเองอย่างพิถีพิถัน และเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการดื่มมัทฉะสักแก้ว

ทำให้ปัจจุบัน มัทฉะกลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องดื่ม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยและใส่ใจสุขภาพ ส่งผลให้ความต้องการมัทฉะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งเหตุผล เกิดจากการขาดแคลน Tencha หรือใบชาที่ใช้ผลิตมัทฉะโดยเฉพาะ

ซึ่งความต้องการมัทฉะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณการผลิตยังคงจำกัด เนื่องจากการเก็บเกี่ยวใบชามีช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนนั่นเอง

ทั้งหมดนี้ คือเรื่องของความต้องการของคนซื้อ (Demand) และความต้องการของคนขาย (Supply) ที่ไม่เท่ากัน

คำถามก็คือ แล้วในอนาคต มัทฉะจะกลับมาเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่ายเหมือนเดิมหรือไม่

และในตอนนั้น มัทฉะจะยังสามารถรักษาความนิยมได้อย่างยั่งยืน เหมือนกาแฟหรือชา หรือจะกลายเป็นเพียงเครื่องดื่มแฟชั่น ที่ผ่านไปเท่านั้น..

ที่มา : ลงทุนเกิร์ล

#ข่าวสารเศรษฐกิจ

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

กรณีศึกษา มาม่า บริษัทที่มีเงินสด 28,000 ล้านบาท หากเรามีเงินสดอยู่ 28,000 ล้านบาท และไม่มีหนี้สินเลย เราจะเอาเงินเหล่าน...
08/01/2025

กรณีศึกษา มาม่า บริษัทที่มีเงินสด 28,000 ล้านบาท
หากเรามีเงินสดอยู่ 28,000 ล้านบาท และไม่มีหนี้สินเลย เราจะเอาเงินเหล่านั้นไปทำอะไรบ้าง ?

แน่นอนว่าด้วยเงินมหาศาลขนาดนี้ เราคงเอาไปเนรมิตได้แทบทุกอย่างที่ใจปรารถนา

แต่รู้หรือไม่ว่า มีอยู่บริษัทหนึ่งที่มีเงินสดอยู่มากขนาดนั้น แต่กลับเก็บเอาไว้เฉย ๆ

บริษัทที่ว่าก็คือ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA เจ้าของแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่คนไทยทุกคนต้องรู้จัก ในชื่อ “มาม่า”

นอกจาก TFMAMA จะมีเงินสดซ่อนอยู่ในบริษัทมากขนาดนี้แล้ว ตัวเลขในงบการเงินของบริษัท ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเลย

หากสงสัยว่า ตัวเลขงบการเงินของ TFMAMA มีอะไรน่าสนใจบ้าง

เหตุผลที่ทำให้ TFMAMA มีเงินสดมากมายก่ายกองแบบนี้ ก็มาจากการที่บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดอิสระ หรือ Free Cash Flow ได้อย่างสม่ำเสมอ

กระแสเงินสดอิสระ หรือ Free Cash Flow คือเงินสดที่คงเหลืออยู่ หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนทำธุรกิจไปหมดแล้ว

คำนวณหาโดย
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมการดำเนินงาน - รายจ่ายเพื่อการลงทุน

ปี 2564 มีกระแสเงินสดอิสระ เท่ากับ 3,942 ล้านบาท
ปี 2565 มีกระแสเงินสดอิสระ เท่ากับ 2,496 ล้านบาท
ปี 2566 มีกระแสเงินสดอิสระ เท่ากับ 4,408 ล้านบาท

เงินสดเหล่านี้ บริษัทสามารถนำไปจ่ายเงินปันผล จ่ายหนี้เงินกู้ หรือซื้อหุ้นคืนก็ได้

จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา TFMAMA สร้างกระแสเงินสดอิสระได้ดีมากมาตลอด แสดงว่าบริษัทถือว่าเป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดให้กับผู้ถือหุ้น

แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้ TFMAMA มีกระแสเงินสดอิสระสูงมาก นอกจากความสามารถในการทำธุรกิจแล้ว ก็มาจากการที่ TFMAMA ไม่จำเป็นต้องทำการลงทุนเพิ่มขนาดใหญ่อีกแล้ว

เพราะอย่างที่เราเห็นกันว่า มาม่า เป็นสินค้าที่แทบจะอยู่คู่ทุกบ้าน จนถึงขั้นที่คนทั่วไปเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกแบรนด์กันอย่างติดปากว่า มาม่า แล้ว

ก็แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจของมาม่า ค่อนข้างอิ่มตัวประมาณหนึ่ง ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องลงทุน เพื่อขยายการผลิตเพิ่มมากไปกว่านี้อีก

และนอกจากนี้ ถ้าเราไปดูอัตราส่วนในการจ่ายปันผล ให้กับผู้ถือหุ้น จะพบว่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40% เท่านั้นเอง แถมยังไม่มีการซื้อหุ้นคืนอีกด้วย

ทำให้สุดท้ายแล้ว เมื่อทำกำไรได้ในแต่ละปี เงินเหล่านั้น ก็จะกลายมาเป็นเงินสดสะสมในบริษัทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

แล้วการมีเงินสดจำนวนมาก ส่งผลต่อบริษัทอย่างไร ?

1. ทำให้บริษัทมี ROIC สูง

ROIC หรือ Return on Invested Capital คืออีกหนึ่งเครื่องมือที่ไว้ใช้วิเคราะห์ว่า บริษัทสามารถทำผลตอบแทนจากการลงทุนทำธุรกิจ กลับมาได้คุ้มค่าหรือไม่

ถ้าบริษัททำ ROIC ได้สูง หมายความว่า ลงทุนทำธุรกิจไปแล้ว ได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่ามาก

แต่ถ้า ROIC ต่ำ ก็หมายความว่า ผลตอบแทนจากการทำธุรกิจ ได้กลับมาไม่คุ้มค่าเงินลงทุนเลย

โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนมักจะชอบดู ROE หรืออัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และ ROA หรืออัตราส่วนผลตอบแทนต่อทรัพย์สิน

ถ้า ROE และ ROA สูง ก็หมายความว่า บริษัทนี้ทำผลตอบแทนกลับคืนมาจากเงินลงทุน ได้เป็นอย่างดี

แต่รู้หรือไม่ว่า โดยปกติแล้ว บริษัทที่ทำ ROIC ได้สูง มักจะเป็นบริษัทที่มีทั้ง ROE และ ROA สูงด้วย

คำนวณหาโดย
(กําไรจากการดําเนินงานหลังหักภาษี / เงินลงทุนในธุรกิจ) x 100

ปี 2564 มี ROIC เท่ากับ 30.15%
ปี 2565 มี ROIC เท่ากับ 23.98%
ปี 2566 มี ROIC เท่ากับ 30.25%

จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา TFMAMA มี ROIC ที่สูงมากมาตลอด แสดงให้เห็นว่า บริษัทลงทุนทำธุรกิจแล้ว ได้ผลตอบแทนกลับมา คุ้มค่าเงินลงทุนมากเลย

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า ตัวเงินลงทุนในธุรกิจ หรือ Invested Capital คำนวณมาจาก
ส่วนของผู้ถือหุ้น + หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย - เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด

พอบริษัทมีเงินสดเหลืออยู่เยอะมาก ก็เลยทำให้ตัว Invested Capital มีน้อย ส่งผลให้เมื่อคำนวณออกมาแล้ว ROIC จึงสูง

2. ทำให้มูลค่าของกิจการต่ำกว่ามูลค่าตลาด

โดยตรงนี้เราสามารถสังเกตได้ผ่าน Enterprise Value หรือมูลค่าของกิจการ ซึ่งคำนวณหาได้จาก

มูลค่าบริษัท + หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย - เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด

จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 24 ธ.ค. 2567 TFMAMA มี
- มูลค่าบริษัทปัจจุบัน 65,611 ล้านบาท
- หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย 0 บาท
- เงินสดและสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด 28,233 ล้านบาท

ทำให้เมื่อคำนวณออกมาแล้ว TFMAMA จะมี Enterprise Value เท่ากับ 65,611 + 0 - 28,233 = 37,378 ล้านบาท

ตรงนี้เราคงจะเห็นแล้วว่า แม้ TFMAMA จะมีมูลค่าบริษัทตามราคาหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในปัจจุบันที่ 65,611 ล้านบาท

แต่จริง ๆ แล้ว เมื่อเราคำนวณทั้งหนี้สินและเงินสดที่บริษัทมีอยู่ กลับพบว่า มูลค่ากิจการของบริษัท จริง ๆ แล้วกลับอยู่ที่ 37,378 ล้านบาท เท่านั้น

นอกจากนี้พอเรารู้ Enterprise Value แล้ว ก็สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ความถูกแพงของบริษัท ก่อนที่เราจะลงทุนได้ด้วย

โดยการใช้อัตราส่วนชื่อว่า Enterprise Value to Free Cash Flow Ratio หรือเรียกย่อ ๆ ว่า EV/FCF

ถ้า EV/FCF สูง หมายความว่า มูลค่าบริษัทสูงมาก เมื่อเทียบกับกระแสเงินสดที่บริษัทสร้างได้ การจะลงทุนในบริษัทนี้ อาจจะไม่คุ้มค่าสักเท่าไร

แต่ถ้า EV/FCF ต่ำ ก็หมายความว่า บริษัทนี้น่าสนใจในการลงทุน เพราะมูลค่าบริษัทไม่แพงมาก เมื่อเทียบกับความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัท

จากข้อมูลทั้งหมด เราก็จะหาค่า EV/FCF ออกมาได้
โดยการนำ Enterprise Value หารด้วย Free Cash Flow จะได้ 37,378 / 4,408 = 8.48 เท่า

ซึ่ง 8.48 เท่า หมายความว่า จากกระแสเงินสดอิสระที่ TFMAMA ทำได้ในปีล่าสุด คือปี 2566 ที่ 4,408 ล้านบาท

สมมติว่าบริษัททำได้เท่านี้ไปเรื่อย ๆ ต่อให้กระแสเงินสดอิสระไม่เติบโตขึ้นอีกเลย ถ้าเราลงทุนหุ้น TFMAMA เราจะใช้เวลาประมาณ 8 ปีกว่า ๆ ในการคืนทุนนั่นเอง

ซึ่งการที่บริษัทมี EV/FCF ต่ำกว่า 10 เท่า ก็ถือว่า มูลค่าบริษัทยังไม่ได้แพงมากนัก เมื่อเทียบกับกระแสเงินสดที่บริษัททำได้

อ่านมาถึงตรงนี้เองก็จะเห็นได้ว่า ข้อดีที่สำคัญของบริษัทที่มีเงินสดเยอะมากแบบนี้ ก็คือโอกาสที่จะขาดสภาพคล่อง ในยามที่เกิดวิกฤตินั้น มีน้อยมาก ๆ

แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง การเก็บเงินสดจำนวนมหาศาล ก็อาจจะกลายเป็นค่าเสียโอกาสของกิจการ ที่จะนำเงินไปสร้างการเติบโตเพิ่มขึ้น สำหรับอนาคตได้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากการวิเคราะห์ด้านงบการเงินแล้ว เราก็ควรต้องวิเคราะห์บริษัทในด้านคุณภาพเชิงลึกด้วย

เช่น ความสามารถในการแข่งขันของบริษัท, ภาพการเติบโตในระยะยาว, นโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท และธรรมาภิบาลของผู้บริหารด้วย

เพราะสำหรับบางบริษัท ที่มีผลการดำเนินงานดี และเหมือนจะเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าหากไม่มีแผนการเติบโตที่ชัดเจน หรืออยู่ในตลาดที่อิ่มตัวแล้ว เราก็อาจจะต้องรอหุ้นสะท้อนมูลค่า จนอาจเสียโอกาสได้เหมือนกัน

ดังนั้น การลงทุนแม้ในหุ้นที่ดูปลอดภัย ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ เราจึงควรประเมินโอกาสและความเสี่ยงในการลงทุน ออกมาให้รอบด้าน ก่อนที่เราจะเอาเงินของเรา เข้าไปลงทุนจริง ๆ..

หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้นเหล่านี้ การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน ก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

ที่มา : MONEY LAB

#ข่าวสารเศรษฐกิจ

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

วันที่ 3 มกราคม 2568ราคาทองคำปรับขึ้น +500 บาท #ข่าวสารเศรษฐกิจ  #สินเชื่อเพื่อธุรกิจ
03/01/2025

วันที่ 3 มกราคม 2568
ราคาทองคำปรับขึ้น +500 บาท

#ข่าวสารเศรษฐกิจ

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

สวัสดีปีใหม่ 2568Plan B Thailand ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขสมหวังสุขภาพแข็งแรง ขอให้โชคดีในทุกด้าน ทั้งหน้าที่การงานและก...
01/01/2025

สวัสดีปีใหม่ 2568
Plan B Thailand ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขสมหวัง
สุขภาพแข็งแรง ขอให้โชคดีในทุกด้าน ทั้งหน้าที่การงานและการเงิน
เจอแต่สิ่งดี ๆ ตลอดปีตลอดไป


#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

วิกฤติ NISSAN รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ 90 ปี-ถ้าบอกว่า NISSAN เหลือเวลา 12 เดือนที่จะทำให้บริษัทอยู่รอด หลายคนคงไม่คิดมา...
30/11/2024

วิกฤติ NISSAN รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ 90 ปี

-ถ้าบอกว่า NISSAN เหลือเวลา 12 เดือนที่จะทำให้บริษัทอยู่รอด หลายคนคงไม่คิดมาก่อน

NISSAN ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ TOP 5 ของญี่ปุ่น กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในแวดวงธุรกิจและยานยนต์ ณ​ ตอนนี้
NISSAN กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างไร

จากผลประกอบการ 6 เดือนล่าสุด (เม.ย.-ก.ย. 2024) ของ NISSAN ที่ออกมาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ซึ่ง NISSAN มีรายได้ 1,361,600 ล้านบาท ลดลง 1%
กำไรจากการดำเนินงาน 7,500 ล้านบาท ลดลง 90%
กำไรสุทธิ 4,400 ล้านบาท ลดลง 94%

สาเหตุเป็นเพราะ NISSAN มียอดขายที่ซบเซาในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐฯ จีน รวมถึงญี่ปุ่นเอง จากการแข่งขันในตลาดรถยนต์ที่รุนแรง และ NISSAN ไม่สามารถปรับตัวสู้ในสนามรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด กับคู่แข่งในท้องถิ่นได้ เช่น Tesla ในสหรัฐฯ, BYD ในจีน

ที่นอกจากทำให้ NISSAN ขายรถได้น้อยลงแล้ว ยังต้องหั่นราคารถเพื่อไปสู้ด้วย ซึ่งส่งผลต่อส่วนแบ่งตลาดและผลกำไร ที่หายไปในที่สุด..

ที่สำคัญ เมื่อมาดูเรื่องสภาพคล่อง
NISSAN มีกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ติดลบ 102,000 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือนล่าสุด
เนื่องจากบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ และมีรายจ่ายลงทุน (CapEx) เพิ่มขึ้น

ส่วนฐานะการเงินของบริษัท ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2024
มีทรัพย์สินรวม 4,297,900 ล้านบาท
หนี้สินรวม 2,868,200 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้น 1,429,700 ล้านบาท

ซึ่งสิ้นเดือน ก.ย. 2024 NISSAN มีเงินสดอยู่ในมือและธนาคาร อยู่ที่ 297,000 ล้านบาท ลดลง 31% เมื่อเทียบกับตอนสิ้นเดือน มี.ค. 2024

ในขณะที่ฝั่งหนี้สิน
บริษัทมีหนี้สินระยะสั้น (ที่ต้องชำระภายใน 1 ปี) รวม 1,513,300 ล้านบาท
และหนี้สินระยะยาวรวม 1,354,900 ล้านบาท

หรือก็คือ ถ้าดูจากตัวเลขแล้ว นอกจากบริษัทกำลังมีปัญหาเรื่องผลการดำเนินงานแล้ว
ด้วยจำนวนเงินสดที่มีอยู่ และกระแสเงินสดของบริษัท

NISSAN ก็กำลังเริ่มเผชิญกับความท้าทายเรื่องสภาพคล่องด้วย

ซึ่งทาง NISSAN ได้ปรับประมาณการกำไรจากการดำเนินงานทั้งปี (สิ้นสุดเดือน มี.ค. 2025) ลงถึง 74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

แต่ข่าวร้ายที่ถาโถมใส่ NISSAN ยังไม่หมดเท่านี้..

เพราะ Renault กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ NISSAN และเป็นพันธมิตรกันมายาวนานกว่า 25 ปี
ได้ทำการทยอยขายหุ้นใน NISSAN ออกไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งสื่อต่างประเทศก็วิเคราะห์ว่า มีความเป็นไปได้ที่ Renault อาจจะขายหุ้นอีกส่วนหนึ่งของ NISSAN ให้กับคู่แข่งอย่าง Honda ด้วยก็ได้..

การลดสัดส่วนการถือหุ้นของ Renault ทำให้เกิดคำถาม และตอกย้ำความไม่แน่นอนในอนาคตของ NISSAN เข้าไปอีก

ต้องบอกว่า สถานการณ์ปัจจุบันของ NISSAN ค่อนข้างน่าเป็นห่วง
และนับจากต้นปี (YTD) ราคาหุ้นของ NISSAN ได้ร่วงลงมาแล้วกว่า -32%

แต่ก็ใช่ว่า NISSAN จะไม่พยายามดิ้นรนทำอะไรเลย
เพราะไม่นานมานี้ บริษัทได้ประกาศแผนปรับโครงสร้างเพื่อลดค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่ และแก้ไขสถานการณ์ ตั้งแต่

1) เลิกจ้างพนักงาน 9,000 ตำแหน่งทั่วโลก
ซึ่งในไทยก็โดนด้วย โดยมีรายงานว่า NISSAN เตรียมปลดหรือโยกย้ายพนักงานประมาณ 1,000 ตำแหน่งในไทย

สำหรับยอดขายรถยนต์ NISSAN ในไทยนั้น ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน จากสภาพตลาด การแข่งขัน และกำลังซื้อของผู้บริโภค
เพราะช่วงเดือน ม.ค.-ต.ค. 2024 ขายได้เพียง 7,968 คัน ลดลง 43% จากปีก่อน

2) ปรับลดกำลังการผลิตทั่วโลกลง 20% จากกำลังการผลิตในปัจจุบัน
และมีข่าวว่า ในไทยอาจยุติการผลิตบางส่วนที่โรงงานหมายเลข 1 ขอ NISSAN ในจังหวัดสมุทรปราการ

ทั้งนี้ NISSAN มีโรงงานในจังหวัดสมุทรปราการ 2 แห่ง ด้วยกำลังการผลิตรวมกว่า 370,000 คันต่อปี ถือเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

3) ลดเงินเดือนผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการบริหาร รวมถึง CEO ของบริษัท ที่เงินเดือนลดลง 50%

4) หาแหล่งเงินทุน โดย NISSAN กำลังมองหานักลงทุนรายใหม่ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มธนาคารหรือบริษัทประกันภัย เพื่อนำเงินมาช่วยประคองบริษัทให้อยู่รอดในปีนี้

เนื่องจากหากไร้ซึ่งนักลงทุนรายใหม่ NISSAN อาจอยู่รอดต่อไปได้เพียง 12 เดือน ถึง 14 เดือนจากนี้เท่านั้น..

นอกจากนี้ NISSAN ยังได้ประกาศขายหุ้น 10% ในบริษัท Mitsubishi Motors ออกไป
(NISSAN ถือหุ้น Mitsubishi Motors อยู่ในสัดส่วน 34% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด)
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฟื้นฟูกิจการฉุกเฉิน

5) เร่งปรับตัวสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้า
โดยเร่งพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับเทรนด์ของตลาด
ซึ่ง NISSAN กำลังวางแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 12 รุ่น ภายใน 18 เดือนข้างหน้า

สรุปแล้ว สถานการณ์ที่ NISSAN กำลังเผชิญ มีความท้าทายและไม่แน่นอนสูง
โดยจากแหล่งข่าวภายในของบริษัทคุยกันว่า NISSAN จะมีเวลาอีกเพียง 12 เดือน เพื่ออยู่รอด

และ 12 เดือนต่อจากนี้ ก็คงเป็นความท้าทายใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ 90 ปี ของ NISSAN..

ที่มา : ลงทุนแมน

#ข่าวสารเศรษฐกิจ

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

ที่อยู่

75/37หมู่11ถ. พหลโยธิน ต. คลองหนึ่ง อ. คลองหลวง จ. ปทุมธานี
Amphoe Pathum Thani
12120

เวลาทำการ

จันทร์ 00:08 - 22:00
อังคาร 08:00 - 22:00
พุธ 08:00 - 22:00
พฤหัสบดี 08:00 - 22:00
ศุกร์ 08:00 - 22:00
เสาร์ 08:00 - 22:00
อาทิตย์ 08:00 - 22:00

เบอร์โทรศัพท์

+66968987891

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ PlanB Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์