สินเชื่ออนุมัติด่วน SIAM Loan

สินเชื่ออนุมัติด่วน SIAM Loan อย่าพลาดโอกาสทางธุรกิจ เพียงเพราะขาดเงินทุน
สินเชื่อ Sm capital สำหรับธุรกิจ

02/02/2022

สัญญาณขึ้นดอกเบี้ย-สภาพคล่องหาย หาโอกาสลงทุนปี 2022 ยังไงดี ?
สรุปประเด็นสำคัญจาก BBLAM
BBLAM x ลงทุนแมน

หนึ่งปัจจัยทางเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลกในปีนี้
คงหนีไม่พ้นเรื่องของสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย และสภาพคล่องที่กำลังจะหดหายไปเรื่อย ๆ
และเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อย อาจจะยังมองไม่ออก ถึงทิศทางการลงทุนในช่วงเวลานี้

ลงทุนแมน ชวนผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ด้านการลงทุนจาก BBLAM
มาร่วมพูดคุยถึง เทคนิคในการจัดพอร์ตการลงทุน ให้เหมาะสมกับสถานการณ์โลก
โดยมี Speaker คนสำคัญคือ คุณมทินา วัชรวราทร CFA® Head of Investment Strategy

แล้วสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยมา สภาพคล่องหาย เราจะหาโอกาสลงทุนในปี 2022 นี้ ยังไงดี ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง

ต้องบอกว่า ปี 2021 เปรียบเสมือนอีกหนึ่งปีทอง สำหรับนักลงทุนหลาย ๆ คน
โดยเฉพาะ นักลงทุนสายเทคโนโลยี และนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ
เพราะดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ถึง 26% ในขณะที่ดัชนี Nasdaq ให้ผลตอบแทนกว่า 21%

แต่ทว่าพอเริ่มต้นปี 2022 บรรยากาศการลงทุนดูเหมือนจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ตลาดหุ้นทั่วโลกโดนแรงกดดันจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น

- การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ Omicron ที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสูงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ร้อนแรง

ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับฐานลงอย่างมาก ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทาง BBLAM มองว่า การปรับฐานลงมาครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน สำหรับนักลงทุนที่เชื่อมั่นในหุ้นสหรัฐอเมริกา และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

เพราะที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ แม้ว่าอัตราการติดเชื้อของผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น จากการแพร่ระบาดของ Omicron
แต่อัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากการแพร่ระบาดช่วงต้นปี 2020 ที่มีอัตราเสียชีวิตสูง

ประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่เคยเปรียบเสมือนการระบาดครั้งใหญ่ (Pandemic)
ถูกคาดการณ์ว่าจะกลายมาเป็นไข้หวัดใหญ่ทั่วไป (Endemic) จากอัตราการฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากร ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

แน่นอนว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ร้อนแรง อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเดือนธันวาคม ปี 2564 พบว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 7%
ซึ่งสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ๆ คือ

1. ความต้องการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความอัดอั้นมานาน (Demand-pull)
2. ปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน จากการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Cost-push)

ด้วยเหตุผลนี้ จึงไม่น่าแปลกใจ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED จะประกาศขึ้นดอกเบี้ย เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

โดยในปี 2022 ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะประกาศ 3 มาตรการ เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ นั่นคือ

- มาตรการ QE Tapering หรือการชะลอการซื้อพันธบัตรรัฐบาล ที่จะทำให้เงินในระบบลดลง
- มาตรการ ขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2022
- มาตรการ Quantitative Tightening (QT) หรือการลดขนาดงบดุล ด้วยการไม่ซื้อพันธบัตรเพิ่ม

ซึ่ง BBLAM มองว่า มาตรการของ FED มีความสมเหตุสมผล เพราะหากยังปล่อยให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป อาจก่อให้เกิดวิกฤติทางการเงินได้ในอนาคต

อีกทั้ง Real GDP ของสหรัฐอเมริกาถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโต 4.9%
ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานลดลงจาก 8% มาเป็น 3.9%
สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาได้ดีทีเดียว

ทีนี้ หากมองในมุมของตลาดหุ้นจะพบว่า มูลค่าตลาดของบริษัทในดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ 24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

เท่ากับว่า FED จะต้องระมัดระวังในการออกนโยบายไม่ให้กระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนมากนัก เพราะต้องยอมรับว่า ความมั่งคั่งของคนอเมริกัน ก็อยู่ในตลาดหุ้นอยู่ค่อนข้างมากทีเดียว

คำถามต่อมาคือ แล้วถ้ามาดูสถานการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในยุโรป และญี่ปุ่น เป็นอย่างไรบ้าง ?

ล่าสุดธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ประกาศว่าจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
แต่จะยังจับตาเฝ้าระวังเป็นอย่างดี เพราะล่าสุดพบอัตราเงินเฟ้อในเยอรมนีอยู่ที่ 3% และฝรั่งเศส 4% ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต

ในทางกลับกัน อัตราเงินเฟ้อในประเทศญี่ปุ่นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก
แม้จะถูกคาดการณ์อยู่ที่ระดับ 2% แต่ในความเป็นจริง อาจจะต่ำถึง 0.9% ก็เป็นได้
และล่าสุดผลจากการประชุมของ BOJ หรือธนาคารกลางญี่ปุ่น ก็ยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นใด ๆ อีกด้วย

ทีนี้ หากย้อนกลับมาเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกา ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก และก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย
เพราะสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นดอกเบี้ยอยู่บ่อยครั้ง

เช่น ในปี 2004 ถึง 2006 ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยรวมกันถึง 17 ครั้ง
แต่ดัชนี S&P 500 ก็ยังสามารถให้ผลตอบแทนได้เฉลี่ย 8% และ Nasdaq 6%

สะท้อนได้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยในปี 2022 จะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่
ดังนั้น นักลงทุนไม่ควรกังวลเรื่องนี้มากเกินไป

สุดท้ายแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้นในปี 2022
นั่นก็คือ “กำไร” ของบริษัท
เพราะกำไรของบริษัท จะเป็นตัวชี้วัดที่ดี บ่งบอกว่าบริษัทคู่ควรกับมูลค่านี้หรือไม่

ที่น่าสนใจก็คือ ในปี 2021 พบว่า กำไรของหุ้นจดทะเบียนในตลาด S&P 500 เพิ่มขึ้น 47%
แล้วยังถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 6-8% ในปี 2022 นี้ อีกด้วย

มาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่า หุ้นสหรัฐอเมริกามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับนักลงทุนที่จะทำการบ้าน คัดกรองบริษัทดี ๆ
หรือจะเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาช่วยดูแลก็ได้

แล้ววิธีเฟ้นหาหุ้นน่าลงทุนในปี 2022 เป็นอย่างไร ?

สิ่งสำคัญคือ การเฟ้นหาบริษัทที่มีกำไรสูง หรือกำไรที่แน่นอน
ยกตัวอย่างเช่น บริษัทเทคโนโลยีที่มีอำนาจในการต่อรองราคาอย่าง Microsoft, TSMC

หรือบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงอย่าง Cadence Design Systems หรือ Synopsys ผู้ออกแบบซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการผลิตชิป
ซึ่งทั้งโลกมีเพียงไม่กี่บริษัทที่ทำได้ บริษัทเหล่านี้จึงมีอัตรากำไรขั้นต้นสูง และได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อน้อยกว่าบริษัทอื่น ๆ โดยกองทุน B-SIP ของ BBLAM ก็เข้าไปลงทุนหุ้นเหล่านี้อยู่ไม่น้อย

แล้วตลาดเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น และจีน น่าสนใจไหม ?

ผลจากการคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2022 พบว่า
ยุโรปจะเพิ่มขึ้น 6% ญี่ปุ่น 7% และเอเชีย 8% ซึ่งเท่า ๆ กับฝั่งสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ Valuation ยังถูกกว่าฝั่งสหรัฐอเมริกา

ที่น่าสนใจคือ ตลาดญี่ปุ่น ถูกปรับประมาณการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับดัชนีอื่น ๆ
เพราะมองว่าเมื่อเศรษฐกิจโลกดีขึ้น บริษัทญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อด้านผู้ผลิตเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ในโรงงานจะได้รับผลประโยชน์ไปเต็ม ๆ จากการฟื้นตัว และกลับมาขยายตัวของภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ โอกาสการลงทุนนอกตลาดสหรัฐอเมริกายังมีอยู่มากทีเดียว
สังเกตได้จาก P/E ของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาเฉลี่ยอยู่ในช่วงที่สูงที่สุด เมื่อเทียบกับอดีตกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ ญี่ปุ่นและยุโรป ยังคงมี P/E เกาะเส้นค่าเฉลี่ยตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

สำหรับ ตลาดหุ้นจีนอย่าง H-shares (ฮ่องกง) มี P/E เพียง 9 เท่า และ A-shares (จีนแผ่นดินใหญ่) มี P/E ราว 14 เท่า ซึ่งไม่ได้แพง เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS growth) ที่คาดว่าจะเติบโต 10-15% ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม หากใครกังวลว่า Quantitative Tightening (QT) จะมีผลต่อตลาดหุ้นนั้น
อธิบายง่าย ๆ ว่า ถ้า QE คือการเพิ่มเงินไปในระบบ QT ก็คือการทำตรงกันข้ามด้วยการดูดสภาพคล่องออกจากระบบ

ซึ่งหากสังเกตในปี 2017 ที่ FED เคยทำ QT จะพบว่า ตลาดหุ้นยังคงให้ผลตอบแทนที่ดี
เช่น ตลาด Nasdaq ให้ผลตอบแทน 28% หรือตลาดเอเชียอย่าง MSCI Asia Ex Japan +40% และอินเดีย +30%

สะท้อนได้ว่า หาก FED จะทำ QT มักจะอยู่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจดี กำไรของบริษัทดี ตลาดหุ้นยังไปต่อได้
เท่ากับว่า นโยบายการเงิน ไม่ได้กำหนดผลตอบแทนของตลาดหุ้นเสียทั้งหมด

ทีนี้หากย้อนกลับมาดู ตลาดหุ้นจีน..
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทิศทางของนโยบายการเงินจีนค่อนข้างชัดเจนว่าเริ่มผ่อนคลาย
ประกอบกับ อัตราเงินเฟ้อไม่ได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยิ่งเปิดทางให้นโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายได้มากขึ้น ก็จะเป็นลมส่งช่วยตลาดหุ้นจีนสร้างผลตอบแทนโดดเด่นได้

ยังไม่นับรวม นโยบายเพิ่มชนชั้นกลาง และการพัฒนาอุตสาหกรรมแรงงานมาเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ที่ส่งผลให้คนจีนมีรายได้มากขึ้น การบริโภคในประเทศสูงขึ้น

อีกทั้งจีนยังมีความเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด ในรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่
เพราะรู้หรือไม่ว่า จีนเป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นตลาดรถยนต์ EV ที่ใหญ่ที่สุด

สิ่งเหล่านี้ ยิ่งพัฒนาไป จีนก็จะยิ่งกลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของอุตสาหกรรมได้
ปัจจุบันธุรกิจด้าน EV และพลังงานทดแทน เป็นหนึ่ง sector ที่กองทุน B-CHINE-EQ เข้าไปลงทุนเรียบร้อยแล้ว

สุดท้ายแล้ว ปี 2022 ควรลงทุนอะไรดี ?

ปี 2022 เป็นปีที่ดีในการเริ่มต้นฝึกวินัยลงทุนด้วยการทำ DCA โดยอาศัยความผันผวนทำให้ต้นทุนถัวเฉลี่ยของพอร์ตลงทุนดีขึ้น

และยังมองว่า ตลาดหุ้นเอเชียจะกลับมาเป็นม้ามืด สังเกตได้จากเม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

สำหรับการลงทุนระยะยาว มองว่า เทรนด์พลังงานสะอาด ESG และเทคโนโลยี ยังน่าสนใจ
และที่น่าจับตาก็คือ Healthcare ที่แม้ในปีที่แล้ว ผลตอบแทนจะไม่ค่อยดี แต่มองว่า Healthcare จะสามารถฟื้นได้ นับจากนี้ไป

ดังนั้น สำหรับใครที่สนใจลงทุนในเทรนด์เทคโนโลยี
เชื่อว่าโลกยังเดินหน้าด้วยเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Metaverse หรือกระดูกสันหลังของเทคโนโลยีอย่าง Cloud Computing หรือก็คือ การเก็บข้อมูลไว้บนคลาวด์
หนึ่งกองทุนที่น่าสนใจก็คือ B-INNOTECH กองทุนที่เลือกลงทุนหุ้นเทคโนโลยีไว้อย่างครอบคลุม

ส่วนนักลงทุนที่ชื่นชอบหุ้นคุณภาพดี กำไรสม่ำเสมอ
มองว่ากลุ่ม Healthcare จะเป็นคำตอบที่ดีได้ สังเกตได้จากสถิติย้อนหลังที่มีความผันผวนน้อย และยังมีกำไรเติบโตเฉลี่ย 8% ทุกปี ในช่วงปี 2003-2023

แม้ในปีที่ผ่านมา กลุ่ม Healthcare จะให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าดัชนี S&P 500 จากการชะลอการรักษาโรคต่าง ๆ ออกไปในช่วงโควิด 19
แต่เชื่อว่า หากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ก็น่าจะถึงเวลาที่คนจะเลือกกลับมารักษาตัวอีกครั้ง

ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่ากลุ่ม Healthcare จะกลับมาให้ผลตอบแทนที่ดีได้ใน 1-2 ปีนี้
กองทุน BCARE จึงเป็นหนึ่งกองทุนที่จะลงทุนในกลุ่ม Healthcare และมีความน่าสนใจไม่น้อยในช่วงเวลานี้

สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญในช่วงตลาดผันผวนเช่นนี้ ก็คือ การลงทุนแบบ DCA หรือก็คือ Dollar-Cost Averaging ซึ่งเป็นวิธีการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนได้

เพราะด้วยจำนวนเงินเท่ากัน หากตลาดเป็นขาลง เราจะได้หน่วยลงทุนเยอะขึ้น และไม่ต้องกังวลเรื่องจับจังหวะพลาด
ซึ่งนอกจากจะเป็นเทคนิคการลงทุนที่ดีแล้ว ยังช่วยบริหารความเสี่ยงพอร์ตลงทุนได้ อีกด้วย..

คำเตือน:
การลงทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น) / ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือการลงทุน RMF ก่อนการตัดสินใจลงทุน / กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศมิได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้นผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว หรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

22/11/2021

สรุปเรื่อง M&A การควบรวมกิจการ คืออะไร? ครบจบในโพสต์เดียว /โดย ลงทุนแมน
ยุคสมัยนี้ การแข่งขันในโลกธุรกิจ ทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าอดีตอย่างมาก
หลายบริษัทเจอความท้าทายต่าง ๆ
ทั้งเศรษฐกิจที่ผันผวน และการเพิ่มขึ้นของคู่แข่งในอุตสาหกรรม

บริษัทจำนวนไม่น้อย จึงเลือกที่จะใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Mergers and Acquisitions หรือ “M&A” เพื่อความอยู่รอด หรือแม้แต่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจตนเอง

M&A คืออะไร และมีความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน มากแค่ไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
M&A ย่อมาจาก 2 คำ คือ “Mergers and Acquisitions”

โดย Mergers นั้นหมายถึง การที่บริษัทตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไป ทำการควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน
เป็นผลให้ทั้งบริษัทเหล่านั้น ถูกยุบรวมและเหลือเพียงแค่บริษัทใหม่เกิดขึ้น และบริษัทเดิมทั้งสอง (หรือมากกว่า 2) ก็จะเป็นเจ้าของบริษัทใหม่ร่วมกัน

ซึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก็คือ การควบรวมกิจการระหว่างธนาคารทหารไทย และธนาคารธนชาต จนกลายมาเป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB

ส่วนคำว่า Acquisitions นั้นหมายถึง การที่บริษัทหนึ่งเข้าไปซื้อกิจการของอีกบริษัทหนึ่ง

กรณีแรกคือ Share Acquisition คือผู้ที่เข้ามาซื้อ
จะได้หุ้นของบริษัทที่ถูกซื้ออาจจะบางส่วนหรือทั้งหมด
ซึ่งผู้ซื้อจะได้มาซึ่งสิทธิ์ในการออกเสียงในการประชุม หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีสิทธิ์ควบคุมการตัดสินใจของกิจการที่ถูกซื้อ อย่างเช่น การเข้าซื้อหุ้น INTUCH ของ GULF

อีกกรณีคือ ผู้ซื้อจะได้มาซึ่งทรัพย์สิน, หน่วยธุรกิจบางส่วนหรือทั้งหมด ของกิจการที่ถูกซื้อ ซึ่งกรณีนี้เราเรียกว่า Asset Acquisition หรือ Business Acquisition

ซึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ก็เช่น กรณีที่ MAKRO รับโอนกิจการทั้งหมดของ LOTUS แล้วออกหุ้นเพิ่มทุนให้กับเจ้าของเดิมที่เป็นบริษัทในเครือซีพี เพื่อชำระเป็นค่าโอนกิจการ

ทีนี้ลองมาดูกันว่ามีเหตุผลสำคัญอะไรบ้าง ที่ทำให้บริษัทส่วนใหญ่นิยมหยิบกลยุทธ์ M&A มาใช้

- เสริมการเติบโตให้กับบริษัท

เมื่อธุรกิจของบริษัทเติบโตมาถึงจุดหนึ่ง การที่จะผลักดันให้ธุรกิจเติบโตมากขึ้นถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เช่น หากธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่ขนาดตลาดเริ่มไม่เติบโตแล้ว การจะขยายส่วนแบ่งตลาดอาจทำได้ลำบาก

กรณีนี้บริษัท ก็จะต้องพึ่งการเข้าไปควบรวมกิจการคู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันนั้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ทันที โดยไม่ต้องไปเสียเวลาลงทุนพัฒนาสินค้า ทดลองตลาด หรือจ้างพนักงานเพิ่ม

หรือแม้แต่ถ้าธุรกิจเดิมของบริษัทนั้นเริ่มอิ่มตัว การเข้าไปควบรวมกิจการกับบริษัทอื่นที่อยู่ในธุรกิจใหม่ ก็สามารถสร้างการเติบโตจากภายนอกกิจการ หรือ Inorganic Growth ได้เช่นกัน

- เพิ่มอำนาจ และผลประโยชน์ร่วมทางธุรกิจ ให้กับบริษัท

เมื่อบริษัทมีการควบรวมกิจการกันเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้เพิ่มอำนาจและผลประโยชน์ทางธุรกิจได้ เพราะบริษัทที่ควบรวมสามารถใช้ทรัพยากร รวมไปถึงจุดแข็งของแต่ละบริษัทร่วมกัน ทั้งยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมให้ลดลงอีกด้วย

ตัวอย่างเช่น การควบรวมกันของธุรกิจค้าปลีก
ที่สามารถเพิ่มอำนาจซื้อและต่อรองกับซัปพลายเออร์ จนอาจได้รับส่วนลด และช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลง

- เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป มีหลายบริษัทที่ปรับตัวไม่ทัน ต้องประสบปัญหา บางบริษัทขาดสภาพคล่อง เข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็ก หรือบริษัทที่กำลังประสบปัญหา

ดังนั้น เราจึงเห็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนสูงพยายามเข้าไปควบรวมกิจการกับบริษัทขนาดเล็กหลายแห่งที่ยังมีโอกาสเติบโตในอนาคต แต่กำลังประสบปัญหาอยู่

ซึ่งการควบรวมกับธุรกิจขนาดใหญ่ จะทำให้ธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจที่กำลังประสบปัญหานั้นมีโอกาสอยู่รอดสูงขึ้น

และหากมองในมุมของ รูปแบบการควบรวม เราก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ คือ

1. การควบรวมกิจการแบบแนวนอน (Horizontal Integration)

เป็นการควบรวมกิจการที่ทำธุรกิจเหมือนกัน หรืออยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งผลประโยชน์จากการควบรวมแบบนี้คือ เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)

จากการที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มส่วนแบ่งตลาด ลดคู่แข่ง รวมไปถึงการเกิดผลประโยชน์ทางธุรกิจเพิ่มขึ้น และเพื่อให้เกิดจากการแชร์เทคโนโลยี ทรัพยากร และบุคลากรร่วมกัน

ตัวอย่างดีลแบบนี้ ก็เช่น The Walt Disney ที่มีส่วนธุรกิจผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์รายใหญ่ ได้เข้าซื้อกิจการของ 21st Century Fox สตูดิโอผลิตภาพยนตร์ชื่อดัง ด้วยมูลค่ากว่า 2.3 ล้านล้านบาท ในปี 2019

2. การควบรวมกิจการแบบแนวตั้ง (Vertical Integration)

เป็นการควบรวมของธุรกิจที่มีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เดียวกัน เพื่อลดต้นทุนการผลิต และจัดการกระบวนการผลิตได้ง่ายขึ้น

เช่น ในปี 2012 Google ได้เข้าซื้อกิจการของ Motorola Mobility ที่แยกตัวออกมาจาก Motorola และเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาสมาร์ตโฟน Android ด้วยมูลค่ากว่า 406,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามดีลนี้ของ Google ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก เพราะตลาดโทรศัพท์มือถือมีการแข่งขันกันที่รุนแรง

3. การควบรวมกิจการที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน (Conglomerate Integration)

เป็นการควบรวมของธุรกิจที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ทั้งนี้เพื่อ สร้างการเติบโตจากธุรกิจใหม่ รวมไปถึงความต้องการที่จะกระจายความเสี่ยงเพื่อไม่ให้กิจการมีรายได้หลักมาจากธุรกิจเดิมเท่านั้น

ตัวอย่างของบริษัทที่เกิดจาก Conglomerate Integration เช่น กลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น หรือ TCC Group ของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี
ที่มีการควบรวมกิจการต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอยู่ในเครือมากมาย เช่น ธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ ประกัน การเงิน และธุรกิจการเกษตร

ทั้งหมดนี้ก็คือ สรุปกลยุทธ์ M&A
ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในทางธุรกิจ ที่ทำให้เราเข้าใจว่า
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกธุรกิจที่ผ่านมา มันจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง M&A ในหลายเรื่อง
และในอนาคต เราก็จะได้เห็นการ M&A ของธุรกิจต่าง ๆ อยู่เป็นระยะ ตราบใดที่บนโลกนี้ยังมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย แนวคิดทุนนิยม..
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References:
-https://www.investopedia.com/ask/answers/why-do-companies-merge-or-acquire-other-companies/
https://www.set.or.th/th/market/files/mna/Final_MnA.pdf
-https://www.investopedia.com/ask/answers/051315/what-difference-between-horizontal-integration-and-vertical-integration.asp
-https://www.npr.org/2019/03/20/705009029/disney-officially-owns-21st-century-fox
-https://en.wikipedia.org/wiki/Motorola_Mobility
-https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_largest_mergers_and_acquisitions

11/11/2021

BREAKING อีลอน มัสก์ ขายหุ้น Tesla แล้ว 36,000 ล้านบาท
ล่าสุด อีลอน มัสก์ ได้ขายหุ้น Tesla แล้วเป็นมูลค่ากว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,000 ล้านบาท

เนื่องจากที่ มัสก์ ได้ตั้ง Poll บน Twitter ส่วนตัวของเขาเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาว่า “เขาจะขายหุ้น 10% ที่ตัวเองถืออยู่ดีไหม ?”

ซึ่งผลโหวตก็ปรากฏกว่า 58% หรือเกินกว่าครึ่ง โหวตให้เขาขายหุ้นเพื่อเอาไปจ่ายภาษี

มาวันนี้ ก็คอนเฟิร์มแล้วว่า เขาขายหุ้นไปแล้วจริง ๆ เพื่อเอาไปจ่ายภาษี
โดยอ้างอิงจากเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC)
แสดงให้เห็นว่า มัสก์ ขายหุ้นไปทั้งหมด 934,091 หุ้น ที่ช่วงราคา 1,100 ถึง 1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น

การขายหุ้นส่วนนี้ของมัสก์ ก็เพื่อนำไปจ่ายภาษีที่เขาถูกเรียกเก็บจากการใช้ Option หุ้น Tesla
ซึ่งก่อนหน้านี้ เขากล่าวว่า การขายหุ้นบางส่วนของเขาออกไปเป็นทางเดียวที่เขาทำได้ที่จะได้เงินสดมาเพื่อจ่ายภาษี เพราะเขาไม่ได้รับเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนจากการทำงาน และสินทรัพย์ของเขาอยู่ในรูปแบบหุ้น Tesla

ซึ่งจากข่าวหลายแหล่ง ก็บอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไร โดยบางแหล่งก็บอกว่า การกระทำของ มัสก์ บนทวิตเตอร์นั้น เป็นเพียงการแสดง หรืออยากให้ตลาดรับรู้การตัดสินใจของเขาแบบเป็นนัยอยู่แล้ว

และอ้างอิงจากเว็บไซต์ TechCrunch ก็ระบุว่า ก่อนหน้านี้ มัสก์ ได้วางแผนขายหุ้น Tesla และยื่นคำร้องต่อ SEC ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม มัสก์ ก็ยังคงถือหุ้นบริษัทอยู่ถึง 170 ล้านหุ้น คิดเป็นประมาณ 17% ของหุ้น Tesla ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 6,000,000 ล้านบาท และเขาตั้งใจว่าจะขายหุ้นทั้งหมดประมาณ 10% ซึ่งคิดเป็นประมาณ 600,000 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าจำนวนหุ้นที่เขาจะต้องขายเพิ่มเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ยังมีอีกมาก..

References:
-https://www.cnbc.com/2021/11/10/elon-musk-sells-1point1-billion-of-tesla-stock.html
-https://techcrunch.com/2021/11/10/elon-musk-has-sold-more-than-1b-in-tesla-stock/

ธุรกิจที่เกิดในไทย แต่สร้างแบรนด์ดัง ในต่างแดน
03/11/2021

ธุรกิจที่เกิดในไทย แต่สร้างแบรนด์ดัง ในต่างแดน

ตัวอย่างนักธุรกิจ ที่เกิดในไทย แต่สร้างแบรนด์ดัง ในต่างแดน
- ลองใช้ Blockdit เพื่อได้ไอเดียใหม่ ๆ แล้วอาจพบว่า สังคมนี้กับเหมาะกับคุณ Blockdit.com/download

14/06/2021

คุณเคยไหม? เงินขาดมือ ทั้งที่ธุรกิจของคุณยังต้องดำเนินต่อไป

แล้วคุณแก้ไขปัญหานี้กันอย่างไร ?
แน่นอน!! ต้องเป็นการหยิบยืมบ้างหรือพึ่งการขอสินเชื่อธนาคารบ้าง บางครั้งทำเรื่องแล้วยังต้องรออีก ซึ่งคุณอาจจะต้องใช้เงินวันนี้หรือพรุ่งนี้เลย

SIAM LOAN เราจึงจัดสินเชื่ออนุมัติด่วนฉุกเฉินนี้ขึ้นมา
เพื่อให้สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการใช้เงินด่วนและมีระยะเวลาการใช้ไม่นาน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ

╔══════════════════╗
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
โทรศัพท์: 063 842 4591
ข้อความเพจ: m.me/TpK.Admin
╚══════════════════╝
(มีเจ้าหน้าที่สินเชื่อคอยตอบทุกข้อสงสัย )
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่เรากำหนด*

อย่าพลาดโอกาสทางธุรกิจ เพียงเพราะขาดเงินทุน
สินเชื่อ Sm capital สำหรับธุรกิจ

11/06/2021

วิธีขอเครดิตภาษีคืน จากเงินปันผลของหุ้น /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่คะว่า เงินปันผลจากหุ้น ที่เราได้รับในทุก ๆ ครั้ง จะมาจากกำไรของบริษัทที่ถูกหักภาษีมาแล้ว ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ดังนั้นเราสามารถขอคืนภาษีได้ ถ้าเรามีฐานภาษีที่ไม่ถึงเกณฑ์ โดยเรื่องนี้เรียกว่า “เครดิตภาษีเงินปันผล”

โดยทั่วไป ก่อนหน้าที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้เรา บริษัทจะต้องจ่าย “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” ไปแล้ว ซึ่งปัจจุบันภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่ที่ 20% จากกำไรทั้งหมด

คำว่าเครดิตภาษี หมายถึง เงินปันผลนั้นได้ถูกเสียภาษีนิติบุคคลไปแล้วเท่าไร

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเงินปันผลที่เราได้คือ 800 บาท มันก็จะมาจากกำไรบริษัท 1,000 บาท ที่ถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว 200 บาท

ในกรณีนี้เครดิตภาษีก็คือ 200 บาท ซึ่งเราสามารถนำเงินจำนวนนี้มาคำนวณเพื่อขอคืนภาษีได้ ถ้าฐานภาษีเราไม่ถึงเกณฑ์

ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าเราได้เงินปันผล 800 บาท ซึ่งมีเครดิตภาษีเงินปันผล 200 บาท นอกจากนั้นเรายังมีเงินได้จากแหล่งอื่นอีก

ถ้าสมมติว่า เราคำนวณภาษีเงินได้ที่เราต้องจ่ายในปีนั้นได้ทั้งหมด 500 บาท

ให้นำจำนวนภาษีตรงนี้มาลบกับ ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ที่เราเคยถูกหักไปก่อนหน้านี้ เช่น

ภาษี ณ ที่จ่าย ที่ถูกหักจากเงินเดือนไปแล้ว 300 บาท
และภาษี ณ ที่จ่าย ที่ถูกหักจากเงินปันผลที่ได้รับ 80 บาท

ดังนั้นเมื่อนำภาษีทั้งหมดที่เราต้องจ่าย มาลบกับภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว จะได้ 500 - 300 - 80 = 120 บาท

แต่เรามีเครดิตภาษีเงินปันผล 200 บาท ก็จะแปลว่า เราสามารถขอคืนภาษีจากรัฐได้ 120 - 200 = 80 บาทนั่นเอง

แต่อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ
ในบางกรณีการใส่ “เครดิตภาษีเงินปันผล” ในการคำนวณภาษี จะทำให้เราต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน ถ้าฐานภาษีของบุคคลนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่า 28%

28% นี้คำนวณจากอะไร ?

โดยปกติแล้วกำไรหลังภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% ที่นำไปจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10% แปลว่าเงินปันผลที่ผู้ถือหุ้นได้รับจริง ๆ นั้น จะเหลือ 72% เมื่อเทียบกับกำไรก่อนภาษี

สรุปแล้วในฐานะผู้ถือหุ้น เราจะเสียภาษีรวมกันทั้งหมด 28% ของกำไรไปแล้ว

ถ้าเรามีฐานภาษีที่น้อยกว่า 28% เราก็ควรยื่นขอเครดิตภาษีเงินปันผลในการคำนวณภาษี เพื่อสิทธิประโยชน์ในการทำให้เสียภาษีน้อยลง

แต่คนที่มีฐานภาษีมากกว่า 28% เขาจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น เพราะจำนวนเงินที่เขาเสียภาษีไปแล้วทั้งในรูปแบบของภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีหัก ณ ที่จ่าย มันยังน้อยกว่าภาษีที่เขาจะต้องเสียตามเกณฑ์

แต่กรมสรรพากรก็มีทางเลือกให้ไม่ต้องยื่นขอเครดิตภาษีเงินปันผลได้ แต่ก็ต้องไม่ยื่นทั้งหมดในทุกรายการเงินปันผลที่เราได้
ซึ่งถ้าเราไม่เลือก ก็แปลว่าเราจะเสียภาษีของเงินปันผลมากสุดที่ 28%

ทั้งนี้คนที่จะเสียฐานภาษี 28% จะเป็นผู้มีเงินได้ประมาณ 2 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป

ในทางกลับกัน หากเราตัดสินใจขอรับเครดิตภาษีเงินปันผลแล้ว
เราจะต้องนำรายการเงินปันผลทั้งหมดที่เราได้รับ มาคำนวณให้ครบถ้วน
และเราไม่สามารถเลือกขอเครดิตเงินปันผลแค่รายการใดรายการหนึ่งได้

ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีการขอเครดิตภาษีคืน จากเงินปันผลของหุ้น
ใครที่ได้รับเงินปันผลมาแล้ว อย่าลืมเก็บหลักฐานการได้รับเงินปันผลไว้ด้วยนะคะ
จะได้นำไปใช้ในการขอคืนภาษีได้ และแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่จำนวนเงินที่มากมาย
แต่ถ้ารวม ๆ กันแล้ว ก็น่าจะเป็นจำนวนเงินที่เราสามารถนำไปใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นได้นะคะ

References:
-https://www.set.or.th/set/education/
-https://www.rd.go.th/841.html

04/03/2021

ข่าวสารดีๆ

10/02/2021

ในยุคปัจจุบันมีวิธีการออมเงินมากมายที่แชร์กันบนโลกโซเชียล 👍 แต่สิ่งสำคัญกว่าเทคนิคใหม่ๆ เลยก็คือ วินัย และความสม่ำเสมอ ☺️ แต่วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการจดออม✏️ ที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถออมเงินได้มากยิ่งขึ้น วิธีจดนี้เรียกกันว่า 💰‘𝙎𝙖𝙫𝙞𝙣𝙜 𝙏𝙧𝙖𝙘𝙠𝙚𝙧’💰

📝 𝙎𝙖𝙫𝙞𝙣𝙜 𝙏𝙧𝙖𝙘𝙠𝙚𝙧 หรือ 𝙎𝙖𝙫𝙞𝙣𝙜 𝙅𝙖𝙧 เป็นกระบวนการหนึ่งใน Bullet Journal เพื่อบันทึกการเก็บออมเงินของเรา โดยมีวิธีการทำ หรือจดดังนี้

📍 เริ่มจากการวาดภาพโหลขึ้นมา 1 ใบ บนสมุดบันทึกของคุณ เขียนเป้าหมายไว้ว่าจะเก็บเงินก้อนนี้เพื่ออะไร โดยต้องเซต Goal Date📅 วันที่คุณจะต้องเก็บเงินก้อนนี้ให้สำเร็จไว้ด้วย ตรงนี้จริงๆ แล้วหากกลัวว่าจะวาดไม่สวย สามารถโหลดเทมเพลตแจกฟรีในอินเตอร์เน็ตมาปริ้นท์ใช้ได้
จากนั้นกำหนดว่าจะเก็บวันละเท่าไร เดือนละเท่าไร 🗓 พร้อมระบุด้วยว่าคุณเก็บตามเป้าหมายได้หรือเปล่า เก็บไปวันไหนบ้าง โดยใช้วิธีการระบายสีบนภาพขวดโหล🖌 ให้เห็นภาพเหมือนการหยอดกระปุกออมสิน สำคัญคือต้องเป็นเป้าที่ไม่ไกลเกินไป ทำได้จริงไม่ช้าเกิน

หลักสำคัญของ 𝙎𝙖𝙫𝙞𝙣𝙜 𝙏𝙧𝙖𝙘𝙠𝙚𝙧 ก็คือ เมื่อเป็นการจดจะทำให้คุณสามารถจดจำ และเห็นเป้าหมายการออมเงินของคุณได้มากขึ้น เหมือนได้เห็นการทยอยหยอดกระปุกในแต่ละวันนั่นเอง อย่าลืมว่าต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เป้าหมายมีไว้พุ่งชน 🎯 การออมเงินก็เช่นกัน

#ออมเงิน #เก็บเงิน #ฉลาดคิดฉลาดใช้

31/01/2021

ขยัน ประหยัด
#ออมเงิน #เก็บเงิน #ฉลาดคิดฉลาดใช้

25/11/2020

เราอาจจะเคยเห็นหลากหลายธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้น มีคุณสมบัติหนึ่งคือนอกจากจะเป็นธุรกิจที่คิดต่างแล้ว ยังต้องเป็นธุรกิจที่สามารถแก้ปัญหาในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้หรือคิดไม่ถึงอีกด้วย ดังนั้นการเริ่มต้นทำธุรกิจไหนก่อนคิดว่าจะขายอะไร ลองเริ่มจากวิเคราะห์ปัญหาว่าคนมีปัญหาอะไรที่ยังแก้ไม่ได้
ไม่ว่าธุรกิจนั้นจะตอบโจทย์ให้ชีวิตเขาดีขึ้น สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ก่อนจะเริ่มต้นขายอะไร เราทำสินค้าและบริการนั้นมาเพื่อสนองความต้องการของใคร และแก้ปัญหาอะไรได้ ใครๆก็ยอมที่จะจ่ายเงินหากสิ่งนั้นมันแก้ปัญหาให้กับเขาได้ ดังนั้นทุกธุรกิจหากวิเคราะห์กันให้ดีคงเป็นเรื่องน่าสนุกที่เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆไปกับการแก้ปัญหาให้คน เชื่อว่ายังมีอีกหลายปัญหาที่หลายคนยังแก้ไม่ได้ อยู่ที่ว่าคุณมองเห็นหนทางที่จะแก้ไขแล้วหรือยังเท่านั้นเอง

Graphic & Writer: Chancha
ขอบคุณภาพจาก: Hunters Race

เรื่องดีๆสำหรับผู้ประกอบการ
04/11/2020

เรื่องดีๆสำหรับผู้ประกอบการ

ครม. เห็นชอบขยายเวลามาตรการการเงิน-ภาษี ช่วยเหลือ SME ธุรกิจท่องเที่ยว กระทบโควิด-19

ที่ประชุม ครม. เห็นชอบการแก้ไขปัญหาข้อติดขัดและขยายเวลาการดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินได้อย่างทั่วถึง และมีสภาพคล่องที่เพียงพอในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้

#ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19
#ศูนย์ข้อมูลCOVID19
#หยุดโควิดแต่ไม่หยุดเศรษฐกิจไทย
ีวิตวิถีใหม่
#สมดุลชีวิตวิถีใหม่
#รวมไทยสร้างชาติ ดูน้อยลง

ที่อยู่

223/1
Amphoe Muang Chon Buri
20110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สินเชื่ออนุมัติด่วน SIAM Loanผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์