02/02/2022
สัญญาณขึ้นดอกเบี้ย-สภาพคล่องหาย หาโอกาสลงทุนปี 2022 ยังไงดี ?
สรุปประเด็นสำคัญจาก BBLAM
BBLAM x ลงทุนแมน
หนึ่งปัจจัยทางเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลกในปีนี้
คงหนีไม่พ้นเรื่องของสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย และสภาพคล่องที่กำลังจะหดหายไปเรื่อย ๆ
และเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อย อาจจะยังมองไม่ออก ถึงทิศทางการลงทุนในช่วงเวลานี้
ลงทุนแมน ชวนผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ด้านการลงทุนจาก BBLAM
มาร่วมพูดคุยถึง เทคนิคในการจัดพอร์ตการลงทุน ให้เหมาะสมกับสถานการณ์โลก
โดยมี Speaker คนสำคัญคือ คุณมทินา วัชรวราทร CFA® Head of Investment Strategy
แล้วสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยมา สภาพคล่องหาย เราจะหาโอกาสลงทุนในปี 2022 นี้ ยังไงดี ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
ต้องบอกว่า ปี 2021 เปรียบเสมือนอีกหนึ่งปีทอง สำหรับนักลงทุนหลาย ๆ คน
โดยเฉพาะ นักลงทุนสายเทคโนโลยี และนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ
เพราะดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ถึง 26% ในขณะที่ดัชนี Nasdaq ให้ผลตอบแทนกว่า 21%
แต่ทว่าพอเริ่มต้นปี 2022 บรรยากาศการลงทุนดูเหมือนจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ตลาดหุ้นทั่วโลกโดนแรงกดดันจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น
- การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ Omicron ที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสูงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ร้อนแรง
ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับฐานลงอย่างมาก ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ทาง BBLAM มองว่า การปรับฐานลงมาครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน สำหรับนักลงทุนที่เชื่อมั่นในหุ้นสหรัฐอเมริกา และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในอนาคต
เพราะที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ แม้ว่าอัตราการติดเชื้อของผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น จากการแพร่ระบาดของ Omicron
แต่อัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากการแพร่ระบาดช่วงต้นปี 2020 ที่มีอัตราเสียชีวิตสูง
ประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่เคยเปรียบเสมือนการระบาดครั้งใหญ่ (Pandemic)
ถูกคาดการณ์ว่าจะกลายมาเป็นไข้หวัดใหญ่ทั่วไป (Endemic) จากอัตราการฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากร ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ร้อนแรง อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเดือนธันวาคม ปี 2564 พบว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 7%
ซึ่งสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ๆ คือ
1. ความต้องการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความอัดอั้นมานาน (Demand-pull)
2. ปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน จากการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Cost-push)
ด้วยเหตุผลนี้ จึงไม่น่าแปลกใจ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED จะประกาศขึ้นดอกเบี้ย เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น
โดยในปี 2022 ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะประกาศ 3 มาตรการ เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ นั่นคือ
- มาตรการ QE Tapering หรือการชะลอการซื้อพันธบัตรรัฐบาล ที่จะทำให้เงินในระบบลดลง
- มาตรการ ขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2022
- มาตรการ Quantitative Tightening (QT) หรือการลดขนาดงบดุล ด้วยการไม่ซื้อพันธบัตรเพิ่ม
ซึ่ง BBLAM มองว่า มาตรการของ FED มีความสมเหตุสมผล เพราะหากยังปล่อยให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป อาจก่อให้เกิดวิกฤติทางการเงินได้ในอนาคต
อีกทั้ง Real GDP ของสหรัฐอเมริกาถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโต 4.9%
ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานลดลงจาก 8% มาเป็น 3.9%
สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาได้ดีทีเดียว
ทีนี้ หากมองในมุมของตลาดหุ้นจะพบว่า มูลค่าตลาดของบริษัทในดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ 24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
เท่ากับว่า FED จะต้องระมัดระวังในการออกนโยบายไม่ให้กระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนมากนัก เพราะต้องยอมรับว่า ความมั่งคั่งของคนอเมริกัน ก็อยู่ในตลาดหุ้นอยู่ค่อนข้างมากทีเดียว
คำถามต่อมาคือ แล้วถ้ามาดูสถานการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในยุโรป และญี่ปุ่น เป็นอย่างไรบ้าง ?
ล่าสุดธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ประกาศว่าจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
แต่จะยังจับตาเฝ้าระวังเป็นอย่างดี เพราะล่าสุดพบอัตราเงินเฟ้อในเยอรมนีอยู่ที่ 3% และฝรั่งเศส 4% ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต
ในทางกลับกัน อัตราเงินเฟ้อในประเทศญี่ปุ่นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก
แม้จะถูกคาดการณ์อยู่ที่ระดับ 2% แต่ในความเป็นจริง อาจจะต่ำถึง 0.9% ก็เป็นได้
และล่าสุดผลจากการประชุมของ BOJ หรือธนาคารกลางญี่ปุ่น ก็ยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นใด ๆ อีกด้วย
ทีนี้ หากย้อนกลับมาเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกา ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก และก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย
เพราะสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นดอกเบี้ยอยู่บ่อยครั้ง
เช่น ในปี 2004 ถึง 2006 ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยรวมกันถึง 17 ครั้ง
แต่ดัชนี S&P 500 ก็ยังสามารถให้ผลตอบแทนได้เฉลี่ย 8% และ Nasdaq 6%
สะท้อนได้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยในปี 2022 จะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่
ดังนั้น นักลงทุนไม่ควรกังวลเรื่องนี้มากเกินไป
สุดท้ายแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้นในปี 2022
นั่นก็คือ “กำไร” ของบริษัท
เพราะกำไรของบริษัท จะเป็นตัวชี้วัดที่ดี บ่งบอกว่าบริษัทคู่ควรกับมูลค่านี้หรือไม่
ที่น่าสนใจก็คือ ในปี 2021 พบว่า กำไรของหุ้นจดทะเบียนในตลาด S&P 500 เพิ่มขึ้น 47%
แล้วยังถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 6-8% ในปี 2022 นี้ อีกด้วย
มาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่า หุ้นสหรัฐอเมริกามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับนักลงทุนที่จะทำการบ้าน คัดกรองบริษัทดี ๆ
หรือจะเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาช่วยดูแลก็ได้
แล้ววิธีเฟ้นหาหุ้นน่าลงทุนในปี 2022 เป็นอย่างไร ?
สิ่งสำคัญคือ การเฟ้นหาบริษัทที่มีกำไรสูง หรือกำไรที่แน่นอน
ยกตัวอย่างเช่น บริษัทเทคโนโลยีที่มีอำนาจในการต่อรองราคาอย่าง Microsoft, TSMC
หรือบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงอย่าง Cadence Design Systems หรือ Synopsys ผู้ออกแบบซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการผลิตชิป
ซึ่งทั้งโลกมีเพียงไม่กี่บริษัทที่ทำได้ บริษัทเหล่านี้จึงมีอัตรากำไรขั้นต้นสูง และได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อน้อยกว่าบริษัทอื่น ๆ โดยกองทุน B-SIP ของ BBLAM ก็เข้าไปลงทุนหุ้นเหล่านี้อยู่ไม่น้อย
แล้วตลาดเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น และจีน น่าสนใจไหม ?
ผลจากการคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2022 พบว่า
ยุโรปจะเพิ่มขึ้น 6% ญี่ปุ่น 7% และเอเชีย 8% ซึ่งเท่า ๆ กับฝั่งสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ Valuation ยังถูกกว่าฝั่งสหรัฐอเมริกา
ที่น่าสนใจคือ ตลาดญี่ปุ่น ถูกปรับประมาณการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับดัชนีอื่น ๆ
เพราะมองว่าเมื่อเศรษฐกิจโลกดีขึ้น บริษัทญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อด้านผู้ผลิตเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ในโรงงานจะได้รับผลประโยชน์ไปเต็ม ๆ จากการฟื้นตัว และกลับมาขยายตัวของภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ โอกาสการลงทุนนอกตลาดสหรัฐอเมริกายังมีอยู่มากทีเดียว
สังเกตได้จาก P/E ของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาเฉลี่ยอยู่ในช่วงที่สูงที่สุด เมื่อเทียบกับอดีตกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ ญี่ปุ่นและยุโรป ยังคงมี P/E เกาะเส้นค่าเฉลี่ยตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
สำหรับ ตลาดหุ้นจีนอย่าง H-shares (ฮ่องกง) มี P/E เพียง 9 เท่า และ A-shares (จีนแผ่นดินใหญ่) มี P/E ราว 14 เท่า ซึ่งไม่ได้แพง เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS growth) ที่คาดว่าจะเติบโต 10-15% ในปีนี้
อย่างไรก็ตาม หากใครกังวลว่า Quantitative Tightening (QT) จะมีผลต่อตลาดหุ้นนั้น
อธิบายง่าย ๆ ว่า ถ้า QE คือการเพิ่มเงินไปในระบบ QT ก็คือการทำตรงกันข้ามด้วยการดูดสภาพคล่องออกจากระบบ
ซึ่งหากสังเกตในปี 2017 ที่ FED เคยทำ QT จะพบว่า ตลาดหุ้นยังคงให้ผลตอบแทนที่ดี
เช่น ตลาด Nasdaq ให้ผลตอบแทน 28% หรือตลาดเอเชียอย่าง MSCI Asia Ex Japan +40% และอินเดีย +30%
สะท้อนได้ว่า หาก FED จะทำ QT มักจะอยู่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจดี กำไรของบริษัทดี ตลาดหุ้นยังไปต่อได้
เท่ากับว่า นโยบายการเงิน ไม่ได้กำหนดผลตอบแทนของตลาดหุ้นเสียทั้งหมด
ทีนี้หากย้อนกลับมาดู ตลาดหุ้นจีน..
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทิศทางของนโยบายการเงินจีนค่อนข้างชัดเจนว่าเริ่มผ่อนคลาย
ประกอบกับ อัตราเงินเฟ้อไม่ได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยิ่งเปิดทางให้นโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายได้มากขึ้น ก็จะเป็นลมส่งช่วยตลาดหุ้นจีนสร้างผลตอบแทนโดดเด่นได้
ยังไม่นับรวม นโยบายเพิ่มชนชั้นกลาง และการพัฒนาอุตสาหกรรมแรงงานมาเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ที่ส่งผลให้คนจีนมีรายได้มากขึ้น การบริโภคในประเทศสูงขึ้น
อีกทั้งจีนยังมีความเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด ในรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่
เพราะรู้หรือไม่ว่า จีนเป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นตลาดรถยนต์ EV ที่ใหญ่ที่สุด
สิ่งเหล่านี้ ยิ่งพัฒนาไป จีนก็จะยิ่งกลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของอุตสาหกรรมได้
ปัจจุบันธุรกิจด้าน EV และพลังงานทดแทน เป็นหนึ่ง sector ที่กองทุน B-CHINE-EQ เข้าไปลงทุนเรียบร้อยแล้ว
สุดท้ายแล้ว ปี 2022 ควรลงทุนอะไรดี ?
ปี 2022 เป็นปีที่ดีในการเริ่มต้นฝึกวินัยลงทุนด้วยการทำ DCA โดยอาศัยความผันผวนทำให้ต้นทุนถัวเฉลี่ยของพอร์ตลงทุนดีขึ้น
และยังมองว่า ตลาดหุ้นเอเชียจะกลับมาเป็นม้ามืด สังเกตได้จากเม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา
สำหรับการลงทุนระยะยาว มองว่า เทรนด์พลังงานสะอาด ESG และเทคโนโลยี ยังน่าสนใจ
และที่น่าจับตาก็คือ Healthcare ที่แม้ในปีที่แล้ว ผลตอบแทนจะไม่ค่อยดี แต่มองว่า Healthcare จะสามารถฟื้นได้ นับจากนี้ไป
ดังนั้น สำหรับใครที่สนใจลงทุนในเทรนด์เทคโนโลยี
เชื่อว่าโลกยังเดินหน้าด้วยเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Metaverse หรือกระดูกสันหลังของเทคโนโลยีอย่าง Cloud Computing หรือก็คือ การเก็บข้อมูลไว้บนคลาวด์
หนึ่งกองทุนที่น่าสนใจก็คือ B-INNOTECH กองทุนที่เลือกลงทุนหุ้นเทคโนโลยีไว้อย่างครอบคลุม
ส่วนนักลงทุนที่ชื่นชอบหุ้นคุณภาพดี กำไรสม่ำเสมอ
มองว่ากลุ่ม Healthcare จะเป็นคำตอบที่ดีได้ สังเกตได้จากสถิติย้อนหลังที่มีความผันผวนน้อย และยังมีกำไรเติบโตเฉลี่ย 8% ทุกปี ในช่วงปี 2003-2023
แม้ในปีที่ผ่านมา กลุ่ม Healthcare จะให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าดัชนี S&P 500 จากการชะลอการรักษาโรคต่าง ๆ ออกไปในช่วงโควิด 19
แต่เชื่อว่า หากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ก็น่าจะถึงเวลาที่คนจะเลือกกลับมารักษาตัวอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่ากลุ่ม Healthcare จะกลับมาให้ผลตอบแทนที่ดีได้ใน 1-2 ปีนี้
กองทุน BCARE จึงเป็นหนึ่งกองทุนที่จะลงทุนในกลุ่ม Healthcare และมีความน่าสนใจไม่น้อยในช่วงเวลานี้
สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญในช่วงตลาดผันผวนเช่นนี้ ก็คือ การลงทุนแบบ DCA หรือก็คือ Dollar-Cost Averaging ซึ่งเป็นวิธีการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนได้
เพราะด้วยจำนวนเงินเท่ากัน หากตลาดเป็นขาลง เราจะได้หน่วยลงทุนเยอะขึ้น และไม่ต้องกังวลเรื่องจับจังหวะพลาด
ซึ่งนอกจากจะเป็นเทคนิคการลงทุนที่ดีแล้ว ยังช่วยบริหารความเสี่ยงพอร์ตลงทุนได้ อีกด้วย..
คำเตือน:
การลงทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น) / ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือการลงทุน RMF ก่อนการตัดสินใจลงทุน / กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศมิได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้นผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว หรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้